Group Blog
 
 
สิงหาคม 2553
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 

มนุษย์ ‘ควร’ มีเจตจำนงอิสระหรือไม่?



นึกถึงบล็อกของคุณลวิตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียนเกี่ยวกับเจตจำนงอิสระหรือ Free will


คำถามที่ว่า ‘มนุษย์มีเจตจำนงอิสระหรือไม่’ เสมือนเป็นคำถามโลกแตกของนักศึกษาสาขามนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะนักศึกษาสาขาวิชาปรัชญา และข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจ(เนื่องจากไม่ได้อัพเดทข้อมูลเรื่องนี้มานาน)ว่ามีใครได้ให้คำตอบอันเป็นที่ยอมรับแก่เหล่าผู้สงสัยได้หรือยัง (แต่คิดว่าคงยัง)

เจตจำนงอิสระ..คำนี้แท้จริงเป็นคำที่มีความหมายกลางๆ ไม่บวก ไม่ลบ แต่เพราะว่ามันพ่วงคำว่า ‘อิสระ’ มาด้วย มันเลย ‘ดูเหมือน’จะมีความหมายค่อนไปทางบวก (ในความเข้าใจของคนทั่วไปที่ถือว่าอิสระเป็นของดี)

ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้น ถือว่าเจตจำนงอิสระเป็นของดี เพราะเชื่อว่าหากมนุษย์มีเจตจำนงอิสระก็เท่ากับว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการดำเนินชีวิต สามารถทำในสิ่งที่ตนเองรักและปรารถนา ถึงแม้ว่าคำว่าอิสระ หรือคำว่าเสรีภาพมันจะตามมาด้วยความรับผิดชอบ ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะรับผิดชอบเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับคำว่า..เสรีภาพ

ถึงกระนั้น ถึงแม้จะมีเสรี แต่ก็ใช่ว่าจะมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ข้าพเจ้ายังต้องยอมอยู่ในพันธนาการด้วยเหตุผลที่ยังอยู่ร่วมในสังคม(สังคมเล็กๆ) และต้องระแวดระวังไม่ให้เสรีภาพของตนเองก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าอ้าปากพูดไม่ได้ว่า..มนุษย์มีเจตจำนงอิสระ
และรู้สึกไม่ค่อยดีมาตลอดชีวิต

คอมเมนต์ในบล็อกของคุณลวิตร์ ข้าพเจ้าจึงตอบไปด้วยความรู้สึกล้วนๆ ไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มี แต่ตอบไปประมาณว่า ถ้าตอบว่าไม่มี เหมือนจะสิ้นหวัง แต่ถ้าตอบว่ามี เหมือนจะหลอกตัวเอง

เพราะคำตอบนั้นมันยังอยู่ในใจ จึงทำให้คิดวนไปเวียนมาตลอด คล้ายจะเอาแน่ให้ได้ว่าตกลงมนุษย์มีเจตจำนงอิสระหรือไม่ ระหว่างที่คิดไปคิดมากับประเด็นนี้ อยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาได้ว่า หรือเราควรจะเปลี่ยนคำถามใหม่

มนุษย์ ‘ควร’ มีเจตจำนงอิสระหรือไม่?

ปรัชญาทางฝั่งตะวันตกบอกว่ามนุษย์มีเสรีภาพ แต่เสรีภาพของมนุษย์จะมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ เหมือนวัตถุกับเงาอย่างไรอย่างนั้น และเหตุผลสำคัญที่ทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพของตนเองก็คือความรับผิดชอบนี่แหละ

เพราะความรับผิดชอบคือของหนัก(มาก)

ข้าพเจ้าคิดถึงตนเอง ครั้งหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนเอง และถึงแม้จะคิดว่าความรับผิดชอบคือของหนัก แต่ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่าข้าพเจ้ายังสามารถแบกรับมันไหว และข้าพเจ้าถือว่าเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าด้วยที่จะต้องแบกรับมันเพราะมันคือ..ชีวิตของข้าพเจ้า คือ ‘การมีอยู่’ ของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น
เรื่องการรับผิดชอบตัวเองเป็นเรื่องง่ายนะ แต่พอมาถึงเรื่องนี้ ...เรื่องคุณธรรม ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าตัดสินใจกินอาหารมังสวิรัติ เพราะเศร้าใจที่เห็นชีวิตสัตว์ส่วนหนึ่งต้องถูกฆ่าเพื่อให้มนุษย์กิน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะไม่กินชีวิต

แต่ทำไม่ได้นาน สุขภาพเริ่มไม่ดี (เหตุผลหนึ่งคือข้าพเจ้าเกลียดเต้าหู้ กลิ่นของมันทำให้ข้าพเจ้าอยากอาเจียน ข้าพเจ้าเลยยิ่งขาดโปรตีนเพราะเหตุนั้น)

เมื่อเริ่มไม่แข็งแรง หมอก็สั่งให้ข้าพเจ้ากินอาหารให้ครบห้าหมู่
นั่นคือข้าพเจ้าต้องกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกครั้ง

มันเป็นเรื่องเล็กๆ และอาจเป็นเรื่องธรรมดาของใครหลายคน แต่สำหรับข้าพเจ้า(ที่เป็นคนคิดมาก) มันคือสัญญาณบอกว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตจำนงอิสระอย่างที่ข้าพเจ้าเคยคิด ข้าพเจ้าบงการตัวเองไม่ได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ท้ายที่สุด ถ้าใช้ความกล้าบ้าบิ่นก็อาจจะบงการตัวเองได้ แต่ผลที่ตามมา..ข้าพเจ้าอาจรับไม่ไหว

คงเหมือนกับพวกวีรบุรุษกระมัง..ข้าพเจ้าเชื่อว่าวีรบุรุษที่แท้จริงคงไม่อยากฆ่าเหล่าร้าย เพราะการฆ่าคน ไม่ว่าจะฆ่าใครมันก็บาปอยู่ดี แต่..บางที..คนชั่วบางประเภทก็ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ไม่ได้เหมือนกัน

มันเหมือนการหนี แต่ต่อมาข้าพเจ้าก็อ่านภควัทคีตาเพราะเหตุนั้น ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงแค่ One of them ข้าพเจ้ายังไม่เจอลัทธิปรัชญาใดที่ข้าพเจ้าจะสามารถยอมรับสวามิภักดิ์ได้เต็มหัวใจ

ถึงแม้ว่าในโลกนี้ยังมีมนุษย์ที่เข้มแข็งจนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง แต่มนุษย์ทั่วไปก็ยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับผิดชอบต่อเสรีภาพของตนเอง ถ้าเช่นนั้น...มนุษย์ ‘ควร’ จะมีเจตจำนงอิสระหรือไม่

เป็นคำถาม ข้าพเจ้ายังหาคำตอบไม่ได้






 

Create Date : 03 สิงหาคม 2553
Last Update : 3 สิงหาคม 2553 14:25:33 น.
0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิลาจันทรา
Location :
สุพรรณบุรี Thailand


[ดู Profile ทั้งหมด]

My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

หนังสือคือชีวิต
การเขียนคือการเติบโต
เสียงเพลงคือจิตวิญญาณ
การเรียนรู้คือความหมายของการมีชีวิตอยู่
เวลาคือความตาย
ปรัชญาศาสนาคือลมหายใจ
ประวัติศาสตร์คือครู
พระเจ้าคือคู่รัก
ชะตากรรมคือเพื่อน
ความสันโดษคือเสื้อผ้า
ความกล้าหาญคือรองเท้า
ความเชื่อมั่นคือยารักษาโรค
ความหวาดกลัวคืออาวุธ
และจุดสิ้นสุดคือการเริ่มต้น


<><><><>


โอม บังคมพระคเณศ เทวะศิวะบุตร
ฆ่าพิฆนะสิ้นสุด ประลัย
อ้างาม กายะพะพราย ประหนึ่งระวิ
อุทัยก้องโกญจนาทให้ สหรรษ์
เป็นเจ้าสิปปะ ประสิทธิวิวิธวรรณ
วิทยาวิเศษสพรรพะสอน
ยามข้ากอปรกรณี พิธีมยะบวร
จงโปรดประทานพร ประสาท
..มัทนะพาธา (พระราชนิพนธ์ร.๖)..


<><><><>
*
*
*
~*~*~*~


นางมิใช่ดวงหฤทัย
แต่นางคือลมหายใจของข้า
นางมิใช่อัครชายา
แต่นางคือมิตราคู่ใจ
นางมิใช่จันทร์อันผ่องผุด
แต่นางคืออรุณอันพิสุทธิ์ผ่องใส
นางมิได้ครอบครองดวงใจ
แต่ข้าเก็บนางไว้..ในทุกอณู

..ครีษมายัน อมันตรา (สร้อยดอกหมาก)..


~*~*~*~
 
Friends' blogs
[Add ศิลาจันทรา's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.