โลกไกลบ้าน ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา
Group Blog
 
All Blogs
 

******Coming Back Soon!!!!********

ยังไม่ได้หายไปไหนครับ
ยังมีชีวิตอยู่
หนึ่งเดือนทีผ่านมา เจออะไรมาเยอะแยะเลย
ของเ้่ก่ายังเล่าไม่หมดเลย ยังจะมีเรื่องให้ตื่นเต้นได้ทุกวัน
หวังว่ายังจะอยู่ด้วยกันไม่ทิ้งกันซะก่อนนะ
เจอกันเร็วๆนี้ึครับ




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 14:05:37 น.
Counter : 341 Pageviews.  

★ ★ ★ ★เชพป้ะ... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 11 ★ ★ ★ ★

โอ้ยยยยย เวรกรรม

ที่หายไป ไม่ได้เล่นตัวนะครับ

พอดีคอมเจ้ง แล้วพิมพ์สัมผัสไทยไม่เป็น น่าอนาถตัวเอง

ตอนนี้ที่ทำได้คือ มาใช้คอมสาธารณะ แล้วก็ใช้โปรแกรมออนไลน์

เหลือบดูว่าตัวไหนตรงกับแป้นไหน แล้วพิมพ์ไป บรรทัดละนาที

ใครรู้โปรแกรมฝึกพิมพ์ไทยออนไลน์ ช่วยสงเคราะห์ด้วยนะครับ
ขอท่านผู้มีอุปการะคุณ ช่วยตรวจสอบตัวสะกด และความถูกต้องของเนื้อหาด้วยนะครับ
วันนี้เลือกเพลงเข้ากับเนื้อหาไม่ถูก ใครชอบแนวไหนก็กดเอาเองตามใจชอบเลยเด้อ


ใกล้เปิดเรียนแล้ว เฮ่ออออออ
คิดแล้วใจ โรคหัวใจกำเริบ เลิฟๆ


เริ่มเลยละกัน ช่วงนี้ยิ่งเป็นควันหลงจากโอลิมปิกซะด้วย
มาคุยถึงเรื่องกีฬากันหน่อยดีกว่าวันนี้

คนอเมริกันเค้าให้ความสำคัญกับกีฬามากๆ เลยครับ (ถึงจะมีคนอ้วนจะระเบิด อยู่ไม่น้อยก็เหอะ)
Prep school เค้าจะให้นักเรียนเรียนประมาณครึ่งวัน
แล้วช่วงเย็น จะเป็นเวลาให้นักกีฬาซ้อมกีฬา
เด็กคนไหนเล่นกีฬาเก่งมากๆ ก็มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้เลยทีเดียว
(เชื่อรึยัง ว่าเค้าให้ความสำคัญไม่น้อยทีเดียว)
แล้วพวกนักกีฬาพวกนี้ มักจะมีรูปร่างสูงยาว เข่าดี ฟิต แล้วก็จะสนทนาปาร์ตี้แนวเดียวๆกัน
และ คนจะคิดว่าพวกนี้สมองกลวง คนจะเรียกนักกีฬาแบบนี้ว่า Jock
แต่ก็ไม่ใช่ว่า นักกีฬาทุกคน จะล่ำบึ๊กสมองกลวงนะครับ เพื่อนผมที่เป็น jock เก่งๆก็มี
การที่คนเหมารวมโดยยึดถือลักษณะเด่น ที่มักพบได้ทั่วไป ลักษณะนั้นๆ เรียกว่า stereotype
เช่น stereotype ของเด็กเอเชี่ยน จะชอบเล่นเกมส์ ขลุกแต่กับเอเชี่ยนด้วยกัน แอบขี้โกง แต่ไม่เรื่องมาก
(เรื่องนี้มีเม้าท์กันยาวแน่ ฝากไว้ก่อน)
sterotype ของเด็ก prep school ส่วนใหญ่จะบ้านรวย
พ่อแม่มารับกลับบ้านเกือบทุกอาทิย์ด้วยรถคันหรู
มีตังส์ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ทุกเบรค แต่งตัวดี
พอจะเห็นภาพคำว่า stereotype กันบ้างแล้วนะครับ

คนอเมริกันจะใส่ใจเรื่องหุ่นตัวเองมาก
(เอาไว่ล่อ เพศตรงกันข้าม ว่างั้น... เฮ้ย ไม่ใช่สิ เอาไว้ล่อเพศอยากได้ จะถูกกว่า)
ผู้ชายจึงมักจะเข้ายิม(มันคือฟิเนสนั่นแหละ แต่คนที่นี่เค้าเรียกยิมกัน)
เพื่อเพาะกายให้ดูมีกล้าม มีหน้าอก ให้สาวๆ (หรือ หนุ่มๆ) ซบ
ฝรั่งตัวผู้ส่วนใหญ่เค้าจะดูมีเนื้อมีหนัง มีกล้ามพอประมาณ แล้วแต่เจ้าตัวจะต้องการมากน้อยแค่ไหน
ชายอกสองศอก ที่ผอมแห้งกล้ามเนื้อน้อยกว่ามาตรฐาน คนมักจะคิดว่า เป็นเจ๊ (ไม่ใช่ผู้ชาย)
ก็พันธุ์ฝรั่งมันเป็นแบบนี้อะ ออกกำลังกายนิดหน่อยก็บึกๆเเล้ว
เอเชี่ยนหัวดำอย่างเราก็พยายามก็เยอะหน่อย ถึงจะมีหุ่นแบบเขาๆ
ซัมเมอร์นี้ไม่มีอะไรทำก็ไปยิมเกือบทุกวันเลย ส่วนใหญ่จะไปวิ่งก่อน
วิ่งเหนื่อยๆแล้วถึงไปใช้เครื่งออกกำลังกายเฉพาะส่วน
เพื่อความ เซ็กซี่ ฮาๆ
หรือเผื่อเอาไว้ล่อใคร

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอนอกเรื่องนิดนึง
วันก่อนไม่มีอะไรทำ เลยแก้ผ้าเดินรอบห้อง (โรคจิตป่าววะ)
แล้วก็ส่องกระจกดู แขนเริ่มย้วนๆ รู้สึกว่ามีพุงเล็กน้อยถึงปานกลาง
เลยคิดจะกำจัดเนื้อร้ายนั่นเสีย แล้วก็หวัง six packs ไว้แน่ะ
กะจะไปแข่งกะอ๊อฟ (หนุ่ม almost perfect)
ก็ไปวิ่งๆๆๆๆ ตีเทนนิส เข้ายิม ซิทอั๊พ วิดพื้น ประสบสำเร็จอย่างล้นหลาม
เหลือนางมารร้ายอยู่ก้อนนึง ที่ยังคงล้นหลามอยู่ คือ... พุง
เลยหาหนังสือมาอ่าน เค้าบอกว่า ลดไขมัน สร้างกล้ามที่แขน ขา หรือส่วนอื่นน่ะ ไม่ยากเท่าไหร่
แต่พุงน่ะ เป็นที่สุดท้ายที่ไขมันมันจะหมดไป
คือต้องออกกำลังกายอย่างเอาจริง จริงๆ (จริง สามตัวเลยแฮะ)
แล้ว six packs ก็เป็นสิ่งที่กำหนดจากพันธุกรรม
รวมทั้งลักษณะผอมแห้ง หรือเนื้อเยอะ ก็ถูกกำหนดทางพันธุกรรมด้วย
เลยต้องขอกำลังใจกันหน่อย เลยไปถามพี่ซึ่งเป็นหมอ
ให้ไปเช็คประวัติระเบียนสรีระวงศาคณาญาติให้หน่อย

เจม : แก ญาติๆผู้ชายของพวกเรา ตอนวัยรุ่นหุ่นเค้าเป็นไงบ้างอะ มี six packs กันบ้างป่าว
จูน : ลุงๆอาๆแก ก็ผอมแห้งกันหมดทุกคนนะ เหมือนแกไง แล้วพอตอนแก่ๆ ก็ลงพุงกันหมดทุกคน
เจม : แป่ว *_*

เอาวะ ไม่เห็นรอยขีดทั้งหก ก็ไม่เป็นไร เอาให้ไม่มีพุงก็พอ
แต่มันก็ยังแอบบมีอยู่นะ เมื่อขาดสติ
คือต้องเกร็งท้องอยู่ตลอดเวลาที่รู้สึก ห้ามลืมเด็ดขาด

เอ้า นอกเรื่องไปเยอะอีกละ...
ส่วนคุณสุภาพสตรี เล่นเครื่องบึกๆถึกๆมากก็ไม่ได้
เดี่ยวไหล่หนากล้ามใหญ่ คุณผู้ชายจะกลัว ไม่กล้าปกป้องเอา
เค้าก็เลยออกกำลังกายแบบแอโรบิกซะส่วนใหญ่ เผาผลาญไขมัน
เครื่องออกกำลังกายพวกนั้นก็เช่น เครื่องวิ่งอยู่กับที่ เครื่องปั่นจักยานอยู่กับที่ มีทั้งแบบนั่งและแบบยืน

ยิมส่วนใหญ่เค้าจะแบ่งเป็นสองโซนครับ
คือพวกเครื่องกล้ามทั้งหลาย และเครื่องแอโรบิก
แล้วผู้ชายมักจะไปขลุกๆกันโซนแรก สาวๆก็มาวิ่งมาปั่นกันโซนสอง
บางฤดูกาลผมก็จะไปอยู่ทั้งสองโซน
เอ๊ะ เปลี่ยนเพศตามฤดูกาลเหรอ
ไม่ใช่.... ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
ซึ่งบริหารหัวใจ การไหลเวียน และทุกๆส่วนก่อน
ก็เรื่องหัวใจสำคัญที่สุดหนิ (เสี่ยวเชียว)
อายแค่ไหนก็ยอม
แล้วช่วงฤดูหนาวก็ไปวิ่งร่อนข้างนอกไม่ได้ เดี๋ยวหกล้มหัวฟาดหิมะเอา

กลับไปพูดถึงเรื่อง Brewster ดีกว่า เดี๋ยวจะนอกประเด็นไปซะก่อน
ช่วงบ่ายสาม พวกเราก็จะต้องไปเจอกันที่สนาม แล้วโค้ชก็จะทำการ warm up
ให้พวกเราทำท่าต่างๆกัน เพื่อลดการบาดเจ็บทางการกีฬา
แล้วแต่ละวัน ก็จะเล่นกีฬาแตกต่างกันไป
บาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล เบสบอล ว่ายน้ำ ฟริสบี้ soccer อเมริกันฟุตบอล และอีกหลายอย่าง
คนแก่จำไม่ค่อยได้ละ มีการพาวิ่งรอบเมืองด้วย
อันไหนที่เด็กไทยเล่นไม่เป็น เค้าก็จะจัดการสอนให้ แล้วก็เล่นไปสอนไป จนกว่าจะเป็น

ถ้าพูดว่า football ในดินแดนนี้ มันจะเป็นคนล่ะอย่างกันกับ "เล่นบอล" ในบ้านเราครับ
อ้าวแล้ว football มันคืออะไรล่ะ?
หลายๆคน คงเคยดูหนังเกี่ยวกับไฮสคูลของอเมริกานะครับ
เค้าจะมีกีฬาอย่างนึง นักกีฬาจะดูคล้ายๆว่าใส่ชุดเกราะ
แล้วก็มีหมวกเป็นตะแกรงครอบหัวไว้
ลูกที่เล่นเหมือนกับลูกที่เค้าเล่นรักบี้ แล้ววิ่งกระแทกกันเถื่อนๆ
อันนั้นล่ะครับ ที่เค้าเรียกว่า American Football หรือ Football
อ้าว แล้ว "เตะบอล" ล่ะ เค้าเรียกว่าอะไร
เค้าเรียกว่า soccer ครับ
จริงๆแล้วบ้านเมืองเราไม่ได้แปลกนะครับ ที่เรียกเตะบอลว่า Football
คนเมกันมันแปลกเอง เค้าจะเซลฟ์ๆกันอย่างนี้แหละ
เลยไม่ยอมปรับเรียกให้เหมือนชาวบ้านซักที
เอาหน่า... เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
ใครจะคุยโวเรื่องบอลๆกับคนเมกัน ก็อย่าลืมว่าเรียกว่า soccer นะครับ

อ้าว นอกเรื่องไปไหนอีกละ...กลับมาดีกว่า
โค้ชเค้าจะแบ่งทีม ให้คละชายหญิงกัน
ไม่ต้องงงครับ
ที่นี่เค้ามีหลักว่า ชายหญิงมีความสามารถเท่าเทียมกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา
ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้
จำนวนเด็กผู้หญิงอเมริกัน ที่เล่นบอล มีพอๆกับผู้ชายที่เล่นเป็นเลยครับ
(ไม่เหมือนที่ไทยที่มีความคิดว่า ชายแท้ต้องเล่นบอลเป็น หญิงแท้ต้องเล่นบอลไม่เป็น)

เค้าก็เลยให้เล่นๆ รวมๆกัน ให้ทุกคนมีบทบาท เป็นแบบนี้ทุกวัน
มีอยู่วันนึง เค้าให้เล่นอะไรก็มิรู้ จำบ่ได้แล้ว
แต่ประมาณว่า สองทีมจะยืนเรียงหน้ากระดานหันเข้าหากัน
แล้วทีมนึงก็จะโยนลูกบอลไปยังทีมตรงกันข้ามอย่างแรง
เพื่อให้มิสามารถรับได้ คนเค้าจะได้ออก อะไรประมาณนั้น
แล้วปรากฏว่า บางทีลูกบอลนั้นมักจะไปโดนตรงที่
ิเอวยี่สิบหก อกสามสิบห้า ของคุณผู้หญิงบ้าง เป็นครั้งคราว

แล้วอยู่ดีๆก็มีสุภาพบุรุษคนนึง (แต่มีผู้มองโลกในแง่ร้ายรายงานข่าวว่า...ทำเพื่อโชว์สาว)
บอกประมาณว่า ให้แบ่งทีมใหม่ โยนมาหาผู้ชายแทน เพราะเดี๋ยวผู้หญิงเจ็บ หรืออะไรซักอย่างไม่รู้
แล้วทีเอฝรั่งซึ่งเป็นผู้หญิงก็โกรธมาก หาว่า sexism คือ แบ่งแยกทางเพศ
แล้วก็มีเรื่องกันวุ่นวายมาก คือ ฝ่ายชายไทยอกสามศอกก็พยายามอธิบาย
ด้วยภาษาไทย snakeๆ fishๆ ถึงวัฒนธรรมไทย
ฝ่ายทีเอสาวก็ไม่ยอมท่าเดียว บอกว่า ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้
แล้วก็ชักจูงให้หญิงไทยใจงามเข้าพวกด้วย
เถียงกันอยู่นาน
พวกไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ยืนคอยกันกลางแดดอยู่ชั่วโมงนึง จนเรื่องยุติลง
อันแน่ ...อยากรู้ล่ะสิว่าลงเอยยังไง ติดตามตอนต่อไปนะครับ




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 12 กันยายน 2551 23:33:37 น.
Counter : 535 Pageviews.  

★ ★ ★ ★จ้องตาหน่อยมั้ย ว่าใครจริงกว่า... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 10 ★ ★ ★ ★

สัปดาห์นี้สัปดาห์สุดท้าย ใกล้เปิดเทอมแล้ว
แล้วก็ขอบอกว่า ระบบมหาลัยที่นี่ เรียนเป็นเรียน เค้าเรียนหนักกันจริงๆ
ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้ว เพราะคงยุ่งๆ
แอบไปเห็นคอมเม้นต์ มีคนมาโพสต์ บอกจะปู่เสื่อรออ่านต่อ
เห็นแล้วหัวใจโพงโต ฮึดสู้ขึ้นมาทันที
พอดีคนเขียนบ้ายอ แล้วก็ขาดความอบอุ่นด้วย
ถ้าใครยังอยากให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ ก็แวะมากระซิบว่ายังอยู่กันบ้างนะ
เปิดเทอมแล้ว คงไม่มีเวลามาพูดคนเดียว เหมือนตอนซัมเมอร์

เริ่มเร็วละกันวันนี้

เย่ ได้กินข้าวเที่ยงแล้ว!
ขนาด Lunch ของคนอเมริกันก็จะใหญ่กว่า Breakfast ขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังมีขนาดปริมาณเล็กกว่า Dinner
ในโรงอาหาร ก็จะมีอาหารหลากลายให้กินกัน
จะมีอาหารจานพิเศษ ที่เค้าจะทำมาให้ เปลี่ยนไปแต่ละวัน
มีโซนของพิซซ่า มี โซนของผักหลายๆชนิด และน้ำสลัดให้เราทำสลัดกัน เรียกว่า salad bar
บางที่เค้าอาจจะทำ อาหารที่คล้ายๆกับพวกของผัดๆบ้านเรา
ที่เค้าจะเอาเนื้อสัตว์ มาผัดรวมๆกับผัก แล้วก็ใส่ซอสลงไปเรียกว่า stir fry
แล้วก็จะมีโซนน้ำดื่มหลากหลายชนิดบริการให้ มีโซนนมด้วย

คนที่นี่จะเรื่องมากเรื่องอาหารการกินมาก คือคุณๆทั้งหลายจะกลัวอ้วน
แต่ยิ่งกลัวยิ่งอ้วนกันเป็นแถว
เวลาสั่งอาหารอะไรที่ต้องใส่นม ต้องบอกเค้าด้วยว่าเอานมแบบไหน
นมที่มีไขมันต่ำกว่า 0.5% เค้าจะเรียกว่า "skim milk"
มากขึ้นมาอีกนิด ถ้ามีไขมัน 1% เค้าจะเรียกว่า "1% milk" (เรียกง่ายดีเนอะ ตรงดี)
ถ้ามีไขมัน 2% เค้าจะเรียกว่า "2% milk"
ถ้าใครไม่กลัวอ้วน อยากได้สารอาหารจากนม ครบจากเต้า ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ก็บอกเค้าไปเลยว่า "Whole Milk" เพ่

พูดถึงเรื่องนมทีไร ยังอดเจ็บใจไม่หาย
ตอนเด็กๆจะได้รับฉายาว่า "นักดื่มนมวัว" เพราะชอบดื่มนมมาก ดื่มวันละแปดถุงแน่ะ (นมโรงเรียนที่ให้เด็กๆกินน่ะ นึกออกป่ะ)
แต่มาบัดดลนี้ ท้องของข้าพเจ้า (จริงๆต้องลำไส้เล็กดิ เนอะ) ไม่สามารถย่อยนมได้แล้ว
คือ กินทีไรต้อง จู๊ดๆๆๆๆ ออกมาทุกที แล้วได้กลิ่นนม อย่างชัดเจน .... แหวะ
ถ้าใครมีอาการแบบนี้อยู่เหมือนกัน เค้ามีศัพท์เฉพาะจัดให้ครับ
ทีนี้ก็ไม่ต้องไปบอกว่า "When I drink milk, I will จู๊ดๆๆๆ " อีกต่อไป
เวลามีคนถามว่าจะกินนมมั้ย แล้วดันกินไมได้ ท้องไม่รับ ก็แค่ตอบว่า
"No, thanks. I'm lactose intolerant"
เค้าก็รู้แล้วล่ะครับว่า เราแพ้นม
เคยแอบคิดน้อยใจในวาสนาตัวเองอยู่เหมือนกัน
เพราะนมแสนจะดี มีโปรตีนเยอะ แคลเซี่ยมสูง ถูกด้วย
แต่ดันกินไม่ได้ เหมือนไก่ได้พลอย
แต่วันก่อนไปค้นๆใน wikipedia ดู
เค้าบอกว่า "99% ของคนไทยเป็น lactose intolerant!"
ก็เลยทำใจกันไปตามๆกัน

ท้องอิ่มแล้ว จู๊ดๆแล้ว ก็กลับไปเรียนกันเถอะเนอะ

คลาสต่อไปเป็นคลาส Reading
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า การอ่าน
ก็ อ่านๆๆ อ่านกันเข้าไป
มีคุณครูอันแสนจะใจดีๆๆ มากๆ นามว่า Mary
พวกเราพอหนังท้องตึง หนังตาหย่อน ก็พากันเข้าห้วงแห่งภวังค์ (สะกดไง บอกด้วย)
ไปๆมาๆ เหลือป้าแกยืนอ่านอยู่คนเดียวทุกที
ป้าแกใจดีๆมาก ผมเป็นลูกรักป้าแกเลย
ไหนๆก็ไหนแล้ว ขอนินทาคุณแม่น่อยละกัน
มีอยู่วันนึงผมไปหาป้าแกที่ออฟฟิซ
พอเดินเข้าไปป้าแกบแกว่า "หยุดนะ อย่าขยับ" (Stand right there, don't move!)
เราก็ตกใจ นึกในใจว่าจะโดนสังหาร เหมือนหนังฆาตกรรมป่าววะ
มองไปด้านล่าง ถึงได้ถึงบางอ้อว่า ห้องป้าแกรกมาก
เครื่องเขียน หนังสือ วางบนพื้นเต็มไปหมด
ถึงว่า เราถึงกลายเป็นลูกรัก ไปโดยปริยาย


คลาสสุดท้าย ก่อนบ่ายคลายเครียด (หรือยิ่งเครียดก็ไม่รู้)
คือคลาส Culture
คือจะเรียนเรื่องวัฒนธรรมอเมริกันที่แตกต่างจากวัฒนธรรมไทย
คลาสนี้สอนโดย ป ูโร้ค นั่นเอง
ใครไปสาย โดน!
ไม่ทำการบ้าน โดน!
เด็กๆเลย เกร็งๆกลัวๆ ตั้งใจเป็นพิเศษ
บทเรียนแรกที่เค้าสอนคือ คนอเมริกันจะเป็นคนที่ถือเรื่องความซื่อสัตย์เป็นหลัก
เวลาพูดต้องจ้องตา จ้องตา จ้องตา
ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องกลัวจะท้อง เหมือนปลากัด
ตอนแรกก็ เก้ๆกังๆ คะๆเขินๆ อยู่เหมือนกัน
แต่ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชินไปเอง
คนอเมริกันเค้าไม่ถือว่าหาเรื่องหรอกครับ ถ้าจ้องตาเค้า
แต่ถ้าไม่จ้อง เค้าถือว่า ไม่จริงใจ มีอะไรในกอไผ่อยู่

พูดถึงเรื่องไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่พูดถึงน้องกบสุดสวย ก็ชักจะกระไรอยู่
คือ รูมเมตน้องกบ มักจะมาเผาให้ชาวบ้านฟังเสมอว่า
น้องกบ แอบคุยโทรศัพท์ หวานแหวนกับนายลูกชิ้นปลาเป็นประจำ
แล้ววันนึง ก็รู้ไปถึงทีเอฝรั่ง
แล้วหนูกบเค้าก็เขิน ตามประสาหญิงไทยใจงาม
เธอจึงบอกไปว่า "Between ลูกชิ้นปลา and I, there's nothing in the bamboo."
ฝรั่งก็งงใหญ่ ว่าไอ้สองคนนี้แอบไปทำอะไรกันในสวนไผ่รึปล่าว
คือ ฝรั่งเค้าไม่มีสำนวนนี้กันอะครับ

อย่างที่สองจากบทเรียนแรก คือ เวลาจับมือ ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย
ไม่ถึงขนาดน้าาน
แต่ว่าเวลาเรารู้จักกับใครเป็นครั้งแรก
ก็จะพูดกันว่า "Nice to meet you." พร้อมยื่นมือไปให้
คนที่โดนตัดหน้า โดนแย่งพูดไปก่อนก็จะพูดว่า "Nice to meet you too." พร้อมยื่นมือไปจับ
(จับมือที่เค้ายื่นมาให้ เพ่ ไม่ใช่จับอย่างอื่น)
แล้วก็จับกันให้แน่นเลยนะ ไม่ต้องกลัวถูกแต๊ะอั๋ง ฝรั่งเค้ายอมมาจับกับพวกเราก็บุญแล้ว
แล้วก็เขย่าแล้วโยก เขย่าแล้วโยก ซักสองสามทีพอเป็นพิธี
พร้อมทั้งจ้องตา แล้วก็ห้ามเขินเด็ดขาด เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรามีใจ
(เดี๋ยวจะเป็นเหมือนคดีมิกอีก)

เรียนเสร็จหนึ่งวัน ยังไม่หมดแค่นี้ครับ ยังมีอีกเยอะ
โรงเรียนที่นี่เค้าจะเป็นแบบนี้ล่ะครับ เหมือนเรียนครึ่งวันก็จริง แต่เค้าจะมี กิจกรรม เยอะแยะมากมาย
กิจกรรมต่อไปที่ต้องทำคือ Discussion Group
เค้าจะแบ่งหลุ่มใหม่ คละจากทุกห้องปนๆกันหมด
นำทีมโดย ทีเอฝรั่งสองคน ของแต่ละกลุ่ม
แต่ละวันก็จะมีหัวข้อเรื่องโน้น เรื่องนี้ พูดกัน ถกกัน
แล้วก็จะมีการบ้านเล็กๆน้อยๆให้ทำ
เช่น แต่ละวันไปหามาว่า สำนวนนี้ แปลว่าอะไร พร้อมทั้งการใช้งาน
กลุ่มไหนเก็บคะแนนได้เยอะสุดก็ จะได้รับรางวัล มาม่า อะไรทำนองนี้

พอเสร็จจาก Discussion Group เค้าก็จะให้พักไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไปเล่นกีฬา
เค้าเรียกว่า Recreation พวกเราเรียกสั้นๆว่า เล่น Rec
กีฬาที่นี่ก็จะมีมากมายหลายประเภท มากกว่ากีฬาเมืองไทยเยอะ ทั้งกลางแจ้ง ในร่ม และก็บนเตียง
(พวก sit up ไง อย่าคิดไกล)
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า กลางแจ้งที่นี่จะแจ้งมาก
คือ แดดแผดเผามาก ร้อนได้ใจ เหมือนบ่ายโมงหน้าร้อนไทยยังไงยังงั้น
แต่ที่นี่เค้าไม่ค่อยมีเมฆนะ อย่าลืม

Recreation นี่ เป็นมารหัวใจของสาวๆทั่วไป
ทุกคนจะทากันแดดกันหนาประมาณหนึ่งนิ้ว
ผมทาไปวันแรก แล้วก็เริ่มขี้เกียจ ก็เลยปล่อยตามบุญตามกรรม ตามมีตามเกิดละกัน
สองเดือนผ่านไป ต้องปิดไฟเวลาดูกระจก เพราะรับสภาพไม่ได้กับสีผิวตัวเอง
เพิ่งกลับไปดูรูปถ่ายรวม ที่ถ่ายไว้เมื่อสามปีที่แล้ว มา
ตอนแรกคิดว่า แสงจากกล้องไม่ถึง
เพราะเห็น เมี่ยมๆ กันหมด
แต่ดูไปดูมา ทุกกล้องก็เป็นแบบนี้ เอ๊ะ ยังไงกัน
แต่ละคนก็จะมีฉายาความดำกัน
อย่างเช่นน้องด้วงของเรา หนุ่มหน้าใสไร้สิวจากภาคอีสาน
ได้ฉายาว่า "ปลาแดกแดดเดียว" ไปเป็นนามแฝง

สองตา - Yes! 9

อ้าวพร้อมกันรึยัง ให้เวลาอีกนิดนึง เดี๋ยวไปเล่น Rec กัน เหงื่อสาด + เลือดสาด + ด่ากัน ไอ้ส_ดดดดด แน่




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2551    
Last Update : 24 สิงหาคม 2551 15:52:31 น.
Counter : 416 Pageviews.  

★ ★ ★ ★ เกือบไปแล้ว... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 9 ★ ★ ★ ★

วันนี้ไม่อยากเกริ่นยาว เดี๋ยวไม่ได้เข้าห้องเรียนกันพอดี เหมือนครั้งก่อนอีก
พอดีหายหน้าหายตา กลับไปนึกถึงความหลังมานาน ตามประสาคนแก่
แล้วก็ได้ไปคุยกับเพื่อนโรงเรียนเก่ามาทาง msn รู้จักกันตั้งแต่เรียนอนุบาลนู่น จนถึง ม.หก
ก็เกิดเรื่องเข้าใจผิดทางการสื่อสารกันนิดหน่อย อันนี้เอามาเป็นอุทาหรณ ์ให้รับชมกันนะครับ
คราวหลังจะได้ make sure ว่าส่งสารไป เคลียร์ ไม่กำกวม อันนี้จัดมาให้เลยละกัน

ตูป: พี่จูนเปงงายบ้าง
เจม: ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยอะ แต่เท่าที่รู้ก็สบายดีนะ ได้ข่าวว่าไปหัวหินมาสัปดาห์ที่แล้ว
ตูบ: อ่ออ
ตูบ: แล้วแกแต่งงานรึยัง
เจม: หือ
เจม: เราเพิ่งจบปีสองเลย อย่าเพิ่งพูดอย่างงั้นดิ หมอดูเค้าเคยทักว่า เราจะแต่งงานตอนอายุยิบเอ็ด
เจม: นี่เพิ่งยิบเอ็ดพอดี เดี๋ยวก็ไปทำใครท้องก่อนแต่งหรอก
ตูบ: กำ ปล่าว หมายถึงพี่จูนอะ
เจม: ฮาๆ อ๋อ (ยัง/ แต่งแล้ว)

อันนี้ถือเป็นข้อมูลส่วนตัว บอกไม่ได้
ผิดจรรยาบรรณนักเขียน

วันนี้ก็เลยต้อง make sure ก่อนว่า สื่อสารรู้เรื่องกับคนอ่าน
ดังนั้น ก่อนจะไปเรียนนั้น เรามารับรู้ระบบซัมเมอร์ที่น ี่กันก่อนละกัน
จะมาแนะนำว่า บุคคลสำคัญที่นี่มีใครบ้าง เริ่มคนแรกเลยละกัน...แถ่ม แทม แท้ม

ถ้ามีเพื่อนเป็นนักเรียนทุน หรือรู้จักกันโดนบังเอิญ (แต่ต้องแก่ๆหน่อยนะ เพราะปีหลังๆนี่เปลี่ยนคนแล้ว)
ก็ให้เนียนถามไปเลยว่า "จำปู่โร้ก ได้ป่าว"
ชื่อเต็มๆเค้าคือ John Roke
คนอเมริกัน เค้าจะเรียกนามสกุลกันนะครับ ถือเป็นการให้เกียรติ
ต้องสนิทกันจริงๆถึงจะเรียกชื่อจริง
(ตรงข้ามกับวัฒนธรรมบ้านเราเลยเนอะ ถ้าเรียกแค่นามสกุลก็ถือว่า
ด่าโคตรเหง้าสักหลาดกัน...เอ๊ะ สะกดยังไงหว่า ใครรู้ช่วยบอกหน่อยนะครับ)

เค้ามีอายุมากแล้วครับ ประมาณเจ็ดสิบกว่าๆได้ แล้วหูเค้าจะตึง เราก็เลยเรียกลับหลังว่า "ปู่"
เค้ามีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ของนักเรียนทุนทั้งหมดในช่วงซัมเมอร์นี้ และช่วงต่อๆไปด้วย จนเข้ามหาวิทยาลัย
คล้ายๆกลับครูใหญ่ของเราอะครับ
ไปถามพวกนักเรียนทุน แต่ละคนก็ตอบกันต่างๆกันไป แล้วแต่ว่าเคยไปเจอด้านไหนของปู่แก
ปู่เค้าชอบผมระดับนึงครับ คือไม่เคยทะเลาะหรือมีปัญหากัน
บอกแล้วว่าผมเป็นคนง่าย ไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร (ถ้าไม่จำเป็น)

อีกละ เม้าท์ยาวอีกละ นอกเรื่องทุกที
คนต่อไปที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ผู้ช่วยเค้าครับ คนนี้เป็นขวัญใจของเด็กๆมาก
เพราะคุณพี่ (หรือคุณน้าก็ไม่รู้) เค้าใจดีกับเด็กๆมาก
เราจะเรียกกันว่า "คริส" ชื่อเต็มๆคือ Chris Brown ครับ
เค้าจะสอนการเขียนเรียงความ ที่จะใช้สมัครเข้ามหาวิทยาลัย
พร้อมกับดูแลเรื่องการเขียนเรียงความตลอดรอดฝั่ง จนยื่นใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการเรียบร้อย

องค์ประกอบต่อไปคือ คณะคุณครูครับ
ก็จะมีครูมาสอนแต่ละคลาส เดี๋ยวค่อยเล่าตอนเข้าเรียนละกัน
องค์ประกอบต่อไปคือ ทีเอฝรั่ง
TA ย่อมาจาก Teaching Assistant
คือ เค้าจะมาช่วยคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายในการสอนเด็ก
ช่วยยังไง เดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกนะคร้าบ (ติดคนอ่านไว้เยอะจัง แฮะ)
แต่บางคนก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ แต่ก็ยังได้ตังส์เยอะมาก
(บอกให้ก็ได้ว่า เงินเดือนหลักแสนแหนะ คิดเป็นเงินไทย แล้ว
แถมอาหารฟรี ที่อยู่ฟรี
ให้กันเยอะแบบนี้ ต้องหาคนดีๆหน่อยแล้วล่ะ
ส่วนใหญ่เค้าจะเลือกคนจากมหาลัยดังๆ (แต่ก็ไม่ได้จะแปลว่าดีเสมอไปนะ)
เช่น มหาลัยที่เป็นไอวี่หลีก (Ivy League)
ใครไม่เคยได้ยินก็ไม่ต้องอายนะครับ
ผมรู้จักคำนี้ตอนก่อนมานี่แค่เดือนเดียวเอง

ข้อความต่อไปนี้แปลมาให้ตรงๆตัวเลยนะ
Ivy League เป็นกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่และทรงเกียรติ
8 แห่งในนิวอิงแลนด์ ที่มีประเพณีแข่งกีฬาร่วมกันทุกปี
ประกอบไปด้วย Brown, Columbia, Cornell, Dartmouth, Harvard, Princeton, Upen, และ Yale


แล้วตัวประกอบต่อไป เอ้ย องค์ประกอบต่อไปคือ ทีเอไทย
คือ ทีเอที่เป็นคนไทยนั่นเอง
ก็พวกเรานั่นแหละครับ เด็กทุนที่เข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว
แล้วก็มาสมัครช่วยๆงานเค้า เล่นกับเด็กๆรุ่นน้อง
จะว่าเป็นตัวประกอบก็ได้นะครับ เพราะมีเพื่อนมาสารภาพว่า ไม่ต้องคิดมาก ทำอะไรมากเลย
ชิวไปวันๆ ช่วยเค้าเตรียมความพร้อม เช็คชื่อเด็ก ไปเล่นกีฬากับเด็กๆ
กินฟรี อยู่ฟรี ได้สัปดาห์ละหกสิบดอล

อันนี้ก็มีคนมาขอร้องให้ไปเป็นทีเอทุกปีน่ะครับ
แหม...คนมันหน้าตาดี และมากไปด้วยความสามารถ
แต่ด้วยเงินอันน้อยนิด ข้าพเจ้าเลย say no ไปทุกครั้ง
เพราะคิดว่า ค่าตัวเราแค่นี้เองหรือ
ปกติทำงานคืนนึง เหนือ่ยแป๊ปเดียวเอง ได้เป็นร้อย
(เอ๊ะ ทำอะไร ค่อยมาเล่าเมื่อถึงโอกาสอันควรนะครับ)
ไมได้ใจหินใจมารขนาดน้าน
จริงๆก็อยากไปช่วยเค้าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยว่างไป Brewster ซักที

โหพูดกันยาวเชียว แค่นี้ล่ะครับ สมาชิกของที่นี่
เข้าห้องเรียนเลยดีกว่าเนอะ เดี๋ยวจะสาย
ที่โรงเรียนนี่ เรื่องสาย ถือเป็นเรื่องที่เค้าเคร่งครัดมากเลยนะครับ
สายแค่ห้านาทีเค้าจะจดชื่อไว้ ถ้ารวมกันหลายๆครั้ง เค้าจะทำโทษครับ
เช่น โรงเรียนที่ผมไป ถ้าเกินสามครั้งเค้าจะให้ ขัดส้วม เก็บขยะ อะไรประมาณนั้น

หลังจากถูกแบ่งแยกตามความสามารถทางภาษาอังกฤษแล้ว
(อันนี้ไม่ได้มีน้ำเสียงตัดพ้อนะครับ รู้สึกขอบคุณเค้าด้วยซ้ำ เล่าทีหลังเด้อ...อีกละ)
ห้องนึงก็จะมีสมาชิกนักเรียนประมาณสิบกว่าคนครับ
ซึ่งขนาดของห้องเรียนใน prep school ก็เป็นแบบนี้
คือเด็กจะไม่เกินยี่สิบคน จะได้ดูแลอย่างถั่วถึงนะครับ

คลาสแรกก็คือ Listening & Speaking
คือเค้าจะให้เราหาข่าวไปพรีเซ้นต์ แล้วก็ให้เพื่อนๆในห้อง ช่วยกันวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นกันครับ
ระบบการพรีเซ้นต์และแย่งกันแสดงความคิดเห็น ถือเป็นหัวใจหลักของห้องเรียนประเทศนี้เลยครับ
คือเด็กๆจะเรียนรู้โดยการฟังความคิดความอ่าน ข้อมูล จากคนอื่น
แล้วเด็กเค้าก็จะอยากแรงกัน โดยการไปหาข้อมูล มาสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเองกันเป็นการบ้าน
ต่างจากบ้านเราเลยเนอะ ที่ครูก็พูดๆๆอยู่อย่างเดียว เด็กก็หลับๆๆๆอยู่อย่างเดียว
แต่หลายๆครั้ง ที่เมืองไทย ครูกับเด็กก็แอบแลกหน้าที่กัน
คือครูจะแอบหลับ แล้วเด็กเห็นเช่นนั้น เลยฝอยๆๆ ท่าเดียว
เฮ่อ ระบบการศึกษาไทย

ต่อไปเป็นคลาส Writing ครับ คือเค้าจะให้เราฝึกการเขียนเรียงความ
ซึ่งฝรั่งเค้าจะเรียกว่า Essay
ที่บ้านเมืองนี้ การเขียน ถือเป็นสิ่งสำคัญมากของการศึกษาครับ
คือไม่ว่าจะเรียนสาขาไหน จะต้องเขียนเป็น
เค้าจะวัดความสามารถทางด้านนี้เยอะมาก บางวิชาถือการเขียน Essay เป็นข้อสอบไฟนอลไปเลย
ที่ Brewster เค้าจะสอนให้มากมายหลายแบบครับ แบบแรกที่ดูเป็นระบบที่ง่ายที่สุดคือ Academic Essay
ที่มี Intro + 3 Supporting Paragraphs + Conclusion อย่างที่หลายๆคนเคยได้ยินกัน

คลาสสุดท้ายก่อนกินข้าวคือ Computer
เค้าก็จะสอนหลักการพื้นฐานทั่วๆไปครับ เช่น การซื้ออของออนไลน์ การพิมพ์จดหมาย
การใช้ Power Point การทำวีดีโอ
อันนี้เค้าจะให้ใช้ laptop ที่เค้าจัดให้ครับ ซึ่งเป็นของ Mac
ครูคนนี้เค้าชื่อ Abby ครับ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรานี่เอง
แต่หน้าตาเธอนี่ คิดว่า ... เพื่อนแม่
ฝรั่งก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ
อันนี้ไม่ได้นินทานะครับ ความแก่ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายเนอะ เรื่องธรรมชาติ
เพราะฉะนั้นไม่ได้ทำใครเสียหายเด้อ
จริงๆแอบสนิทกับ Abby มาก

แต่มีคนนึงมาทำร้าย Abby ของเรา
คือ ก่อนจะเล่า ต้องท้าวความก่อนว่า แอ๊บบี้จะเป็นคนหน้าโหด เสียงโหด
เสียงเจ๊แกจะแหลมทิ่มเยื่อแก้วหูเลย

และอยู่มาวันนึง เจ๊แกมาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ กับเพื่อนคนนึง
ให้ชื่อว่า กบ ละกัน
แล้วคุณกบก็ทนไม่ไหว พอ Abby เดินหันหลังไป
เธอด่าขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง (คือ เธอคงคิดว่าเธอได้ยินคนเดียว) ว่า...
"อี-Abbyyyyyyyy"
ทันใดนั้น คุณครู Abby ก็หันมา
แล้วทั้งคุณกบ ทั้งผม ซึ่งยืนอยู่กับเธอในตอนนั้น
ยืนตะลึง มือสั่น ขาสั่น ปากสั่น ทำอะไรไม่ถูก
แล้ว Abby ก็เดินขึ้นมาอย่างช้าๆ
ใจพวกเราก็เต้น ตึก ตึก ตึก...
แต่ด้วยความที่ Abby ฉลาดพอ
เธอจึงไม่ถามน้องกบ หันมาถามผมแทนว่า...
"E-Abby" อีน่ะ หมายถึงอะไร
ผมก็ไม่รู้จะทำไง ยิ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้อยู่
ถ้าเกิดยืนกรานกระต่ายขาเดียว โกหกว่า คำว่า อี คือ ...
คำสุภาพที่ใช่เรียกนำหน้าชื่อคนไทยเพื่อเป็นการให้เกียรติ ...บลาๆๆๆๆๆ
เค้าคงเดินไปถามคนอื่นซะก่อนพอดี กว่าเราจะพูด จะยกมือยกไม้ อธิบาย
เดี๋ยวก็ซวยอีก ถ้าเค้ารู้ว่าโกหก

ตอนนั้นไม่รุ้คิดอะไร ก็บอกเค้าว่า ...
อ๋อ ก็ E มาจาก Electronic ไง
เค้าเห็นเก่งคอม เลยเรียก Electronic Abby ว่า
อีแอ๊บบี้ ไง คล้ายกับ Email, Ecard นั่นแหละ
เจ๊แกก็บอกว่า "Oh, I see."
แล้วก็เดินยิ้มไปที่มีคนชมว่าเก่งคอม

ฟากฟ้าทะเลฝัน - มิกกี้

เหนื่อยยัง หมดครึ่งเช้าแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวเที่ยงเอาแรงกันเน้อ ก่อนจะไปเรียนคลาส Queen Mary กับปู่โร้ค




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2551    
Last Update : 24 สิงหาคม 2551 2:18:06 น.
Counter : 362 Pageviews.  

★ ★ ★ ★ เรื่องกินๆกับนักเรียนทุนเนื้อหอม... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 8 ★ ★ ★ ★

อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็รีบแต่งตัว วิ่งตาตั้งตะบี้ตะบันไป Dining Hall ครับ หรือว่าโรงอาหารของโรงเรียน
โรงเรียนหรือมหาลัยส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นแนว Buffet
คือ เหมาจ่ายเป็น plan แล้วกินเท่าไหร่ก็ได้ในแต่ละครั้ง
(เค้าอ่านว่า 'เบอะเฟ' แล้วทำปากคล้ายๆจะออกเสียง 'อิ' ปิดท้ายพอเป็นพิธี
... อย่าไปพูดว่า บุ๊ป-เฟ่ ด้วยเสียงหนักๆเซลฟ์ๆนะครับ ...อายเค้า)
อาหารสำหรับ Breakfast เค้าก็จะออกแนวน่าเบื่อๆ นิดนึง ซ้ำๆกันอยู่แบบนี้ทุกวัน
คือจะมีเบค่อน มีไข่ต้ม มีไข่ดาว มีแฮม มีไส้กรอก
แล้วจะมี waffles และ pancakes ที่มักจะทานกับน้ำเชื่อม เค้าจะเรียกกันว่า syrup
(อ่านว่า ซี้เหริบ นะครับ stress พยางค์แรก ผมพูดว่า ไซรับ ตั้งนาน ยังอายมาถึงบัดดลนี้)
และยังมีอาหาร อีกหลายหลากมากมาย แล้วแต่โรงอาหารจะจัด

แล้วก็มักจะมีพ่อครัวแม่ครัว คอยทำ Omelet ให้
(แบบ ฺBritish English จะเขียนว่า Omelette)
Omelet ก็คล้ายๆกับไข่เจียวยัดไส้บ้านเรานั่นแหละครับ
เพียงแต่คนที่นี่จะไม่นิยมทอดในน้ำมันกัน
เค้าจะใช้น้ำยาเคลือบกระทะพ่นไปแทน ไม่ให้ติดกระทะ
เอาไข่ที่ตีแล้ว ใส่ลงไป แล้วก็ใส่ไส้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ผัก เช่น พริกชี้ฟ้าเขียว มะเขือเทศ เห็ด
หรืออาจจะใส่เบค่อนไปด้วยก็ได้ แล้วก็จะเลือกว่าจะใส่ cheese หรือไม่ใส่
หรืออาจจะสั่งเป็นไข่ดาวก็ได้ครับ
เวลาสั่งก็บอกเค้าด้วยว่าจะเอาสุกมากสุกน้อยขนาดไหน
ใครอยากเจาะไข่แดง อยากเอาเป็นยางมะตูมก็บอก over easy, please.
อยากเอาแบบสุกชัวร์ ไข่แดงแข็ง ไม่เป็นไข้หวัดนกก็สั่ง over hard นะครับ
ยังมีวิธีการสั่งแบบอื่นอีกมากมาย แต่ว่าผมก็ใช้อยู่แค่นี้แหละ ก็เห็นได้กินอิ่มทุกที

แล้วคนที่นี่ก็กินผลไม้ตอนเช้ากันนะครับ ไม่แปลก
ผลไม้ที่เค้าทานกันคือ แคนตาลูป องุ่น สตรอเบอรรี่ กล้วย
มาอยู่นี่ไม่ค่อยได้กินผักใบเขียวครับ ก็เลยมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายตอนแรกๆ
คืออุจจาระไม่สวย เอาไปประกวดนางสาวไทยไม่ได้
ก็เลยไปปรึกษาไอมิกมัน
มันบอกว่า "กินกล้วยว่ะ วันละสิบลูก อึมึงทั้งสวยทั้งหุ่นดีชัวร์"
ได้ผลจริงๆนะ เอาเคล็ดลับนี้ไปใช้กันได้ไม่ว่ากันเน้อ

พูดถึงกล้วยทีไร อดนึกถึงเจ๊ตุ๊กไม่ได้ซักที
เจ๊ตุ๊กแกจะมีความสามารถพิเศษเรื่องการเต้นเป็นอย่างมาก
บางทีถึงขนาดเอากล้วยไว้บนหัว แล้วเต้นได้ไม่ตกเลย
นอกจากปรากฏการณ์ ระบำกล้วยทัดหัวแล้ว
วีรกรรมของเจ๊ยังมีอีกเยอะ ค่อยมาแฉวันหลังละกัน
เอ้อ คุยอะไรที่มีมีสาระๆอยู่นาน เริ่มปวดหัวละ
มานินทาพวกนักเรียนทุนดีกว่า
จริงๆวงสนทนาตอนเช้าก็มีเรื่องซุบซิบกันนี่แหละ ที่มาทำให้เจริญอาหารได้อยู่
แต่ส่วนใหญ่ผมจะพลาดฉ็อดเด็ดไปประจำ เพราะว่าไปสาย
แล้วแถวจะยาวมากช่วงเวลาเร่งรัด
อันนี้ขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะ ว่าไม่ได้เป็นคนชอบนินทากาเล อะไรใดๆทั้งสิ้น
แต่ไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนอะไร ชอบให้ได้รู้อะไรดีๆ หรือเห็นอะไรดีๆเป็นประจำ
เลยกลัวโดนสั่งปิดปากอยู่เนี่ย ใครมีอิทธิพล ช่วยคุ้มหัวหน่อยนะ

อิ่มท้องแล้วยังไม่อิ่มใจ (...เสี่ยวเชียว)
มาพูดเรื่องความรักกันบ้างดีกว่า
แต่รุ่นนี้ไม่ค่อยจะมีกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันเท่าไหร่
เพราะหน้าตาแต่ละคนบอกได้คำเดียวว่า...
.... เยิน!!! (ถ้าเทียบกับรุ่นพี่ และน้องๆ ทั้งหลาย)
แต่มีสาวฮอทอยู่สองสามคนครับ คนนึงฮอตมากเพราะหวาน รำสวย
มีเพื่อนสนิทซึ่งเป็นสาวฮอทอีกคนซึ่งหวานเหมือนกัน
และพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก เพราะเคยมาเรียน AFS อยู่ปีนึง
ส่วนหนุ่มๆก็จะมาจีบกันตรึม บ้างก็มีลูกมีเมียแล้วอยู่ที่ไทยก็ยังไปแย่งจีบกัน
กับตันหนิงก็มาเป็นคู่แข่งกับเค้าด้วย
จีบกันอยู่นานมาก แม่สาวเธอก็ยังไม่ตกลงปลงใจกับใครซะที
จนได้ข่าวว่าตอนนี้เป็นคู่รักหวานแหววกับหนุ่มจีนไปแล้ว
เป็นไงล่ะ เจ๊กคาบไปเจี๊ยะเลย ชายไทยอกสามศอกก็เจี๊ยะแห้วไปตามๆกัน

มาถึงสาวเนื้อหอมแล้ว ก็มาดูสาวเนื้อเหม็นกันบ้าง
คนนี้ชื่อว่าโอ มีข่าวดังมากว่า เธอไม่อาบน้ำติดต่อกัน นานถึงสี่วันเป็นประจำ
อันนี้ผมไปได้ข่าวจากซ้อดดมา
พอดีสนิทกันกับเจ้าตัว(เหม็น) เลยไปถามเค้าตรงๆว่า
"แกอาบน้ำสี่วันครั้งจริงเหรอ"
เจ้าตัวก็ทำหน้าเขินๆ ปนงงๆ ปนโกรธๆ แล้วก็บอกว่า
"บ้าเหรอแก เว่อร์ ไปได้ข่าวมาจากไหน ใครว่าเราอาบน้ำสี่วันครั้ง... หกวันหรอก"
.... เอิ้ก

ได้ฟังเกี่ยวกับสาวๆแล้ว มาฟังเรื่องเกี่ยวกับหนุ่มๆบ้างนะครับ
รู้สึกว่าไม่มีหนุ่มเนื้อเหม็นครับ เพราะผู้ชายชอบเข้าห้องน้ำบ่อย (ไม่รู้ชอบไปทำไรแฮะ)
แต่ว่ามีคนห้องเหม็น (ไม่ใช่ผมนะครับ ถึงรกแต่ก็รกแบบมีคุณภาพ)
เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณพี่แกไม่เคยเอาถุงขยะในถังขยะ ไปทิ้งเลย
แล้วพี่แกก็หมกขยะ อันประกอบด้วยขยะๆอย่าง เศษกล้วย แอปเปิ้ลครึ่งลูก
หมกโยเกิร์ต หมกน้ำลายไว้ในถังขยะ ยัดๆๆๆ ไว้อย่างนั้น
แล้ววันดีคืนดีก็มีคนมาซ้อมมวยไทยกัน อยู่ดีๆ รูมเมตเค้าเตะไปโดนถังขยะ
ของจากถังขยะก็ออกมา แมลงวันแมลงหวี่วู่วาม ก็บินออกมา ยังกะผึ้งแตกรัง
คนในนั้นนี่ปิดจมูกหายใจไม่ออก
เกือบสำลักแมลงหวี่ตายกันเป็นแถว
นึกแล้วยังไม่หายอี๋... เลย

อ้าว สุดท้ายนี้ก็หนีไม่พ้นหนุ่มเนื้อหอม
จริงๆไม่ค่อยมีนะครับ เพราะหนุ่มๆรุ่นนี้หน้าเยิน (ยกเว้นคนเขียน)
แต่ว่ามีชายหนุ่มหน่อนึงให้ชื่อว่า "อ๊อฟ" ละกัน
อ๊อฟเป็นขวัญใจสาวๆมาก (แต่ได้ข่าวว่าเค้าแอบมีเจ้าของอยู่ในตอนนั้น)
คือเค้าเป็นคน almost perfect
>>>บ้านรวย ฉลาดมาก ขยัน ภาษาอังกฤษเก่ง เล่นเปียนโนเพราะมากมาก กีตาร์ก็เคลิ้มไปเลย
ถ่ายรูปเก่ง เล่นกีฬาเก่ง ตลก คารมณ์ดี เทคแคร์เก่ง มีวุฒิภาวะ ผิวเหลือง ไม่ดำเกิน ไม่ขาวเกิน สูง หุ่นดี มีกล้าม
... เสียอย่างเดียว....
หน้าตาไม่ผ่าน!!!
ไม่งั้นโดนจับขึ้นเสลี่ยงแห่นางแมวแน่ นานๆทีจะมีเด็กเก่งแบบนี้

เคยไปสัมภาษณ์นารีนางนึง เธอให้ความว่า
" แก เราอยากโดนจับคลุมถุงชน แต่งงานกับอ๊อฟอะ"
"งง!!! ทำไมแกอยากโดนคลุมถุงชนอะ"
" ก็ถ้าคลุมหัวเค้า เค้าจะ perfect มากเลยแก ไร้ที่ติ หุ่นก็ดี sexy มีsix packs อีกต่างหาก"
... เอิ่มมม

ดอกไม้ - นภ พรชำนิ

เห็นมั้ยครับ เด็กทุนก็มีอะไรๆ ที่คนทั่วไปเค้ามีได้ (พวกเราก็คนนะ)
ยังมีอีกเพียบ อันนี้ยังถือว่าเริ่มต้น บางทียังถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า เกิดขึ้นได้กับคนเหรอ
เป็นไงล่ะวันนี้ ได้แค่กินข้าวแล้วก็หยุดอยู่ตรงนี้ ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว เดี๋ยวเริ่มไปคลาสกันวันหลังแล้วกันนะครับ





 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551    
Last Update : 21 สิงหาคม 2551 1:10:28 น.
Counter : 422 Pageviews.  

1  2  3  

ลูกคิดไกลบ้าน
Location :
กรุงเทพฯ United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย กำลังเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมอยู่มหาลัยแห่งหนึ่งที่อเมริกาครับ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add ลูกคิดไกลบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.