Group Blog
 
All blogs
 

^_^ ได้มาแล้ว TAG Blueplanet 4 ^_^

ในที่สุดก็ได้มาอยู่ในครอบครอง หลังจากที่ตั้งตารอมาเป็นแรมเดือน น่ารักดี ^_^
สั่งไป 2 ชุด ได้รับพัสดุมาวันนี้เอง ทีแรกนึกว่าจะได้ตั้งแต่เมื่อวานเย็น เพราะอยู่ไม่ไกลจากสะพานใหม่




ในชุดมี 3 อย่าง TAG ที่ห้อยมือถือ และสติ๊กเกอร์ 2 แผ่น



ดูชัดๆ อีกรูปน่าร๊าก น่ารัก
ประเดิม TAG ด้วย Trip แรก จะพา TAG ไปสูดโอโซน ที่แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก อิอิ




ขอบคุณสำหรับทีมงานทำ TAG4 ทุกท่านที่เสียสละเวลาให้เรามี TAG น่ารักๆ แบบนี้

ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog ของ bombik ค่ะ




 

Create Date : 29 กันยายน 2552    
Last Update : 29 กันยายน 2552 19:01:33 น.
Counter : 1079 Pageviews.  

พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จักรวาลทัศน์ของคนตะวันออก

ก่อนปีใหม่ มีโอกาสไปสวัสดีปีใหม่ที่บ้านคุณตา คุณยายเจ้า
ก่อนกลับคุณแม่เจ้า พาไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
ซึ่งขับรถไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท
บริเวณที่ตัดกับถนนกาณจนาภิเษก อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ

เอารถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ รออยู่บริเวณนั้นก็จะมีรถบริการมารับ
ถ้าไม่ขึ้นรถก็สามารถเดินเข้ามาเองได้ แต่ก็ไกลพอสมควร แถมร้อน
ถ้ามีเด็กกับคนแก่ไป ขึ้นรถบริการจะสะดวกกว่า


บริเวณสะพาน ด้านหน้าประตูทางเข้า จัดตกแต่งไว้ร่มรื่นสวยงาม



รถบริการจะมาจอดด้านหน้าทางเข้า เพื่อซื้อตั๋วเข้าชมงาน
มี 2 ราคา 50 บาทไม่สามารถเข้าไปในตัวพิธภัณฑ์ได้
แต่ถ้าจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้วยจะ ราคา 150 บาท
เจ้าหน้าที่จะบอกรอบในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ว่าได้รอบกี่โมง
ส่วนใหญ่ก็จะมีเวลาพอ ให้ได้ไหว้พระก่อนที่จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์

พอซื้อตั๋วเสร็จก็จะได้ป้ายแบบนี้ ขึ้นรถคันเดิมเพื่อเข้าไปยังด้านใน



สองข้างของทางเข้า ก็จะมีร้านค้าขายอาหาร ของที่ระลึก
สังเกตความใหญ่โตของช้างเอราวัณ เทียบกับคนที่ยืนอยู่ด้านล่าง



ช้างเอราวัณสามเศียร เด่นเป็นสง่าจริงๆ



ร้านค้าก็จะออกแนวโบราณๆ



รถเข็นก็โบราณ ดู Classic ดี



ทางด้านขวามือ ก็จะมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด



สามารถตักน้ำในอ่างด้านหน้า ไปสรงน้ำพระได้



รถราง ที่จอดเอาไว้ให้ขึ้นไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก



น้ำพุตรงบริเวณลานด้าหน้า



มองขึ้นไปอีกครั้ง เป็นช้างเอราวัณที่ใหญ่มาก
น้ำหนักของส่วนหัวหนักถึง 100 ตัน หรือแสนกิโลกรัมนั่นเอง =.=



ด้านในของท้องช้างเราสามารถขึ้นไปได้ เดี๋ยวเราจะได้ขึ้นไป



ตอนที่ซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่จะให้บัตรสีชมพูมาด้วย
เพื่อนำไปแลกดอกไม้ธูปเทียน เพื่อสักการะช้างเอราวัณ ซึ่งอยู่ด้านนอก
ด้านหน้าช้างเอราวัณใหญ่



จากนั้นก็นำดอกบัวไปลอย ที่ลอยจะอยู่บริเวณหลังน้ำพุที่เห็นด้านบน



ที่ลอยดอกบัว จะมีน้ำช่วยทำให้ดอกบัวไหลไป



จุดเผาใบเปลื้องทุกข์ ไม่รู้ว่าเป็นใบอะไรเหมือนกัน



รูปปั้นช้างเอราวัณ ด้านหน้าก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์
ที่เห็นทรงช้างอยู่น่าจะเป็นพระอินทร์ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูเชื่อว่า
ช้างเชือกนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง เมื่อพระอินทร์ต้องการจะเสด็จไปไหน ของพระอินทร์ เชื่อกันว่า
เอราวัณเทพบุตร ก็จะแปลงกายเป็นช้างเผือก ขนาดสูงกว่าภูเขาเอเวอร์เรสต์
มี ๓๓ เศียร แต่ละเศียรมีงา ๗ งา งาแต่ละงายาวถึง ๔ ล้านวา

เป็นช้างที่มีพละกำลังมากที่สุดและพระอินทร์โปรดปรานมากที่สุด



บริเวณนั้นมีให้เขียนคำปฏิญาณ ทำดีเพื่อพ่อด้วย
ในจุดนี้เจ้าหน้าที่จะขอคืนบัตรที่ติดหน้าอก



จากนั้นพอได้เวลารอบเข้าชม ก็จะมีเจ้าหน้าที่พาชม
ซึ่งการเขาชมจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ บาดาล โลกมุษย์ สวรรค์
ซึ่งส่วนแรกที่เข้าไป เป็นส่วนของเมืองบาดาล ส่วนนี้ห้ามถ่ายรูป
จะบอกประวัติผู้สร้าง ประวัติการสร้าง และของเก่าแก่ที่เจ้าของสะสมไว้
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกถ้วยชามเบญจรงค์ และของเก่าอื่นๆ

ผู้สร้างที่นี่คือ คุณล็ก วิริยะพันธุ์ สานต่อโดยคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์
เจ้าของวิริยะประกันภัน เมอร์เซเดสเบนซ์ ธนบุรีประกอบรถยนต์
และยังเป็นผู้ก่อสร้างเมืองโบราณด้วย

หลังจากชั้นจากชั้นบาดาลก็มาต่อที่ชั้นโลกมนุษย์
ซึ่งจะอยู่บริเวณตัวอาคาร ที่เป็นฐานรองรับตัวช้าง



บนเพดานด้านบนเป็นกระจกสี เป็นงานศิลปะในวัฒนธรรมตะวันตก
ผู้ออกแบบและวาดภาพบนกระจกสีนี้ ชื่อ Jakob Schwarzkopf ชาวเยอรมัน



งานศิลปะในชั้นโลกมนุษย์นี้ จะเป็นปูนปั้นประดับเบญจรงค์



ซึ่งเป็นฝีมือของอาจารย์สำรวย เอมโอษฐ์ ช่างเมืองเพชรบุรีและทีมงาน



ภาพที่เห็นเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน



เสาด้านในซึ่งมีสี่ต้น ประดับด้วยดีบุกดุนลาย
จากฝีมือช่างชาวนครศรีธรรมราชและช่างเชียงใหม่



เสาแต่ละต้นถ่ายทอดเรื่องราวศาสนาสำคัญของโลก ประกอบด้วย
ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน
(ประวัติเจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งแต่ละต้นจะใช้ระยะเวลาในการทำงานประมาณสามปี
เสาทั้งสี่จึงเป็นเสาแห่งความกตัญญูและเสาสี่ศาสนาค้ำจุนโลก



ศิลปะในชั้นโลกมนุษย์ เป็นปูนปั้นประดับเบญจรงค์
ถ้าสังเกตดีดี จะพบว่าจะพบช้อน ฝาถ้วยชา ถ้วยชาจีน ประดับอยู่



ช้อนเบญจรงค์ และส่วนอื่นๆ ก็ได้มาจากช้อน ฝาถ้วยชา
ถ้วยชาจีน นำมาตัดโดยใช้คีมปากนกแก้ว ให้ได้กับขนาดที่ต้องการ
ซึ่งเครื่องถ้วยเบญจรงค์ เป็นของที่สั่งทำใหม่ทั้งหมด
ส่วนใหญ่จะสั่งทำที่ประเทศไทย แต่บางส่วนก็มาจากประเทศจีน
ความโค้งของผิวถ้วยก่อให้เกิดมิติของพื้นผิว กลมกลืนด้วยโทนสี
ที่ไล่เรียงกันไป ทำให้งานปูนปั้นประดับเบญรงค์มีความงดงามแปลกตา



ปลาอานนท์
ตามความเชื่อ เชื่อว่าปลาอานนท์เป็นปลาที่เกิดขึ้นมาตอนสร้างโลกใหม่ๆ
ปลาอานนท์รับหน้าที่แบกรับน้ำหนักของโลกไว้ เมื่อปลาอานนท์ขยับตัว
จะทำให้โลกเกิดแผ่นดินไหว จึงสร้างปลาอานนท์มาช่วยแบกรับน้ำหนัก



บันไดทางขึ้นสวรรค์



ดูกันชัดๆ ศิลปะแบบปูนปั้นประดับเบญจรงค์ สังเกตที่หูช้าง



จากชั้นล่างต้องขึ้นบันไดขึ้นมา เพื่อขึ้นสู้ชั้นสวรรค์
ซึ่งเป็นในส่วนของท้องช้าง ซึ่งที่นี่ต้องขึ้นบันไดมาก่อน
จึงจะมีลิฟท์บริการอยู่ทางด้านขวา ส่วนบันไดจะอยู่ทางด้านซ้าย
ซึ่งทั้งสองส่วนทั้งลิฟท์และบันได เป็นส่วนขาหลังของช้างเอราวัณ
ส่วนขาหน้าทั้งสองของช้าง ก็เป็นท่อแอร์ สายไฟ และท่อประปา



เรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้วค่ะ



หลังคาที่เห็นจากด้านบน มีเทพอยู่บนยอดด้วย



เมื่อขึ้นมาชั้นนี้จะเห็นกระจกสีชัดขึ้น
เป็นงานศิลปะในแนวทางกึ่งนามธรรมแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกมนุษย์
ประกอบด้วยทวีปทั้งห้าอยู่ตรงกลางมีดวงอาทิตย์ส่องแสง
และให้พลังงานแก่สรรพชีวิต ทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยจักรราศี 12 ราศี
และบริเวณขอบนอกสุดเป็นภาพมนุษย์ที่แสดงอากัปกิริยา
ใช้สีเป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 4 สีเหลืองคือดิน สีแดงคือไฟ สีขาวคือลม
และสีฟ้าคือน้ำ เมื่อการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ภายในชั้นโลกมนุษย์
มีแสงสว่างสอดส่องเข้ามาผ่านเพดานกระจกสี ดั่งความดีงามที่ส่งมายังโลกมนุษย์  



ทางขึ้นชั้นวสรรค์ เป็นขาหลังขวาของช้างเอราวัณ



ฝาพนังบริเวณบันได ก็จะเป็นภาพวาดเหล่าเทวดานางฟ้าบนสวรรค์



เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนก็จะเป็นโถงเล็กๆ บริเวณหน้าลิฟท์
มีกระจกใส สามารถมองเห็นข้างล่างได้



บริเวณโถงเล็กๆ



จากนั้นจะมีบันไดขึ้นไปด้านบน



บนหลังคา ซึ่งตอนนี้เราอยู่ในส่วนของท้องช้างแล้ว
เป็นสวรรค์และจักรวาล มีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นสุริยจักรวาล
วาดโดย Jakob Schwarzkopf คนเดียวที่ทำกระจกสีชั้นโลกมนุษย์
จิตรกรรมสุริยจักรวาลเป็นภาพขอบฟ้าอันเวิ้งว้าง ประกอบด้วยดวงดาวต่างๆ
ทางช้างเผือก กลุ่มอุกกาบาต ดาวหาง ซึ่งอยู่ร่วมกันในจักรวาล
และเราก็คือสิ่งมีชีวิตเล็กๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล

ภาพอุกาบาตเด่นที่สุด เนื่องจากมีการปิดทองคำเปลวที่ภาพ
ซึ่งเป็นเทคนิคโบราณของเยอรมัน



ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ประดิษฐานอยู่



จากนั้นก็ลงมาด้านล่าง เป็นอันจบการชมพิพิธภัณฑ์



บริเวณราวจับ เวลาขึ้นลงบันได



ออกมาเดินดูรอบๆ กันบ้าง



รอบๆ ฐานของช้างเอราวัณ



สามารถเดินได้โดยรอบ



ฟ้าใสๆ



ด้านข้างจะปลูกต้นไม้และจัดสวนไว้ร่มรื่น
ที่เห็นแขวนอยู่คือหลอดไฟ



มองผ่านยอดต้นไม้ขึ้นไป



วันนั้นมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายด้วย เป็นภาพเมื่องานลอยกระทง



ศิลปะในสวน



เป็นสัตว์ในเทพนิยาย



หรือสัตว์ในป่าหิมพานต์



ร่มรื่นดี



ถังขยะ



มีโอ่งใบใหญ่ๆ ตั้งประดับอยู่หลายใบ



พาโนรามา



ช้างเอราวัณ จริงๆ จะต้องมี 33 เศียร
แต่เนื่องจากหากสร้างตามจำนวนจะทำให้ไม่สวยงาม
จึงลดเหลือ 3 เศียรตามที่คนไทยนิยมสร้างกัน



ความสูงของช้างเท่ากับ อาคาร 14 ชั้น น้ำหนักรวม  250 ตัน
เป็นช้างหุ้มด้วยแผ่นทองแดง วิศวกรผู้ออกแบบใช้คานโครงเหล็ก
ที่เรียกว่า Truss คอยค้ำและดึงน้ำหนักของหัวช้างให้   
ถ่ายน้ำหนักลงมาที่ขาช้างทั้งสี่



อีกมุมบริเวณทางออก



พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ



การเดินทาง จากบางนาตรงมาทางปากน้ำ
เลยแยกถนนเทพารักษ์มา จะอยู่ทางซ้ายมือ ก่อนถึงศาลากลางจังหวัด
ถ้ามาจากทาง ถ.ศรีนครินทร์เลี้ยวขวาเข้าถนนเทพารักษ์ ถึงสุขุมวิทเลี้ยวซ้าย
พิพิธภัณฑ์จะอยู่ทางซ้ายมือ

นอกจากนี้สถานที่ที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ สร้างขึ้นก็ยังมี
เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ และปราสาทสัจธรรม ที่พัทยา


ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม อย่าลืมแวะมาอีกนะคะ




 

Create Date : 10 มกราคม 2552    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 13:26:17 น.
Counter : 2711 Pageviews.  

ไหว้พระแก้ปีชง ที่วัดเล่งเน่ยยี่ เจริญกรุง


ปี 2552 นี้เป็นปีนักษัตร ฉลู พอดีเกิดปีมะแม ปีนี้ก็ชงโดยตรงกับปีฉลู
ปีที่ชงกับปีฉลูในปีนี้ก็มี

1. ปีมะแม(แพะ) ชงโดยตรงกับปีฉลู
2. ปีฉลู(วัว) ทับไท้ส่วย
3. ปีมะโรง(มังกร,งูใหญ่) ปีร่วมชง
4. ปีจอ(สุนัข) ปีร่วมชง

อ่านดวงปีนี้แล้วก็เอ่อ...

ชะตาชีวิต : ปีฉลูให้ร้ายต่อคนปีมะแม

เป็นปีที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง อาจเกิดความขัดแย้งระหว่าง
ญาติพี่น้อง หรือช่วงชิงอิจฉากันในหมู่เพื่อนร่วมงาน เป็นปีที่ต้องทำใจ
เพราะขยับทำอะไร มีแต่อุปสรรครออยู่ ยังเป็นปีแห่งการสูญเสียใหญ่
ไม่เหมาะแก่การลงทุน หรือเสี่ยงโชค ยึดคตินิ่งสงบไม่เจ็บตัว
ระวังเรื่องสุขภาพ ร่างกาย และวัตถุมีคม แต่ถ้าชาวมะแมจัดงานมงคลในบ้าน
อาจช่วยขจัดปัดเป่าเรื่องร้ายๆให้ ทุเลาลง
ไหว้เจ้า : ควรไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย และฝากชะตา ที่วัดเล่งเน่ยยี่
จากนั้นเลยไปบริจาคโลงศพ ทำบุญสะเดาะเคราะห์กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ของมงคล : เป็นปีปะทะชนกับคนปีมะแม
ควรตั้งรูปปี่เซี้ยเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่ง ไม่ดี โดยหันไปทางทิศใต้
เลขนำโชค : 9 และ 1

เมื่อก่อนไม่ค่อยเชื่อเรื่องชง เรื่องดวงอะไรเท่าไหร่
แต่เมื่อปี 2549 เป็นปีชงเหมือนกัน ปีนั้นชีวิตก็มีแต่เรื่องแย่ๆ
ร้องไห้ตลอดปี ไม่สบายทั้งกาย ใจ ขนาดปีนั้นไม่ได้ชงโดยตรง
มาปีนี้ชงโดยตรง เกิดอาการกลัว เห็นหลายคนในเว็บบอกว่า
ต้องไปทำบุญและแก้ปีชง ที่วัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดมังกร แถวๆ เยาวราช
ไม่ได้งมงายหรือเชื่อปักใจ แต่ไปทำบุญเพื่อความสบายใจ ก็ไม่เสียหายอะไร
ก็เลยไปที่วัดเล่งเน่ยยี่ หลังจากกลับมาจากบ้านนอก

เคยไปแถวนั้นหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตเลยว่าวัดมังกรอยู่แถวๆ นั้น
ขึ้นรถไปลงที่ถนนเยาวราช ตรงตลาดเก่า ข้ามถนน เดินเข้าซอยเยาวราช 8
ตรงนั้นจะเรียกว่าถนนมังกร เดินไปก็จะเจอถนนเจริญกรุง ข้ามฝั่งไป
วัดมังกรจะอยู่ด้านขวามือ หลังจากข้ามทางม้าลาย อยู่ติดถนนเลย

ทางเข้าวัด

ก่อนถึงวัดก็จะมีร้านค้าที่ขายของมงคลอยู่หลายร้าน

ตรงข้ามทางเข้าวัด หน้าวัดจะมีคนขายของไหว้เยอะมาก
มาลัย 4 พวง 100 ของไหว้ชุดละ 100 แต่ถ้าไม่ซื้อในวัดก็มีขาย แต่ไม่มีของไหว้

วันนั้นไปคนเยอะมากๆ ทางวัดประกาศเตือนเรื่อง ระวังคนกรีดกระเป๋าเป็นระยะๆ
นอกจากระวังคนจะมากรีดกระเป๋าแล้วอีก อย่างที่ต้องระวังคือ ระวังธูปจี้
ไหว้พระด้านนอก และเข้าไปทำพิธีแก้ชง ไหว้ไท้ส่วนเอี๊ยะ ด้านใน
เขียนชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด เพื่อฝากดวงที่วัด และปัดลงตั้งแต่หัวจรดเท้า 13 ครั้ง

อนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะบริเวณด้านนอก ด้านในห้ามถ่ายรูป
ตรงนี้เป็นทางออก(ก็ทางที่เข้ามานั่นแหละ )

โรงเรียน คิดว่าน่าไว้สอนเหล่าสามเณร เพราะวัดนี้สามเณรเยอะมาก

ไหว้พระเสร็จ ก็ข้ามกลับมาไปเดินสำเพ็งต่อ แวะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางแถวๆ นั้น
แถวนั้นน่าทึ่งมาก โต๊ะ 1 ตัวจะนั่งทานรวมกันได้ประมาณ 5-6 คน

ไปเดินซื้อของสำเพ็ง เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด แต่ต้องห้ามใจ
ซื้อของเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นรถที่ถนนเจริญกรุง เดินผ่านวัดมังกรมา ป้ายรถเมล์ไกลมาก
เห็นเขาขายน้ำก็เลยซื้อ น้ำใบบัวบก กับเก๊กฮวยมากินแก้กระหาย คนขายดุมาก
อย่าถามนะ ถ้าป้ายมีบอกถ้าถามจะโดนบอกว่าให้อ่านป้ายดูก่อน ป้ายก็มีเขียนไว้ -_-"
เห็นดุลูกค้าคนอื่น เลยกลัว

เดินต่อมาอีกหน่อย ก็ยังไม่ถึงป้ายรถเมล์สักที
เดินผ่านร้านหมูสะเต๊ะ ช่างน่ากินเสียนี่กระไร คนก็เยอะ ท่าทางจะอร่อย เลยแวะชิมหน่อย


จริงๆ ก็มีอย่างอื่นน่าทานด้วย แต่ไม่ไหว เอาแค่หมูสะเต๊ะพอ
ขายดีแค่ไหนลองดูละกัน มีเตาที่ปิ้ง 4 เตา

รอสักพักในที่สุดก็ได้มาแล้ว นี่ขนาดตัดไหม้ออกแล้วนะเนี่ย ยังมีหลงเหลือ

ต้องกินกับขนมปังปิ้งด้วย 2 แผ่นแผ่นละ 3 บาท

น้ำจิ้ม รสชาติก็อร่อยดี

เครื่องเคียงอีกอย่าง อันนี้ไม่ยอมยกมาให้ต้องไปเอาเอง

สั่งมา 15 ไม้ ราคา 66 บาท
จริงๆ อยากสั่งมากกว่านี้ แต่ต้องกลับไปกินข้าวเย็นอีก

เชื่อว่าใครเดินผ่านไปผ่านมา แล้วเห็นเขาปิ้งแบบนี้ก็คงอยากกินแน่ๆ

ไปไหว้พระแล้วก็จบด้วยอาหารตามเคย
จริงๆ ไปเดินๆ ดูปี่เซี๊ยะแถวๆ หน้าวัดด้วยแต่ก็ไม่ได้ซื้อ (ของแก้ปีชง)
มีแบบที่เป็นห้อยๆ อยู่แล้ว ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า

วันนั้นไปทำบุญแล้วก็สบายใจ แถมอิ่มท้องกลับมาด้วย

ภาพด้านบนสุด นำมาจากเว็บไซต์ของวัดเล่งเน่ยยี่




 

Create Date : 07 มกราคม 2552    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 22:20:52 น.
Counter : 1774 Pageviews.  

ตั้งไข่ขอพร กับพระพุทธรำพึง ที่วัดถนน จ.อ่างทอง


ไม่ได้อัพ Blog นานมากๆ ดองไว้หลายเรื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม มีโอกาสกลับไปทำบุญที่อ่างทอง
และไปดูลายมือ ฟังเพื่อนเล่าแล้วก็อยากจะดูบ้างก็เลยไปกัน
ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง แต่ก็โอเคเพราะค่าดูแล้วแต่จะให้

ขากลับแวะไปตั้งไข่อธิฐานขอพร ที่วัดถนน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่
สร้างเมื่อสมัยกรุงธนบุรี ภายในวัดมี หลวงพ่อพระพุทธรำพึง
เป็นพระยืนขนาดเท่าองค์จริงสูง 2 เมตรกว่า ประดิษฐานอยู่ในวิหาร
เป็นพระพุทธรูปแกะด้วยไม้ แต่เท่าที่เห็นคือจะเป็นสีทองเพราะถูกปิดทอง

ตามประวัติเล่าว่า มีแพลอยน้ำมา พอถึงหน้าวัดถนนก็ไม่ยอมลอยต่อไป
เจ้าอาวาสวัดจึงลงไปดูพบว่า ในแพมีพระทำด้วยไม้แกะสลัก
จึงต้องทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญพระแกะสลักองค์นี้ขึ้นมา
คนที่ไปกราบไหว้บูชาจะเสี่ยงโชค ขอพร และตั้งไข่ที่หน้าหลวงพ่อ
ถ้าใครตั้งไข่ได้ แสดงว่ามีโชคลาภ ดวงดี ถ้าใครตั้งไข่ไม่ได้ ก็แสดงว่าไม่มีดวง

วันนั้นก็เลยลองตั้งไข่ อธิษฐานขอพรจาก พระพุทธรำพึง
พยายามตั้งอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ตั้งได้ โดยวางไว้ที่มุมของกระเบื้อง =.=




มีพี่ที่ไปด้วยกัน ตั้งได้โดยที่วางบนพื้นกระเบื้องธรรมดา



ชัดๆ อีกรูป ต้องได้มุมจริงๆ ถึงจะตั้งได้



นอกจากนี้ที่วัดนี้ ก็ยังมีรอยพระพุทธบาทลอยฟ้า ซึ่งแกะสลักด้วยไม้
ติดอยู่บนเพดานศาลาการเปรียญ มีอายุเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว
แต่ในส่วนนี้ไม่ได้เข้าไป


ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม อย่าลืมแวะมาอีกนะคะ




 

Create Date : 06 มกราคม 2552    
Last Update : 6 มกราคม 2552 13:07:51 น.
Counter : 2040 Pageviews.  

เที่ยวเกาะหมาก ทะเลสวย น้ำใส @ เกาะหมากรีสอร์ท(จบ)

จากตอนที่2มาถึงตอนจบ วันนี้เราต้องเดินทางกลับแล้ว
วันนี้ตื่นมาแต่เช้าอีกเช่นเคย เพื่อมาเดินรับลมที่หาดยามเช้า


ท้องฟ้าโปร่ง น้ำลดลงเยอะมากกว่าเมื่อวาน



ฟ้าเริ่มใส วันนี้จะต้องสวยแน่ๆ



วันนี้เราจะเดินสำรวจไปอีกด้านของหาด



วันนี้ท่าทางแดดจะดี



เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านสะพาน
ตอนนี้ที่หาดเงียบมาก ยังไม่มีใครตื่นเลย



เพิ่งเดินมาด้านนี้ ถึงรู้ว่าน้ำด้านนี้ตื้นมาก
พอน้ำลดทำให้หาดดูกว้าง และเดินออกไปได้ไกลมาก



เดินสำรวจเลียบไปตามหาดเรื่อยๆ



จุดหมายของเราคือเกาะเล็กๆ ตรงปลายโน้น..
ไกลเหมือนกัน แต่ก็อยากไปดูว่าเกาะเชื่อมกันไหม
มีคนเดินไปสำรวจมาแล้ว ก็อยากไปสำรวจบ้าง



น้ำลงเป็นสิบๆ เมตรทีเดียว



แล้วก็มาเจอก้อนๆ แบบนี้ มีเต็มพื้นไปหมด
เหมือนจะออกมาจากรูใต้พื้นทราย บางรูก็เพิ่งเริ่มมี
แต่สองกองที่เห็น เป็นกองใหญ่แล้ว น่าจะเป็นปูหรือตัวอะไรสักตัว



จะเห็นว่าพื้นที่ราบมากๆ ไม่มีชันเลย
ถ้ามาตอนน้ำขึ้นคงเดินออกไปได้ไกลมากๆ
อยากลองเดินไปเหมือนกัน ว่าจะเดินออกไปได้ไกลแค่ไหน



ยิ่งเดินมาเหมือนหาดยิ่งกว้างขึ้นๆ



เห็นเกาะขามอยู่ใกล้มากๆ
น้ำทะเลลดจนเห็นตรงนี้เป็นแหลม



เกือบถึงแล้ว วันนี้เห็นทางเดินไปเกาะเล็กๆ ชัดเจน
คงเป็นเพราะน้ำลดมากนั่นเอง



ทางเชื่อมระหว่างเกาะใหญ่และเกาะเล็กที่ยื่นออกไป
เป็นหินสีดำคล้ายหินภูเขาไฟบนเกาะขาม
แอบคิดไปเองว่าแถวนี้อาจจะเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน
เหมือนมีกลิ่นเถ้าที่คล้ายๆ กับเวลาเผาถ่าน แต่สงสัยจะคิดมาก :D



ตรงพื้นข้างล่างหินสีดำ ก็เป็นหินแบบนี้เป็นพื้นเดียวกันไปหมด
เป็นหินอัคนี หรือ หินลาวา -_-" ว่าไปนั่น(อันนี้คิดเองค่ะ)



แถวนั้นมีหินก้อนๆ แบบนี้เต็มไปหมด
ทั้งที่อยู่บนบก และในน้ำ ขนาดก้อนจะใกล้เคียงกัน



ดูในน้ำบ้าง
มีหินก้อนดำๆ อยู่ในน้ำ เต็มบริเวณใกล้ๆ นี้
ด้านหน้าคือเกาะขาม ที่มีหินภูเขาไฟ ตั้งเรียงรายอยู่



มีชาวบ้านคนนึง เดินหาปลาหมึกอยู่
น้ำแถบนี้ตื้นมากๆ เดินออกไปได้ไกลมาก
ชาวบ้านคนนั้นบอกว่าวันนี้ไม่ได้ปลาหมึก แต่ได้หอยตลับแทน
ไม่รู้ว่าเขาจับยังไง เห็นมีกระป๋องพลาสติกมา 1 ใบ



ยิ่งมายืนอยู่ตรงนี้ ยิ่งเห็นเกาะขามใกล้มาก
แอบคิดว่า อาจจะเดินไปถึงเกาะขามได้ :D
เพราะเกาะขามมีสันทรายยื่นออกมาไกล และเกาะนี้ก็น้ำติ้นมาก
อาจจะมีทางเชื่อมกันใต้น้ำ แต่น่าแปลก ด้านนี้เป็นหิน เกาะขามเป็นทราย



สำรวจกันสักพักก็เดินกลับ น้ำขึ้นเร็วมาก
ขากลับต้องเดินลุยน้ำออกมา เจอปูตัวนึง
เห็นมันเข้าไปหลบใต้หินก็เลยไปหยิบ ปรากฏว่ามันหนีบ
และสะบัดตัวหนีไป ทิ้งก้ามไว้ แถมหนีบไม่ปล่อย เจ็บมากๆ
ดึงออกก็ไม่ได้ ต้องให้อีกคนง้างก้ามออกให้

เราเจ็บ แต่ปูมันคงเจ็บกว่า เพราะเสียก้ามทั้งก้าม
ไม่ได้ตั้งใจนะ เจ้าปูตัวน้อย T_T



เห็นหอยหยิบขึ้นมาดู จริงๆ แล้วคือปูเสฉวน



มีเยอะเหมือนกัน แสดงว่าแถวนี้ยังอุดมสมบูรณ์



เจอเจ้าตัวนี้ด้วย ปูม้าที่เราเพิ่งกินไปมื้อก่อน =.=
ยังตัวเล็กอยู่ พอเราเข้าไปมองมัน ก็ท่าเตรียมสู้
เหมือนนักมวยตั้งการ์ด แต่ไม่หนีไปไหนนะ เตรียมสู้
ปูบางตัวพอเจอคน ก็จะหลบเข้าพื้นทรายหรือใต้หิน
แต่ตัวนี้เลือดนักสู้ ไม่ได้จะทำอะไรนะ แค่ขอถ่ายรูปเฉยๆ



เดินย้อนกลับมา เจอต้นอะไรไม่รู้ มีลูกเต็มต้น
หาดด้านนั้นไม่มีรีสอร์ท แต่เห็นมีโรงบ่มยางอยู่



เดินย้อนกลับมาที่รีสอร์ท
ติดๆ กับรีสอร์ทจะมีอีกรีสอร์ทเล็กๆ ชื่ออะไรจำไม่ได้
บาร์ที่อยู่ตรงสะพาน ก็ไม่ใช่ของเกาะหมากรีสอร์ท
พวกเราไม่ได้ไปนั่ง ได้แต่นั่งกินไอติมกันด้านหน้ารีสอร์ท



เจ้าดัลเมเชี่ยนสองตัวนี้ น่ารักดี



กลับมาแล้ว ตอนนั้นเจ็ดโมงเกือบ 8 โมง แดดดีมาก
ทำให้ทะเลสีสวย ต่างจากเมื่อวาน แต่ต้องกลับแล้ว



แล้วก็กลับมาทานมื้อเช้า
มื้อนี้ให้สั่งอะไรก็ได้ 1 อย่างแถมน้ำผลไม้ 1 แก้ว
(สั้ม หรือ สับปะรด) หรือชา กาแฟ

ดูอาหารเช้าแต่ละอย่างไม่อิ่มแน่ๆ เท่าที่จำได้ก็มี
ขนมปังปิ้งจะให้มา 2 แผ่นพร้อมเนยก้อนและแยม
เบคอน+ไข่ดาว
เบคอน+ไข่คน
แพนเค้ก
ข้าวต้ม กุ้ง ปลา

เมื่อวานเพื่อนสั่งแพนเค้กสัปปะรดมาทาน อร่อยดี
วันนี้เลยสั่งแพนเค้กกล้วย ดูแล้วน่าจะอิ่มที่สุด
จริงๆ แล้วทุกคนสั่งเพิ่มเพราะไม่อิ่ม เราสั่งข้าวต้มกุ้งอีกอย่าง
แต่ทางรีสอร์ทก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม ดีจริงๆ

แพนเค้กราดน้ำผึ้ง อร่อยมาก



หลังจากทานข้าวเสร็จ ก็ไปกระโดดน้ำกันที่สะพาน
น้ำใสน่ากระโดดมากๆ โดดกันอยู่ประมาณสองชั่วโมง
แดดแรงมากๆ โดดกันชนิดที่ไม่กลัวดำ ครีมกันแดดก็เอาไม่อยู่
ก็ดำกันไปตามระเบียบ ตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายดำ T_T



อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มาทานกลางวัน ก่อนขึ้นเรือรอบ 13.00 น.
เป็นแบบเซ็ทเมนูเหมือนเดิม
จานนี้อร่อยดี



กุ้งชุบแป้งทอด



ถั่วฝักยาว หมู ผัดพริกแกง



แกงจืดมันฝรั่งใส่ไก่



หลังอาหารทุกมื้อจะมีผลไม้ คือ แตงโม กับสับปะรด ให้ทาน
ทำเป็นรูปหัวใจ



หัวใจสีแดง



เรืออะไรไม่ทราบ เข้ามาจอดเทียบท่า



ได้เวลาเดินทางกลับแล้ว เป็นชุดสุดท้ายที่ลงเรือ
เลยต้องออกไปนั่งด้านหน้า รู้สึกว่าคลื่นลมแรง
เนื่องจากมีฝนตกบนเกาะช้าง กลัวว่าฝนจะตกแต่ก็ไม่ตก
ระหว่างทางจากเกาะหมากมาเกาะช้าง ก่อนอ้อมมาอีกด้าน
คลื่นแรงมาก เรือทั้งเหิร ทั้งกระแทก ยิ่งนั่งหน้าด้วย สุดๆ จริงๆ
นึกว่านั่งเครื่องเล่นอยู่ที่ดรีมเวิร์ล สักพักพอผ่านช่วงนั้นก็สงบ
แดดร้อนมากๆ ด้านหน้าไม่มีหลังคาอีก กลับมาทั้งดำทั้งเมื่อยตัว :S



ในที่สุดก็ถึงฝั่งท่าเรือกรมหลวงชุมพรฯ โดยปลอดภัย



แวะซื้อของฝากที่ร้านต้นตำรับ จ.จันทบุรี
ร้านนี้คนเยอะมากๆ



หมดไปอีกทริป สำหรับทริปทะเลของปีนี้ที่เลื่อนมาตั้งแต่กลางปี
เกาะหมากถึงแม้ว่าหาดทรายจะไม่ขาว แต่น้ำก็ใสจริงๆ ทะเลสวย
ก็เป็นทริปที่น่าประทับใจอีกทริปนึง

ได้ข้อคิดว่า..
ทะเลเปลี่ยนไปทุกวันขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลงและแสงแดด
ถ้าไปช่วงที่เหมาะสมและแดดดีก็จะเห็นทะเลสวยๆ ซึ่งครั้งนี้โชคดี

ครั้งต่อไปจะมารีวิว เกาะล้านให้ชมกันค่ะ
ไปมาเป็นรอบที่ 3 แล้ว กลับมาจากเกาะหมากก็ไปต่อเกาะล้าน
ตอกย้ำความดำ ให้ติดแน่นลงไปในผิว :D


ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม อย่าลืมแวะมาอีกนะคะ




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 22:22:08 น.
Counter : 2782 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  
bombik
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





จำนวนผู้เข้าชม
Friends' blogs
[Add bombik's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.