Group Blog
 
 
มีนาคม 2559
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
30 มีนาคม 2559
 
All Blogs
 

กว่าจะได้เป็นนางเอก ตอนที่ ๑ สวย โสด สามสิบสี่...ยังมีโอกาสไหม?



กว่าจะได้เป็น...นางเอก

แนว : คอมมะดี้รันทด

รตา


__________________________________________________________



สวย โสด สามสิบสี่...ยังมีโอกาสไหม?



ทันทีที่สตรีในเดรสสีดำเข้ารูปแสนสง่าผลักประตูกระจกด้านหน้าของห้องเสื้อพิจิกาเข้ามาในเวลาเก้าโมงตรง ความสนใจของทุกคนที่อยู่ด้านในก็แห่ไปยังผู้มาใหม่เป็นจุดเดียว นอกจากรูปร่างโปร่งระหงที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ตัดเย็บอย่างประณีตบ่งบอกราคาแพงหูดับตับไหม้นั่นแล้ว ใบหน้าที่งดงามได้สัดส่วนชวนตะลึงอย่างสาวตะวันตกยังสามารถดึงดูดสายตาผู้พบเห็นได้เสมอ เจ้าหล่อนมองสบตาทุกคนพร้อมรอยยิ้มมีเสน่ห์และโบกมือทักทายอย่างอ่อนหวาน

นี่คือการปรากฏตัวอย่างธรรมดาสามัญที่สุดของ ‘พริสซิลล่า กรีน’ เศรษฐีนีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งจะลั่นระฆังวิวาห์รอบสองไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจวัยสามสิบแปดปี นับเป็นข่าวฮือฮาระดับประเทศไปพักหนึ่งทีเดียว เพราะฝ่ายชายมีอายุอ่อนกว่าฝ่ายหญิงถึงสิบหกปีเต็ม

พนักงานกว่าสิบชีวิตของห้องเสื้อพิจิกาซึ่งมักมาถึงที่ทำงานก่อนเปิดร้านราวครึ่งชั่วโมงล้วนอยู่ในอิริยาบถต่างๆ กันตามหน้าที่ของแต่ละคน บ้างก็เช็ดโต๊ะ บ้างก็ถูพื้น บ้างก็ยกหุ่นโชว์ตัวใหม่ออกไปตั้งริมกระจก ไม่มีใครอยู่ว่างเฉยๆ กระทั่งสตรีผู้นี้ปรากฏกาย ทุกคนต่างพร้อมใจกันวางมือจากงานที่ทำค้างอยู่และก้มศีรษะทักทายอย่างพร้อมเพรียง

“สวัสดีค่ะ / สวัสดีครับ คุณพริส”

“สวัสดีจ้ะหนุ่มๆ สาวๆ ทุกคนสบายดีนะ วันนี้อากาศดี๊ดี คุณพริสเพิ่งกลับจากฮันนีมูน ไม่อยากทนอดอู้อยู่บ้านคนเดียวเลยแวะเอาของฝากมาให้ เลือกกันตามสบายเลยนะจ๊ะ แบ่งๆ กันไปไม่ต้องแย่ง เห็นอะไรก็ถูกใจไปหมด คุณพริสเลยซื้อมาเยอะแยะ พอแจกจ่ายกันแน่นอน”

พริสซิลล่าแจกยิ้มทักทายเหล่าลูกน้องของพิจิกาอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะปรบมือสองที หนุ่มสองคนในชุดสูทสีเข้มซึ่งทำสารพัดหน้าที่ ตั้งแต่บอดี้การ์ด คนขับรถ ไปจนถึงคนหิ้วของ ที่รออยู่หน้าประตูก็หิ้วถุงของฝากพะรุงพะรังเข้ามาวางบนโต๊ะรับรองลูกค้าก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่

สาวๆ กรี๊ดกันยกใหญ่ เพราะรู้ว่าทุกครั้งที่ ‘คุณพริส’ เดินทาง ไม่ว่าจะออกนอกหรืออยู่ในประเทศก็ล้วนมีของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ โดยเฉพาะคราวนี้กลับจากดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับคุณสามีในประเทศแถบยุโรป ของฝากจึงไม่พ้นของใช้แบรนด์เนมซึ่งมีตั้งแต่สบู่ยันรองเท้า ใครเร็วใครได้ ทุกคนจึงไม่รอช้า ส่วนพนักงานหนุ่มๆ จะแสดงออกอย่างเกรงใจมากกว่า คือให้สาวๆ เลือกก่อน ที่เหลือหนุ่มๆ ก็เอามาแบ่งกัน

เมื่อเหล่าลูกน้องของพิจิกาเข้าไปมะรุมมะตุ้มกับของฝาก พริสซิลล่าก็เยื้องย่างอย่างสง่างามเข้าไปหาลูกสาวที่ยืนกอดอก วางหน้ามึนตึงอยู่ข้างเคาน์เตอร์ติดต่อกับมือขวาและมือซ้ายคนสนิทของหญิงสาว

“พี่ษาว่าเจ้เราจะไหวมั้ยคะ” แอลี่ หนุ่มไทยสุดล่ำแต่หัวใจหวานแหวว ผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของพิจิกาหันไปกระซิบกระซาบกับ อริษา ผู้ช่วยฝ่ายขวาซึ่งพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของพิจิกาอยู่ด้วย

อริษาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนกระซิบตอบว่า “ไหวไม่ไหวก็ต้องลองดู แต่พี่ว่าเราถอยก่อนดีกว่านะแอลี่ พี่ยังอยากมีชีวิตรอดกลับไปกอดคุณสามีในตอนเย็น”

“เห็นด้วยเลยค่ะคุณพี่” แอลี่กระซิบตอบ ก่อนหันไปมองใบหน้าตึงจัดของเจ้านายสาวพร้อมชูกำปั้นให้กำลังใจ “เจ้คะ สู้ๆ นะคะ แอลี่เอาใจช่วย”

“ไว้ใจได้เลย” ‘พิจิกา’ ตอบอย่างมุ่งมั่น ดวงตาเรียวยาวเขม้นจ้องสาวสวยที่ตรงเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มหวานปานจะหยด เห็นแล้วอารมณ์ขุ่นสิ้นดี แบบนี้ยิ่งฮึกเหิม

แอลี่กับอริษาจับจูงมือกันหลบฉากออกมา แต่ไม่ได้ไปไหนไกล วิ่งเข้าไปมะรุมมะตุ้มของฝากกับสาวๆ คนอื่นนั่นเอง

“คุณพริสกลับมาทั้งทีดูเหมือนแพมไม่ดีใจเลยนะ ทักทายกันหน่อยสิจ๊ะลูกรัก”

คนเป็นแม่ยิ้มหวานพลางอ้าแขนรอ แต่ลูกสาวกลับหรี่ตา สะบัดหน้า เดินกอดอกขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างไม่พอใจ

พริสซิลล่าหุบยิ้มฉับ ถอนใจเฮือก ก่อนก้าวตามพิจิกาขึ้นไปที่ห้องทำงานเพื่องอนง้อขอโทษลูกสาวอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

หญิงสาวผลักประตูห้องทำงานเข้าไปโดยไม่กดล็อก เพราะรู้ว่าแม่ต้องตามมาและเธอก็ต้องสะสางเรื่องนี้กับแม่แบบตัวต่อตัว

พริสซิลล่าเคาะประตูให้สัญญาณ ก่อนก้าวเข้ามาด้านในพร้อมกดล็อก และเริ่มทำเสียงง้องแง้ง “โธ่...แพม คุณพริสไม่รู้ว่าอรพิม...”

“นั่ง!” พิจิกาชี้นิ้วไปยังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเธอ สีหน้าเข้มงวดอย่างครูระเบียบ ขณะที่คนเป็นแม่มีท่าทางจืดจ๋อย ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

ในโลกนี้หากผู้หญิงที่งดงามและเพียบพร้อมอย่างพริสซิลล่าจะหงอกับใครสักคน คนผู้นั้นก็คือลูกสาวคนเดียวของหล่อนนี่เอง

ด้วยความที่ตอนเด็กๆ พ่อแม่พูดกับพิจิกาด้วยภาษาอังกฤษ ทั้งเพื่อเป็นการฝึกทักษะให้ลูก และเพราะพริสซิลล่าเป็นอเมริกันเต็มตัว เรียกได้ว่าเธอเองก็เรียนรู้ภาษาไทยจากสามีไปพร้อมกับลูกสาว เรื่องการใช้หางเสียงแบบ คะ ค่ะ อย่างคนไทยจึงไม่ใช่สาระสำคัญในครอบครัวนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพิจิกาก้าวร้าว นี่เป็นเพียงวัฒนธรรมในครอบครัวเท่านั้น และโดยเฉพาะในเวลาที่อารมณ์กรุ่นเช่นนี้ พิจิกามักใช้คำพูดสั้นๆ ห้วนๆ อย่างฝรั่งคุยกัน

“ลูกรักจ๊ะ...” พริสซิลล่าพยายามอีกครั้ง

“ฟัง!” พิจิกากอดอก วางมาดเข้ม ถึงเวลาที่เธอจะจัดการกับมารดาขั้นเด็ดขาดซะที ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะทำให้เธอต้องอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้

“แพมไม่เข้าใจ แม่จะเดือดร้อนอะไรนักหนากับการที่แพมไม่มีแฟน สมัยนี้ผู้หญิงไม่แต่งงานมีถมเถไป ไม่มีใครตายซักหน่อยกะอีแค่ไม่มีแฟน เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายแล้ว นี่มันปีสองพันสิบหก โลกหมุนไปถึงไหนต่อไหน แม่ต้องยอมรับความต้องการของแพมบ้าง ทีแม่แต่งงานใหม่กับผู้ชายที่เด็กกว่าตั้งสิบหกปี แพมยังไม่ว่าอะไรซักคำ แม่เลิกใส่ใจเรื่องผู้ชายของแพมซะทีเถอะค่ะ”

คนเป็นแม่ทำหน้าง้ำ ปากยื่นนิดๆ แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยใกล้เกษียณแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่ยอมแก่ตามกาล เธอจึงต้องทำตัวให้เหมือนเด็กสาวอยู่เสมอ ไม่เพียงดูแลรูปร่าง อาหารการกิน ออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด และเข้าออกสถาบันเสริมความงามเป็นระยะ เธอยังชอบดูซีรีส์เกาหลีและทำตัวเลียนแบบนางเอกจนติดเป็นนิสัย ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นสาว (ใหญ่) แบ๊วไปโดยไม่รู้ตัว

“แพมไม่อยากคุยเรื่องนี้กับแม่เป็นครั้งที่ร้อยนะคะ มันน่าเบื่อ แพมมีงานต้องทำเยอะแยะ หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ที่เราพูดเรื่องนี้กัน แม่ต้องสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายและหยุดหาผู้ชายมาเปิดซิงแพมซะที!” หญิงสาวยื่นคำขาดด้วยสีหน้าขึงขัง แก้มที่ขาวจนเจ้าตัวรู้สึกเสมอว่าซีดอย่างกับศพเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย

พิจิกามีพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนแม่เป็นอเมริกันเต็มตัว แต่เธอเกิดและเติบโตที่เมืองไทย มีเพื่อนเป็นคนไทยเสียส่วนใหญ่ ได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมแบบไทยๆ มาเต็มหัวจึงรู้ว่าเรื่องเซ็กซ์กับคนไทยไม่ใช่หัวข้อที่จะนำมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย แม้แต่การคุยกันในครอบครัวก็เถอะ

พริสซิลล่าอ้าปากค้างกับข้อกล่าวหาของลูก อยากจะค้านแต่ก็รู้ว่านั่นไม่จริง ในคืนแต่งงานครั้งที่สองของเธอ ก่อนจะบินไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับสามีหนุ่มในประเทศแถบยุโรปเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้กระซิบบอกหมอชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งทำงานที่เดียวกับสามีเธอว่า ลูกสาวของเธอยังโสด หากเขาว่างอยู่ก็จีบได้ แต่ช่วยระวังๆ หน่อยเพราะพิจิกายังเวอร์จิ้น

ทันที่เธอกับสามีหนุ่มเข้าห้องหอและกำลังจะดื่มด่ำกับน้ำผึ้งพระจันทร์แสนหวาน พิจิกาก็โทรศัพท์ขึ้นไปวีนถึงห้องสวีทของโรงแรม เธอไม่มีสมาธิจะฟังนักแต่ก็จับใจความได้ว่า พ่อหนุ่มอเมริกันเกิดปิ๊งเพื่อนรุ่นเดียวกับพิจิกาซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจัดงานเลี้ยงในค่ำคืนนั้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทั้งที่เขาเริ่มจีบพิจิกาแล้วแต่ก็รีบขอตัวกลับก่อนงานเลี้ยงเลิก โดยก่อนไปได้ขอโทษขอโพยหญิงสาวเป็นการใหญ่ แถมยังให้เหตุผลที่เธอจำได้ขึ้นใจทุกคำอีกว่า...

‘ผมขอโทษ ผมคงไม่สามารถเป็นผู้ชายคนแรกของคุณได้ เพราะผมหลงรักคนอื่นแล้ว เก็บครั้งแรกของคุณไว้ให้ผู้ชายที่คู่ควรกว่าผมจะดีกว่า ฝากขอโทษแม่คุณด้วยนะครับ’

ฟังลูกสาววีนมาถึงตรงนี้เธอก็รีบวางสาย อารมณ์รัญจวนใจหดหาย ยกหูโทรศัพท์ในห้องออกเพื่อไม่ให้ใครติดต่อได้อีก จากนั้นก็เร่งคุณสามีป้ายแดงให้อาบน้ำเปลี่ยนชุด ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน เพราะกลัวพิจิกาตามมาวีนต่อถึงห้องหอ แล้วเธอกับลูกก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยจนกระทั่งวันนี้

“แพม...เรื่องนี้คุณพริสว่า...”

“แม่ไม่ต้องว่าอะไรแล้วค่ะ แค่สัญญาว่าจะเลิกยุ่งก็พอ” หญิงสาวขัดแทรกเฉียบขาด ไม่ยอมให้แม่พูดต่อ

เธอต้องจบเรื่องนี้เสียที ก่อนที่แม่จะเที่ยวประกาศให้ใครต่อใครรู้ไปทั่วว่าลูกสาววัยสามสิบสี่ของตัวเองยังเวอร์จิ้น ขายหน้าผู้ชายคนนั้นไม่พอ เธอยังต้องทนอับอายกับสายตาเยาะเย้ยของ ‘อรพิม’ คู่ปรับสมัยเรียนที่บังเอิญอย่างน่าเกลียดมาเป็นคนดูแลงานเลี้ยงแต่งงานของแม่ ป่านนี้ยายนั่นคงเอาเธอไปเมาท์ต่อกับเพื่อนๆ และหัวเราะเยาะกันสนุก เธอนี่อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเลย ฮึ่ย!

“โอเค คุณพริสเลิกยุ่งก็ได้ แต่ขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม?”

“ไม่ได้ค่ะ” พิจิกาตัดบทเฉียบขาด คราวนี้เธอจะไม่ทนจริงๆ

“งั้นคุณพริสก็ไม่เลิก” คนเป็นแม่ว่าอย่างดื้อดึง

อันที่จริงพริสซิลล่าก็กลัวลูกโกรธ แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาทิ่มแทงใจเธอมาตลอด ขณะที่เธอเป็นม่ายเนื้อหอม แต่ลูกสาวคนเดียวกลับไม่เคยมีแฟนสักคน จนกระทั่งวันที่เธอแต่งงานครั้งที่สอง เธอรู้ว่าการใช้ชีวิตคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวมากแค่ไหน และรู้ดีว่าการมีใครสักคนเคียงข้างมันยอดเยี่ยมมากเพียงใด เธอจะไม่ยอมมีความสุขคนเดียว แล้วปล่อยให้ลูกสาวของเธอแห้งเหี่ยวไปจนตายหรอก

“แม่คะ” หญิงสาวลากเสียงอย่างอดทน เท้าสะเอว จ้องหน้าแม่เหมือนระอากับเด็กดื้อจนหมดคำจะเอ่ย

“ไหนๆ แพมก็ห้ามแม่ไม่ได้ งั้นแม่พูดเลยละกันนะ แม่ไม่สนใจนักหรอกว่าแพมจะแต่งงานหรืออยู่เป็นโสด แต่แพมไม่รู้สึกจริงๆ เหรอว่าการอยู่คนเดียวมันอ้างว้าง แม่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ขาดผู้ชายไม่ได้ แพมก็รู้ว่าแม่เป็นม่ายมาสิบปี แม่คิดว่าชีวิตแม่จบแล้วเมื่อพ่อของลูกตาย แต่พอแม่ได้เจอคุณหมอ แม่ได้มีชีวิตอีกครั้ง แพมไม่มีวันรู้หรอกว่าการ ‘มีชีวิตอีกครั้ง’ หมายความว่ายังไง จนกว่าลูกจะมีใครซักคนในชีวิต ถึงตอนนั้นลูกจะขอบคุณแม่ เชื่อแม่สิ”

“แพมอยู่ของแพมอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว” หญิงสาวเถียงด้วยเสียงที่อ่อนลง นานๆ ครั้งจะเห็นแม่วางตัวสงบเยือกเย็นและใช้น้ำเสียงอุ่นอ่อนสมวัยเช่นนี้กับเธอ

ผู้เป็นแม่เลิกคิ้วที่วาดไว้อย่างงดงามไร้ที่ติ อมยิ้มน้อยๆ ขณะจูงแขนลูกสาวไปยืนหน้ากระจกเงาบานใหญ่ ภายในห้องลองชุดของลูกค้า และสั่งให้หญิงสาวสบตาตัวเองในกระจก

ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าพิจิกาไม่สูงระหงเท่าพริสซิลล่า แต่ก็มีรูปร่างกลมกลึงได้สัดส่วนชวนมอง มีผิวขาวผ่องที่สาวๆ ครึ่งค่อนประเทศใฝ่ฝัน ใบหน้าได้สัดส่วนลงตัวอย่างลูกครึ่ง คิ้วหนาได้รูปโดยไม่ต้องเขียน ไม่ต้องสัก ดวงตาเรียวยาว ชั้นตาชัดไม่ต้องพึ่งมีดหมอกรีด จมูกโด่งเชิดน้อยๆ รับกับริมฝีปากอิ่มตึง โดยรวมแล้วเป็นใบหน้าที่สาวๆ แทบทุกคนปรารถนาจะมี แต่พิจิกามักรู้สึกว่าผิวของเธอขาวซีดจนเหมือนศพ นั่นเป็นที่มาของลิปสติกสีร้อนแรงบนเรียวปาก เธอจะขาดอะไรก็ได้ แต่คงจะขาดใจตายหากโลกนี้ไม่มีลิปสติกสีแดง

“ดูสิ แพมของแม่ออกจะสวยน่ารัก ลูกมีทุกอย่างที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนา แต่ลูกกลับทำให้สิ่งที่มีไร้ค่า ทำไมถึงไม่ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ทำงานก็มีแฟนได้ หาความสุขใส่ตัวบ้าง ใช้ชีวิตอย่างที่มันควรเป็น ถ้าเราไม่มีใครสักคนให้กอดหลังเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เงินที่หามาได้จะไปมีความหมายอะไร ลูกจะไม่รู้จักความสุขที่แท้จริงของชีวิตถ้าไม่รู้จักการรักใครสักคน ไม่ต้องแต่งงานก็ได้ แต่อย่าอยู่คนเดียวไปจนตายเลยนะแพม ออกเดตบ้าง ลูกทำงานจนไม่มีเวลาใช้เงินแล้วรู้มั้ย”

พริสซิลล่ากระซิบกับลูกสาวเบาๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนจนคนเป็นลูกค้านไม่ออก แต่ในวินาทีถัดมาคุณแม่ที่ไม่ยอมให้กาลเวลาทำร้ายก็ยิ้มกริ่ม เบิกบาน กลับมาเป็นคุณแม่จอมจุ้นคนเดิมราวสับสวิตช์

“เอาละ คุณพริสจะไปสปานวดตัวแล้วไปรับคุณหมอที่ยู วันนี้เขามีสอนพิเศษสองชั่วโมง ถ้าแพมไม่ยอมหาคู่เดตเอง คุณพริสก็จะมองหาผู้ชายน่ารักๆ สำหรับลูกไปเรื่อยๆ บายนะจ๊ะลูกรัก”

ผู้เป็นแม่ส่งจูบให้ลูกสาว ก่อนจะก้าวฉับๆ จากไปอย่างคล่องแคล่ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและท่าเดินสง่างาม ไม่บ่งบอกเลยว่าผู้หญิงคนนี้มีอายุห้าสิบสี่ปีเข้าไปแล้ว

พิจิกาส่ายหน้า ถอนใจเฮือก ก่อนจะหันกลับมาสบตาตัวเองในกระจกเงาอย่างหดหู่

นอกจากอริษากับแอลี่แล้วไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวอยู่บนคานเช่นนี้เลย ที่เธอไม่มีแฟนไม่ใช่ไม่เคยมองใคร แต่เพราะผู้ชายรอบตัวมักจะสนใจคนข้างกายมากกว่าเธอต่างหากล่ะ

เรื่องนี้พิจิกาไม่เคยยอมรับแม้แต่กับแม่ คนสวยรวยเสน่ห์อย่างพริสซิลล่าคงไม่มีวันเข้าใจผู้หญิงที่ถูกผู้ชายมองข้ามครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเธอจะบอกแม่ตรงๆ ได้ยังไง ขนาดเธอทำเป็นไม่สนใจผู้ชายอย่างนี้ แม่ยังพยายามขายเธอให้หนุ่มแทบจะทุกคนที่รู้จัก แถมยังไปบอกเขาอีกว่าลูกสาวยังเวอร์จิ้น ขืนเธอทำท่าว่าอยากมีแฟนจนตัวสั่น แม่ได้ประกาศหาคู่ทางหนังสือพิมพ์ให้เธออย่างจริงจังแน่ นี่ก็อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว ถ้าแม่ทำอย่างนั้นจริงเธอคงได้กัดลิ้นฆ่าตัวตายหนีอายกันเลยทีเดียว ฮือ!



คล้อยหลังคุณพริสไปแล้วอริษากับแอลี่ก็วิ่งจูงมือกันขึ้นมาที่ห้องทำงานของพิจิกาบนชั้นสองเพื่อดูว่าทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองไปแล้วหรือยัง แต่ดูจากสีหน้าระรื่นของคุณพริสแล้ว ท่าทางพิจิกาจะเป็นฝ่ายปราชัยเช่นเคย แล้วก็จริงดังคาด เมื่อผลักประตูเข้ามาเห็นหญิงสาวนั่งซึมกะทืออยู่หลังโต๊ะทำงาน

“คุณพริสไม่ยอมหยุดสินะ” อริษาว่าพลางถอนใจเฮือก

พริสซิลล่าไม่อนุญาตให้ใครเรียกหล่อนว่า ‘คุณแม่’ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของลูกสาวก็ต้องเรียก ‘คุณพริส’ ให้ชินปาก คนเดียวที่หล่อนบังคับไม่ได้ก็คือพิจิกานั่นเอง

“หลุดจากอิตาหมอฝรั่งนั่นไปแล้ว ไม่รู้แม่จะเที่ยวไปบอกใครต่อใครอีกว่าฉันยังจิ้น แก...ฉันอายจนไม่รู้จะอายยังไงแล้วนะ แค่โสดตอนสามสิบสี่ก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังถูกผู้ชายพวกนั้นมองอย่างสมเพชอีก โอย...ฉันอยากผูกคอตายใต้ต้นพริกจริงๆ เมื่อไหร่แม่จะเลิกยุ่งกับความโสดของฉันซะที ฉันอยากหลุดพ้นอะแก ฉันจะทำยังไงดี ฮือ...” พิจิกาคร่ำครวญพลางซบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างท้อแท้สิ้นหวัง

อริษามองเพื่อนรักด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ “ฉันว่าแกคงต้องหาแฟนเองให้ได้แล้วละแพม ไม่งั้นคุณพริสคงไม่เลิกยุ่งเรื่องนี้แหง ลองพยายามกันดูอีกทีมะ แกก็ออกสวย นิสัยดี มันต้องมีผู้ชายตาถึงซักคนมองเห็นสิน่า”

หญิงสาวโงหัวขึ้น สีหน้าหมดหวังโดยสิ้นเชิง ชูมือสามนิ้วข้างหนึ่ง อีกข้างสี่นิ้ว “สวย โสด แต่สามสิบสี่เนี่ยนะ แกคิดว่าฉันยังมีหวังอยู่อีกเหรอ” ว่าแล้วก็เอาหน้าผากโขกโต๊ะอย่างเซ็งจิต

“โหย...แกอย่าเพิ่งท้อดิแพม คิดบวกเข้าไว้ ที่แกโสดมาจนถึงวันนี้อาจจะแปลว่าเนื้อคู่แกยังไม่มาเกิดก็ได้”

“พี่ษาคะ เจ้แพมนี่สามสิบสี่แล้วนะคะ ถ้าเนื้อคู่ยังไม่เกิด กว่าเขาจะเกิดจะโต เจ้ก็หง่อมกันพอดี อุ๊บส์!”

แอลี่เอามืออุดปากหลังหลุดคำพูดแทงใจดำพิจิกาออกไปแล้ว ส่วนคนที่จะหง่อมก่อนเนื้อคู่เกิดก็โงหัวขึ้นส่งสายตาพิฆาตใส่ลูกน้องทันที

“แอลี่ นี่จะให้กำลังใจหรือซ้ำเติมกันแน่ยะ”

หนุ่มตุ้งติ้งหัวเราะแหะๆ ตบปากตัวเองสองที “โทษทีค่ะเจ้ แอลี่ปากไวไปหน่อย”

พิจิกาค้อนส่งที สักพักก็กลับมาทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอีกครั้ง “ฉันทนอะไรแบบนี้ไม่ไหวอีกแล้วนะษา ถูกใครหัวเราะเยาะก็ไม่เท่าถูกยัยอรพิมเอาไปเมาท์ต่อกับเพื่อนๆ ป่านนี้ยัยนั่นคงทำลายภาพลักษณ์เวิร์กกิ้งวูแมนของฉันจนป่นปี้หมดแล้ว”

อริษาไม่รู้จะปลอบยังไงดี ลำพังรูปลักษณ์ภายนอกของพิจิกาก็จัดว่าเป็นสาวสวยสะดุดตาคนหนึ่ง ฐานะ การศึกษา หน้าที่การงานก็ไม่ใช่กระจอกงอกง่อย นิสัยใจคอก็ไม่ได้เลวร้ายเกินรับไหว ออกจะเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นด้วยซ้ำ จะหาจุดด้อยในตัวพิจิกาแทบไม่มี ก็ไม่รู้เหตุใดถึงโสดมาได้จนสามสิบสี่ หากหญิงสาวไม่มีแฟนเพราะไม่สวย บุคลิกไม่ดี หรือนิสัยแย่ก็ยังพอมีหนทางแก้ไข แต่นี่ก็เห็นอยู่ว่าเพื่อนเธอออกจะเพียบพร้อมขนาดนี้ เธอเองก็ไม่รู้จะช่วยแก้ตรงจุดไหนแล้วจึงหันไปมองหน้าแอลี่ ส่งสายตาให้ช่วยออกความเห็น

กะเทยไทยสุดล่ำผู้เป็นมือซ้ายของพิจิกาถอนใจเฮือกใหญ่ เพราะทำงานกับหญิงสาวมานานจนสนิทสนมถึงขั้นเรียกเจ้ด้วยเคารพรักอย่างพี่สาว จึงได้รับรู้ปัญหานี้มาตลอด ทั้งรับฟังเจ้านายระบายความกลัดกลุ้มและมีส่วนช่วยขบคิดหาทางแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ นานามาล้านแปด แต่ก็ไม่เคยได้ผล

เขากอดอกวางมาดสุขุมกว่าที่เคย เอ่ยอย่างจริงจังสุดฤทธิ์ว่า “เจ้คะ แอลี่ว่ามันถึงเวลาแล้วละค่ะเจ้”

ทั้งพิจิกาและอริษาเหลียวมองคนพูดและถามพร้อมกัน “เวลาอะไร?”

แอลี่ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบแป้งผสมรองพื้นตลับใหม่ล่าสุดของ Laura Mercier ที่ไปตบตีแย่งชิงกับสาวๆ ข้างล่างมาได้ขึ้นมาเปิด ใช้ด้านที่มีกระจกส่องหน้าพิจิกาและสั่งเสียงเฉียบ “มองหนังหน้าตัวเองค่ะเจ้”

หญิงสาวทำตามงงๆ “แล้วไงอะ?”

“เจ้สังเกตมั้ยคะว่าเจ้เป็นสตรีวัยป้า เอ๊ย...วัยสามสิบสี่ที่หนังหน้าเนียนกริ๊บอย่างกับเด็กสาวๆ ผิวก็ขาวโอโม่อย่างที่ผู้หญิงค่อนประเทศนี้วอนน่าบีสุดลิ่มทิ่มประตู ปากนิด จมูกหน่อย รวมกันแล้วสวย เริด เชิดใส่ผู้ชายได้สบาย แต่เจ้ไม่สงสัยบ้างเหรอคะว่าทำมั้ยทำไมเจ้ถึงไม่มีแฟนมาจนปูน เอ๊ย...ป่านนี้ แอลี่ว่ามันมีเหตุผลเดียวเท่านั้นแหละค่ะเจ้”

พิจิกาปิดแป้งตลับฉับใหญ่ กัดฟันกรอด “นี่แกจะช่วยฉันหรือหลอกด่าฉันกันแน่แอลี่!”

“โอ๊ะ...โทษทีค่ะเจ้ แอลี่ลืมตัว” ว่าพลางตบปากตัวเองอีกสองทีแล้วยิ้มปะเหลาะ “ลืมเรื่องขัดเคืองใจไปก่อนนะคะเจ้ ตอนนี้เรามาพูดถึงสาเหตุที่เจ้ไม่มีแฟนกันดีกว่า”

คนสวยยังเคืองไม่หาย แต่เธออยากหลุดพ้นสถานะโสดที่ทำให้แม่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนจนต้องเที่ยวประกาศกับใครต่อใครว่าลูกสาวยังโสดและสด เชิญจีบตามสบาย ใครจีบได้มีรางวัล แบบนี้เสียที เพราะครั้งล่าสุดนี้แม่ทำให้เธอขายหน้ากับคู่อริสมัยเรียน มันสุดจะรับไหวแล้วจริงๆ จึงทำลืมๆ เรื่องขุ่นใจไปเสีย แล้วหันมาสนใจทฤษฎีของแอลี่เล็กน้อย แม้จะไม่ค่อยมีหวังสักเท่าไรก็ตาม

“แล้วสาเหตุมันคืออะไรกันล่ะ อะไรที่ควรทำฉันก็ทำไปหมดแล้ว นี่ถึงขนาดแม่ฉันขอร้องให้ผู้ชายมาจีบฉัน เขาก็ยังหันไปสนใจยัยอรพิมเฉย ฉันว่า...ฉันคงจะหมดหวังแล้วละ ชาตินี้ทั้งชาติคงต้องอยู่คนเดียวไปจนตาย ยังไงก็แล้วแต่ แอลี่...” วางมือบนบ่าลูกน้องและทำสีหน้าจริงจัง

“ว่าไงคะเจ้?”

“แกห้ามแต่งงานก่อนฉันนะ”

แอลี่ปัดมือเจ้านายจากบ่าตัวเองทันที “ไม่รับปากนะคะเจ้ ถึงแอลี่จะรักเจ้แต่แอลี่ก็รักพี่เว่นสุดหัวใจ ที่สำคัญตั้งแต่เป็นสาวเต็มกายมาเนี่ย แอลี่ยังไม่เคยเจอผู้ชายแซบเว่อร์อย่างพี่เว่นมาก่อน ถ้าเขาขอ แอลี่ก็ต้องรีบเซย์เยสค่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวอดกินของอร่อยอีก ผู้ชายอะไรไม่รู้ หล่อ ล่ำ แล้วยังแซบเว่อร์ ฮิๆๆ”

“นี่แกไม่ห่วงฉันเลยใช่มะ?” พิจิกาทำท่าจะของขึ้น

“ห่วงก็ส่วนห่วงนะคะเจ้ ถึงแอลี่จะห่วงเจ้แต่แอลี่ก็ต้องการคนห่วงใยเหมือนกัน กะเทยก็มีหัวใจนะคะ”

อริษาขยับขาแว่นตาเล็กน้อย ถึงเวลาต้องหย่าศึกและพาทั้งคู่กลับเข้าฝั่ง ก่อนจะออกทะเลไปไกลกว่านี้ เอื้อมมือไปกดไหล่เพื่อนให้นั่งลงตามเดิมแล้วหันไปพูดกับแอลี่ “กลับมาที่สาเหตุของความโสดซะทีเถอะ”

“อุ๊ย เกือบลืม ก็เจ้น่ะพาออกทะเลเรื่อย”

“ฉันเปล่านะ แกบ้าผู้ชายเองตะหาก”

สาวแว่นกระแอมขัดในลำคอ ก่อนจะทำเสียงเข้ม “พอกันทั้งคู่แหละ แพมแกหุบปาก แอลี่ไหนลองบอกสาเหตุของความโสดที่เรายังไม่ได้ค้นพบมาซิ พี่อยากรู้”

“คืองี้ค่ะพี่ษา เจ้แพมนะทั้งสวยทั้งรวย ต่อให้นิสัยแย่ยังไงก็เหอะ ต้องมีผู้ชายมาจีบมั่งแหละ ใครมันจะไปรู้นิสัยใจคอกันตั้งแต่วันแรกที่พบหน้าจริงมั้ยคะ อย่างน้อยๆ ต้องมีหลงรูปกันบ้าง แต่นี่ไม่มีเลย”

“นี่แกกำลังตอกย้ำฉันอยู่รึเปล่า” พิจิการู้สึกขัดหูจนอดเบรกไม่ได้

“อย่าเพิ่งขึ้นสิคะเจ้ แอลี่กำลังจะเข้าประเด็นเดี๋ยวนี้แหละ” แอลี่หันไปค้อนเจ้านายนิด จนเห็นอีกฝ่ายยกมือกอดอก พยักหน้าเออออให้พูดต่อจึงแจงว่า “มันน่าสงสัยไม่ใช่เหรอคะว่าทำไมสาวสวย รวย โสด อย่างเจ้ถึงไม่มีผู้ชายมาจีบจนป่านนี้ แอลี่มาคิดๆ ดูแล้วมันไม่มีเหตุผลเลยค่ะ หายังไงก็ไม่เจอ ในเมื่อวิทยาศาสตร์ตอบคำถามนี้ไม่ได้ แอลี่ว่าเราต้องพึ่งไสยศาสตร์แล้วละค่ะ”

“ไสยศาสตร์?” สองสาวร้องขึ้นพร้อมกัน

แอลี่พยักหน้าจริงจัง

“นี่แกจะให้ฉันทำคุณไสยจับผู้ชายงั้นเหรอ บ้าแล้วแอลี่” พิจิกาโวยวาย เห็นว่าประเด็นนี้ไร้สาระสุดๆ ตั้งแต่เคยได้ยินมา

อีกฝ่ายชักสีหน้าขุ่นเคืองนิด “ไม่ใช่ค่ะเจ้ แอลี่ไม่ได้บอกให้เจ้ทำเสน่ห์ยาแฝดนะคะ แต่จะชวนไปดูหมอแก้กรรมค่ะ”

“แก้กรรม?” หญิงสาวย้อนถาม สีหน้างุนงง

“ก็ใช่น่ะสิคะ แอลี่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสวยไม่สวย รวยไม่รวย แก่ไม่แก่ แต่มันเกี่ยวกับกรรมค่ะ ชาติที่แล้วเจ้ต้องหักอกผู้ชายมาเยอะแน่เลย ชาตินี้ถึงได้ถูกผู้ชายเมินตลอดศก”

“นี่แกใช้คำว่าเมินเลยเหรอแอลี่?” คนถูกตอกย้ำอดฉุนไม่ได้

“ก็มันจริงนี่คะเจ้ ไม่ต้องไปดูตัวอย่างไกล ขนาดนายตำรวจคนนั้นที่แวะมาปรึกษาเรื่องชุดแต่งงานของน้องสาวกับเจ้พักใหญ่ แอลี่ก็นึกนะคะว่าอิตานั่นต้องจีบเจ้แน่ๆ แล้วเป็นไงล่ะ สุดท้ายก็เสร็จพี่ดาวไปเฉย”

พี่ดาวของแอลี่หมายถึงแม่บ้านประจำห้องเสื้อพิจิกา แววดาวเป็นสาวต่างจังหวัดวัยสามสิบปีที่หนีความยากจนมาตายเอาดาบหน้าในเมืองหลวงตั้งแต่อายุสิบแปด ทำงานโรงงานมาตลอดจนโรงงานไปไม่รอด แววดาวจึงต้องหางานใหม่ ได้เป็นแม่บ้านให้คนพอมีอันจะกินที่เจ้านายเก่าแนะนำให้ แต่ทำงานได้ไม่ถึงปีก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะถูกเจ้านายลวนลาม ได้มาแต่เสื้อผ้าติดตัวชุดเดียวเท่านั้น

แววดาวมานอนหลับอยู่ข้างห้องเสื้อพิจิกา พิจิกาเห็นเข้าก็ถามไถ่ ชวนคุยจนรู้ว่าแววดาวกำลังเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่ หญิงสาวจึงให้อาศัยกินอยู่หลับนอนที่ห้องเสื้อจนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นพิจิกายังเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้แววดาวจนได้รับเงินชดเชยจากเจ้านายจอมหื่นมาก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นแววดาวก็ไม่ยอมไปไหน ขอเป็นแม่บ้านประจำห้องเสื้อพิจิกามาจนถึงทุกวันนี้

ตัวอย่างที่แอลี่หยิบยกมาสะเทือนใจพิจิกาอย่างมาก นายตำรวจหนุ่มผู้นั้นขนาดคิดว่าไม่พลาดแล้วแน่ๆ แต่ก็หลุดมือเธอไปจนได้ และทั้งที่หญิงสาวกำลังหดหู่อย่างหนัก แต่แอลี่ก็ยังไม่หยุดกระตุ้นด้วยยาแรง

“อย่าว่าแต่พี่ดาวเลยนะคะเจ้ ดูใกล้ๆ ขนาดพี่ษาสายตาสั้นอย่างงี้ก็ยังอุตส่าห์เดินไปชนเนื้อคู่จนได้แต่งงานก่อนเจ้ไปตั้งหลายปี แบบนี้ถ้าไม่เพราะกรรมเก่าแล้วมันจะเพราะอะไรล่ะคะเจ้”

“แอลี่ ฉันเคยทำร้ายแกรึเปล่า?” พิจิกาถามด้วยสีหน้าขรึมๆ

คนที่กำลังเมามันจนน้ำลายแตกฟองชะงักกึก สีหน้างงงัน ตอบอย่างใสซื่อ “ไม่นี่คะ เจ้ดีกับแอลี่มาก เป็นเจ้านายที่ใจดี เป็นพี่สาวที่น่ารักสุดๆ”

“งั้นแกมาทำร้ายฉันทำไม!”

พิจิกาจะลุกไปขย้ำหัวแอลี่ อีกฝ่ายร้องกรี๊ด วิ่งมาหลบหลังอริษา สาวแว่นต้องหย่าศึกอีกคราด้วยการกดไหล่เพื่อนเอาไว้มั่นและเอ่ยจริงจัง

“ฉันเห็นด้วยกับแอลี่”

“ฮะ?” หญิงสาวชะงักกึก มองเพื่อนอย่างคาดไม่ถึง

อริษาขยับแว่น ตั้งท่าอรรถาธิบายอย่างเคร่งขรึม “ก็ขนาดฉันสายตาสั้น หน้าตาก็งั้นๆ ฐานะทางบ้านแค่พอถูไถ แต่ฉันยังเดินไปชนคุณเก่งจนได้รู้จัก รักกัน และแต่งงานเลย แล้วแกดูแอลี่สิ ถึงจะเป็นตุ๊ดเบ้าหน้าบ้านๆ ตัวดำปี๋ ก็ยังมีฝรั่งหล่อล่ำอย่างโอเว่นมาอ่อยจนได้เสีย ในขณะที่แกยัง ‘โสด’ อยู่บนคานมาจนป่านนี้ ฉันว่ากรรมเก่าแหง แกต้องไปแก้กรรม”

หากเป็นคนอื่นคงคิดว่าอริษาแอบจิกทั้งพิจิกาและแอลี่ แต่สาวแว่นผู้นี้เป็นคนซื่อตรงสุดๆ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น แม้คำพูดที่ตรงไปตรงมาจะทำร้ายความรู้สึกใครไปบ้าง แต่เจ้าตัวไม่มีเจตนาร้าย เพื่อนสนิทอย่างพิจิการู้ดีจึงถือสาไม่ลง ส่วนแอลี่ที่โดนหางเลขไปด้วยคราวนี้...

เขาเท้าสะเอว มองจิกอริษาพร้อมรอยยิ้มซ่อนแค้น “แรงนะคะคุณพี่”

อีกฝ่ายเริ่มรู้ตัวว่าใช้คำพูดขวานผ่าซากเกินไปอีกแล้วจึงยิ้มปะเหลาะ ตบบ่าน้องรักแรงๆ “อุ๊ย ลืมตัว โทษทีนะแอลี่ พี่เป็นคนใสๆ”

แอลี่แสร้งกลอกตาเซ็ง แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่ไหวกันทั้งคู่ คนเดียวที่ขำไม่ออกคือสาวสวยกรรมหนักที่เพื่อนรักกับน้องรักเห็นพ้องต้องกันว่าเธอต้องพึ่งไสยศาสตร์ในการสลัดคานเพื่อให้หลุดพ้นจากความช่วยเหลือของแม่ในการณ์นี้

“สนุกกันจังเลยนะสองคนเนี่ย”

หนึ่งหนุ่มตุ้งติ้งกับหนึ่งสาวสายตาสั้นหยุดหัวเราะ สบตากันก่อนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ไสยศาสตร์คือทางเลือกสุดท้าย ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น”

แอลี่ว่าพลางยกมือสูง อริษาชูมือด้วย เขาจึงกอดอก วางมาดเคร่งขรึม

“มติเป็นเอกฉันท์ เจ้ต้องไปแก้กรรม!”





______________________________




ในที่สุดก็มีเรื่องใหม่มาลงเย้ๆๆ เรื่องนี้เหมือนนางเอกต้องวิ่งไล่จับผู้ชายอีกแล้ว หาสาระอะไรไม่ได้เหมือนเคย และเวิ่นเว้อเป็นปกติ จบตอนอย่างยาว พระเอกยังไม่ได้ออก 5555

รู้สึกนางเอกจะแก่สุดตั้งแต่เคยเขียนมานะคะ แต่ไม่เป็นไรโนะ สมัยนี้ตัวเลขมิใช่ปัญหา อิอิ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเป็นกำลังใจให้รตาด้วยดีเสมอมานะคะ ใครชอบนิยายไร้สาระ ไร้สติและเบาสมองก็รอติดตามกันได้เลย เจอกันตอนหน้าค่ะ จุ๊บๆ



รตา









 

Create Date : 30 มีนาคม 2559
4 comments
Last Update : 30 มีนาคม 2559 10:54:58 น.
Counter : 1038 Pageviews.

 

นางเอกน่ารักบ้างไรบ้าง

 

โดย: พี่หมูน้อย IP: 171.5.240.170 30 มีนาคม 2559 14:57:37 น.  

 

ผูกประเด็นชวนขำ สวย เก่ง โสด แต่โดนเมิน เห็นด้วยว่ากรรมแหงๆ แต่ขำดีค่ะ

 

โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 1 เมษายน 2559 18:55:14 น.  

 

ขออนุญาตแอดบลอคเป็นเพื่อนนะคะ

 

โดย: ออมอำพัน 25 พฤษภาคม 2559 12:49:14 น.  

 

น่ารักมากค่ะ

 

โดย: ท่านหญิงแอนนาเบล 27 พฤษภาคม 2559 11:26:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ระตา
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




รู้สึกอยู่เสมอว่าการได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คือความมหัศจรรย์...และการอ่านออกเขียนได้คือรางวัลของชีวิต...
Friends' blogs
[Add ระตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.