ต้อนรับสู่โลก ของสาวนักเดินทาง โลกของสาวตัวกลม หัวใจไทย ^_^

อิ่มอุ่น...มาฆบูชา: “ญาณเวศกวัน” ถิ่นนี้มีมนต์ขลัง...วัดป่าใกล้กรุง...

อยากนำเสนอเรื่องราวของวัดแห่งหนึ่งค่ะ ที่หนึ่งได้ทำความรู้จักและมักจะแวะไปพักใจเสมอๆ รวมปีนี้ก็ ราวๆ 6 ปีแล้วที่แวะไปพักใจ ผ่อนคลาย หลบความวุ่นวาย และทำบุญที่นี่...

“ขอให้การทำบุญคล้ายๆ การดื่มเหล้าของบางคน
สุข...ก็เมา เศร้า...ก็เมา
ลองเปลี่ยนมาเป็นสุข...ก็ทำบุญ
เศร้า...ก็ทำบุญ
ตอนเศร้า...ทำบุญเพื่อเรียกสติ
ตอนสุข...ก็ทำบุญเพื่อขอบคุณอะไรก็ตาม
ที่ทำให้สิ่งดีๆ... เกิดขึ้นกับเรา”

จากหนังสือ อ่านแล้วขอกอด โดยดีเจนภาพร

ขอเอาพูดดีๆ ของพี่อ้อย แห่งกรีนเวฟ มาโพสต์หน่อยค่ะ เห็นว่าเกี่ยวกับการทำบุญ ตรงมากเพราะตอนแรกหนึ่ง ก็ทำบุญแบบเรียกสติ แต่สุดท้ายเปลี่ยนมาเป็นทำบุญให้เรื่องดีๆที่เราได้เจอ…

“วัดญาณเวศกวัน” วัดที่มีความร่มเย็น ก่อให้เกิดความสบายทั้งกาย และใจ เมื่อไหร่ที่พาสองขาเดินเข้าวัดมา... เหมือนโยนความหนักหนาสาหัสไว้นอกกำแพงวัดยังไง ยังงั้น... พุทธศานิกชนจำนวนมาก หลั่งไหลมาทำบุญ สงบกายและใจที่นี่ บางคนมาไกลมาก จากหลายๆ มุมในกรุงเทพฯ ด้วยศรัทธาในท่านเจ้าอาวาส “ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยฺุตฺฺโต” ผู้มีจริยาวัตรที่น่าเลื่อมใส และน่าศรัทธามากที่สุดท่านหนึ่งในเมืองไทย... และที่สำคัญท่านเป็นพระนักให้โดยแท้ เพราะงานเขียนทางพุทธศาสนาทุกเรื่องที่ท่านเขียน ใครประสงค์อยากนำไปพิมพ์เพื่อจำหน่ายหรือเผยแพร่เป็นธรรมทาน ท่านไม่เคยเรียกร้องขอค่าลิขสิทธิ์ แม้วันนี้ท่านจะอาพาธด้วยหลายๆ โรค และจำเป็นต้องไปจำพรรษาในต่างจังหวัดเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพและการรักษาทางหนึ่ง... ท่านก็ยังคงเดินหน้าทำงานทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมิเคยกังวลกับอาการทางกายเลยแม้แต่น้อย....



วัดญาณเวศกวัน ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้รับอนุญาตเป็นทางการ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เริ่มมีพระสงฆ์เข้าจำพรรษาในปีเดียวกันนั้น และมีประกาศตั้งเป็นวัดในปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มี พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺฺฺโต) เป็นเจ้าอาวาสสืบมาแต่ต้นจนปัจจุบัน

ภายในเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๑ งาน ๘๕ ตารางวา ร่มรื่นด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่ ผลิดอกออกใบอยู่ทั่วบริเวณ โอบล้อมด้วยบรรยากาศ แห่งธรรมชาติที่เกื้อกูลกันระหว่างสรรพชีวิต เป็นรมณียสถานที่ให้ความสดชื่นผ่อนคลาย สงบเย็น แก่ผู้ที่แวะเวียนเข้ามาพักพิง ด้วย ความตั้งใจที่จะให้อารามแห่งนี้เป็นป่าที่เหมาะแก่การเข้ามาแสวงหาความรู้ เจริญธรรม เจริญปัญญา สมดังชื่อ "ญาณเวศกวัน" อันมี ความหมายว่า "ป่าที่มีเรือนแห่งความรู้" หรือ "ป่าของผู้เข้าสู่ญาณ" พื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดจึงมีไว้สำหรับต้นไม้มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง เพราะธรรมชาติที่อยู่รายล้อมรอบตัวคือแหล่งการศึกษาเรียนรู้อันกว้างใหญ่ ล้ำลึก เป็นธรรมะใกล้ตัวที่ผู้มีปัญญาจะพึงค้นพบ



เมื่อ 6 ปีที่แล้วแวะมาทำบุญช่วงปีใหม่ที่วัดนี้ หลังจากฟังเพื่อนแนะนำมาซักพัก เหตุผลคือว่า ชีวิตเราตอนนั้น มึนๆ งงๆ เหนื่อยๆ ล้าๆ ก็เลยเป็นเหตุให้ลองมาทำบุญที่วัดนี้ ซักครั้ง...... ครั้งแรกมา เดินเข้าวัดมาแบบงงๆ ไปทางไหนดีน๊าเรา เอ... ต้องทำอะไรยังไงเนี่ย จำไม่ได้แล้วค่ะ ว่าวันแรกเนี่ย ใครเป็นบอกให้เราเตรียมอะไรยังไง ขั้นตอนการทำบุญยังไง วันนี้ หนึ่งสรุปคร่าวๆ มาให้ เผื่อมีคนสนใจอยากตามรอยบุญไปด้วยกัน^^



การทำบุญ ถวายสังฆทาน

ช่วงของการทำบุญมีหลายช่วงเวลา
ช่วงเช้า
ประมาณ 6:00-7:15 พระจะออกบิณฑบาต รอบๆ วัด มีหลายสาย สายที่บิณฑบาตไกลที่สุด จะมาถึงหอฉันประมาณ 7 โมงกว่าๆ ค่ะ
ปกติเวลาเราตักบาตรพระ ท่านมักจะให้พรเป็นภาษาบาลี แต่ที่วัดนี้ให้พร สอนเป็น พุทธศาสนสุภาษิต พร้อมคำแปลค่ะ ได้ข้อคิดดีๆ ไปใช้ได้ทั้งวันเลย...



หลังจาก พระกลับมาแล้ว ท่านจะกลับไปพัก สักครู่เพื่อลงหอฉันร่วมกัน ประมาณ 7:45 น. น่าจะได้ค่ะ ระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่วัด จะจัดเตรียมอาหารตั้งโต๊ะรวมไว้ ญาติโยมที่นำภัตตาหารมาถวายจะมาร่วมจัดด้วยก็ได้ค่ะ ร่วมด้วยช่วยกัน หลังจากจัดของเพื่อเตรียมถวายพระแล้ว จะมีตัวแทนพระมารับประเคนอาหารบนโต๊ะก่อนค่ะ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาที่ให้พระรูปอื่นมาตักภัตตาหาร ทั้งหมดใส่ลงในบาตรของแต่ละรูป



ใส่รวมหมดค่ะ ทั้งของคาวและของหวาน... เป็นการเตือนใจให้ไม่ติดใจในรสอร่อยของอาหารมากเกินไป เพราะเป็นการฉันภัตตาหารเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น... (เวลาพาแม่มาที่วัด แม่มักบอกว่าทำใจยากจัง อยากเห็นพระฉันของอร่อยๆ มากกว่ามาเทรวมกันแบบนี้ คงแทบไม่รู้รสชาติอร่อยๆ) ต้องใช้เวลาค่ะ แต่ก็พยายามจับใส่รถมาบ้างถ้ามีโอกาส อยากให้แม่ซึมซับไปเรื่อยๆ พระอาจารย์ที่วัดเคยเทศน์ให้ฟังค่ะ ว่าความกตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทนเท่านั้น แต่ต้องเลือกที่จะให้ท่านได้เดินอยู่บนวิถีของพระพุทธศาสนาด้วย... กำลังพยายามค่ะ



มาต่อกัน หลังจากที่พระท่านตักภัตตาหารพร้อมกับข้าวลงในบาตรแล้ว ท่านจะมาฉันรวมกันที่หอฉัน พอมีเวลาก่อนฉัน ท่านก็จะให้ญาติโยมที่ยังไม่ได้ถวายทั้งของคาวและหวาน ถวายสังฆทานของก่อน (สำหรับขั้นตอนการกล่าวถวายของนั้นมีเอกสารของทางวัดเตรียมไว้ให้แล้วค่ะ) หลังจากนั้น ท่านจะเทศน์ให้ฟังค่ะ แล้วแต่เรื่องในแต่ละวันก็สับเปลี่ยนพระขึ้นมาเทศน์ เรื่องการเทศน์หลังการถวายของทุกครั้งเป็นธรรรมเนียมปฏิบัติที่ท่านเจ้าคุณฯ เจ้าอาวาสกำหนดไว้ค่ะ หลังจากได้ธรรมะเตือนสติแล้ว พระท่านจะให้พร หลังจากนั้นก็กรวดน้ำ สุดท้ายคือการสวดปลงเรื่องอาหารและ กล่าวให้ญาติโยม มาร่วมรับประทานอาหารที่อยู่บนโต๊ะร่วมกัน หลังจากพระท่านฉันอาหารฉันมือเช้าครบแล้ว... เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้าค่ะ



แต่การเริ่มถวายสังฆทานจริงๆ เริ่มประมาณ 9:00 น. ค่ะ โดยวิธีการทำสังฆทาน มีขั้นตอนแจ้งเวลา ตามรูปนี้ค่ะ



ช่วงสาย

ขั้นตอนการถวายสังฆทานช่วงสายๆ จะมีเป็นรอบๆ ค่ะ ส่วนใหญ่ ท่านก็จะจัดให้ถวายเกือบจะทุกครึ่งชั่วโมง โดยขั้นตอนแรก เมื่อญาติโยม รวมกันได้กลุ่มหนึ่ง พระท่านจะให้หยิบกระดาษที่มีทั้งคำถวายสังฆทาน อาราธนาศีล คำอ่านศีล 5 เพื่อให้ญาติโยมกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน เริ่มต้น พระท่านจะให้เรา อาราธนาศีล 5 รับศีล 5 เสร็จแล้วท่านก็จะให้เรากล่าวคำถวายสังฆทาน คำกล่าวมี 2 แบบค่ะ สำหรับที่วัดนี้ มีคำถวายคนตาย กับถวายภัตตาหารก่อนเพล บางครั้งถ้าคนไม่มาก พระท่านมักถามว่ามาทำบุญเนื่องในโอกาสอะไร...



หลังจากกล่าวคำถวายสังฆทานแล้วก็กล่าวคำแปล หลังจากนั้นก็ถวายของค่ะ เช่นเคยตามธรรมเนียม พระอาจารย์ก็จะเทศน์เหมือนเดิมค่ะ เรื่องเทศน์เนี่ย เป็นสิ่งที่หนึ่งชอบมากและอยากฟังที่สุด หลายครั้งที่ชีวิตพลิกฟื้นคืนสติได้ก็เพราะพระอาจารย์เทศน์โดนใจเนี่ยแหละค่า^^… หลังจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอน การรับพร กรวดน้ำกัน ช่วงเช้าจะปิดรับสังฆทาน ถึงเวลาประมาณ 10:30 น. หลังจากนั้น 11:00 น. พระท่านก็จะมาฉันเพล แล้วก็ทำกิจกรรม เหมือนช่วงเช้าทั้งหมดค่ะ คนช่วงเที่ยงจะแน่นหน่อยค่ะ



นอกจากการทำบุญแล้ว ที่วัดนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกหลายอย่างค่ะ ที่วัดทุกเสาร์-อาทิตย์ มีเรียนการปฏิบัติธรรมใต้โบสถ์ เริ่มเวลา ประมาณ 10:00 น.



พระอาจารย์จะสอน นักเรียนใหม่ที่มีมาในแต่ละอาทิตย์ โดยสอนเรื่องการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม และการเตรียมตัวสำหรับมือใหม่หัด ปฎิบัติธรรม ท่านจะเน้นให้กลับไปทบทวนที่บ้านเสมอๆ เพราะแค่ที่วัดยังไม่พอ... ส่วนช่วง 11:00 น. จะเป็นหลักสูตรต่อเนื่องๆ สำหรับผู้ที่มาเรียนสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่สอนเนื้อหาในหนังสือพุทธธรรมค่ะ ยากใช้ได้ แต่พระอาจารย์ก็พยายามสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ถ้าไม่เข้าใจ ท่านก็โอกาสได้ถามในแต่ละหัวข้อๆ ไป หลังจากนั้น ถ้าใครมีคำถามก็เปิดโอกาสให้สนทนาธรรมกันค่ะ เลิกก็ประมาณ 12:00 น.



นอกจากนี้ ที่วัดยังมีห้องสมุดที่รวมงามเขียนของท่านเจ้าคุณฯ ไว้เกือบหมดค่ะ น่านั่งมากเลย เย็นสบาย แล้วก็สงบมากๆ บริเวณด้านหน้าตึกห้องสมุดมี บ่อปลา มีปลาหลากหลายค่ะ เด็กๆ มักจะชอบมุมนี้มากๆ ด้านข้างศาลาบำเพ็ญกุศลจะมี ลานกว้างๆ มีถนนเล็กๆ ไว้ให้โยมมาเดินจงกรมกัน หลายๆคน ก็ชอบมาปฏิบัติธรรมโดยการมากวาดลานวัด... สำหรับเศษใบไม้ร่วงๆ







ที่วัดนี้ ไม่มีการเน้นการบริจาค หรือเครื่องรางค่ะจะเน้นการปฏิบัติ แล้วก็เรื่องของการเจริญสติ... มุ่งเน้นความเข้าใจและขัดเกลาปัญญามากกว่า...



ปัจจุบัน มีญาติโยมนำของมาถวายสังฆทานเยอะมาก ถ้าเกินความต้องการของทางวัด ก็จะนำไปบริจาค ให้โรงเรียน หรือวัดที่ห่างไกล ที่สำคัญที่วัดไม่มีตู้รับบริจาค แล้วก็มีแจกหนังสือกับซีดีเป็นธรรมทานค่ะ ได้หนังสือดีๆ มาเยอะเลย... แต่ทุกครั้งที่หนึ่งถวายเงินกับทางวัด หนึ่งจะระบุวัตถุประสงค์ของการทำบุญค่ะ ว่าเพื่อพิมพ์หนังสือ หรือทำซีดี เป็นต้น เพราะเงินทำบุญจะแยกบัญชีกันชัดเจน..



จะเห็นได้ว่าที่วัดนี้ มุ่งเน้นการปฏิบัติและให้ความรู้แก่ญาติโยม พระอาจารย์เคยเทศน์แล้วบอกแก่ญาติโยมว่า ถ้ามาที่วัดนี้แล้วต้องออกไปจากวัดพร้อมทั้งสติและปัญญา ไม่อย่างนั้น ต่อให้ทำบุญอย่างไรชีวิตก็กลับมาเป็นทุกข์ได้เสมอๆ เพราะฉะนั้นการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น สะเดาะเคราะห์ หรือว่าแจกน้ำมนต์ จึงไม่มีที่วัดแห่งนี้ค่ะ นอกจากการถวายสังฆทาน และการปฏิบัติธรรม ส่วนญาติโยมท่านไหน อยากสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ ก็สามารถนั่งคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ตลอด



เหตุผลที่หนึ่งแนะนำเพื่อนๆ ไปทำบุญที่วัดนี้ ไม่ใช้เรื่องของการถวายของหรือเงินเป็นหลักหรอกนะค๊ะ เพราะสิ่งเหล่านี้น่าจะเกินความจำเป็นของทางวัด โดยเฉพาะวันสำคัญๆ ทางศาสนา ญาติโยมแน่นวัดเลยทีเดียว แนะนำค่ะ วันธรรมดารวมไปถึงวันเสาร์คนจะน้อย บางทีอาหารก็น้อยไม่พอพระฉัน ส่วนวันอาทิตย์หายห่วง คนแน่นมากๆ สิ่งสำคัญคือหนึ่งอยากให้เพื่อนๆ มีโอกาสได้ฟังธรรมะ และไปอ่านหนังสือที่เป็นงานเขียนดีๆ จากท่านเจ้าคุณฯ ไปเพิ่มปัญญาให้ตัวเองค่ะ เราจะได้กลับออกจากวัดแบบมีสติกับปัจจุบัน... การเข้าใจธรรมะก็เป็นการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน บางเรื่องที่เกิดกับเราก็คือกฎแห่งความเป็นจริงบนโลกใบนี้ ที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะเข้าใจธรรมมะของพระพุทธองค์...เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว แต่หลายๆ คนกลับเดินออกมาจากธรรมชาติซะงั้น ยึดติดกับสิ่งของ วัตถุ เงินทอง จนลืมเรื่องของการดูแลบริหารจิตใจด้วยคำสอนที่เป็นจริงของกฎธรรมชาติ...



หนังสือเรื่อง “ความสุขทุกแง่ทุกมุม”

ความสุข ที่เป็นจุดหมาย ซึ่งใช้คำเรียกว่าเป็นบรมสุขนั้นมากับปัญญาที่รู้แจ้ง ทำจิตใจให้เป็นอิสระ ที่แม้แต่ความสุขอย่างสูงก็ครอบงำไม่ได้ และความสุขนั้นก็เป็นอิสระ สุขแท้ สุขจริงไม่มีพิษไม่เป็นภัย ไม่ต้องหาไม่ต้องพึ่งพา ไม่ขึ้นต่ออะไร มีประจำตัวอยู่กับตัว จะอยู่ไหนไปไหนเมื่อใดก็สดใสเบิกบานเป็นสุขทุกเวลา สำหรับคนทั้งหลายที่ยังไม่ลุถึงสุขสูงสุดนั้น ก็ไม่เป็นไร เมื่อรู้เข้าใจหลักแล้วก็มาพัฒนาความสุขกันต่อไป...


เคยได้ยินคำพูดที่ว่า คนเรากว่าจะได้สวมมงกุฎแห่งปัญญา ต้องรออายุเยอะๆ ก่อน พูดง่ายๆ คือเส้นผมเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว แต่เราเลือกที่จะสวมมงกุฎแห่งปัญญาได้ ก่อนที่สีผมจะเปลี่ยน...

ท่านไม่ได้สอนให้เราจมอยู่กับอดีต หรือกังวลไปถึงอนาคต แต่เน้นให้ทำปัจจุบันให้ดี คือมีสติในสิ่งที่ทำและก็ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แค่นี้ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่าเราจะมีอดีตที่น่าจดจำ และแนวทางในอนาคตที่สดใสได้ จากการทำปัจจุบันให้ดีนั่นเอง...

พระพุทธศาสนา คือ ระบบการพัฒนาความสุข มนุษย์นี้เป็นสัตว์ซึ่งมีธรรมชาติที่จะต้องฝึก ต้องหัด ต้องพัฒนา ต้องมีการศึกษา และเมื่อศึกษาถูกต้องเป็นไปตามธรรมชาติของเขานั้น สอดคล้องกันแล้ว เขาก็จะยิ่งเจริญงอกงามมีความสุขยิ่งขึ้น การศึกษาก็จึงเป็นการพัฒนาความสุขไปด้วย ถ้าทำเหตุปัจจัยถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปเรียกร้อง ธรรมชาติก็เป็นไปของมันเอง...
.... เหมือนแม่ไก่อยากเห็นลูกไก่ ก็ขึ้นไปกกไข่ตามเวลา พอถึงวาระลูกไก่ก็กะเทาะเปลือกไข่ออกมา แต่ถ้าแม่ไก่ ไม่ขึ้นไปกกไข่ ถึงจะไปยืนตะโกนร้องทั้งวันที่หน้าเล้า ทั้งเหนื่อยเปล่าและไข่เน่า ไม่ว่าลูกเต่า หรือลูกไก่ ก็ไม่ออกมา....

ทุกข์มีอยู่ ต้องรู้เท่าทัน
สุขคือจุดหมาย ต้องไปถึงให้ได้ทุกวัน...
ทุกข์เป็นเรื่องสำหรับปัญญารู้ ทุกข์เป็นเรื่องของปัญญา
สำหรับปัญญา จัดการให้จากไป
ไม่ใช่สำหรับเอามาใส่เก็บดองไว้ ให้ปูดหรือบูดเน่าอยู่ในหัวใจ
ให้หมดความสดใส เบิกบาน....



ข้อคิดเล็กๆ ที่ได้จากวัดวันนี้...
การรักษาศีล 5 เป็นฐานสำหรับการเจริญภาวนา
สำหรับศีล ข้อ 1-4 (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การไม่ผิดประเวณี การไม่พูดปด) ถ้ารักษาไม่ได้ ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง ไม่สบายใจ…
แต่สำหรับศีลข้อ 5 (การดื่มสุราเมรัย) ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นจนขาดสติแล้ว การผิดศีลที่เหลืออีก 4 ข้อก็ง่ายดายอย่างมาก เพราะเวลาเราเสพย์สิ่งของมึนเมา เราจะขาดสติ และปัญญาในการไตร่ตรองในการกระทำต่างๆ ของเรา....
ตัวที่จะกำหนดให้เกิดกิเลสหรือไม่นั้น มีสิ่งบางๆ ที่กั้นไว้ นั่นคือ สติ...
เพราะฉะนั้น การรักษาศีล 5 ช่วงแรกๆ อาจฝืนใจแต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งเคยชิน ไม่ทำหรือทำผิด เหมือนชีวิตมันมีอะไรแปลกๆ ได้….

ภาวะของบุญ ทำแล้วก่อให้เกิด ความโปร่ง โล่ง เบา สบาย มีความอิ่มเอิบ

การกรวดน้ำ เป็นการเพ่งสมาธิกับสายน้ำ ก่อให้เกิดสมาธิระหว่างเทน้ำ มีสมาธิก่อให้เกิดกำลังที่จะเราจะอุทิศกุศลได้ง่ายขึ้นกับใจที่ตั้งมั่นกับสายน้ำ

บุญยิ่งทำยิ่งเพิ่ม ถึงแม้จะให้คนอื่น แต่ตัวเราก็ยิ่งจะได้บุญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้...



พอรู้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับ ทางวัดฯ แล้วใช่ไหมค๊ะ คราวหน้าถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสอย่าลืมแวะมาพักผ่อน ทำบุญ หรือมาทานข้าวเช้า ข้าวกลางวันที่วัดด้วยกันค่ะ รับประกันของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย^^

วันนี้ คงต้องลาไปก่อนแล้วค่ะ ธรรมะสวัสดีค่ะ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2554 16:23:35 น.  

พาเพื่อนหมีทัวร์ กรุงเก่าของเราแต่ก่อน...

Love Dairy: เหตุเกิดจากความรัก@:

คิดได้ไงเนี่ย เรา (แอบอมยิ้มกับหัวข้อตัวเอง... เข้ากั๊น เข้ากัน กับวันแห่งความรัก.. )

เกือบลืมค่ะ “สุขสันต์วันวาเลนไทน์ย้อนหลัง เพื่อนๆ ทุกคนค่า”
ขอเม้ามอยเรื่องความรักกันนิดนึง เหตุผลที่บันทึกฉบับนี้เป็นบันทึกรัก ก็มีเหตุผลอ่ะค่ะเขาบอกว่าผู้หญิงความรักเยอะ แต่อยากจะบอกว่าผู้ชายก็ไม่แพ้กันหรอกนะค๊ะ แบบว่าหนึ่งแอบหลายใจ เทความรักให้เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็น

การเดินทางให้ยังไง ก็ต้องไปให้ได้ จะไปๆๆๆ ช้างมาฉุดก็ไม่อยู่อ่ะค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ขอร้องอาจต้องพัก แล้วหนีไปใหม่ 555

เพื่อนน่ารักๆ อย่างน้องหมี Teddy Bear ทำไงดีจะเอาสิ่งที่รักมาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น บันทึกนี้เป็นคำตอบค่า (ใครจะไปรู้ว่าพาหมีไปเที่ยวด้วยจะเจออะไรฮาๆ ขนาดนี้ ต้องติดตามบันทึกให้จบนะค๊ะ)

การถ่ายภาพ แม้เพิ่งเริ่มต้น แต่ก็อยากจบสวยๆ เหมือนซุปตาหลายๆ คนในห้องนี้ แอบชื่นชม และลอกเลียนแบบ... อย่าเก็บตังนะค๊ะ...



สำหรับบันทึกรักฉบับนี้ ไม่ขออะไรเลยค่า ขออย่างเดียว อ่านไป...ยิ้มไป ก็ชื่นใจมากๆ แล้วล่ะค่ะ^^

กติกาการเดินทางคราวนี้ หนึ่งไม่มีแผนเหมือนเดิมค่ะ ถึงที่ไหนก่อนแวะที่นั่น อยากอยู่นานแค่ไหน ตามสบาย อยากกลับเมื่อไหร่ก็ไปแล้วกัน... ไม่น่าเชื่อค่ะ ว่าจะแวะเวียนอยู่ในวัดโบราณได้ เป็นนานสองนาน ทั้งๆ ที่แดดแรงมาก แต่มันยังไม่อยากกลับอ่ะ ทำไงล่ะเรา ก็ไปเรื่อยๆ แล้วกัน...



จังหวัดอยุธยา มีสถานที่สวยๆ เยอะมาก เยอะจริงๆ โดยเฉพาะวัด แม้บางสถานที่คือ ซากแห่งความยิ่งใหญ่ในอดีต มองแล้วก็อดนึกถึงกฎเกณฑ์ ที่เป็นสัจธรรมของโลกใบนี้... วันนี้เพื่องฟู พรุ่งนี้ก็อาจตกต่ำ เฮ้อ...ต้องทำใจรับให้ได้... แต่บนซากแห่งอารยธรรมเก่าแก่ เหล่านี้ ก็มีความสวยงามแฝงอยู่นะค๊ะ... หนึ่งพอได้ภาพมาฝากบ้าง แต่อาจไม่งามเท่าของจริงเท่าไหร่... อยากเห็นต้องไปดูด้วยตาค่ะ ว่ามันสวยจริงๆ



วันนี้ มีเพื่อนเดินทางไปด้วยค่ะ อากิจังกับฮารุจัง เพื่อนหมีที่น่ารัก วันนี้หนึ่งพาเขาไปเที่ยวนอกสถานที่ เพราะเราจะไปถ่ายภาพ Pre-Wedding ให้เขาค่า...

แอบยิ้มได้ค่ะ เธอคิดอะไรเพี้ยนๆเนี่ย... ก็มันน่ารักดีนะ ประกอบกับเราก็มีน้องหมีน่ารักๆ อยู่แล้ว ทำไมจะทำอะไรแผลงๆ แบบนี้ไม่ได้ เนี่ยแหละค่ะ art ตัวแม่ของจริง ทั้งเพี้ยน ทั้งโก๊ะ 555

ไม่เสียวเวลาดีกว่า เราไปเที่ยวกันค่ะ อากิจังกับฮารุจังรออยู่ เร็วๆ ค่ะ ล้อจะหมุนแว้ว...



ไม่น่าเชื่อ การเดินทางวันนี้ ตื่นเช้ายิ่งกว่าการไปทำงานอีก ก็มันตื่นเต้นอ่ะค่ะ อยากรู้ว่าภาพโบราณสถาน ที่มีน้องหมี น่ารักๆ ด้วย จะเข้ากันได้ หรือเปล่า... คงต้องให้เพื่อนๆ ตอบแทนแล้วล่ะค่ะ ถามหนึ่งก็ต้องบอกว่าน่ารักจัง ก็เราชอบของเรานี่นา....

ล้อหมุน 6 โมงเช้า สองหมี นอนหลับอุตุ เนื่องจากเราออกจากบ้านเช้ามาก ฟ้ามืดไปหมด อ้อ... งานนี้ เป็นทั้งตากล้อง แล้วก็พลขับ แผนที่อยู่ในมือ...ไม่อยากจะเม้าเลยค่ะขนาดมีแผนที่ยังเลย ยังหลง... ทำไงได้ล่ะค่ะ ไม่ค่อยได้ขับรถไปเองนี่นา แล้วอยุธยาเนี่ย ไม่ได้ไปมา 10 กว่าปีแล้ว... มันก็ลืมๆ เป็นธรรมดา...

หนึ่งเลือกใช้ ถนนนครชัยศรีไปบรรจบกับทางแยกเข้าบางบัวทอง ขับเพลินมากรถน้อย ปรากฏว่าเลยทางเข้าแยกบางบัวทองซะงั้น โอ้... กรรมของเฮา ทำไงล่ะ หาที่กลับรถ แต่ไม่เจอซะที สุดท้ายตัดสินใจ วิ่งไปทางถนนนครอินทร์ แล้วไปตัดตรงบางใหญ่ดีกว่า ไหนๆ ก็เลยแล้ว ทัวร์ถนนเส้นนี้ ซะเลย แหมๆ ไม่อยากจะเม้า รถโล่ง ขับสบายๆ เนี่ยแหล่ะน๊า ข้อดีของการขับรถเลย^^



ออกทางไปสุพรรณ เพื่อนสั่งนักสั่งหนา ว่าให้ออก ทางแยกบางปะหันนะ ใกล้หน่อย อุตส่าห์ วาดแผนที่มา ไม่อยากสารภาพว่าข้าน้อยก็ขับเลยอีกเหมือนเดิม พยายามหาทางกลับรถก็ไม่เจอ เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ไปทางตรงแล้วกัน เข้าตรงบางปะอินถนนสายนี้ ตัดไปทางวัดพนัญเชิง สวยมากค่ะ เจอทุ่งหญ้าเขียวๆ ตัดกับสายหมอกขาวๆ โรแมนติกมาก แต่สองหมีเจ้ายังคงไม่ตื่น เฮ้อ... กรรม ชื่นชมคนเดียวก็ได้ฟ่ะ...




ไปถึงปลายทางวัดแรก วัดพนัญเชิงค่ะ คนยังไม่มากๆ เพิ่งสังเกตว่าวัดนี้ มีความเป็นจีนและไทย ผสมกันแบบเข้ากั๊น เข้ากัน...



วัดพนัญเชิง มีชื่อเดิมว่า “วัดพระนางเชิญ” เพราะว่ามีตำนานรักที่เกิดจากพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก ที่ความรักจบด้วยเรื่องเศร้า เหตุเกิดจากการเข้าใจผิดระหว่างคำพูด เล่นๆ ของพระเจ้าสายน้ำผี้ง กับความน้อยใจของพระนางสร้อยดอกหมาก... ทั้งๆ ที่ทั้งสองพระองค์รักกันมาก แต่สุดท้ายพระนางสร้อยดอกหมาย น้อยใจจน กลั้นใจตาย อ่านประวัติแล้วก็อดสงสารไม่ได้ค่ะ ถ้าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ไม่พูดแหย่ให้พระนางน้อยใจ... คงไม่จบแบบนี้ ...



ที่วัดพนัญเชิง จะมีตำหนักพระนางสร้อยดอกหมากอยุ่ด้วยค่ะ ส่วนชาวไทยพุทธ ก็มักจะแวะมาไหว้ขอพร หลวงพ่อโตองค์ใหญ่และเป็นที่เคารพนับถือมากๆ ของคนอยุธยา วันนี้มีทัวร์ ลงเยอะค่ะ ต้องรีบหนีหลวงพ่อโต ไปเดินเล่นที่ตำหนักพระนางฯ





ตำหนักพระนางฯ ตกแต่งแบบจีนค่ะ สวยงามไปอีกแบบ ด้านข้างพระตำหนัก มีตำหนักของเทพเจ้าจีน อยู่ค่ะ มีเทพเจ้าหลายองค์ จำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ แต่ที่ชอบเป็นศิลปะการตกแต่งมังกร ขนตาหวานมากๆ สงสัยจะเป็นตัวเมีย...ใช้เวลาที่นี่ เกือบชั่วโมง เดินเล่นไปเรื่อยๆ





ออกจากวัดแล้วก็ตรงไปต่อที่วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่มีพระนอนองค์ใหญ่ แล้วก็มีเจดีย์องค์สูง และสวยมากค่ะ ไม่น่าเชื่อค่ะ อยู่ที่นี่ นานมากๆ น่าจะประมาณ สองชั่วโมงได้ คนเยอะมาก ทั้งนักท่องเที่ยว คนไทย ต่างชาติ คนญี่ปุ่นเยอะสุดๆ นักเรียน คนไทยก็แวะมาขอพรกัน





ขนาดคนเยอะอย่างนี้ หนึ่งก็ปลุกสองหมีหลับ ให้ลุกขึ้นมาถ่ายรูปกันค่า... กล้ามาก ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง แต่ตอนถ่ายก็แอบใส่แว่นดำพลางเหมือนกันค่ะ เพราะมีสายตาหลายคู่จับจ้อง ระหว่างกำลังเมามันถ่ายรูปน้องหมีอยู่ ฉับพลันก็มีเสียงหัวเราะดังอยู่ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นมา เจอ... แม่ชีค่า แม่ชีฝรั่งพูดไทยได้ ขำหนึ่งใหญ่เลย
แม่ชี: ทำอะไรอ่ะ (แอบอมยิ้ม)
หนึ่ง: อ๋อ.... พาเพื่อนมาถ่ายรูปแต่งงานค่า...
แม่ชี: อืม... ไอเดียน่ารักๆ นะ ชอบๆ

แล้วแม่ชีก็เดินจากไป... อืมดีจังทำให้คนหัวเราะได้ แม่ชีคงชอบใจมากนะนั่น... แต่เราซิ...





กว่าจะได้ออกจากวัดก็น่าจะ 5 โมงกว่าๆ ได้มั้ง ยังไม่หิวก็เลยลุยต่อ เข้าเมืองดีกว่า ขับไปขับมา ไปโผล่หน้าวัดมหาธาตุซะงั้น อืมๆ เล็งๆ ก็สวยดีน๊า ไปลุยกันดีกว่า... แบกอุปกรณ์เดินดุ่ยๆ เข้าวัดกัน ค่าธรรมเนียมการเข้าวัด สำหรับคนไทย 10 บาท ถูกมากๆ เลยค่ะ



ทุกคน แปลกใจมากๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าแถวเพื่อขอถ่ายภาพแถวยาวมากๆ แล้วเราก็แยกไปเดินชมบริเวณวัดกันค่ะ ที่นี่ค่อนข้างมีเจดีย์ที่สมบูรณ์อยู่เยอะ พระพุทธรูปไม่มีเศียรก็เยอะค่ะ ตอนนี้ กำลังหามุมร่มๆ ถ่ายรูปกัน แล้วอีกอย่างก็ไม่อยากให้คนพลุกพล่าน เราจะเสียสมาธิได้ เพราะมันต้องใช้การสร้างสรรค์งานฝีมือซักหน่อย... ไม่พลาดค่ะ กด ไปได้ หลายแบบ เล่นเอานางแบบนายแบบ เหงื่อซึมเลย ก็มันปาไปเที่ยงกว่าแล้วมั้งเรา...





ยังค่ะ ยังไม่พอ ลุยไปถ่ายด้านหลังวัดอีกนิด บริเวณนี้ มีดอกไม้ร่วงๆ ลงมาบนอิฐแดง... ทำให้พี้นอิฐ มีกลีบดอกไม้โรยด้วย กิ๊บเก๋ ดีไม่น้อย...เอาล่ะ มุมมี้แจ่มขอถ่าย อีกซักชุดแล้วกันน๊า...



และแล้วก็มีแขกไม่ได้รับเชิญเดินมาดูค่ะ ว่ายัย คนนี้ ทำอะไร... เป็นคุณฝรั่ง ถือกล้อง nik 555 สงสัยแอบเหล่ กล้องหนอนน้อย... เขากล้าถามเรา เราก็กล้าตอบ...

ฝรั่ง: พาเพื่อนมาถ่ายรูปเหรอครับ
หนึ่ง: ค่ะ พาเพื่อนมา วันนี้ เป็นวันแต่งงาน
ฝรั่ง: แอบอมยิ้ม อืมเข้าท่า แบบนี้ ก็พาเพื่อนไปด้วยทุกที่เลยซิ
หนึ่ง: เปล่าค่ะ trip นี้ รอบแรก แต่คงมี trip ต่อๆ ไปอ่ะค่ะ แต่ว่าต้องพาไปทั้งคู่นะค๊ะ เพราะเขาแต่งงานกันแล้ว^^
ฝรั่ง: งั้นปีหน้าก็มีเด็กๆ เพิ่มแล้วซิ...
หนึ่ง: ก็ไม่แน่อ่ะค่ะ อาจจะมีเพื่อนเพิ่มมากกว่า... ก็แค่อยากมีเพื่อนรักไปไหนไปด้วย...
ฝรั่ง: ไอเดียน่ารักจัง ผมชอบน๊า...

แล้วแก ก็เล็งๆ มองเรา มองน้องหมี ซักพัก ก็ขอตัวจากไป...

อ่ะจ๊าก.... ฝรั่งเข้าใจเราอ่ะ ว่าเราพาเพื่อนมาเที่ยวด้วย... แสดงว่าความคิดเราก็ไม่ได้เพี้ยนนี่นา.. เนอะๆ ^^







ถ่ายรูปกันชุดใหญ่เลยค่ะ ท้องร้องมากๆ หิวแล้วๆ ทำไงดี สงสัยต้องบอกลา วัดมหาธาตุซะแล้ว... ก่อนเดินทางต่อ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราก็เลยได้ มื้ออร่อย หน้าวัดมหาธาตุนี่เอง “ร้าน ป้าเล็ก เจ้าเก่า” เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ทั้งหมู ทั้งเนื้อ มีขนมจีน แล้วก็หวานเย็น ร้านใหญ่มาก คนแน่นสุดๆ ไม่มี ที่นั่งเลยค่ะ รอแป๊บนึง ก็พอหาได้... แต่ คิวคนสั่งก๋วยเตี๋ยวเยอะมากๆ เลยเปลี่ยนไปกินขนมจีนกับไข่ต้ม... ไม่อยากจะเม้า อร่อยจริงๆ อ่ะ ตามด้วยหวานเย็นขนมปัง น้ำแดง ใส่นมเยอะๆ ... อื้ม... อะไรมันจะสุขขีขนาดนี้ นะเรา... นั่งกินขนมไป ก็จดบันทึกไปด้วย อดขำ แม่ชีกับตาฝรั่งผมทองไม่ได้ นี่เราบ้าทำคนหัวเราะได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?



อิ่มแล้วก็ไปต่อกันดีกว่าค่ะ ที่ต่อไป เราจะพาไปลอดท้องช้างที่ วังช้างและเพนียดอยุธยา... เจอช้างน้อย นามน้องฟ้ารุ่ง ยืนต้อนรับอยู่ แล้วก็แถมด้วยช้างตัวใหญ่ที่ถูกเลือกให้คนมารอดท้องช้างค่ะ พอดีถึงเวลารอดท้องช้าง แต่หนึ่งไม่ได้รอดหรอกนะค๊ะ เดินถ่ายรูปน้องช้าง ไปสนุกว่า ประทับใจค่ะ ช้างที่นี่ พอได้ยินเสียงเพลง ยกขาหน้า เต้นไป เต้นมา น่ารักจังเลย... ส่วน 2 น้องหมี ขอตัวค่ะ กลัวช้าง 555



หลังจากซึมซับความน่ารักของบรรดาช้าง ตัวเล็ก ตัวใหญ่แล้ว เราก็ไปไหว้พระขอพรกันนิดนึงนะค๊ะ ที่วิหารพระมงคลบพิตร...

ที่บริเวณวิหาร มีรถรางพาชมรอบๆ เมืองเก่าด้วยค่ะ คนละ 20 บาท... ด้านทางเข้ามีของพื้นเมืองของอยุธยา ของกิน ของใช้ ของที่ระลึกเพียบเลยค่ะ... ในพระอุโบสถด้านใน มีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ แล้วด้านข้างก็มีเศียรพระพุทธรูปหลายๆ ยุคสมัยค่ะ มีระฆังทำจากไม้ด้วยค่ะ เหมือนพิพิธภัณฑ์น้อยๆ





ด้านข้างวิหาร ก็คือวัดพระศรีสรรเพชญ์ จุดหมายสุดท้ายของการทัวร์เมืองเก่าของเราค่ะ...





วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดที่มีความเด่นตรงเจดีย์ สามองค์ เรียงกัน... เราก็เดินเล่นกันไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม หามุมถ่ายรูปให้เพื่อนหมี คู่รักของเรากันดีกว่า วันนี้ เด็กๆ มาทัศนศึกษากันเยอะทีเดียวค่ะ...หลบเด็กๆ ไปด้านหลังดีกว่า หามุมร่มๆ ด้วย นี่เลย ด้านหลังเจดีย์ องค์นี้ดีกว่า... ได้ภาพน่ารักๆ เยอะเลยค่ะ มีมุมนึงที่พยายามทำแต่ไม่ได้ซะที คือให้น้องหมี หอมแก้มกัน มันมีช่องว่างๆ ระหว่างจมูกน้องหมีอยู่ นั่งเล็งๆ มุมถ่ายรูป ก็มีลมวูบนึง พัดน้องหมีอากิจังหอมแก้ม ฮารุจังพอดี โอ้... ลมจะรู้ใจอะไรขนาดนั้น ได้รูปหอมแก้มน่ารักๆ มาฝากกันค่ะ (แต่พอกลับถึงบ้าน มานั่งนึก เอ... อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นน๊า หรือว่ามีคนช่วยที่มองไม่เห็นหว่า... แอบขนลุกซ่านิดนึงเลยเรา)




ขอบคุณที่ติดตามมาตลอด ใครจะลองไปทำตามไม่ว่านะค๊ะ เหมือนหนังสือ Bear Wish อ่ะค่ะ แต่นั่นหมีตัวใหญ่ ส่วนของหนึ่ง น้องหมีตัวเล็ก แล้วก็ไปเป็นคู่ซะด้วย...

มาถึงตรงนี้ต้องขอลาแล้วค่ะ อากิจังกับฮารุจัง ฝากขอบคุณที่ติดตามผลงานนะค๊ะ นัดกันแล้วค่ะ รอบหน้าเราจะไปถ่ายรูปให้สองน้องหมี ที่ฮอกไกโด อย่าลิมติดตาม ช่วงเวลาหวานของ เค้าสองคนนะค๊ะ... กลางๆ ปีนี้แหละค่ะ สัญญา...ว่าจะไม่ดองนานแน่นอน...





 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2554 15:35:05 น.  

ควันหลง ตรุษจีน ทำบุญกับลูกหมูขาว....

One Fine Day Daily : บันทึกสบายๆ กับวันสบายๆ เมื่อลูกหมู ท่องกรุงฯ ในวันเดียว^^

สวัสดีปีใหม่แบบอาตี๋และอาหมวยค่ะ สีแดง สดใส ทั่วประเทศไทยของเราเลยค่ะ สาวหมวยแบบเราเลยต้องแวะไปทำบุญช่วงปีใหม่จีนด้วยคนค่ะ...
กติกาการเดินทางในวันนี้
-ไม่พกนาฬิกา
-เดินทางด้วยรถบริการสาธารณะเป็นหลักเท่านั้น...



หลายๆ คนสงสัยว่า วันนี้ ยายหนึ่งทำอะไรเพี้ยนๆ รึเปล่า เปล่าค่า แค่อยากทำอะไรสบายๆ ไม่มีขีดจำกัด หรือกฏเกณฑ์อะไรแน่นอน เหมือนตอนทำงาน เท่านั้นเอง เรามีเป้าหมาย แต่มีวิธีการไปให้ถึงเป้าหมายของเรา ตามใจฉาน... บอกตามตรงแต่ละสถานที่ที่จะไป ไม่รู้เป็นการส่วนตัวเลยค่ะ ว่านั่งรถเมล์สายไหนผ่าน แค่อยากไปลองผจญภัยแบบ ไม่มีกติกาเป็นตัวกำหนด ทำยังไงก็ได้ให้ไปถึง...ที่หมาย ก็เท่านั้นเอง...



ได้โอกาสก็เริ่มออกจากบ้าน โดยตั้งใจว่าจะไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อย ก็เดินทางต่อ ไม่พกนาฬิกา ไม่กำหนดเวลา โดยมีจุดหมายการเดินทางวันนี้ คือ วัดพระแก้ว วัดสระเกศ และไปฉลองงานตรุษจีนที่เยาวราช ก่อนกลับบ้าน...

ได้ที ต้องลองใช้ชีวิตแบบชาวบ้านทั่วไป โหนรถเมล์ เดินทางกันซักวัน สบายๆ ค่ะ ได้นั่งตั้งแต่ป้ายแรกเลย นั่งชมวิว chill out เปิดหน้าต่างรถ สูดอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ซักเท่าไหร่ ดูชีวิตคนทำงานในระหว่างทาง ระหว่างวัน... มีหลายเรื่อง ผ่านเข้ามา... แล้วก็จากไป ภายในวันเดียว...



เริ่มเดินกันตั้งแต่ท่าเรือวังหลังผ่านโรงพยาบาลศิริราช แวะเยี่ยม มธ. แห่ง
ท่าพระจันทร์ แล้วก็ถึงจุดหมายแรกกันที่วัดพระแก้ว หอบกันเลยทีเดียว^^ ระหว่างทางก็หาของอร่อยๆ หม่ำไปเรื่อยๆ ยังไม่ทันถึงวัดก็เจอนักท่องเที่ยว จำนวนมหาศาลที่มาเที่ยวบ้านเราช่วงตรุษจีน แน่นมากๆ มีแต่ผู้คนเต็มไปหมด



ตั้งแต่ทางเข้าวัด...จนถึงพระอุโบสถ แต่ก็แปลกค่ะ ในพระอุโบสถกลับเย็นสบาย จนไม่อยากลุกไปไหน แต่เห็นคนที่มายืนรอไหว้พระแล้วก็ต้องตัดใจ ลุกจากมา กราบนมัสการลาพระแก้วมรกต....



ถ้ามีโอกาสลองแวะไปนมัสการนะค๊ะ เห็นต่างชาติต่อแถวยาวเพื่อซื้อบัตร เพื่อจะเข้าไปดูความงามของวัดพระแก้ว คนไทยอย่างเราก็อดภูมิใจในความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์สวยๆ อย่างนี้ไม่ได้ ค่ะ ที่สำคัญคนไทยเข้าฟรีด้วยค่ะ ว่างๆ แวะไปนะค๊ะ...



หลังจากฝ่าฝูงชนออกมาได้ เราก็เดินหน้าต่อไปยัง ภูเขาทองยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาบอกว่าตรงยอดภูเขาทองคือสะดือของกรุงเทพฯ เดินออกมาหมุนซ้ายหันขวาอยู่หน้าวัดได้ซักพัก ก็หาพิกัด กระโดดขี้นรถเมล์ สาย 44 ไปลงตรงราชดำเนิน ก่อนตะกายขึ้นเขาที่วัดนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เยอะเหมือนกันค่ะ แต่ไม่เยอะเท่าวัดพระแก้ว...



เดินทางไป ถ่ายรูปไป ก็หายเหนื่อยพักได้เป็นอย่างดีค่ะ เดี๋ยวนี้ที่ภูเขาทองไม่ต้องถอดรองเท้าเข้าไปแล้วค่ะ เขาให้เราถือไปด้วยค่ะ ลุยได้เลย ที่นี่มีบริการทำบุญแก้ปีชง ด้วยการเขียน ชื่อสกุล เวลา ปีเกิด ใส่ลงในแผ่นทองแล้วก็ไปหย่อนในบาตรฝากพระท่านทำพิธีปีชง ส่วนเราก็เก็บผ้ายันต์สีแดง เป็นผ้ายันต์มหามงคล ที่ได้มาจากผ้าแดงห่มองค์ภูเขาทอง...กับน้ำมนต์ไว้เป็นสิริมงคล



วันที่ไป มีลงนามในผ้าแดงให้องค์พระบรมบรรพต ภูเขาทองด้วยค่ะ



หลังจากไหว้ ขอพรพระเรียบร้อย ด้านล่างระหว่างทางลงเขา ก็มีป้ายเชิญไปนมัสการหลวงพ่อโต อย่าลืมแวะไปขอพรด้วยนะค๊ะ...







อิ่มบุญจนตัวกลมแล้วล่ะค่ะ ตอนนี้ได้เวลาไปบันเทิงลิ้มรสกับของอร่อยๆ ที่เยาวราชแล้วเรา... การเดินทาง ก็เลือกรถสาธารณะ อย่างตุ๊ก ตุ๊ก ค่ะ 60 บาท (บอกตรงๆ ค่ะไม่ทราบจริงๆ ว่าไปรถเมล์สายอะไร เลือกคุณลุงรถตุ๊ก ตุ๊ก หน้าวัดนี่แหละค่ะ) ส่งถึงด้านข้างถนนเยาวราชเลย (ขอเม้าหน่อยนะค๊ะ ระหว่างเดินมาหารถไปเยาวราช เราได้ยินคุณลุงนินทากับเพื่อนที่ขับรถ ว่ามีต่างชาติมา คุยยังไงดีเรา? พอเดินไปถึง เราบอกคุณลุงไปเยาวราช แกหัวเราก๊ากเลยค่ะ คุณลุงบอกว่านึกว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น แอบปลื้มเล็กๆ หน้าตา inter เหมือนกันนะเราเนี่ย)... ด้วยประสบการณ์ คุณลุงลัดเลาะ หาทางไปส่งเราได้แล้ว



เราก็เดินเรื่อยๆ ไปถึงจุดที่เป็นประตูเมืองที่นี่ มีหยกรูปสิงห์ที่ประเทศจีนส่งมาให้เรา ตัวผู้เหยียบลูกโลกค่ะ ส่วนตัวเมียก็เหยียบลูกตัวเอง เจ้าหน้าที่แนะนำให้เราเอาเงินแล้วก็กระเป๋าสตางค์ไปลูบเพื่อให้มั่งมีค่ะ ... ตรงซุ้มประตูเมือง มีการแนะนำทำพิธีลอดซุ้มเพื่อเปิดรับความเป็นสิริมงคล ด้วยการลอดประตูเมือง ตรงจุดที่มีแผ่นทองเพื่อรับพลังให้เต็มเปี่ยม







ก่อนจากลาซุ้มประตู บริเวณนี้มีเขียนถวารพระพรในหลวงของเรา ลงบนใบโพธ์สีทองด้วยค่ะ





จากนี้ได้เวลาลุยกับของอร่อยๆ ตลอดทาง ไม่รู้จะบรรยายยังไง เยอะแยะ มากมาย เสียดายไม่ได้ อยู่จนหัวค่ำ มีดนตรี จากแกรมมี่มาเล่นด้วย เดินชิมนู่นหม่ำนี่ จนใกล้เวลาปิดถนน เราต้องรีบกระโดดขี้นรถ



มินิบัสซิ่งกระจายสาย 1 ก่อนที่จะไม่มีรถเมล์ แต่โชคร้ายยังไงไม่รู้ค่ะ เพราะว่า พอรถมาถึงวัดโพธิ์ ก็เกิดนิ่งสนิท กระเป๋ารถเมล์บอกเราว่า เราต้องเดินไปถึงจะเร็วกว่า แล้วก็จริงดังคำน้องบอก รถไม่เขยิบ มอเตอร์ไซค์ รับจ้างก็ไม่เจอ สุดท้ายเราต้องเดินตั้งแต่ ท่าเตียนจนไปถึงท่าพระจันทร์ โอ้แม่เจ้า! ร้อนก็ร้อน ไกลก็ไกล โชคดีพอฝีกปรือมาบ้างเลยไม่ค่อยปวดขาเท่าไหร่... เป็นการเดินทางระหว่างวันที่ทรหดจริงๆ ค่ะ ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก เวลาแทบไม่ได้ดูว่ากี่โมงแล้ว เป็นวันสบายๆ แต่ก็หนักเอาการเหมือนกันค่ะ ทั้งร้อน แล้วก็เดินไกลมากๆ แต่ก็อิ่มบุญ อิ่มอก อิ่มใจ... เอาบุญมาฝากเพื่อนๆ ด้วยค่ะ....^___^




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2554 14:49:33 น.  

ทำบุญปีชง ที่วัดมังกร 2

เขาบอกว่าปีนี้เราชง
ยังไม่ทันทำไร ก็โดนซะแล้ว
ทั้งรถคันโปรด กล้องตัวเก่ง
เล่นเอาซึมไปเลย....

ได้เวลาทำบุญแก้ชงกันแล้ว
ฝาก ความทุกข์ไว้ที่วัดมังกรแล้วกันน๊า...
หรือว่าวัด วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์

วัดใหญ่ สวยงมากมายเลยค่ะ
ถ่ายภาพมาได้ไม่มากนะค๊ะ แต่ก็อยากให้ลองไปซักครั้งค่ะ^^
























 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2554 14:28:58 น.  

แสงสีทอง ส่องทั่วหล้า ราชดำเนิน ร่วม ถวายพระพรชัยมงคล...

จำได้ว่าตั้งแต่ ยังเด็ก เวลา 2 ทุ่ม จะได้ดูข่าวในพระราชสำนัก ที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของในหลวง เห็นจนเป็นเรืองเดิมๆ ไม่ได้ ตื่นเต้นอะไร หรือรู้สีกอะไร จนวันนี้ วันที่เรารอดูข่าวของในหลวง ด้วยความตื่นเต้นและอยากเห็นว่าเมื่อไหร่ จะเสด็จมาให้พวกเราได้ชมพระบารมีกันอีกครั้ง
-----------------------------------------------------------------------
นับจากวันนั้น ตอนนี้ เป็นระยะเวลา 20 กว่าปี ที่เราเห็นข่าวในหลวง ทรงงาน เพื่อพสกนิกร แม้กระทั่งทรงประชวร ก็ยังทรงงานอยู่ อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ทรงเปลี่ยนที่ทรงงานที่วัง เป็นที่โรงพยาบาลแทน ไม่รู้ว่าจะกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์อย่างไร แต่ที่รู้ๆ กล่าวไม่หมด แล้วก็จุกอยู่ที่ปาก ซาบซึ้งและสำนีกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของล้นเกล้าหมดหัวใจ น้ำตามันเอ่อๆ ให้ได้

เคยมีโอกาสได้ร่วมจุดเทียยชัยถวายพระพรที่สนามหลวง เมื่อ 3-4 ปีก่อน ใส่เสื้อสีเหลือง ถือเทียนในมือ วินาทีที่แสงเทียน สว่าง ปากร้องเพลง สดุดีมหาราชา เพลงสรรเสริญพระบารมี ไม่รู้ว่าพลังเสียงมาจากไหน ร้องเพลงไป น้ำตาไหลไป แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม ดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกของพระองค์ ประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงเสียสละที่สุดในโลก...
ขอทรงพระเจริญ...



และ ตลอดสองปีที่ผ่านมา เราได้ ไปร่วมงานเฉลิมพระเกียรติพ่อหลวงที่รักยิ่ง ที่ถนนราชดำเนิน ซึ่งยังคงมนต์ขลัง รวมถึงความตั้งใจของทุกคน ที่จะไปร่วมเป็นหนึ่งในพสกนิกรที่ต้องการแสดงความภักดี แด่พ่อผู้ที่เป็นที่รักยิ่งของคนไทย...


มุมเล่นดนตรีแจ๊ส ที่ลานมหาเจษฎาบดินทร์
นักดนตรีเหนื่อย แต่ในหลวง ของเรา ยังทรงเป่า sax อย่างมีความสุข....


เรือสำเภาที่สุดสง่างาม...



และแล้วก็ได้เขียน คำถวายพระพร ให้พ่อหลวงที่รักที่สุดในชีวิต ประดับไว้ที่ต้นไม้สีทอง รูปหัวใจ "พ่อหลวงของหนู"




เรื่มเดินตั้งแต่ อนุเสาวรีย์ ประชาธิปไตย จนกระทั่งถึงพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อย แต่ไม่เหนื่อย มีความสุขใจไปพร้อมๆ กับการเดิน เพราะทางที่เราเดินเทียบไม่ได้ กับทางที่ยาวไกลที่ในหลวง ทรงพระราชดำเนิน เยี่ยมพสกนิกรของพระองค์




และมุมนี้ เราได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพ ที่เสด็จมาร่าวมงานเป็นส่วนพระองค์ โชดดีมากๆ เลยค่ะ






แสง สี เสียง สุดอลังการ หน้าลานพระราชวังดุสิต

รวมดวงใจ ของทุกคน ที่ร่วมเขียน ถวายพระพรให้ในหลวงของเรา...


นอกจากได้ ชมแสงสี สวยๆ แล้ว ยังได้ เจอ ดงทิวลิป น้อย ดอกไม้ ในดวงใจ มาจัดซุ้มเฉลิมพระเกียรติด้วย สวยงามถูกใจมากๆ

และนี่คือภาพความประทับใจ ในงานเฉลิมฉลองให้พ่อหลวงของเรา สวยงาม ประทับใจ ไปอีกนาน

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน หนูรักในหลวง....ด้วยชีวิต....




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2553    
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 12:38:50 น.  

1  2  3  
hollaneung
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




สาวตัวกลม รักการเดินทางด้วยหัวใจ...

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hollaneung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.