Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
11 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 

วิวาห์ร้าย พ่ายรัก - 9 - ว่าที่เจ้าสาว




เมรีเดินไปเดินมาที่หน้าห้องของมินตราด้วยความกระวนกระวายใจ อยากเคาะเรียกคนด้านในให้ออกมาหาอะไรกินบ้าง แต่ไม่มีความกล้ามากพอที่จะกวนใจอีกฝ่าย

ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านในเวลาสิบนาฬิกาเศษๆ มินตราก็ขอตัวขึ้นห้อง ไม่ยอมอธิบายและไม่แยแสในความห่วงใยของคนรอบข้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกตินัก แต่เธอก็อดห่วงใยไม่ได้อยู่ดี จะว่าไปหากไม่ใช่เพราะดำรงกับเมขลาทัดทานไว้ เธอคงวิ่งแจ้นไปที่สถานีตำรวจตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วด้วยซ้ำ

“แม่ทานอะไรบ้างเถอะค่ะ เอาแต่ยืนเฝ้าหน้าห้องคุณมิ้นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก หิวเมื่อไหร่เขาก็ออกมาหาอะไรทานเองแหละ” เมขลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ

ใช่ว่าเธอไม่ห่วงใยมินตรา แต่ห่วงแล้วได้อะไร ไม่ว่าจะพยายามทำดีกับเจ้าหล่อนมากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องผลักไสให้ไปแต่งงานกับเจ้าหนี้อยู่ดี อย่าว่าแต่มินตราจะไม่แยแสต่อความรู้สึกของคนรอบข้างเลย เป็นเธอเองก็คงไม่ชอบให้ใครมาเวทนาทั้งที่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เมรีถอนใจยาว เข้าใจว่ามินตราคงเสียใจและกำลังพยายามทำใจยอมรับการแต่งงานล้างหนี้ในคราวนี้จึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย ที่หายไปทั้งคืนก็คงไปค้างที่บ้านเพื่อนสักคนเพื่อปรับทุกข์

“เมเข้าไปปลอบน้องหน่อยสิลูก คุณมิ้นคงเสียใจที่ต้องแต่งงานกับคุณอชิระทั้งที่มีคนรักอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าแฟนคุณมิ้นรู้เรื่องรึยัง ถ้ารู้ก็คงเสียใจพอกัน”

เมขลามุ่ยหน้า ทำตาปรอย

“อย่างกับคุณมิ้นจะอยากได้คำปลอบใจจากเมนี่คะแม่ ดีไม่ดีจะถูกไล่ตะเพิดออกมาจากห้องแทบไม่ทันน่ะสิ”

อีกฝ่ายส่งสายตาตำหนิให้บุตรสาว ก่อนหัวเราะน้อยๆ “ทำยังกับไม่เคยโดนงั้นแหละ”

หญิงสาวย่นจมูก แต่สุดท้ายก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน หากยังไม่ทันได้เข้าไปดูสภาพว่าที่เจ้าสาว เด็กในบ้านก็วิ่งหน้าตื่นขึ้นมารายงาน

“มีคนมาขอพบคุณมิ้นค่ะ เขาบอกว่าเป็นคนรักของคุณมิ้น ท่าทางดูร้อนรนมากเลยค่ะ ทำยังไงดีคะ”

เมขลาหันไปสบตามารดาเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม “แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนล่ะ”

“รอที่ห้องรับแขกค่ะ”

“ลงไปรับหน้าเขาก่อนดีไหมเม บางทีเขาอาจรู้เรื่องที่คุณมิ้นกำลังจะแต่งงานก็เลยแวะมาถามเอาความจริง แม่ว่าเราน่าจะลงไปอธิบายให้เขาเข้าใจก่อน อย่าเพิ่งให้พบคุณมิ้นเลย เผื่อเขารู้เรื่องแล้วโมโห อาจจะทำร้ายคุณมิ้นเอาได้” เมรีแนะด้วยสีหน้าร้อนรน

เมขลาย่นคิ้ว ลอบถอนใจ มารดาของเธอช่างเป็นห่วงเป็นใยมินตราเสียเหลือเกิน ไม่คิดบ้างหรือไรว่าหากคนรักของมินตราโมโหเอาเรื่องขึ้นมาจริงๆ คนที่ต้องรับเคราะห์แทนอาจจะเป็นเธอและแม่นั่นแหละ

คิดแล้วก็ให้สงสัยแกมหวั่นใจนัก หากอชิระไม่ได้ระบุตัวเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน ผู้เป็นแม่อาจจะจับเธอใส่พานไปสังเวยเจ้าหนี้ใจดำแทนมินตราเสียก็ไม่รู้



เมื่อเมรีและเมขลาเดินเข้ามาในห้องรับแขกก็พบชายหนุ่มร่างสูงเพรียว หน้าตาดีมากนั่งรออย่างสงบ หากดวงตาเต็มไปด้วยแววกลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด

อนิรุธผุดลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นสองสาวเดินเข้ามาหา เขายกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อมพร้อมแนะนำตัว

“สวัสดีครับ ผมชื่ออนิรุธ เป็นคนรักของมิ้น เมื่อวานเรามีเรื่องทะเลาะกันนิดหน่อย วันนี้ผมเลยอยากมาปรับความเข้าใจกับเธอ”

เมรีพยักหน้า รับไหว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุนขณะทรุดกายลงบนโซฟายาว

“สวัสดีค่ะคุณอนิรุธ น้าเป็นแม่เลี้ยงของคุณมิ้น นี่ยายเม ลูกสาวน้าเองค่ะ”

เมื่อเจ้าของบ้านนั่งลง แขกหนุ่มจึงจำเป็นต้องนั่งตาม แม้ภายในใจยังร้อนรุ่ม อยากพบและปรับความเข้าใจกับมินตรามากกว่าอธิบายสิ่งใดกับแม่เลี้ยงของหญิงสาว

“สวัสดีครับคุณเม เรียกผมว่า ‘รุธ’ ก็ได้ครับ ไม่ทราบว่ามิ้นอยู่บ้านรึเปล่า ผมโทร. หาเธอก็ไม่รับสาย”

เมขลาลอบสำรวจคนรักของมินตราเงียบๆ ความร้อนรนของเขาบอกชัดทางสีหน้า ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายร้อนใจมากเพียงใด แต่เขายังมีมารยาทมากพอจะเสียเวลาสนทนากับคนอื่น นั่นทำให้เธอรู้สึกชื่นชมแกมเสียดายแทนมินตราที่ต้องทิ้งอนิรุธไปแต่งงานกับคนใจดำอย่างอชิระ

“อยู่ข้างบนค่ะ แต่เพิ่งจะหลับไปเมื่อครู่นี้เอง คุณต้องการให้น้าปลุกเธอรึเปล่าคะ” เมรีโป้ปดอย่างใจเย็น รอยยิ้มยังแลละมุนเช่นเดิม แม้ภายในใจจะหวาดหวั่นและกังวลกับการปั้นน้ำเป็นตัวในครั้งนี้

หญิงสาวเลิกคิ้ว เหลือบมองหน้ามารดาด้วยความประหลาดใจ โดยปกติแล้วแม่ของเธอไม่ใช่คนชอบพูดปด และส่วนใหญ่จะถูกจับได้ทุกครั้งที่ริอาจทำเช่นนั้น หากคราวนี้ความสุขุมทั้งในสีหน้าและแววตาทำให้เธอออกจะนับถือผู้เป็นแม่ขึ้นมาหน่อยๆ

อนิรุธอึกอัก อยากตอบไปเลยว่าใช่ แต่เพราะเป็นคนที่วางตัวค่อนข้างดีในสายตาคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้เขาได้แต่ทอดถอนใจอย่างผิดหวัง ก้มหน้ารับชะตากรรม ก่อนเอ่ยลาสองสาวด้วยท่าทีเศร้าซึม

“ไม่เป็นไรครับ ไว้ผมแวะมาใหม่วันหลังก็ได้ งั้นผมลานะครับ”

“เดี๋ยวค่ะคุณ น้ามีเรื่องอยากรบกวนคุณเล็กน้อย อยู่คุยกันก่อนนะคะ” เมรีรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงขาดความมั่นใจ หากดวงตามุ่งมั่นที่จะพูดเรื่องนี้ให้จงได้

ชายหนุ่มขยับนั่งลงที่เดิมด้วยความประหลาดใจพอๆ กับเมขลาที่จ้องมารดาตาแป๋ว

เมรีสูดลมหายใจลึก เริ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “น้าไม่รู้ว่าคุณทราบเรื่องรึยัง แต่ยังไงก็อยากบอกให้รู้เอาไว้ก่อน และอยากจะขอความเห็นใจจากคุณด้วย”

“แม่คะ เมว่าเรื่องนี้ให้คุณมิ้นบอกเองดีกว่าไหม”

เมขลาขัดแทรกด้วยน้ำเสียงร้อนรน ไม่เห็นด้วยนักที่จะบอกเรื่องนี้แทนเจ้าตัว ด้วยหากเธอเป็นมินตราก็คงอยากเป็นคนบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้กับคนรักด้วยตัวเอง

“แต่แม่ว่าในฐานะที่แม่เป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่คุณมิ้นเหลืออยู่ แม่ก็ควรเป็นคนบอกกล่าวเรื่องนี้และถือโอกาสขอโทษคุณรุธด้วย” ผู้เป็นแม่ให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“มีเรื่องอะไรกันแน่ครับ”

อนิรุธหมดความอดทน มองหน้าสองแม่ลูกสลับกันอย่างงุนงง

“ฉันกำลังจะแต่งงาน และจากวันนี้ไปคุณไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก ชัดเจนแล้วนะคะ คุณอนิรุธ!”

เสียงตอบแข็งกระด้างนั้นเป็นของมินตรา ทุกคนต่างหันไปมองหญิงสาวเป็นตาเดียว

ชายหนุ่มอ้าปากค้าง นิ่งงันไปหลายอึดใจ เมื่อตั้งสติได้ก็ลุกพรวดไปจับไหล่มินตราเขย่าถามอย่างเดือดดาล “หมายความว่ายังไงมิ้น คุณจะแต่งงานกับใคร ผมไม่ยอมนะ ผมไม่ยอมเด็ดขาด!”

เมขลาเบิกตากว้างพอๆ กับเมรี ก่อนจะถลาเข้าไปแยกชายหนุ่มออกห่างมินตราด้วยกลัวว่าเขาจะโมโหจนขาดสติและทำร้ายหญิงสาวเข้า

“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะค่ะคุณรุธ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่านะคะ” ถ้อยคำแม้สุภาพ แต่น้ำเสียงบอกชัดว่าเอาจริง

อนิรุธหอบหายใจถี่ยิบด้วยโทสะพลุ่งพล่าน จ้องมองเพียงใบหน้าเฉยชาของคนรักอย่างผิดหวัง

“แค่ผมให้เกียรติคุณด้วยการไม่เคยแตะต้องล่วงเกินแล้วไประบายกับคนอื่น คุณต้องลงโทษผมรุนแรงขนาดนี้เลยเหรอมิ้น มากไปรึเปล่า ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร บอกผมมา บอกมานะ!”

คราวนี้ความสุภาพและใจเย็นของเขาปลิวหายไปสิ้นแล้วจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสร้างภาพต่อหน้าใครอีก เสียงถามแทบเป็นตะคอก ดุดันน่ากลัวมากยิ่งขึ้นเมื่อนัยน์ตาเรียวคมลุกวาวราวเปลวเพลิง

มินตราเบะปาก แค่นยิ้มเยาะ ขณะมองอดีตคนรักตั้งแต่ศีรษะจดเท้าด้วยแววตาหมางเมิน

“อย่ามาใช้ข้ออ้างทุเรศๆ แบบนี้เอาดีเข้าตัวหน่อยเลย รู้ไหมว่ายิ่งคุณพูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่อให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ผู้ชายมากเท่านั้น ฉันทั้งขยะแขยงและสะอิดสะเอียนกับข้ออ้างของคุณเต็มทน ออกไปจากบ้านฉันแล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก รู้เอาไว้นะ ผู้หญิงอย่างฉันไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร โดยเฉพาะผู้ชาย!”

ชายหนุ่มบดกราม กำมือแน่น หากเป็นไปได้อยากจับผู้หญิงปากคอเราะรายกวนโมโหอย่างเธอทุ่มให้คอหักคามือ แต่ก็เป็นเพราะรักคำเดียวที่ทำให้เขาสะกดกลั้นความปรารถนาอันรุนแรงนั้นเอาไว้ได้

“ผมไม่ยอมหรอกนะมิ้น ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง แต่ผมรักคุณคนเดียว และผมก็จะไม่ยอมให้คุณแต่งงานกับใครทั้งนั้น จำเอาไว้!”

สิ้นเสียงข่มขู่นั้นเขาก็หมุนตัวเดินจากไปโดยเร็ว ไปก่อนจะขาดสติทำร้ายคนที่รักยิ่งดวงใจด้วยมือของตัวเอง

มินตรามองตามแผ่นหลังกว้างของอดีตชายคนรักอย่างเจ็บปวด ขอบตาร้อนผ่าว แต่เธอกะพริบเปลือกตาถี่ๆ ไล่มันให้กลับกลืนลงไปในอกบ่มหนอง บอกตัวเองในใจอย่างดุเดือด

เขาไม่ได้มีค่าเพียงพอกับน้ำตาของเธอแม้สักหยด!

ก็ไม่ใช่เพราะเขาหรอกหรือที่ทำให้เธอผิดหวังซ้ำซาก เจ็บปวดกับการถูกทรยศหักหลัง ผลักไสให้เธอต้องหาที่ระบายออกด้วยวิธีสิ้นคิดจนเกิดเรื่องอัปยศยากจะลืมได้ เรื่องทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเขาคนเดียว ผู้ชายไม่มีค่าพรรค์นั้น อย่าได้แคร์!

“เป็นอะไรรึเปล่าคุณมิ้น”

น้ำเสียงห่วงใยของเมขลาฉุดให้มินตราตื่นจากภวังค์เจ็บปวดล้ำลึก ใบหน้าสะสวยเชิดรั้น สวนกลับเสียงแข็ง หาได้แยแสต่อความเอื้ออาทรจากใครไม่

“ไม่ต้องยุ่ง ถ้าผู้ชายคนนั้นมาที่นี่อีกห้ามเปิดประตูรับ และถ้าเขาไม่ยอมกลับให้โทร. แจ้งตำรวจทันที โทร. บอกคุณอาดำรงให้มาพบมิ้นที่บ้านเย็นนี้ เราจะคุยเรื่องงานแต่งงานให้เรียบร้อย”

สิ้นเสียงเฉียบขาดร่างเล็กบางก็เดินหนี หากเมื่อรู้สึกถึงการก้าวตามของใครบางคน เสียงห้วนก็โพล่งขึ้นอย่างไร้ความเกรงใจ

“อะไรที่ไม่ได้สั่ง ไม่ต้องสะเออะทำ กลับไปซะ รำคาญ!”

เมขลาชะงักกึก มุ่ยหน้า คอหดคอย่น บ่นอุบอิบอย่างไม่พอใจ “ยายเด็กบ้า คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง ไม่รู้จักแคร์ความรู้สึกคนอื่นมั่งเลย ชิ”

เมรีผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกได้ก็ตอนที่เห็นบุตรสาวเดินคอตกกลับมา

“ปล่อยน้องไปก่อนเถอะเม ท่าทางคุณรุธคงทำตัวเอง วรเสนาเลยพลอยรอดไปด้วย เฮ้อ...”

เมขลาพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง “ก็คงงั้นแหละค่ะแม่ ก็ดี ผู้ชายแย่ๆ แบบนั้นแต่งไปก็คงไม่มีความสุขหรอก ข้ออ้างทุเรศชะมัด”

หญิงสาวนึกเสียใจที่แอบชื่นชมอนิรุธก่อนหน้านี้ นั่นทำให้เธอได้ข้อคิดบางอย่าง เธอไม่ควรตัดสินคนอื่นจากภายนอก...



เมื่อปราศจากสายตาของคนอื่นมินตราก็โถมตัวลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง ให้หมอนช่วยซับคราบน้ำตาที่กลั่นออกมาจากความชอกช้ำผิดหวังที่ชอนไชหัวใจจนพรุน เธอเลือกที่จะร้องห่มร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว เพียงเพราะไม่ต้องการให้ใครมาสมเพชเวทนากับสิ่งที่เธอต้องเผชิญ ด้วยความคิดเพียงว่าความเห็นอกเห็นใจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สุดท้ายก็ยังเป็นเธอที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว

เมื่อร้องไห้จนสาแก่ใจหญิงสาวก็ปาดน้ำตาหยดสุดท้ายทิ้งไปอย่างไม่ไยดี รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เชิดหน้า ยอมรับชะตากรรมอย่างทระนง

พอกันทีกับความรักและผู้ชายเห็นแก่ตัว จากนี้ไปเธอจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น!



อนิรุธวนเวียนไปง้องอนมินตราในทุกๆ วัน ทว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านรั้วคฤหาสน์วรเสนาเข้าไปแม้แต่ครั้งเดียว จนล่วงเข้าสู่วันที่สี่ชายหนุ่มหงุดหงิดงุ่นง่านจนตั้งใจจะปีนข้ามกำแพงสูงเข้าไปหาเธอ แต่เพราะคนสวนวิ่งไปตามเมขลามาไกล่เกลี่ยจนได้ทราบความว่ามินตราสั่งห้ามขาดไม่ให้เขาเข้าไปในบ้าน แถมหญิงสาวยังข่มขู่ไว้อีกด้วยว่าหากเขาริอาจปีนกำแพงเมื่อไรจะโทร. แจ้งตำรวจทันที

วันนี้ชายหนุ่มตั้งใจเปลี่ยนแผน ไปพบเมขลาที่ทำงานของเธอเพื่อขอร้องอ้อนวอนให้หญิงสาวเห็นใจ และช่วยหาโอกาสให้เขาได้พูดคุยกับมินตราอีกสักครั้ง เนื่องจากตระหนักได้ถึงความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของตัวเองในการพบกับมินตราครั้งสุดท้ายเมื่อหลายวันก่อน

แต่แทนที่เมขลาจะให้ความช่วยเหลือโดยดี หญิงสาวกลับมองเมินเขาไปอย่างไม่แยแส เป็นเหตุให้เขาต้องตามมาอ้อนวอนเธอถึงสนามบิน

“นะครับคุณเม ช่วยผมหน่อยเถอะนะ ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ ขอให้ผมได้คุยกับมิ้นอีกซักครั้ง ผมรับรองว่าแค่ครั้งเดียว ครั้งเดียวเท่านั้นจริงๆ นะครับ”

เมขลาถอนใจยาว ชักสีหน้าขุ่นเคืองไม่ปิดบัง ริมฝีปากเม้มแน่น ไม่ยอมต่อความยาวสาวความยืดกับผู้ชายที่เดินตามเธอแทบทุกฝีก้าวตั้งแต่เช้าจนสาย เธอได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าสมควรพูดออกไปจนหมดแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีอะไรจะพูดอีก

หญิงสาวยกป้ายในมือพร้อมกวาดสายตามองหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งเป็นลูกค้าที่เธอต้องมารับในวันนี้โดยไม่สนใจชายหนุ่มหน้าตาดีที่คอยเดิมตามต้อยๆ ราวกับคนรัก และพยายามไม่ใส่ใจสายตาหลายคู่ที่เมียงมองมาอย่างสนใจ

อนิรุธทอดถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยต้องเดินตามผู้หญิงคนไหนมาก่อนนอกจากมินตรา แต่เธอก็ควรค่าแก่การติดตาม ทว่าวันนี้เขากลับต้องมาเดินตามหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่าใบหน้าแฉล้มสดใส ผิวพรรณขาวผ่องเกลี้ยงเกลา และรูปร่างโปร่งบางสมส่วน ซึ่งรวมๆ แล้วก็ดูดีทีเดียว แต่หากเทียบกับมินตรา เมขลายังถือว่าธรรมดาเกินไป

“ได้โปรดเถอะครับคุณเม ผมรักมิ้นจริงๆ นะ” เขาอ้อนวอนเสียงเศร้า เรียกร้องความเห็นใจจากหญิงสาว

เมขลาคงเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน หากไม่ได้รู้ว่าอนิรุธทำผิดอะไรไว้ แต่ตอนนี้บอกเลย

‘เสียใจย่ะ ฉันไม่ผลักไสคุณมิ้นให้ผู้ชายสั่วๆ แบบนายหรอก!’

อนิรุธพร่ำอ้อนวอนจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาเปลี่ยนใจเมขลา ในขณะที่ความสิ้นหวังกัดกินใจ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นผู้คนที่มองมาอย่างสนใจ และเขาก็เข้าใจทันทีว่าผู้คนเหล่านั้นคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้

ความหวังของเขาจุดประกายขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มลงทุนคุกเข่า กุมมือหญิงสาว อ้อนวอนอย่างน่าสงสารท่ามกลางไทยมุงล้านแปดภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมขอโทษ ผมเสียใจ ผมรักคุณจริงๆ...”

เมขลาพยายามกระตุกมือกลับหากไม่สำเร็จ เพราะอีกฝ่ายใช้สองมือยึดมือเดียวที่ว่างของเธอไว้ แม้ไม่อยากเสวนาด้วยแต่สถานการณ์ก็บีบบังคับให้จำต้องฝืนใจ กัดฟันบอกเขาเสียงต่ำคล้ายเสียงคำรามอย่างโมโห

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ คุณทำบ้าอะไรฮะ”

“ยกโทษให้ผม อย่าทิ้งผมไป ได้โปรด...”

เขาไม่ใส่ใจดวงตาขุ่นเขียวของหญิงสาว ยังคงตีหน้าเศร้า แสดงละครสดต่อไป

เธอสะบัดมือด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด กัดฟันบอกอีกครั้งช้าๆ ชัดๆ ทุกพยางค์ “ฉันบอกให้ปล่อย!”

“ยกโทษให้แฟนเถอะคุณ น่าสงสารเขาออก” เสียงป้าคนหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์ตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้น มองไปยังอนิรุธด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ

“ใช่ๆ คุณ เขาทำถึงขนาดนี้ ผมว่าคุณยกโทษให้แฟนเถอะนะ น้อยคนนะจะกล้าคุกเข่ากลางสนามบินขอโทษแฟนน่ะ” เสียงผู้ชายอีกคนสนับสนุน

หญิงสาวกัดฟันกรอด หอบหายใจอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อเข้าใจแล้วว่าอนิรุธเป็นบ้าอะไร

“ถ้าคุณรับปากว่าจะช่วยผม ผมจะลุกขึ้นแล้วเราก็มาคุยกันดีๆ แต่ถ้าไม่ ผมจะทำแบบนี้ต่อไป คุณไม่อายก็เอาสิ” ชายหนุ่มกระซิบบอกเสียงเบาให้หญิงสาวได้ยินเพียงคนเดียว

เมขลาหลับตาลง พ่นลมหายใจระบายอุณหภูมิสูงปรี๊ดในร่างกายออกมาสักเล็กน้อย ยิ่งเขาร้ายกาจมากเท่าไร เธอก็ยิ่งโกรธเกลียดเขามากขึ้น มั่นใจว่ามินตราทำถูกแล้วที่สลัดนายคนนี้ออกไปจากชีวิตเสียได้

‘อยากจะลองดีกับฉันใช่มั้ยนายวายร้าย ได้ งั้นก็มาดูกันว่าใครร้ายกว่าใคร!’

หญิงสาวผ่อนลมหายใจช้าๆ ปรับสีหน้าให้ดูปลาบปลื้มตื้นตันสุดบรรยาย โยนป้ายชื่อบริษัททิ้งไปอย่างไม่แยแส ใช้มือแตะใบหน้าเขาพร้อมฉีกยิ้มหวาน

“โถ...รุธ ก็ได้ค่ะ เมยกโทษให้แล้ว คุณลุกขึ้นนะคะ ลุกสิ เมยกโทษให้คุณแล้วไง”

อนิรุธทำหน้าเหลอหลาประหนึ่งว่ากำลังดีใจเป็นพ้นจนทำอะไรไม่ถูก หันซ้ายหันขวาก็พบสายตาหลายคู่ที่เชียร์ให้เขาลุกขึ้น ชายหนุ่มจึงเอ๋อไปพักหนึ่ง เพราะหากเขายอมลุก เกมนี้ก็จบกันเท่านั้น

เมขลาได้โอกาส ฉีกยิ้มหวานจ๋อย ตบแก้มเขาซ้ำๆ เหมือนต้องการเรียกสติ หากแรงตบหนักใช่เล่น กัดฟันกระซิบเสียงหวานอย่างเสแสร้ง “ลุกขึ้นสิคะที่รัก เมยกโทษให้คุณแล้วนะ”

อนิรุธเป็นฝ่ายที่ต้องกัดฟันกรอดบ้าง ฝืนฉีกยิ้มตอบหญิงสาว พยายามแสดงท่าทีให้ดูเหมือนคนรักกันหวานหยดสมกับบทบาทที่สวมอยู่ให้มากที่สุด แล้วขยับลุกอย่างเสียไม่ได้

ขืนไม่ลุกสิ มีหวังแก้มช้ำ!



ขจรส่ายหน้าขณะมองสองหนุ่มสาวชาวไทยที่โอบกอดกันออกไปจากสนามบินอย่างไม่อายใคร ทอดถอนใจอย่างระอากับพฤติกรรมล้ำสมัยที่คนแก่หัวโบราณอย่างเขารับไม่ค่อยจะได้

“หนุ่มสาวสมัยนี้เหลือเกินจริงๆ วัฒนธรรมดีๆ ของชาวตะวันตกก็ไม่คิดลอกเลียนแบบ แต่ไอ้วัฒนธรรมที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทยละชอบลอกกันนัก”

ร่างสูงที่เดินเคียงกันไปด้วยมาดสงบนิ่งเกิดอาการชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที เขาไม่ใช่คนความจำสั้น เพราะฉะนั้นแค่มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าหญิงสาวที่เดินโอบกับชายหนุ่มออกไปอย่างประเจิดประเจ้อนั้นคือผู้หญิงคนเดียวกับเด็กในบ้านของมินตรา

เธอมาทำอะไรที่นี่?

นัยน์ตาคมครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่สักพักภายใต้สีหน้าเรียบเฉยดุจเดิม ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน

หาลำไพ่พิเศษนอกสถานที่สินะ!



“ทำไมคุณใหญ่ต้องยอมขนาดนั้นด้วยครับ ผมไม่เข้าใจเลย”

เสียงถามของขจรฟังดูข้องใจ ขณะที่รอส่งเจ้านายขึ้นเครื่องเพื่อบินด่วนไปคุยงานแถบยุโรป กว่าจะกลับมาอีกทีดูเหมือนจะเป็นวันสิ้นเดือนพอดิบพอดี นั่นหมายถึงว่าอชิระมีเวลาในการเตรียมตัวเข้าพิธีวิวาห์เพียงหนึ่งวัน

เสี้ยวหน้าคมคายเอียงข้างเล็กน้อย ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มหยันราวกับจะดูถูกคนโลก

“แค่จัดงานแต่งครั้งเดียวในชีวิตมันไม่ได้ลำบากอะไรมากมายไม่ใช่เหรอครับ อีกอย่างคุณอาก็รู้ว่าวรเสนาแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเกี่ยวกับเจ้าสาวไม่ถึงกับทำให้อัครเกียรติล่มจมหรอก”

ขจรมุ่ยหน้าอย่างไม่ชอบใจ บ่นอุบอิบ แต่ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย “อะไรๆ ก็ยอม นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนผมต้องคิดว่าคุณใหญ่ตกหลุมรักคุณมินตราจนโงหัวไม่ขึ้นแน่ๆ ถึงได้ถวายให้ทุกอย่างขนาดนี้”

อชิระหัวเราะหึๆ ในลำคอ ขณะนึกถึงรูปภาพของมินตราที่ขจรนำมาให้ดู ตาคมหรี่เล็กอย่างใช้ความคิด

มินตราอาจเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์ในสายตาของผู้ชายทุกคนรวมถึงตัวเขาเองด้วย แต่แค่ความสวยมันไม่มากพอจะทำให้ผู้ชายสักคนหลงรักได้หรอก หรือหากจะเป็นไปได้ก็น่าจะเรียกว่า ‘หลง’ มากกว่า มินตราอาจจัดอยู่ในระดับหัวแถวของผู้หญิงที่น่าสนใจ แต่เขาไม่ได้หลงรักเธออย่างแน่นอน

ขจรนิ่วหน้าเมื่ออชิระไม่ตอบรับหรือปฏิเสธว่าอย่างไร เขาทอดถอนใจเสียงดังจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ “แล้วนี่ตกลงคุณใหญ่จะไม่พบว่าที่เจ้าสาวก่อนแต่งงานซักครั้งจริงๆ เหรอครับ”

นัยน์ตาคมเหล่มองทนายประจำตระกูลซึ่งนับถือเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ ยังคงความเฉยชาไว้ในท่าทีได้เช่นเคย

“ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องพบกันนี่ครับ เดี๋ยวแต่งงานไปก็รู้จักกันเอง”

อีกฝ่ายมุ่ยหน้าอย่างไม่เห็นด้วยสักนิด “คนจะแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้มันก็ต้องศึกษานิสัยใจคอกันไว้บ้าง”

“นั่นมันสำหรับคู่แต่งงานทั่วไปครับ เอาละ ผมต้องไปแล้ว ยังไงฝากคุณอาดูแลทางนี้ในระหว่างที่ผมไม่อยู่ด้วย อ้อ ถ้าเป็นไปได้ ช่วยตามตัวนายเล็กกลับบ้านด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นคุณอาอาจต้องปวดหัวกับลูกหมีอีกนาน”

อชิระตัดบทเสียงเรียบ ฝากฝังแกมข่มขู่ขจรทิ้งท้าย ก่อนเดินจากไปอย่างสง่างาม มั่นอกมั่นใจ ไร้แววลังเลในทุกย่างก้าว

ขจรทอดถอนใจหนักหน่วง ขณะมองตามร่างสูงที่ถูกกลืนหายไปกับคลื่นฝูงชนในที่สุด พึมพำกับตัวเองแผ่วเบา

“ทำทุกอย่างเป็นธุรกิจไปเสียหมด วันนึงเถอะ หากเจอคนที่รักเข้าจริงๆ แล้วจะเสียใจ”



อติยะกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงของบ้านอัครเกียรติแล้วพบว่ามีใครรอคอยอยู่

ก็น่าจะรู้ว่าเธอไม่มีทางปล่อยให้เขาได้มีชีวิตสงบสุขแน่ๆ แต่ทำไมมาคิดได้เอาตอนนี้วะ ให้ตายเถอะ!

“อาร์ตี้ขา ลูกหมีอุตส่าห์มารอพบคุณทุกวัน ห้ามคุณเดินหนีลูกหมีนะคะ ไม่งั้นลูกหมีจะตามไปจิกหัวตบผู้หญิงคนนั้นถึงบ้าน ไม่เชื่อก็ลองดู!”

คำขู่ของรัศมีทำให้คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างแปลกใจ ปรับสีหน้าเสียใหม่พร้อมเอ่ยถามเสียงเรียบ “ผู้หญิงคนนั้น คุณหมายถึงใคร”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง เบะปากอย่างรังเกียจ บอกด้วยน้ำเสียงสะบัด “ก็ผู้หญิงที่คุณหิ้วกลับไปด้วยวันนั้นไงคะ อ๊ะๆ อย่าคิดว่าลูกหมีพูดเล่นนะคะ คราวนี้ลูกหมีเอาจริงค่ะ รักจริง เจ็บจริง บอกเลย”

อติยะยืนนิ่ง สบตาอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจ

“คุณพูดเหมือนรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

รัศมีเบ้ปากยิ้มๆ “แน่นอนสิคะ ระดับรัศมีซะอย่าง ทำไมจะไม่รู้”

คราวนี้ชายหนุ่มหรี่ตา รอยยิ้มท้าทาย “ล้อเล่นน่าลูกหมี อย่ามาตลกฝืดหน่อยเลย ผมไม่เชื่อหรอก”

หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่สักพัก ก่อนจะโยนกระเป๋าสะพายใบหรูที่เธอแสนจะรังเกียจใส่หน้าเขาโดยที่ชายหนุ่มก็เอื้อมรับไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะปะทะใบหน้าของเขาเต็มแรง

“แหกตาดูเองก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าลูกหมีขี้โม้”

อติยะลนลานค้นกระเป๋าใบนั้นด้วยความตื่นเต้นยินดี จังหวะหัวใจเต้นระทึกอย่างมีชีวิตชีวา หากยังคงพยายามวางสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด

ใครจะนึกว่าสิ่งที่เขาต้องการจะลอยมาอยู่ตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึงแบบนี้ ขอบคุณเธอดีไหมนะ ยายลูกหมี บางทีเธอก็ช่างเป็นเทพีนำโชคของเขาเสียจริง!

ชายหนุ่มกวาดตามองรายละเอียดในส่วนที่จำเป็นที่สุดของบัตรประจำตัวประชาชนของหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงเป็นบ้าเป็นหลังมาเกือบสัปดาห์ ตั้งแต่เธอเดินออกไปจากชีวิตของเขาอย่างเย่อหยิ่ง ความคิดสองขั้วก็ต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง

หนึ่งคือปล่อยเธอไปตามทาง ร้อยล้านเขาอาจมีให้ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับผู้หญิงหิวเงินน่ารังเกียจเช่นนั้น หรือสอง ช่วงชิงเธอมาเป็นของเขาให้ได้ ใช้เสน่ห์ที่เขามีอย่างล้นเหลือหลอกล่อให้เธอลุ่มหลงและยอมพลีกายถวายใจ มอบความจงรักภักดีให้เพียงเขาคนเดียวโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่จนถึงวันนี้เขายังคิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไร สิ่งเดียวที่รู้คือในหัวของเขามีแต่เรื่องของเธอเต็มไปหมด

กระเป๋าใบหรูพร้อมข้าวของทุกชิ้นในมือของอติยะถูกริบคืนไปหมดในเวลาไม่นาน แต่เขาไม่ใคร่จะใส่ใจนัก ด้วยสิ่งที่ต้องการที่สุดในตอนนี้ถูกบันทึกลงในสมองอย่างลึกล้ำราวอักษรที่สลักบนแผ่นหิน

‘มินตรา วรเสนา’ เขาจะตามหาเธอ!

จู่ๆ ก็ได้รู้ทั้งชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของเธอ นี่อาจเป็นสัญญาณจากคนบนฟ้าก็ได้ เขาสาบาน จะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่!

“ทีนี้เชื่อรึยังคะว่าลูกหมีไม่ได้โกหก” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

เขาอมยิ้มในหน้า อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา “เชื่อแล้วครับ หิวจัง เราไปหาอะไรทานกันดีมั้ยลูกหมี”

อีกฝ่ายหันขวับ ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ “เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะคะ”

ริมฝีปากได้รูปหยักยิ้มเก๋ นัยน์ตาคมพราวระยับที่ใครมองสบแล้วต้องละลายฉาบฉายด้วยแววออดอ้อน “ผมหิวครับ ไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหม พลีส...”

รัศมีตกอยู่ในภาวะมึนงง สมองไม่สั่งการใดๆ รับรู้เพียงลำแขนแข็งแรงที่ตวัดรอบเอวของเธอเข้าไปหา ร่างกายสูงใหญ่แผ่ไอร้อนก่อกระแสวาบหวามให้แล่นพล่านในอก เรียวขาสวยก้าวตามชายหนุ่มไปโดยง่าย เธอไม่ค่อยสนใจอะไรนักหรอก ขอเพียงให้เขาแคร์บ้างก็เท่านั้น



“ไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะคุณอนิรุธ ถ้าขืนคุณยังตามรังควานฉันไม่เลิกแบบนี้ ฉันจะแจ้งจับคุณข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” เมขลาตะโกนใส่หน้าคู่กรณีอย่างไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น

อนิรุธชักสีหน้า ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจ “ผมก็ไม่ได้อยากตอแยกับคุณเลยซักนิด คุณรู้นี่ว่าผมต้องการอะไร”

เธอถลึงตาขุ่นจัดใส่เขา “และคุณก็รู้ดีว่าฉันไม่มีวันให้ในสิ่งที่คุณต้องการ”

ชายหนุ่มมุ่ยหน้า ถอนใจยาว พยายามประนีประนอมกับเธอให้มากที่สุด

“ขอร้องละคุณเม ผมรักน้องสาวของคุณจริงๆ นะครับ ให้โอกาสผมซักครั้งเถอะ”

“คุณไม่สมควรได้รับมันซักนิด” หญิงสาวกอดอก สวนกลับเสียงเขียว

“ผมรู้ ผมรู้ดี แต่ถ้าคนสำนึกผิดแล้วไม่มีใครยอมให้อภัย คุณลองคิดดูสิว่าคนทำผิดจะอยากกลับตัวไหม”

“อย่ามาใช้สำนวนนักการทูตกับฉันนะ เรื่องมันคนละเคส และฉันขอบอกให้รู้ว่าไม่สนใจ ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับฉันอีก ถ้างานฉันพังเพราะคุณเป็นต้นเหตุละก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายเชียว”

หญิงสาวตัดบทอย่างฉุนเฉียว ก่อนเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าไปภายในอาคารสูงใหญ่เบื้องหน้า ทิ้งอนิรุธไว้กับความผิดหวังโดยไม่ใส่ใจ

เธอไม่ใช่คนใจร้ายนักหรอก เกือบใจอ่อนไปแล้วเหมือนกันตอนที่เห็นสายตาจริงใจของเขายามบอกว่ารักมินตรา แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เธอจะสามารถทำได้อีก ไม่มีจริงๆ



ร่างบอบบางยืนนิ่งเป็นหุ่นเชิดให้ช่างจากห้องเสื้อชื่อดังตรวจเช็กความเรียบร้อยของชุดแต่งงานราคาเรือนแสน เนื่องจากกำหนดการที่รีบเร่งดั่งสายฟ้าแลบ กอปรกับค่าตอบแทนสุดคุ้มทำให้ชุดเจ้าสาวแสนสวยได้รับการออกแบบและตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น

“ตายจริงคุณน้องมิ้นขา ทำไมรอบเอวหายไปตั้งสองเซนคะ ตั้งแต่เริ่มวัดตัวตัดชุดมาจนถึงวันนี้พี่ต้องกระชับรอบเอวเข้าสองรอบแล้วนะคะ ทานน้อยไปรึเปล่า แค่นี้ก็ผอมเพรียวรูปร่างดีจนสาวๆ อิจฉากันจะตายอยู่แล้ว ยังไงทานอาหารเพิ่มอีกนิดนะคะ ขืนลดเอาๆ แบบนี้สุขภาพจะย่ำแย่นะเออ”

ช่างตัดเย็บฝีมือดีพ่วงตำแหน่งเจ้าของร้านซึ่งเป็นคนรับผิดชอบชุดวิวาห์ราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยเตือนสาวสวยด้วยความห่วงใย

มินตราแค่นยิ้มกับตัวเองก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ “ถ้ามันยุ่งยากนักก็ปล่อยไว้แบบนี้แหละค่ะพี่จุ๋ม ใส่แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นแหละ เสร็จแล้วใช่มั้ยคะ มิ้นจะได้กลับซะที”

จิรารัตน์นิ่วหน้า ถอนใจยาว แต่ไม่เซ้าซี้ต่อ ด้วยพอดูออกว่าอีกฝ่ายมิได้อยากเสวนากับตนอยู่เป็นทุน

“เสร็จแล้วค่ะ ถ้าคุณน้องมิ้นรีบก็กลับได้เลย ยังไงพี่จะเผื่อเอวไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เผื่อคุณน้องเจริญอาหารซักสามสี่วันก่อนแต่งงานตามคำแนะนำของพี่ รับรองว่าสวยเฉียบค่ะ”

พอสิ้นคำอนุญาตเท่านั้น ร่างบางก็หันหลังหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเร็ว ความปรารถนาดีจากใครก็ไม่อาจทะลุผ่านกำแพงหนารอบหัวใจของเธอได้

จิรารัตน์มองว่าที่เจ้าสาวคนสวยที่แสนจะประหยัดรอยยิ้มด้วยความไม่เข้าใจ ว่าที่เจ้าบ่าวก็ออกจะหล่อเหลาปานเทพบุตรแถมยังร่ำรวยมหาศาล เป็นผู้ชายสำเร็จรูปที่ตลาดมีความต้องการสูง แล้วเหตุใดว่าที่เจ้าสาวจึงได้ดูเฉยเมยนัก

นี่หรือสีหน้าของคนที่กำลังจะได้เป็นเจ้าสาว เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ไม่เข้าใจจริงๆ...


___________________________


ตอนที่เหลือจากนี้ติดตามได้ในหนังสือหรือ e-booK นะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมค่ะ ^_____^









 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2557
2 comments
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2557 0:52:24 น.
Counter : 1169 Pageviews.

 

ชอบเรื่องนี้ค่ะ..

 

โดย: Natee IP: 192.99.14.36 11 พฤศจิกายน 2557 3:17:36 น.  

 

คุงเล็กเร็วๆๆเลย

 

โดย: sakeena IP: 58.11.130.120 12 พฤศจิกายน 2557 12:58:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ระตา
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




รู้สึกอยู่เสมอว่าการได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คือความมหัศจรรย์...และการอ่านออกเขียนได้คือรางวัลของชีวิต...
Friends' blogs
[Add ระตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.