Group Blog
 
 
มีนาคม 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
19 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 

เพียงกลีบดอกไม้ล่องลอยไปในสายลม#1



พ่อกับแม่ของฉันเป็นบุปผาชนรุ่นสุดท้ายก่อนที่อิสรภาพบริสุทธิ์จะหายไปจากโลก แม่พูดเสมอว่าโซ่ตรวนที่แท้จริงล่ามหัวใจไม่ใช่ร่างกาย ความเป็นทาสอยู่ในจิตวิญญาณไม่ใช่สถานะและไม่มีพันธนาการเบ็ดเสร็จอันไร้ซึ่งเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง แต่เสรีภาพที่แท้จริงกลับคือพันธนาการชนิดหนึ่ง ส่วนพ่อก็มักจะพูดว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาเสมอภาคกัน พวกเราต่างเกิดมาพร้อมสิทธิอันชอบธรรมที่แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจพรากเอาไปได้ สิทธิที่ว่านั้นคือ สิทธิแห่งชีวิต สิทธิแห่งเสรีภาพและสิทธิแห่งการแสวงหาความสุข








ตอนที่ 1 : ความไร้เดียงสามันมีจุดเริ่มและมีจุดจบ

โลกคืออะไร มนุษย์คือใคร ฉันใช้เวลาในชีวิตจำนวนมากมายสงสัยวนเวียนอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้นและพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะกลั่นกรองเรื่องราวที่เรียนรู้ออกมาเป็นคำตอบที่ตัวเองยอมรับได้ แต่ยังไม่มีคำตอบนั้นหรอก

ใครๆก็ว่ากัน ฉันเป็นผู้หญิงบ้าที่ยังมีสติ และความบ้าที่ยังมีสติอยู่นี่ ใครบางคนกลับเรียกมันว่าพรสวรรค์ คนในสังคมหลายคนยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า ‘ฉันเป็นใคร’ ระหว่างศิลปินที่มีจิตวิญญาณอิสระหรือตัวอย่างของมนุษย์ที่เติบโตในยุคหลังสมัยใหม่

หรือ..อีกที “มันก็แค่ผู้หญิงเลวๆคนหนึ่งเท่านั้นแหละวะ”

ผู้คนมากมายไม่รู้จักฉันและไม่เข้าใจอาชีพของฉัน ถึงกระนั้นพวกเขาก็เรียกคนที่หาเงินเลี้ยงชีวิตด้วยวิธีการเดียวกับฉันว่านักเขียน

มนุษย์ที่รักการเขียน? มนุษย์ที่มีความฝัน?

คืองี้..เพื่อนของฉันโทร.หา

“งานหนังสือที่มหาวิทยาลัยปีนี้จะมีงานสัมมนา..มาด้วย”

“ทำไมไม่เชิญนักเขียนท่านอื่น”

ฉันไม่ชอบโผล่หัวไปอวดตัวอยู่กลางฝูงชน พฤติกรรมประจำตัวแบบนี้ที่ส่งผลกวนใจฉันอยู่พักหนึ่ง นั่นคือเมื่อนามปากกาของฉันเป็นที่รู้จักในสังคมคนเขียน คนอ่านและคนทำหนังสือ ดูเหมือนว่าใครๆก็พยายามจะพูดว่ารู้จักฉัน ‘เป็นการส่วนตัว’ไปเสียหมด แถมยังมีร้านค้าหนังสือบางร้านแอบปลอมลายเซ็นของฉันเพื่อโก่งราคาหนังสือขึ้นไปอีกอย่างต่ำหนึ่งเท่าตัว..สารพัดสารเพ

“นี่ไม่ใช่ไอเดียของฉัน นักศึกษาหลายคนเสนอชื่อแก ฉันอยากให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์จริงๆบ้าง อีกอย่าง ตอนที่เขาเสนอชื่อนักเขียนที่มาจะเป็นวิทยากร ฉันก็เสนอเข้าที่ประชุมคณาจารย์ว่าพวกนิยายโรมานซ์ติกาน่ะ มันมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากนวนิยายแนวอื่นและมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆคิดแค่ว่าเขียนเรื่องรักติดเรทของคนสองคน”

“นวนิยายรัก เขียนให้ง่ายก็ง่าย เขียนให้ยากก็ยาก แต่ไม่ว่าจะยากหรือง่าย สุดท้ายมันก็คือนิยายไร้สาระ”

“เพชรลดา”

โธ่..แค่นี้ทนฟังไม่ได้..

“ว่าแต่พูดออกไปอย่างนั้น แกไม่โดนรุมประชาทัณฑ์นี่ถือว่าเป็นวาสนา”

“เออ..ข้อเสนอไม่ผ่านมติที่ประชุม แต่พอฉันไปพูดให้นักศึกษาฟัง พวกนักศึกษาจะเอาให้ได้ เพราะพวกเขาไม่เคยพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเลย”

“เสียใจ ดิฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะดิฉันมักพบความโง่ในสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่าความฉลาด ถ้าเรียกว่าไอ้งั่งเฉพาะทางน่ะใช่”

มันถอนหายใจเฮือก ฉันหัวเราะและหยุดหัวเราะเมื่อมันพูดต่อ

“เอาเถอะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดของแก แต่เพชรลดา จงมา อย่างน้อยแกก็ควรออกมาสู่สังคมภายนอกบ้าง แกควรออกมาแหกหูแหกตาดูว่าตอนนี้สังคมจินตนาการสร้างภาพของแกเละเทะไปถึงไหน ดีกว่าวันๆเอาแต่มุดหัวนั่งเขียนหนังสืออยู่ในกระดองเต่า”

ไม่รู้ว่าเพราะสิ่งใดดลใจ ปากกาในมือของฉันจึงจับนวนิยายโรมานซ์ติกามาหากินแทนที่จะจับนิยายรักประเภทอื่น และการเขียนนวนิยายแนวนี้ก็ทำให้ภาพพจน์ของฉันถูกเหยียบย่ำมาเนิ่นนานจนป่านนี้ไม่รู้ว่าเละไปแค่ไหน ในวงการนักอ่าน ชื่อของฉันได้รับการยอมรับแค่คำชมที่ว่า ‘สนุก’ ‘น่าติดตาม’ ในวงการนักวิจารณ์ ฉันถูกเรียกว่า..ผู้ทำลายขนบ! ธรรมเนียม! ประเพณี! จารีต! บรรทัดฐาน!และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย!

ส่วนในสายตาผู้ชาย..ฉันสุดแสนจะเซ็กซี่ มีนักเขียนคนไหนที่บุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายรักให้อ่านเกือบทุกสัปดาห์ ได้รูปถ่ายวาบหวิวของผู้ชายมาดูเล่นและได้รับรูปถ่ายรถยนต์หรูๆพร้อมกับคำชวนประเภทที่ว่า “มานั่งเฟอร์รารี่กับผมไหมครับ”

จะมีผู้รู้บางคนเท่านั้นแหละที่พูดออกมาให้ดีใจได้บางครั้ง

“นวนิยายของคุณวิพากษ์มนุษย์และสังคม ทำให้คนรู้จักคนมากขึ้น”

อย่างที่ฉันว่าไว้ นิยายรักทำให้ง่ายก็ง่าย ทำให้ยากก็ยาก เมื่อก่อนฉันอาจเจ็บปวดที่ไม่มีคนอ่านคนไหนอ่านหนังสือเหมือนฉัน คืออ่านเพื่อค้นหาประโยชน์หรือข้อคิดที่ได้จากเรื่องนั้นๆ คนอ่านทั่วไปอ่านเรื่องของฉันอย่างผ่านหูผ่านตา มันไม่มีค่ามากไปกว่าความสนุกเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเลยหรือ แต่ต่อมา..ฉันเพิ่งมานึกได้ว่าแค่เปิดอ่านก็นับว่าคนอ่านกรุณาฉันมากพออยู่แล้ว จะไปหวังอะไรมากกว่านั้นทำไม

แอร์โฮสเตสโน้มกายลงมาถามฉันว่าต้องการเครื่องดื่มอะไร ฉันตอบไปว่าน้ำส้ม เธอเสิร์ฟให้แล้วก็ดันรถเข็นคันเล็กเดินไปข้างหน้า ฉันมองเบื้องหลังของเรือนร่างสวยระหงไม่ขาดส่วนโค้งส่วนเว้าในเครื่องแบบพนักงานสายการบิน นึกขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่งฉันก็เคยคิดอยากเป็นแอร์โฮสเตสและคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติมากพอ ทั้งความสูง รูปร่างหน้าตา ความสามารถในการแต่งตัวแต่งหน้าทำผมและความสามารถทั้งภาษาอังกฤษกับภาษาสเปน ตอนนี้ฉันน่าจะได้ใส่เครื่องแบบหรูๆ แต่งหน้าทำผมสวยๆแล้วเดินกรีดกรายทำงานในสายการบินใดสายการบินหนึ่ง ถ้าก่อนหน้านี้ ฉันคิดจะสมัครน่ะนะ

ฉันคงเป็นแอร์โฮสเตสแทนที่จะเป็นนักเขียน ถ้าตอนนัดบอดในช่วง
มหาวิทยาลัย ฉันไม่ได้เจอกับพ่อนักบินหนุ่มรูปงาม

นักบิน..หนึ่งในอาชีพของหนุ่มในฝันของสาวๆ แต่วันนั้นหนุ่มในฝันของทุกคน ‘บิน’ตรงมาหาฉัน สอนให้ฉันรู้จักความหวั่นไหว รู้จักความเขินอายจนหน้าแดงก่ำและต่อมาไม่นาน เขาก็สอนให้ฉันได้จูบกับผู้ชายเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นเขาก็บินจากไป บินไปกับหญิงสาวที่อยู่ใกล้เขามากกว่าฉัน...แอร์โฮสเตส

ฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง แต่หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งฉันไป ฉันคิดว่าความสวยของตัวเองรั้งท้ายผู้หญิงทั้งโลก แต่หลังจากที่ฉันพบผู้ชายอีกสองสามคนจนเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ฉันเริ่มคิดว่าความสวยไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่นำความสุขมาให้ฉัน ฉันเลิกที่จะสนใจเปรียบเทียบความสวยของตัวเองกับใคร เลิกที่จะยึดติดกับมันและเริ่มออกเดินทางตามหาสิ่งที่ฉันต้องการอย่างแท้จริง

ฉันต้องการศึกษาคน และศึกษาโลกของคน

เมื่อมีโอกาส ฉันออกไปผับ ออกไปบาร์ สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่สนามกีฬาเพื่อไปสังเกตและพบปะผู้คน ฉันชอบฟังมากกว่าพูด ถ้ามีผู้ชายมาจีบ ฉันจะฟังเขา คุยกับเขา สังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมของเขาราวกับผู้ชายคนนั้นเป็นหนูขาวในห้องทดลองของฉัน

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าหลังจากอกหักครั้งแรกแล้ว ฉันจะไร้หัวใจจนไม่สามารถรักใครได้อีก

หลังจากทิ้งห่างจากแฟนนักบินคนแรกมาหลายปี แฟนคนที่สองของฉันที่เพิ่งเลิกราไปเป็นนักวิชาการอิสระซึ่งต่อมาได้เป็นอาจารย์ในคณะสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชน เขาหลงรักฉันเพราะฉัน ‘เป็นนักสังเกตการณ์สังคมชั้นเยี่ยม’ เขาเป็นผู้ชายสุขุมและนุ่มนวลตามประสาคนที่มีความรู้มาก มีทัศนคติที่เปิดกว้างและไม่เป็นปฏิปักษ์กับความคิดของใครเนื่องจากเขาก็คิดเหมือนกับฉัน “ความรู้ถูกล้มล้างในทุกยุคทุกสมัยด้วยความสามารถของมนุษย์รุ่นหลัง แล้วมีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องโต้เถียงกันเพราะความทะนงตนในความรู้ที่ตนมี”

เขามีเสน่ห์มากที่สุดเมื่อเขาอยู่ท่ามกลางนักศึกษาและสามารถสะกดผู้คนหลากหลายไว้ด้วยความรู้หลากหลายและข้อวินิจฉัยอันน่าทึ่ง ฉันหลงเสน่ห์เขาเช่นเดียวกับที่ชีโมน เดอ โบวัวร์ตกหลุมรักฌอง ปอล ซาตร์ต และเคยใฝ่ฝันว่าทั้งฉันและเขาจะเป็นคู่รักที่จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่มวลชนเช่นเดียวกับปิแอร์และแมรี คูรี

แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่ความฝันเพราะฉันไม่มีวาสนาถึงขั้นนั้น เนื่องจากเขาถูกนักศึกษาสาวมอมเหล้าจนเผลอตัวไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ต่อมาเธอคนนั้นตั้งท้อง เขาต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองโดยการแต่งงานกับเธอ
แอร์โฮสเตสคนนั้นหันกลับมาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มแสนหวาน ฉันยิ้มให้เธอแบบไม่เปิดปาก ฉันชอบยิ้มโดยไม่ให้ใครเห็นฟันอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ หลายคนเปรียบว่าเหมือนรอยยิ้มของโมนาลิซา ยิ้มลึกลับแบบผู้ชายทั้งโลกคิดให้ตายก็ไม่รู้ว่าเธอยิ้มเพราะอะไร

ทิวทัศน์บนพื้นโลกที่ค่อยๆปรากฏขึ้นมาจากริมหน้าต่าง จากเมฆสีขาวก็มาเป็นตึกสีขาว ภูเขาสีเขียว อันที่จริงเวลาแค่ยี่สิบกว่าปีของฉัน มันก็ไม่ได้ยาวนานพอที่จะเห็นโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โลกใบนี้ก็ยังสดใสและดอกไม้ก็ยังเบ่งบานสวยงามในทุกฤดู แต่ฉันไม่สามารถเบิกบานไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ความสดใสไร้เดียงสามันมีจุดเริ่มและมีจุดจบเหมือนชีวิตที่มีเกิดและมีตาย ผู้คนต่างไขว่คว้าหนทางที่จะมีชีวิตฉันใด พวกเขาก็พยายามจะดำรงความสดใสและไร้เดียงสาเอาไว้ฉันนั้น ..ด้วยวิธีมองโลกในแง่บวก มองโลกให้สวยงาม..

โลกมันสวยงามจริงๆหรือ

ฉันนั่งแหมะอยู่บนที่นั่งริมหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้น ก้าวลงจากเครื่องเป็นคนสุดท้ายและลงมายืนบนพื้นที่ของท่าอากาศยานเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ จากนั้นก็เดินลากกระเป๋าเดินทาง เดินอ่านเอกสารของโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิงไปหาคนขับรถแท็กซี่ บอกที่หมายก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งในรถ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดโทรศัพท์ โทร.หาแม่และรอคอยอย่างอดทน เพราะแม่ของฉันอาจจะกำลังวุ่นวายกับลูกค้าในร้านอาหารซึ่งกว่าจะปลีกตัวมารับโทรศัพท์ได้ ฉันอาจต้องโทร.เป็นครั้งที่สี่ที่ห้า

ไม่ใช่เรื่องลำบากเท่าไร แม้ว่าหลายครั้งจะโทร.ไม่ติดเพราะมีลูกค้าโทร.มาสั่งอาหาร

“สวัสดีค่า ร้านพิมพาค่า”

“หนูเองแม่ ถึงเชียงใหม่แล้ว”

“อืม จะกลับเมื่อไรล่ะ”

ฉันรู้ว่าถ้าไม่กลับบ้าน ที่ร้านจะขาดคนงานที่ไม่ต้องจ่ายเงินจ้างไปคนหนึ่ง
แต่ฉันก็ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่เชียงใหม่สักสามเดือน ถึงแม้คนทั้งกรุงเทพฯจะเข้าใจว่าฉันบินหนีไปเพราะอกหักแฟนทิ้งก็ช่างหัวมัน ฉันแค่อยากใช้เวลาอยู่คนเดียวเงียบๆสักพัก เพื่อคิดอะไรไปเรื่อยๆ ฟังเสียงหัวใจของเชียงใหม่ บ้านอีกหลังหนึ่งของฉันและฟังเสียงหัวใจของตัวเองโดยไม่ต้องฟังเสียงของใครพูดจา

ฉันบอกแม่อย่างนั้นแล้ววางโทรศัพท์ จ่ายเงินให้คนขับรถแท็กซี่เมื่อเขาพาฉันมาถึงอิมพีเรียล แม่ปิง โฮเทล ฉันจองห้องสแตนดาร์ดไว้ และคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สักสามคืน ระหว่างนั้นจะออกไปหาอพาร์ตเมนต์เช่าเพราะการอยู่โรงแรมระดับนี้สักสามเดือนจะสิ้นเปลืองงบประมาณเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในปริมาณมหาศาลเลยทีเดียว

บ.ก.โทร.มาคุยเรื่องความก้าวหน้าในการตีพิมพ์นวนิยายเรื่องล่าสุดของฉัน ฉันเปิดโน้ตบุ๊คเครื่องเล็ก เปิดกล่องอีเมลอินบ็อก และใช้เวลาเกือบหนึ่งวันสำหรับตรวจสอบภาพปกและรายละเอียดในแต่ละหน้าของหนังสือก่อนจะพิมพ์อีเมลบอกส่วนที่ต้องการให้แก้ไขกลับไป จากนั้นจึงค่อยเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาแขวน แต่เพราะว่าฉันเอาชุดชั้นในมาชุดเดียวและลิปสติกกับน้ำหอมใกล้จะหมด ฉันเลยได้ความคิดใหม่ว่าควรจะออกไปซื้อ
ของและอาจถือโอกาสแวะทานอาหารเย็น

นอกจากหนังสือ ฉันไม่เรียกการซื้อของอื่นว่าช็อปปิ้ง เพราะฉันตั้งใจไปซื้อจริงๆ ไม่ใช่ไปเดินๆแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ(ด้วยเหตุดลใจแวดล้อมสารพัด)
ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ สวมรองเท้าส้นสูงสีดำคู่โปรดของฉันก่อนจะลงไป




 

Create Date : 19 มีนาคม 2554
0 comments
Last Update : 19 มีนาคม 2554 23:57:16 น.
Counter : 1321 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ศิลาจันทรา
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หนังสือคือชีวิต
การเขียนคือการเติบโต
เสียงเพลงคือจิตวิญญาณ
การเรียนรู้คือความหมายของการมีชีวิตอยู่
เวลาคือความตาย
ปรัชญาศาสนาคือลมหายใจ
ประวัติศาสตร์คือครู
พระเจ้าคือคู่รัก
ชะตากรรมคือเพื่อน
ความสันโดษคือเสื้อผ้า
ความกล้าหาญคือรองเท้า
ความเชื่อมั่นคือยารักษาโรค
ความหวาดกลัวคืออาวุธ
และจุดสิ้นสุดคือการเริ่มต้น

<><><><>


โอม บังคมพระคเณศ เทวะศิวะบุตร
ฆ่าพิฆนะสิ้นสุด ประลัย
อ้างาม กายะพะพราย ประหนึ่งระวิ
อุทัยก้องโกญจนาทให้ สหรรษ์
เป็นเจ้าสิปปะ ประสิทธิวิวิธวรรณ
วิทยาวิเศษสพรรพะสอน
ยามข้ากอปรกรณี พิธีมยะบวร
จงโปรดประทานพร ประสาท
..มัทนะพาธา (พระราชนิพนธ์ร.๖)..


<><><><>
*
*
*
~*~*~*~


เรายึดถือความจริงดังนี้ว่า
เป็นเรื่องประจักษ์แจ้งในตัวเองที่ว่า
มนุษย์ทั้งปวงต่างถูกสร้างขึ้นมาให้เสมอภาคกัน
ที่ว่าพวกเขาได้รับการประทานจากองค์ผู้สร้าง
พวกเขาซึ่งมีสิทธิอันไม่อาจพรากจากเอาไปได้
ที่ว่าสิทธิเหล่านี้ได้แก่
“ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข”

จากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา
..เพียงกลีบดอกไม้ล่องลอยไปในสายลม (สร้อยดอกหมาก)..


~*~*~*~
Friends' blogs
[Add ศิลาจันทรา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.