Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
ตอนที่ ๗ ตามหาพรหมลิขิต (2)




ธารารินนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ทำเองใต้ต้นก้ามกรามโดยมีบุษบานั่งข้างกันเบื้องหน้าหญิงสาวคือสามีภรรยาวัยสี่สิบต้นกับลูกชายวัยรุ่นสอบถามได้ความว่าตัวสามีชื่อสง่า ภรรยาชื่อจินดา ส่วนลูกชายชื่อต้องทั้งสามเป็นคนจากหมู่บ้านอื่น แต่ไร้ที่อยู่และที่ดินทำกินจึงเดินเร่หารับจ้างทำงานทั่วไปแล้วแต่จะมีใครว่าจ้างค่ำไหนนอนนั่น ตามวัดบ้าง ศาลารอรถบ้าง จนมาพบที่ดินผืนนี้เมื่อเห็นมันรกร้างว่างเปล่า ไม่มีคนดูแล จึงแอบปลูกกระต๊อบ ทำนาข้าว สวนผักและเลี้ยงไก่ยังชีพในพื้นที่บางส่วน

“น้าสองคนมาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่แล้วคะ”ธารารินถามอย่างใคร่รู้ มากกว่าต้องการจะตำหนิหรือต่อว่าผู้บุกรุกที่ดินของเธอ

สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างเกรงๆกลัวว่าเจ้าของที่ดินจะพาตำรวจมาขับไล่ หรือร้ายกว่านั้นก็ต้องจ่ายค่าปรับไม่ก็ติดคุกติดตารางไป

“คุณหนูถาม พวกคุณก็ตอบมาเถอะตอบแบบสั้นๆ เข้าใจง่าย ถ้าพูดภาษาภาคกลางได้ก็จะดี ฉันขี้เกียจแปล”บุษบาสำทับอย่างอดกลั้น กว่าจะฟังกันรู้เรื่องว่าทั้งสามคนเป็นใครเข้ามาทำกินในที่ดินของคนอื่นได้อย่างไรก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง

“เฮาเว้าได้แต่ไทเลยค่าภาษาไทยเว้าไปเสียงมันกะเพี้ยน” คนเป็นภรรยาตอบอย่างออมเสียง แม้จะพูดภาษาไทยภาคกลางไม่ได้แต่ก็สื่อสารกันเข้าใจ

“เพิ่งมาอยู่ปีนี้คับผู้ใหญ่กะบ้านเคยมาหาอยู่ เพิ่นว่าที่ดินนี่เจ้าของตายไปโดนแล้วบ่เคยเห็นลูกหลานกลับมาเบิ่ง ถ้าหมู่เฮาบ่มีม่องไปกะอยู่ไปก่อนกะได้จนกว่าเจ้าของเพิ่นสิกลับมา เฮากะเลยอยู่เฮ็ดนาเฮ็ดสวนกับเลี้ยงไก่ทำมาหากินในที่ดินของเจ้า เฮาบ่มีเจตนาอื่นดอก แต่หมู่เฮาบ่ฮู้ซิไปไซ”ฝ่ายสามีอธิบายเพิ่มเติม

“อย่าให้ตำรวจมาจับพ่อกับแม่ไปเด้อคับต้องมีเงินเก็บอยู่ ให้คุณหมดเลยกะได้”เด็กชายต้องว่าพร้อมควักเอาเงินในกระเป๋ากางเกงออกมายื่นให้ธารารินทั้งหมดเป็นธนบัตรใบละยี่สิบบาทไม่กี่ใบ ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเหรียญห้ากับเหรียญหนึ่งบาท

“ไม่มีใครเรียกตำรวจหรอกต้องเก็บเงินของเธอเอาไว้เถอะ วันนี้วันอังคารนี่นาเธอน่าจะอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ”หญิงสาวว่าพลางโอบมือเด็กชายให้กำเงินของตัวเองไว้

“มันบ่ได้เรียนดอกค่า ข้อยบ่มีเงินค่าหนังสือค่าซุดให้มันกะเลยต้องอยู่ซอยกันเฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน” จินดาก้มหน้าก้มตาตอบทั้งเกรงกลัวเจ้าของที่ดินจะเอาเรื่องและรู้สึกผิดด้วยที่ไม่ได้ส่งเสียลูกชายคนเดียวให้เรียนหนังสืออย่างเพื่อน

บุษบาถอนใจอย่างอึดอัดจะว่าเห็นใจก็เห็นใจ แต่อีกใจก็นึกเคือง ต่อให้ไม่มีที่อยู่ที่ทำกินก็ไม่ควรบุกรุกพื้นที่ของคนอื่นผู้ใหญ่บ้านก็ช่างกระไรไม่ใช่ที่ดินของตัวเองแต่กลับอนุญาตให้ใครต่อใครเข้ามาทำกินทีนี้พอเจ้าของตัวจริงกลับมาก็ลำบากใจแย่น่ะสิ รู้แบบนี้ใครจะไล่ไปได้ลงคอ

“ต้นข้าวงามจังเลยนะคะเสียดายยังเหลือที่นาอีกหลายไร่ ไม่งั้นมองไปทางไหนคงเขียวขจีไปหมดปีนี้ก็คงได้ข้าวเยอะด้วย” หญิงสาวรำพึงขณะทอดสายตาออกไปยังพื้นที่ส่วนที่ปลูกข้าว

“ข้าวบ่เป็นราคาดอกค่ะคุณหมู่ข้อยปลูกไว้กิน ซิได้บ่ต้องซื้อ บ่คึดเอาไปขาย” จินดาตอบไปตามตรง

ธารารินมองเห็นเจตนาจากการกระทำของสองสามีภรรยาว่าเพียงแค่ต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเพื่อการดำรงชีวิตไม่ได้คิดจะมาฉกฉวยผลประโยชน์ในที่ดินของคนอื่นไม่เช่นนั้นคงจะปลูกอะไรต่อมิอะไรเต็มพื้นที่ไปหมดแล้ว

“แล้วน้าสองคนคิดว่าจะปลูกอย่างอื่นในที่ดินที่ยังว่างอยู่ตอนนี้ได้อีกไหมคะ”

บุษบามองหน้าคุณหนูของเธอคล้ายจะถาม

หญิงสาวอมยิ้ม “เราไม่เคยทำนาทำสวนถ้าได้คนมีประสบการณ์มาช่วย คงดีไม่น้อยนะคะพี่บุษ”

ได้ฟังแบบนั้นบุษบาก็เข้าใจทันทีว่าธารารินคิดจะทำอะไรเธอถอนใจแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มออกมา

“โชคดีแล้วนะพวกคุณที่มาเจอคุณหนูของฉัน”

ฌอนเฝ้าครุ่นคิดมาเกือบตลอดการเดินทางจากลอสแอนเจลิสว่าเขาจะตามหาแธมเจอได้ยังไงในเมื่อมีเพียงชื่อที่สะกดด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษของเธอซึ่งเขาออกเสียงไม่ถูกด้วยซ้ำเพื่อนชาวไทยก็ไม่มีสักคน แม้แต่คนรู้จักของคนรู้จักก็ไม่มีใครเป็นคนไทยอีกทั้งเขาก็พูดภาษาไทยไม่ได้ นอกจากคำทักทายง่ายๆ เช่น สวัสดี ลาก่อน สบายดีอะไรจำพวกนี้ คิดๆ ดูแล้วก็มืดแปดด้าน การตามหาหญิงสาวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแต่หากเขาได้พบเธออีกครั้ง คงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากคิดว่าเธอคือพรหมลิขิตของเขา

ชายหนุ่มเลือกไปต่อเครื่องที่ญี่ปุ่นและเลือกที่นั่งชั้นประหยัดในการเดินทางจากญี่ปุ่นถึงเมืองไทย นั่นเพราะเขาต้องการ‘เพื่อน’ที่จะเดินทางไปไทยและสามารถพูดคุยกันได้โดยสะดวกและหากเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็จะง่ายสำหรับเขามากขึ้นในการสอบถามข้อมูลโชคเข้าข้างเขา เมื่อที่นั่งติดกันเป็นของสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเป็นคนอเมริกันส่วนภรรยาถามแล้วได้ความว่าเป็นคนไทย

“จริงเหรอครับโชคดีจังที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมทางเป็นคนไทย ผมไม่มีเพื่อนชาวไทยเลย”ฌอนบอกอย่างตื่นเต้น เผยรอยยิ้มดึงดูดใจอันเป็นเอกลักษณ์ของเขามัดใจคู่สนทนา

“อ้าว เหรอคะ งั้นมาทำอะไรที่เมืองไทยล่ะเห็นหล่อๆ อย่างนี้มาคนเดียวก็นึกว่ามาพบแฟนซะอีก”หญิงสาววัยต้นสี่สิบย้อนถามอย่างสนใจเธอนั่งตรงกลางระหว่างสามีกับชายหนุ่มแปลกหน้าจึงคุยได้ถนัด

“เปล่าครับ ผมยังโสดแต่ก็...กำลังมองหาใครสักคนอยู่” เขาคุยอย่างเป็นกันเองแล้วชะโงกไปชวนสามีของหญิงสาวร่วมวงสนทนาด้วย“คุณอยู่ที่เมืองไทยหรือแค่แวะมาเที่ยวชั่วคราวครับ”

“ภรรยาผมอยู่ไทยไปหาผมที่อเมริกาบ้างปีละสองสามครั้ง ส่วนผมถ้ามีเวลาก็จะมาหาเธอครั้งละนานๆบางทีก็อยู่นี่เป็นเดือน นี่ก็เพิ่งพากานดาไปเที่ยวญี่ปุ่นมา” เท็ดเล่าอย่างไม่ปิดบังเขาชอบที่ได้พบเพื่อนใหม่ระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะคนชาติเดียวกัน

สองหนุ่มพูดคุยอย่างถูกคอโดยมีกานดาร่วมวงด้วยเนื่องจากฌอนเข้ากับคนอื่นง่าย กานดาอัธยาศัยดี ส่วนเท็ดก็ไม่ถือตัวเลยทำให้ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ผ่านไปสามชั่วโมงบนเครื่องบินฌอนก็ได้รู้ว่าเท็ดเป็นวิศวกรเครื่องกลมาสาธิตวิธีใช้งานเครื่องจักรตัวใหม่ให้กับโรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯจึงได้รู้จักกานดาและรักกันส่วนกานดานั้นเป็นคนจังหวัดอุดรธานีที่มาหางานทำในเมืองกรุงจนกระทั่งได้พบเท็ดและแต่งงานกันเมื่อสองปีที่แล้วจึงลาออกและกลับไปอยู่บ้านที่อุดรฯ

“เดี๋ยวถึงสุวรรณภูมิแล้วเราก็ต้องต่อเครื่องไปลงที่อุดรฯกัน แล้วคุณล่ะฌอน จะไปที่ไหน มีจุดมุ่งหมายแล้วรึยัง” เท็ดถามอย่างสนใจเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายโสดก็นึกอยากเป็นพ่อสื่อให้กับน้องสาวภรรยา เขารู้สึกประทับใจกับการดูแลเอาใจใส่ของกานดาจึงอยากให้คนชาติเดียวกันได้สัมผัสกับเสน่ห์ตะวันออกที่แสนตราตรึงใจนี้

“ผม...เอ่อ...”ชายหนุ่มตบหน้าผากตัวเองแล้วหัวเราะ ก่อนจะตัดสินใจตอบว่า “ที่จริงผมก็ยังไม่รู้ผมแค่ต้องมาที่นี่...เมืองไทย”

สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างตื่นเต้นก่อนที่ฝ่ายภรรยาจะเอ่ยขึ้นก่อน

“เราชวนฌอนไปเที่ยวอุดรฯ ด้วยดีไหมคะ”

“เอาสิ ถ้าเขาไม่รังเกียจนะ”

“ว่าไงคะฌอน คุณอยากไปเที่ยวบ้านเราไหม”

ฌอนมองเพื่อนใหม่อย่างซาบซึ้ง“ผมดีใจมากครับที่คุณสองคนชวน แต่...ผมมีบางอย่างต้องตามหาผมแค่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน”

“แล้วคุณกำลังตามหาอะไรล่ะ?”กานดาใคร่รู้

เขาเลียริมฝีปากนิดหนึ่งก่อนควักเอากระดาษที่จดชื่อภาษาอังกฤษของแธมซึ่งแนบอยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตยีนออกมาให้เพื่อนหญิงชาวไทยคนแรกดู “ชื่อนี้ครับแต่ผมออกเสียงไม่ถูก รู้แค่ว่าเป็นชื่อภาษาไทย”

กานดารับมาดูและพยายามสะกดทีละคำอย่างครุ่นคิด“ถ้าไม่ใช่ ตารริน ก็คงเป็น ธาราริน นามสกุลน่าจะอ่านว่า คุณวงศ์ ไม่ก็...กุลวงศ์เอ๊ะ...ชื่อเหมือนดาราไทยที่ท้องไม่มีพ่อ แต่คงไม่ใช่หรอกมั้งบอกได้ไหมคะว่าคุณตามหาชื่อนี้ทำไม หรือใครให้ชื่อนี้กับคุณมาถ้าเป็นเพื่อนที่บ้าดาราให้มาตามหา พี่จะได้เดาว่าเป็นน้องแธม”

คนพูดตั้งใจปล่อยมุขเอาฮา แต่คำว่า ‘แธม’ ในประโยคสุดท้ายทำให้ฌอนใจเต้นรัว รีบยืดตัวตรงโดยอัตโนมัติประสาททุกส่วนของเขาเตรียมพร้อมสำหรับเปิดรับข้อมูลสำคัญนับจากนี้

“เมื่อกี้คุณพูดว่า ‘แธม’ รึเปล่าครับ?” เขาถามทีละคำอย่างชัดเจน

กานดาขมวดคิ้วรู้สึกได้ถึงความจริงจังในท่าทีของชายหนุ่ม จ้องหน้าเขาอย่างมึนงงคาดไม่ถึงว่าชื่อที่ฌอนยื่นให้เธออ่านจะหมายถึงดาราสาวที่กำลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวและไม่มีใครตามตัวพบจนเดี๋ยวนี้

“อย่าบอกนะว่าคุณตามหา ‘ธาราริน กุลวงศ์’ อยู่จริงๆ”

“ถ้าเธอมีชื่อเล่นว่า ‘แธม’ ก็คงไม่ผิดตัวหรอกครับ” ชายหนุ่มยืนยันแทบระงับความตื่นเต้นยินดีไว้ไม่มิด

หลังจากตั้งสติอยู่พักหนึ่งกานดาก็เล่าเรื่องนักแสดงสาวชาวไทยนามว่าธารารินให้ฌอนฟังโดยเฉพาะข่าวล่าสุดที่ทำให้หญิงสาวต้องลาออกจากวงการบันเทิงไปเงียบๆและไร้ร่องรอยอย่างไม่น่าเชื่อ

ฌอนขบริมฝีปาก หัวคิ้วขมวดเคร่งกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งชื่อเล่นและเรื่องที่หญิงสาวท้องโดยไม่มีพ่อทำให้ชายหนุ่มมั่นใจว่าธารารินก็คือแธมของเขาแน่นอนเขาไม่รู้เหตุผลที่เธอต้องการมีลูกขณะที่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังเช่นนี้คิดยังไงก็หาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ตอนนี้เขากำลังจะเป็นพ่อคนความรู้สึกซาบซ่านแผ่คลุมหัวใจเหมือนมีสายใยที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงเขากับผู้หญิงคนหนึ่งและชีวิตเล็กๆ ที่กำลังจะเกิดมา

“ว่าแต่คุณตามหาเธอทำไมคะ รู้จักกันเหรอหรือว่า...ไม่รู้สิ พี่เริ่มเดาไม่ถูกแล้วละ” กานดาหัวเราะแกนๆอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

“ผมเก็บของของเธอได้น่ะครับถึงได้มีชื่อเธอที่สะกดด้วยภาษาอังกฤษยังไงล่ะ ผมตั้งใจเอาของมาคืน”ชายหนุ่มตอบเลี่ยงไปแบบนั้นเมื่อรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนที่มีชื่อเสียงของประเทศนี้เขาไม่อยากทำให้เธอเดือดร้อนมากกว่าที่เป็นอยู่

“จริงเหรอคะคุณใจดีจังที่อุตส่าห์ตามมาคืนของ ทั้งที่ไม่รู้จักเจ้าของด้วยซ้ำบินข้ามฟ้ามาเลยนะคะ เก็บได้ที่ไหน ที่ไทยหรืออเมริกา แล้วของอะไรคะท่าทางคงสำคัญน่าดู” กานดาถามอย่างสงสัย เพราะฟังดูแล้วก็พิลึกอยู่ที่คนไม่รู้จักกันเก็บของได้แล้วจะตามเอามาคืนให้ทั้งที่อยู่ไกลคนละซีกโลก ถึงจะเป็นคนดีแค่ไหนคนทั่วไปก็คงทำเพียงเอาของไปส่งสถานีตำรวจ ให้เจ้าหน้าที่เป็นธุระตามหาเจ้าของแทนการออกตามหาด้วยตัวเองแบบนี้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป หากเป็นคนประเทศเดียวกันก็ยังพอฟังขึ้นบ้าง

ฌอนไม่รู้จะตอบยังไงให้ฟังน่าเชื่อถือจึงบอกไปว่า“กระเป๋าสะพายพร้อมเงินห้าพันดอลลาร์ครับ”

กานดาทำท่าจะถามต่อจนได้คำตอบครบแต่ผู้เป็นสามีเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนใหม่ไม่สะดวกใจจะเอ่ยถึงจึงตัดบท

“คุณเป็นคนดีจริงๆ นะครับ กานช่วยแนะนำฌอนหน่อยสิว่าจะเอากระเป๋าของดาราคนนั้นไปคืนได้ที่ไหน”

“ไม่รู้หรอกค่ะว่าบ้านเธออยู่ไหนแต่เอาไปคืนที่สถานีตำรวจก็คงได้ แต่น้องแธมคงไม่ออกมาขอบคุณด้วยตัวเองหรอกนะคะน่าจะยังหลบนักข่าวกับผู้คนอยู่”

“ขอบคุณที่ช่วยแนะนำนะครับ”ฌอนยิ้มให้สองสามีภรรยาอย่างขอบคุณก่อนจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อยุติการสนทนาในหัวข้อนี้กลายๆ

“คุณเชื่อที่ฌอนพูดเหรอคะ”กานดาถามสามีเมื่อคล้อยหลังชายหนุ่มไปแล้ว

“มันก็ฟังดูเหลือเชื่อนะ แต่ใครจะรู้ล่ะ”เท็ดหัวเราะเบาๆ ราวเห็นเป็นเรื่องขันเขาไม่อยากให้ภรรยาจริงจังกับเรื่องส่วนตัวของฌอนมากเกินงามเว้นแต่ชายหนุ่มจะต้องการให้เป็นเช่นนั้น

เมื่อกลับมายังที่นั่งฌอนก็ชวนสองสามีภรรยาเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติก่อนลงจากเครื่องเขายังแลกเบอร์ติดต่อกับอีกฝ่ายไว้เพื่อแสดงให้รู้ว่าเขาประทับใจกับมิตรภาพระหว่างการเดินทางครั้งนี้เพียงไร

ฌอนรอรับเป้ที่สายพานแล้วนั่งแท็กซี่ไปยังโรงแรมซึ่งได้จองไว้ล่วงหน้าระหว่างทางมองเห็นป้ายโฆษณาที่มีรูปใบหน้าสะสวยตราตรึงในความทรงจำปรากฏอยู่

ใช่เธอจริงๆเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมากแค่ไหนก็ตอนที่ได้เห็นใบหน้าของแธมอีกครั้งหกเดือนมาแล้วนับจากวันแรกที่พบกัน ถึงวันนี้เธอเคย ‘รอ’ การกลับมาพบกันใหม่บ้างไหมนะ...

ฌอนตรงไปติดต่อที่เคาน์เตอร์บริเวณล็อบบี้เพื่อว่าจ้างไกด์ส่วนตัวซึ่งทางโรงแรมมีบริการจัดหาให้สำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ

“ผมอยากพบไกด์ทันทีที่คุณหาได้ให้ขึ้นไปพบผมที่ห้องได้เลยนะครับ ขอบคุณมาก” ชายหนุ่มเอ่ยกับพนักงานสาวแล้วตรงไปขึ้นลิฟต์ทันที

ทันทีที่เข้ามาอยู่ในห้องพักส่วนตัวฌอนวางเป้ลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเข้ารหัสไวไฟของโรงแรมพิมพ์ชื่อภาษาอังกฤษของธารารินเพื่อค้นหามีรูปเธอปรากฏขึ้นบนหน้าจอพร้อมเนื้อหาข่าวภาษาไทยซึ่งเขาอ่านไม่ออก แต่นั่นไม่สำคัญชายหนุ่มเลื่อนดูรูปภาพหญิงสาวและเลือกเซฟรูปที่เห็นใบหน้าของเธอชัดที่สุดเก็บเอาไว้

ไกด์ของฌอนมาถึงหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ผิวเข้ม รูปร่างสูง ค่อนข้างผอม เขาแนะนำตัวว่าชื่อพลเป็นนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษปีสุดท้ายที่มาหารายได้พิเศษด้วยการเป็นไกด์ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ฌอนคุยกับไกด์หลายเรื่องเพื่อทดสอบความเข้าใจในการสื่อสารเมื่อรู้ว่าภาษาอังกฤษของพลใช้ได้พูดคุยกันรู้เรื่องจึงตัดสินใจบอกเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องมีไกด์ส่วนตัว

“ผมอยากจ้างนักสืบตามหาคน คุณช่วยได้ไหม?”

พลพยักหน้าว่าเข้าใจและรู้สึกโล่งอกเห็นพนักงานโรงแรมบอกว่าให้ขึ้นมาพบแขกบนห้องทีแรกยังแอบหวั่นว่าหนุ่มหล่อมาดดีผู้นี้จะมีรสนิยมทางเพศชอบไม้ป่าเดียวกันและว่าจ้างเขาเพื่อสนองตัณหามากกว่าต้องการคนแปลภาษาส่วนตัวที่ต้องกลัวไว้ก่อนเป็นเพราะเคยเจอนักท่องเที่ยวชนิดนี้มาแล้วและนั่นก็ทำให้เขาเกือบเสียงานกับรายได้งามๆ นี้ไปจึงหวาดระแวงไว้ก่อน

“ผมไม่รู้จักนักสืบเป็นการส่วนตัวครับแต่คิดว่าจะช่วยคุณหาได้”

“ดีมาก ผมต้องการด่วนที่สุดคุณหาได้เร็วแค่ไหน”

พลยิ้มกริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสิร์จหาสำนักงานนักสืบเอกชนซึ่งปรากฏชื่อให้เลือกมากมายหลายเจ้าเขาเลือกเจ้าที่มีชื่อสำนักงานห้อยท้ายด้วยคำว่ากฎหมายเพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล

“มีให้เลือกหลายเจ้าครับผมว่ามีเจ้าหนึ่งน่าสนใจ คุณต้องการให้ตามหาใคร ผมจะลองคุยกับเขาให้”

ฌอนส่งโทรศัพท์มือถือของเขาให้พลดู ที่หน้าจอมีรูปธารารินปรากฏอยู่

พลเลิกคิ้วกะพริบตามองหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำอีกทีแรกนึกว่าอิตาฝรั่งรูปหล่อนี่จะจ้างนักสืบตามเมียคนไทยแบบคดีชู้สาวทั่วไปแต่นี่คงไม่ใช่แล้ว

“คุณจะตามหาดาราคนนี้ทำไมครับ”

“ผมจะไม่ตอบคำถามคุณคุยกับนักสืบให้ผมได้ใช่ไหม?”

ท่าทีจริงจังของชายหนุ่มทำให้พลต้องหุบปากและพยักหน้า“ได้ครับ”

“งั้นก็โทรนัดเลยผมต้องการคุยกับนักสืบด่วนที่สุด”

ไกด์หนุ่มทำตามที่ลูกค้าบอกหลังคุยกับปลายสายราวห้านาทีก็กดวางแล้วบอกว่า“พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปที่สำนักงานนักสืบครับ เขานัดสิบโมงเช้าคุณต้องการให้ผมทำอะไรอีกไหม”

“แค่นี้แหละ ขอบใจมาก”ฌอนเปิดกระเป๋าสตางค์เขามีทั้งเงินไทยที่แลกมาแล้วและเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนหนึ่งแล้วส่งธนบัตรมูลค่าหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐให้กับพล

“ผมไม่ต้องการให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเราจะตามหาเธอเงียบๆ คุณเข้าใจนะ?”

“เข้าใจดีเลยครับ” พลยิ้มกว้างเมื่อยื่นมือไปรับค่าปิดปาก

โดยปกติแล้วค่าจ้างไกด์ส่วนตัวจะถูกเรียกเก็บรวมกับค่าโรงแรมโดยทางโรงแรมจะหักเปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่งให้ไกด์เองฌอนรู้เรื่องนี้ดีเพราะพนักงานได้อธิบายชัดเจนแล้วแต่เขาไม่ต้องการให้มีคนอื่นรู้เห็นนอกจากเขา ไกด์ และนักสืบ จึงมอบสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ ให้พล เงินคือค่ารูดซิปปากที่เป็นสากลเสมอ

_______________________________________________

ขอบคุณที่ติดตามนะคะรู้สึกเรื่องนี้จะเล่าแบบเรื่อยๆ หวังว่าคงไม่เบื่อกันไปก่อนน้า 5555




Create Date : 03 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 21:07:04 น. 1 comments
Counter : 522 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
สนุกมากค่ะ เล่าไปเรื่อยๆนะคะ


โดย: ท่านหญิงแอนนาเบล IP: 115.87.236.53 วันที่: 4 มีนาคม 2560 เวลา:21:08:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ระตา
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




รู้สึกอยู่เสมอว่าการได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คือความมหัศจรรย์...และการอ่านออกเขียนได้คือรางวัลของชีวิต...
Friends' blogs
[Add ระตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.