โลกไกลบ้าน ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา
Group Blog
 
All Blogs
 

รั ก แ ร ก พ บ ... แ ต่ จ ะ จ บ ยั ง ไง <===> ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 2



... เมื่อสามปีที่แล้ว ก้าวแรกที่ได้เหยียบดินแดนเสรีภาพ
ภายใต้ชื่อว่า "นักเรียนทุนรัฐบาลไทย"
ผมคิดว่าหนทางข้างหน้าคงมีแต่กลีบกุหลาบโรยไว้
แต่สามปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมรู้ว่า กลีบกุหลาบที่ดูสวยงามนั้น
โรยไว้บนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพ หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา
ความสุขที่สุดอยู่ที่นี่ ความทุกข์ที่สุดก็อยู่ที่นี่
ทุกข์จนเคยคิดที่จะทิ้งความหวัง ความฝัน และทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้าน
หลายครั้งหลายครา
แต่บางที ก็ยังอดสงสัยไม่หาย ว่าผ่านเรื่องร้ายๆเหล่านั้นมาได้ยังไง ...





คร่าวๆก่อนนะครับ

สามปีที่ผ่านมานี้ แต่ละปีก็เจอมาสี่ฤดูเหมือนเดิม ร้อน ร่วง หนาว ผลิ

summer, fall, winter, spring,

โคจรวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่แต่ละปีก็แตกต่างกันไป



อ่านต่อๆไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่า ช่วงปีแรกจะเจออะไรแบบเด็กๆ คิดแบบเด็กๆ แก้ปัญหาแบบเด็กๆ

(ก็เด็ก high school นี่หน่า...จะให้ทำไง)


เข้า college ปีหนึ่ง คราวนี้ก็ต้องกางปีกเอง ทุกอย่างต้องทำเองหมด ไม่มีใครมาผลักมาดัน

แล้วก็มีอะไรรอบตัวให้เก็บให้เกี่ยวเยอะแยะ ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง แก้ปัญหาด้วยตัวเองจริงๆ ซักที

ใครอยากอ่านเรื่องประมาณวัยรุ่น วันร้อน หรืออะไรแรงๆ ช่วงนี้ สนุกแน่ครับ


ส่วนปีที่ผ่านมา ก็เหมือนเป็นปีที่เราผ่านอะไรมาหลายอย่างแล้ว คราวนี้ก็มาเลือกว่าแบบไหนที่เราชอบ ไม่ชอบ

แอบมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เงินๆทองๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งเรื่องดีๆ ร้ายๆ ปะๆปนๆ กันไป แปลกไปอีกแบบ

ใครชอบแบบไหน ก็ต้องอดใจรออีกนิดนะครับ เรื่องดำเนินเร็วแน่ ไม่ต้องห่วง


การดำเนินเรื่องที่คิดไว้ก็จะเป็นแนวเล่าตามลำดับเหตุการณ์สำคัญ (Chronological Order)

แต่อาจมีวกไปวนมา ถ้าช่วยให้แต่ละตอนมีรสชาติขึ้น น่าอ่านขึ้น มีสาระขึ้น

แล้วระหว่างทางที่เล่าไป ก็จะบอกเรื่องต่างๆ ให้คนที่ไม่เคยมาสัมผัสได้รับได้รับรู้

เผื่อมาจริงๆ ได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกอย่างเราๆอีก

จะได้เอาเวลามาลองอะไรใหม่ๆ แล้วอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ





เริ่มเลยดีกว่าเนอะ

หลังจากที่เราพักกันหายเหนื่อย (ระดับนึง) อย่างน้อยก็ให้พอมีแรงก้าวขา

อาจจะเป็นเพราะทิชชู่เค้าหอมก็เป็นได้นะ ...อิๆ (ใครไม่เก๊ต อ่านตอนที่ 1 ก็ดีนะครับ)

พวกเราก็เดินชมไปรอบๆโรงเรียน สวยจริงๆครับ

คือต้นไม้ต้นหญ้าของเค้าสีเขียว เหมือนกับบ้านเรานั่นแหละครับ

แต่เขียวคนละแบบ ไม่ถึงกับทึบมาก แล้วท้องฟ้าก็ยังฟ้าได้ใจเหมือนเดิม เค้าเรียกกันกว่า azure sky

พื้นที่บริเวณโรงเรียน ซึ่งเรียกกันว่า campus เค้าแต่งได้งามคล้ายๆกับสวนเลยครับ

มีเนินมีลุ่ม ตุ๊มๆต่อมๆ น่ารักมาก

คลุมไปด้วยพื้นหญ้าอันเขียวขจี

เค้าเลี้ยงดีนะเนี่ย ขนาดซัมเมอร์หน้าแล้งแท้ๆ


ครับ... prep school ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้

จะอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ห่างไกลความเจริญ(ทางวัตถุ)

แล้วเก็บค่าเทอมแพงลิ่วเลย ปีละล้าน คงเอามาดูแลหญ้าพวกนั้นมั้ง

พูดไปก็รู้สึกผิดไปที่ผลาญเงินชาติไปปีละล้าน...





โรงเรียนของเราน่าอยู่

prep school มีชื่อเต็มๆว่า college-preparatory school

เป็นโรงเรียนเอกชน ( private school)

จะเปิดรับเด็กเกรดเก้า ถึงเด็กเกรดสิบสอง (มอสามถึงมอหก บ้านเรา)

เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยสมชื่อ college-preparatory school

ระบบการศึกษาและความเป็นอยู่ก็จะดีกว่า public school มาก ซึ่งสนับสนุนโดยเงินของรัฐเค้า

ชีวิตของเด็ก public school ก็เหมือนๆกับที่พวกเราได้ดูกันจากหนังอเมริกัน อะไรทำนองนั้น


prep school แถบนิวอิงแลนด์ก็จะมีอาคารเรียน ลักษณะดอร์มเป็นแบบเก่าๆ (แค่แบบ แต่ตัวตึกอาจจะใหม่นะครับ)

แล้วเค้าจะมีอะไรดีๆให้เรา เพื่อให้ดูคุ้มกับค่าเงินมหาศาลที่เราเสียไป

อย่างเช่นที่ Brewster เค้าจะให้เด็กๆยืม lab top ไปใช้ตลอดปีคนละเครื่องครับ

ซึ่งที่นี่เค้าจะใช้ของ Mac รู้สึกจะเป็น iBook


Prep school ส่วนใหญ่จะมีดอร์มจัดให้ ฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่นในมหาวิทยาลัย

( ในอเมริกาเค้าเรียกมหาวิทยาลัยที่เน้นระดับป.ตรีว่า college ครับ แทนที่จะเป็น university)

เค้าจะเรียก prep school แบบนี้ว่า boarding school

คล้ายๆกับโรงเรียนประจำบ้านเราอะครับ

แต่ดอร์ม boarding school จะต่างกับดอร์มของ college

ตรงที่ boarding school เค้าจะแยกหอหญิงหอชาย

แต่ college จะจัดห้องชายหญิงสลับกันเลย ในชั้นเดียวกัน

แล้วยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ที่มหาลัยผม เค้าอนุญาตให้ชาย หญิง เป็นรูมเมตกันได้แล้ว

Oh My God!!






Roommate

ไหนๆก็พูดถึงรูมเมตแล้ว อดคิดถึงเรื่องนี้ไมได้ทุกที

โปรแกรมซัมเมอร์ที่เค้าจัดให้ เกือบทุกห้องจะเป็นห้องคู่

ก่อนหน้านี้เคยไปเข้าค่ายมาหลังครั้ง โรงเรียนประจำ (โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์) ก็เคยไปอยู่มา

ก็มีปัญหาการปรับตัว ช่วงแรกๆบ้าง แต่ตอนสุดท้ายก็สบายดี

อาจเป็นเพราะเราเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมากด้วยมั้ง (แต่ไม่ได้ง่ายซะทุกเรื่องนะ)

เลยไม่มีอะไรมาก แต่คนนี้นี่ มารหัวใจมาก ทำให้เกือบหอบผ้าหอบผ่อน หนีกลับไทยไปเลย

(มาดูกันว่าเป็นไง)



เค้าชื่อ มิก ครับ (นามสมมติ อีกตามเคย)

ขอระลึกชาติก่อนเลยละกัน

ก่อนเดินทางมาเมกา กพ.จะเรียกไปอบรมมารยาทชาววังกันสามสี่ครั้ง

(แค่อบรมสัมนาทั่วไปนั่นแหละครับ ผมก็เว่อร์ไป)

แล้วก็มีคนที่ไปสร้างสายสัมพันธ์มา แล้วก็ฟอร์เวิร์ดอีเมล์เพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันต่อๆกันไป

น้องด้วงของเราเป็นตัวตั้งตัวตีเลยงานนี้ ถึงขนาดไปเสิร์ช Google ทีละคน ไปรวบรวมประวัติเค้ามา

ว่ามาจากโรงเรียนไหน ไปแข่งอะไรมาบ้าง ชอบกินอะไร ชอบใส่กางเกงในสีอะไร

(น่ากลัวขนาดไหน คิดเอาเองละกัน)



รักออนไลน์

ตอนนั้นmsn กำลังตีตลาด พวกเราก็เลยแอดรายชื่อต่อๆกันมา

แล้วก็ได้รู้จักกับมิกเป็นครั้งแรกในเอ็ม

ไม่รู้เกิดจูนคลื่นอะไรติดกันไม่รู้ตอนนั้น คุยกันถูกคอมาก ตลกมาก ถึงกับสนิทกันทางเอ็มไปเลย

มันบอกว่า เป็นเด็กเตรียม เด็กทุนคิงส์ หรือว่าทุนเล่าเรียนหลวง แล้วมันก็ติดสแตนฟอร์ดแล้ว

คือไม่ต้องสมัครมหาลัยเหมือนพวกเราแล้ว


ตอนนั้นมันคุยตลกมาก กัดกันไปกัดกันมา ส่ง wink ที่เป็นคนแก่หัวเราะเสียงน่าเกลียดๆ ไปมากันเป็นพักๆ

เพราะอดขำไม่ไหวในมุขของเราสองคน ส่งกันไปส่งกันมา แล้วก็จินตนาการว่าคงเป็นลูกคุณหนูไฮโซมากๆ

แล้วแอบได้ข่าวมาด้วยว่า เคยเป็นหลีดเตรียมมาก่อน !!!

ตอนนั้น ในชีวิตที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีเพื่อนไฮโซๆ กับเค้าเท่าไหร่

ขนาดไปอยู่โรงเรียนมหิดลมา (ซึ่งมีลูกคุณหนูเกินครึ่ง) ยังไปคว้าชาวบ้านๆ มาเป็นเพื่อนอีกตามเคย

เลยตื่นเต้นมาก คิดว่าต้องมาแนวแบบขาวๆ ขำๆ ตลกๆ ดูไม่มีพิษมีภัย

คราวนี้ล่ะวะ มีเพื่อนเลือกคุณหนู นิสัยดีๆซักคน ดูนิสัยแล้วคงคิดว่าไปสนิทกันต่อในภายภาคหน้าแน่

(มันก็คงหวังไว้สูง เหมือนๆกันมั๊ง ...ก๊ากๆ)





แล้ววันนั้นก็มาถึง

เป็นวันที่ รุ่นพี่นักเรียนทุน เค้าจะนัดน้องๆมาเจอกัน เพื่อแนะแนวทาง ถ่ายทอดประสบการณ์

มรดกหนังสือเรียน ต่อๆกันไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

แล้วเป็นวันที่ทำให้ทุกคนในรุ่นหนึ่งๆ ได้รู้จักกันด้วย

ก็มองไปมองมา เอ้... อยู่ไหนนะ หน้าตาดีๆ คุณหนูๆ คุยสนุกๆ

ทันใดนั้นเอง ได้ยินเสียงเรียกว่า ... มิก


ผมหันไปมองด้านหลัง


มือไม้สั่น ใจเต้นลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ปากแทบขยับไม่ได้


เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน




วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ คงจะตาเปียกตาแฉะกันหมดแล้ว เป็นห่วงสุขภาพ
แล้วมาเจอตัวจริง เสียงจริงนิสัยจริงของมิกพรุ่งนี้ นะครับ


คำตอบ - โยคีเพลย์บอย -



Free TextEditor




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2551    
Last Update : 16 สิงหาคม 2551 3:00:23 น.
Counter : 607 Pageviews.  

ห นู ไ ม่ รู้... ชีวิตนักเรียนทุนไทยในอเมริกา ตอนที่ 1


... เมื่อสามปีที่แล้ว ก้าวแรกที่ได้เหยียบดินแดนเสรีภาพ


ภายใต้ชื่อว่า "นักเรียนทุนรัฐบาลไทย"


ผมคิดว่าหนทางข้างหน้าคงมีแต่กลีบกุหลาบโรยไว้



แต่สามปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมรู้ว่า กลีบกุหลาบที่ดูสวยงามนั้น


โรยไว้บนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพ หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา



ความสุขที่สุดอยู่ที่นี่ ความทุกข์ที่สุดก็อยู่ที่นี่


ทุกข์จนเคยคิดที่จะทิ้งความหวัง ความฝัน และทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้าน


หลายครั้งหลายครา



แต่บางที ก็ยังอดสงสัยไม่หาย ว่าผ่านเรื่องร้ายๆเหล่านั้นมาได้ยังไง ...


.......




วันนี้เป็นวันเดินทางครับ ก้าวแรกของการผจญภัยครั้งนี้ มีอะไรหลายอย่างมากมาย ทั้งแปลกตา ตื่นเต้น และบางวีรกรรมก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ ว่านักเรียนทุนอย่างเราก็ปล่อยไก่เป็นเหมือนกัน ... ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ










จากถิ่นมาตุภูมิ

วันนั้นเป็นวันที่เปี่ยมไปด้วยหลายหลากความรู้สึก

ทั้งดีใจ สับสน ตื่นเต้น กลัว อาลัย อาวรณ์ หลายๆความรู้สึกจนบรรยายไม่ถูก

คืนนั้น ดอนเมืองเกือบแตกจริงๆนะ

เพราะว่านักเรียนทุนที่จะไปอเมริกาปีนี้ รอบนี้ มีมากกว่าครึ่งร้อย

แต่ละคนก็ญาติเยอะกันทั้งนั้น เพื่อนตั้งแต่สมัยอนุบาล แล้วก็เพื่อนปัจจุบันมากันเป็นโขยง

แต่ภาพที่ยังตรึงตาในวันนั้นคือ รอยยิ้มของทุกคน

ทุกคน (ทั้งผู้มาส่ง และผู้รับ) ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสมาก

อยากให้ทั้งโลกเป็นแบบนี้จัง




ห้าทุ่มครึ่ง ก็ได้เวลาจากมาตุภูมิ ก็วิ่งเข้าไปที่ boarding zone กัน

พอเลยประตูแล้ว ช่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นวัวลืมตีนเหลือเกิน

เพราะว่าไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์คนที่อยู่ข้างหลังเลย

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นนักสู้ชีวิตมานานแล้วมั้งครับ

จึงคิดว่าเรื่องจากลาไปรับอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร

ตอนนั้นคิดแต่ว่า ชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไงน้า นึกภาพไม่ออกเลย




ชีวิตบนฟ้า

ไฟลต์นั้นเป็นไฟลต์การบินไทย ตรงดิ่งจากกรุงเทพไปสนามบิน JFK ที่นิวยอร์ก

ที่เค้าเลือกไฟลต์เดียวสายตรง ก็คงเพราะไม่อยากให้วุ่นวาย

เดี๋ยวเด็กๆพลัดหลงระว่างทาง ไปแอ๊บแบ๊วอยู่ญี่ปุ่น ล่ะก็ จะเดือดร้อนกันไปทั่ว

(note: ไฟลต์ ไทย-อเมริกา ส่วนมากจะให้เราไปหยุดที่ญี่ปุ่นก่อนเพื่อเปลี่ยนเครื่อง)


ก.พ.เค้าจองชั้น Economy ให้เด็กๆหมดเลย (ขานรับนโยบายประหยัดช่วยชาติจริงๆ)

แล้วก็มีที่จองให้พี่ๆที่มาดูแลพวกเรา อันนี้ชั้น Premium

ก่อนหน้านั้นไม่รู้ไปทำบุญอะไรมา ปรากฏว่าได้ไปนั่งชั้น Premium แทนพี่ๆเค้า

เพราะเค้าอยากดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิด เค้าเลยโดนจัดไปนั่ง Economy แทน

ส่วนร่วมผู้โชคดีด้วยที่ได้มานั่ง Premium แทนพี่ๆเค้าคือ ด้วง และ มีน (ชื่อสมมติ)

ด้วง เป็นเด็กหนุ่มจากอีสาน ที่เพื่อนๆชอบล้อว่าเป็นเด็กบ้านนอก บางคนก็หาว่าชอบทำแอ๊บแบ๊ว

แต่เจ้าตัวมักจะปฏิเสธเสียงแข็งอยู่เสมอๆว่าเป็น คนซื่อต่างหาก (เอาเป็นว่าผมเชื่อเค้า เป็นการส่วนตัว)

มีน เป็นสาวเหนือ มีการพูดช้า ยิ้มหวานการันตี คนนี้นั่งติดๆกันเลย






สวรรค์เบี่ยง

ได้นั่งติดหน้าต่างเลยครับ ตรงปีกเป๊ะ

คิดในใจ perfect มาก (สวรรค์เข้าข้างคนหน้าตาดีอีกแล้ว)

ไม่เคยมองลงไปด้านล่างจากที่สูงๆแบบนี้เลยครับ

มองไปด้านล่างเห็นพื้นเมฆเรียบเป็นแนวเดียวกันเลย ตื่นเต้นมาก

รีบถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูรูปถ่าย (ค่อยบอกทีหลังนะ ว่าเกิดอะไรขึ้น)

เส้นทางการบินคือ บินผ่านญี่ปุ่น เลียบขั้วโลกเหนือ อลาสก้า แล้วก็มาลงเจเอฟเค

นั่งไปซักพักแดดเริ่มออก ตอนนี้เริ่มสำนึกแล้วว่าความซวยมีจริง

เพราะว่าแดดมันส่องมาทางหน้าต่าง แบบยูวีเต็มเปี่ยมไม่ผ่านการกรองจากเมฆ


ส่วนอีกด้าน คือด้านคือด้านขวาของร่างกาย แอร์เย็นเฉียบจากเครื่องบิน ร้อนๆหนาวๆอยู่อย่างนี้

ปิดหน้าต่างก็ไม่ช่วยหายร้อนขึ้นมาเลย

กันแดดก็ไม่ได้ทา ใครจะรู้ล่ะว่าจะเป็นแบบนี้

(สวรรค์มักจะรังแกคนอหน้าตาดีอยู่เรื่อย)





มีคนแอบทักตอนลงจากเครื่องว่า หน้าแอบดำครึ่งนึง อีกครึ่งนึงดำมากกกกกก

เหมือนสัญลักษณ์ ลัทธิเต๋าเลย ( ... กรรม)

นั่งในสุด ออกไปไหนก็ลำบาก เกรงใจคนที่จะต้องเดินผ่าน

เดี๋ยวนี้เวลาจะไปไหน ถ้าเลือกได้จองที่ริมทางเดินทุกที เพราะไม่รู้จะมองอะไรแล้ว

มองแอร์หรือคนที่เดินตาม aisle ดีกว่า อิๆ

(note: aisle เวลาฝรั่งเค้าพูดจะไม่มีเสียง s... aisle เป็นทางเดินบนเครื่องบิน แต่จริงๆแล้วก็ใช้กับที่อื่นด้วย อย่างเช่นทางเดินของหอประชุม โรงหนัง ห้องสมุด ซุปเปอร์มาร์เกต พอเห็นภาพนะครับ)




ถึงแล้ว

และแล้วก็มาถึงครับ ...ดินแดนแห่งเสรีภาพ

รวมเวลาเดินทางประมาณสิบแปดชั่วโมง ตอนนั้นตื่นเต้นมาก

สิ่งที่ต้องทำคือ เกาะหางตามๆกันไปเพราะถ้าเกิดหลงฝูงขึ้นมา ชะตาขาดแน่

มีรถมารับจากสนามบินเจเอฟเค ไปอีกสนามบินนึง นามว่า LaGuardia เพื่อขึ้นเครื่องต่อภายในประเทศ

ในรถก็ถ่ายรูปกันยกใหญ่ตามประสาชนกลุ่มน้อยอพยพ เราก็ไม่น้อยหน้า ถ่ายไปหลายชอตต์

ในรถก็มีร้องเพลงเล่นกีตาร์กันสนุกสนานเฮฮา








มองไปข้างทางเห็นบ้านคน แปลกใจมาก ไม่ยักเหมือนกับที่ไทยเลย

บ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียวถึงสองชั้น ทำด้วยไม้ทาสีอ่อนๆ เว้นระยะห่างกัน

แต่ละหลังก็มีเอกลักษณ์ไปคนละแบบ จะเรียกว่าแข่งกันแปลกก็ว่าได้

บ้านแบบสไตล์นี้ เค้าเรียกว่าบ้านนิวอิงแลนด์

(Note: New England ใช้เรียกภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา เคยเป็นที่ที่พวกcolony หรือพวกอาณานิคมตั้งรกรากมาก่อนส่วนใหญ่มาจากประเทศอังกฤษ เลยได้รับชื่อว่า New England วัฒนธรรมและคนแถวนี้จะมีลักษณะเฉพาะตัว )



ท้องฟ้าซัมเมอร์ประเทศนี้จะฟ้ามาก ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีเมฆเลย

ป่าและทุ่งหญ้าข้างทางสวยงามมาก

บินจาก LaGuardia ไปรัฐ New Hampshire

แล้วก็มีรถมารับต่อไปยังที่ที่พวกเราต้องไป orientation หรือปฐมนิเทศน์กันสองเดือน

เป็นชื่อ โรงเรียนประจำ หรือ Boarding School ชื่อว่า Brewster Academy

นักเรียนทุนทุกรุ่นต้องไปที่นี่

เปรียบเสมือนแหล่งฟักตัวที่ให้พวกเราไปฝึกภาษา แล้วก็รู้ทักษะการเอาตัวรอดในบ้านเมืองนี้

ที่นี่ล่ะครับเป็นที่ที่แรก ที่มีทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตา








น้ำแตก

เอ้อ...มีเรื่องน่าอายเรื่องนึง ไม่เคยคิดจะบอกใคร

ตอนนั้นได้ยินแว่วๆว่า Brewster ห่างไกลความเจริญมาก

อยู่ในป่าลึก ออกไปไหนก็ลำบาก

พอดีตอนนั้นเค้าแจกอาหาร น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำส้ม ตอนลงจากเครื่อง

แบบอยากกินเท่าไหร่ก็หยิบ ก็เลยคิดว่าเอาไปตุนดีกว่า เผื่อจะอด

ก็เลยจ้วงไปเต็มกระเป๋าเลย ถ่ายรูปรอบๆสนามบินซักนิด

หวังไว้ว่าจะเอารูปส่งไปอวดเพื่อนๆที่ไทย ถ่ายเสร็จใส่กระเป๋าสะพาย

ก่อนลงจากรถกะเอามาถ่ายอีกรอบ เปิดออกมาปรากฎว่ากล้องจมน้ำส้มตาย

น้ำแตกออกมาตอนไหนก็ไม่รู้…

หมดกัน กล้องเจ้ง รูปก็เสีย เพราะรู้จักพอดีและความฉลาดของเราแท้ๆ (ที่ไม่มี)



ในที่สุดก็มาถึง Brewster ที่ได้ยินมา...สวยสมคำร่ำลือ

อย่างที่บอกนะครับ สวยงามมาก แบบเป็นธรรมชาติๆดี

วันนี้ยาวมากแล้ว ค่อยมาเล่าต่อวันหลังนะครับ






วีกรรมของด้วง

มีเรื่องนึงที่ต้องมาเผาวันนี้ให้ได้คือ วีรกรรมของเจ้าด้วงมัน

หวังว่าคงจำกันได้นะครับ คนนี้

ขอบอกว่ามันฉลาดกว่าผม(เรื่องน้ำส้มนั่น) เป็นล้านเท่า



เรื่องก็มีอยู่ว่า พอผมเอากระเป๋าเก็บเข้าดอร์ม

พวกเราก็หิวกัน ก็เลยเอามาม่ามาต้มกินกันที่ lounge หรือว่าห้องนั่งเล่น

ตอนนั้นมีผม มีด้วง มีบลู (ชื่อสมมติ) มาต้มกินกัน

ไม่มีหม้อมีไหอะไรหรอกครับ ก็ฉีกซองมาม่า เติมน้ำ เข้าไมโครเวฟ

พอกด start เท่านั้นแหละ ด้วงถึงขนาดกระโดดหนี ไปแอบอยู่หลังโซฟา

ผมกับ บลูก็ถามมันว่า เป็นบ้าอะไร หยิ่งกะเล่นซ่อนแอบ

มันก็โผล่หัวมาแล้วก็บอกว่า

“ไมโครเวฟจะมีรังสีที่สามารถทะลุทะลวงเสื้อผ้าทำให้เป็นหมันได้ ถ้าอยู่ไกล้มันในระยะสองเมตรก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูง ”

พวกเรามองหน้ากัน แล้วก็กลืนน้ำลายในความเว่อร์ของมัน

“จริงๆนะ คนเราชอบบริโภคเทคโนโลยีทั้งๆที่ไม่รู้จักการใช้ และอันตรายของมัน”

“จ้า...พ่อคนเก่ง” บลูเก็บน้ำเสียงหมั่นไส้ไม่ไหว


ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ดดดดดด

“สุกแล้ว กินกันเหอะ” ผมตัดบท

“เดี๋ยวๆอย่าเพิ่งๆ ทิ้งให้รังสีสลายตัวซักครึ่งนาทีก่อน” ด้วงปรามไว้

“โอ้ย ยอมให้อสุจิตายซักตัว ดีกว่ามาม่าจะอืดซะก่อน” ผมก็เลยลุกไปหยิบ

แล้วเราก็แย่งกันกิน ไม่ถึงนาที...หมดเกลี้ยงตามความคาดหมาย

แล้วด้วงก็ลุกขึ้น แล้วก็เดินไปที่ไมโครเวฟ

หยิบแผ่น dryer sheet ในกล่องที่วางข้างๆไมโครเวฟมาเช็ดปาก...สามสี่ที

(dryer sheet คือแผ่นที่เอาไว้ใส่ในเครื่องอบผ้าให้แห้ง เผื่อความหอมของผ้า)



ผมกับบลูก็มองหน้ากันแบบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เส้นมาม่าเกือบออกจมูกยังไงยังงั้น

แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอก เพราะแสนจะหมั่นไส้มันเหลือเกิน

คิดในใจ ... จ้า..พวกใช้เทคโนโลยีเป็น

มันยังบอกอีกนะ ว่า “กระดาษทิชชู่ที่นี่ หอมดีเนอะ”

....







บทเรียนเล็กๆ

ใครมีเรื่องยิ้มได้แบบนี้ เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ


นี่แหละครับ บทเรียนเล็กๆบทแรกของผมจากที่นี่

มาอยู่แปลกถิ่นแปลกทาง สิ่งที่ต้องทำให้อยู่ในจิตใต้สำนึกคือ การรู้จักสังเกต และการใช้ไหวพริบ

และการเดา การเช็คสิ่งต่างๆรอบตัวเรา

บางครั้งก็มั่วถูกบ้าง ผิดบ้าง ปนๆกันไป

แต่ทุกครั้งก็ได้เรียนรู้ครับ





ครั้งหน้าจะมาเล่าถึงการเรียนรู้ครั้งใหญ่

เกี่ยวกับรูมเมตตัวแสบ

ถือว่าเป็นมรสุมแรก ของการผจญภัยครั้งนี้

ที่ทำให้ถึงขนาดอยากจะกลับบ้าน กลับไทยเป็นครั้งแรก

พร้อมกับการอธิบายถึงระบบการศึกษา ระบบหอพักของบ้านเมืองนี้

เจอกันนะครับ






เพราะมีเธอ(ในโลกใบนี้) - รักเดียวของเจนจิรา




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2551    
Last Update : 13 สิงหาคม 2551 1:36:10 น.
Counter : 1519 Pageviews.  

เปิดฉาก...ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา




... เมื่อสามปีที่แล้ว ก้าวแรกที่ได้เหยียบดินแดนเสรีภาพ


ภายใต้ชื่อว่า "นักเรียนทุนรัฐบาลไทย"


ผมคิดว่าหนทางข้างหน้าคงมีแต่กลีบกุหลาบโรยไว้



แต่สามปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมรู้ว่า กลีบกุหลาบที่ดูสวยงามนั้น


โรยไว้บนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพ หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา



ความสุขที่สุดอยู่ที่นี่ ความทุกข์ที่สุดก็อยู่ที่นี่


ทุกข์จนเคยคิดที่จะทิ้งความหวัง ความฝัน และทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้าน


หลายครั้งหลายครา




แต่บางที ก็ยังอดสงสัยไม่หาย ว่าผ่านเรื่องร้ายๆเหล่านั้นมาได้ยังไง ...



.......





เกิดอะไรขึ้น
สามปีแล้วครับ ที่ไม่ได้เขียนอะไรเป็นภาษาไทยจริงๆจังๆ
วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี เคาะแป้นเป็นครั้งแรกซะที
ทั้งๆที่ทางบ้าน คอยดันให้เขียนอะไรเก็บไว้บ้าง (กะไว้แอบอ่านชัวร์...รู้ทัน)
พี่สาวก็เป็นนักเขียนไดอารี่ออนไลน์
เล่าบรรยายชีวิตการเป็นหมอ

เคยแอบเข้าไปด้อมๆมองๆ
ก็เห็นคนมาให้กำลังใจเยอะดี
แต่พ่อกับแม่เข้าไปอ่าน วันละสามครั้งหลังอาหาร
(อันนี้ไม่ได้เว่อร์ ของจริง... เลยไม่อยากเขียนเรื่องตัวเอง ฮาๆ)
เอาเป็นว่า บล็อกนี้ขอมอบให้ของขวัญวันแม่แล้วกันนะครับ
จะได้มาอ่านวันละสามครั้งก่อนอาหารสามสิบนาที (ยาแก้อักเสบหรือปล่าวเนี่ย)





เขียนทำไม
เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับความทรงจำของมนุษย์เรา
เค้าบอกว่าถ้าไม่อยากให้เป็นโรคความจำเสื่อมตอนแก่
ให้หมั่นนึกถึงเรื่องราวของตัวเองในอดีตเข้าไว้ ประวัติตอนยิ่งเด็กได้ยิ่งดี
วันก่อนว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็แอบไขกุญแจ เข้าไปอ่านสเปซตัวเอง ที่เขียนไว้หลายปีที่แล้ว
ภาพต่างๆถ้อยคำต่างๆ ไหลพรูมาหยิ่งกะน้ำป่าไหลหลากยังไงยังงั้น

ก็เลยมาคิดว่า จริงๆเขียนเก็บไว้ก็ดีนะ จะได้จำได้ว่าตอนนั้นเรารู้สึกยังไงบ้าง
เรียนรู้อะไรมาบ้าง โตขึ้นบ้างรึปล่าว
(อันนี้ความคิดนะ.. ไม่ใช่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง...อันนั้นน่ะ โตมานานแล้ว)
และบางทีพอถึงวัยทอง อาจจะได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้ลูกหลานฟังก็ได้



ชีวิตรันทด
ตอนแรกคิดว่าจะเขียนเก็บไว้คนเดียวแล้ว
แบบเขียนเอง อ่านเอง ขำเอง ร้องไห้เอง อะไรประมาณนั้น

(แต่ไม่อยากโดนหาว่า บ้า...คนเรามักไม่ยอมรับความจริงของตัวเอง)
ตอนต้นซัมเมอร์นี้ไม่มีอะไรทำ เลยลองดู Youtube สุ่มๆดู
ไปเจอรายการที่พี่แอร์กี่ เจ้าของบทประพันธ์งานเขียน
ที่ถูกไปดัดแปลงเป็น ละครสงครามนางฟ้า

เค้ามาสัมภาษณ์รายการจับเข่าคุยกัน กับกลุ่มคนผู้เสียหาย ... แรงมาก
แต่ไม่ตกใจครับ เพราะชีวิตจริงก็เคยเจออะไรแรงๆ มาเหมือนกัน
บางทีก็ยังแอบแปลกใจเลย ว่ารอดมาได้ยังไง
(รายละเอียด เก็บไว้ทีหลัง ไม่อยากชักใบให้เรือเสีย)

ก็เลยลองเสิร์ชหาดู ใช้คีย์เวิร์ด ว่า "แอร์กี่"
ขึ้นมาเลยครับที่ต้องการ
"ชีวิตรันทด … เรื่องจริงผ่านคอม" โด่งดังมากในเว็บพันทิพย์
ภาษาที่เค้าเขียน ไม่เหมือนกับนักเขียนที่เคยอ่านมาเลย
เหมือนเพื่อนเม้าท์กันมากกว่า
แต่อ่านไปอ่านมา วิธีการเขียนแบบนี้ดูมีพลังดีจัง
เหมือนฟังเพื่อนเล่า อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่เกร็ง และก็อยากรู้ต่อด้วย

ชอบตั้งแต่บทแรกเลยครับ ไม่ได้ชอบที่เค้าตบตีกันนะ อย่าตุ๊ต๊ะไป
แต่เค้าเล่าชีวิตเค้าไปด้วย เล่าเรื่องอาชีพบนฟ้าไปด้วย น่าสนใจดีครับ
สามสี่ปีนี้ที่มาเรียนที่อเมริกา เราก็ใช้บริการบนฟ้าบ่อย
แต่ไม่เคยยักกะรู้กลไกภายใน อะไรทำนองนั้น
แต่ก็พอนึกภาพออกครับ

ขนาดเราคุ้นเคยระดับหนึ่ง ยังตื่นเต้นตามได้ขนาดนี้
แล้วสำหรับคนที่ไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน คงจะหัวใจพองโตน่าดู
ทั้งที่คนที่เป็นแอร์เป็นกับตัน อาจจะคิดว่า
เป็นเรื่องซ้ำซาก ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลยก็เป็นได้





ช่วยพูดหน่อย
เลยฉุกคิดขึ้นมาครับ
ว่าเรามาอยู่ที่นี่ ไกลบ้านมาขนาดนี้ ถึงสามปี ตอนนี้ก็ชินเกือบหมดทุกอย่างแล้ว
ชินกับสี่ฤดู ที่ร้อนจะละลาย และก็หนาวได้จับใจ
และชินกับอีกเยอะแยะต่างๆมากมาย
จนกลายเป็นรู้สึกว่า ชีวิตเราก็ธรรมดา น่าเบื่อไปวันๆ
เลยลืมนึกไปเลยว่า คนอีกซีกโลกนึงที่ไม่เคยได้มีโอกาสมาสัมผัสอะไรแบบนี้
คงแอบอย่างรู้เรื่องราวซ้ำๆ (ซึ่งบางทีก็แอบช้ำๆ ) ของคนที่นี่เหมือนกัน

ขอนอกเรื่องนิด ... ใครรักใคร ก็รีบๆบอกรักไปเสียนะครับ
เราอาจคิดว่าคำๆเดียว ไม่สำคัญไรมากมั้ง
แต่ไม่แน่นะ ใครบางคนอาจแอบลุ้นตัวโก่งตัวงออยู่ก็ได้
บางคนเถียง ... ไม่เชื่อ
อย่างน้อยก็ลองถามคนที่บ้านดูสิครับ ว่าท่านอยากได้ยินเราพูดบ้างหรือปล่าว
ใครที่เป็นคนขี้อาย เก็บเอาไว้ ไม่กล้าบอกเธอ
เค้าจัดวันนึงไว้ให้โดยเฉพาะเลยครับ...วันแม่ไง
เสียดายจังปีนี้ ที่ไม่ได้มีโอกาสไปกราบตักแม่ ตื่นมาทำบุญตักบาตรด้วยกัน
ใครมีโอกาสดีๆอยู่แล้ว ก็รีบๆคว้าไว้นะครับ
คนทางนี้อิจฉาตาร้อนจะแย่อยู่แล้ว



ความฝันเมื่อเยาว์วัย
เคยถูกเชิญ (หรือ เสนอตัวก็ไม่รู้ จำไม่ได้) จากโรงเรียนสมัย ม.ต้น
ไปบรรยายให้เด็กๆฟัง ตอนซัมเมอร์ที่แล้ว
เราก็จิ๊กรูปจาก facebook (คล้ายๆ Hi5 ของไทยครับ แต่เมกาเค้านิยม facebook กัน)
ไปลง ลง ลง Power Point
น้องๆนั่งดูตาแป๋ว ตาโปนเลย แบบว่าตื่นเต้นมาก
แล้วแอบได้ Feedback กลับมาจากทางโรงเรียนว่า เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆพวกนั้นมาก
(ที่จะขายบริการให้ฝรั่ง... เฮ้ย ไม่ใช่........... ที่จะสอบชิงทุนมาเรียนเมืองนอก)

ตอนนี้มาอยู่จนลืมไปแล้วว่า ตอนเรายังเป็นเด็กบ้านนอก
ที่ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ

จะแอบฝันถึงการมาเรียนเมืองนอกรึปล่าวน้า
เห็นมั้ย... โทษของการไม่เขียนอะไรเก็บไว้



สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เพื่อนๆพี่ๆที่ไทยรวมสิบกว่าชีวิต มาถามเรื่องการเรียนต่อที่อเมริกา
นึกถึงตัวเองตอนที่กำลังจะมาเลยครับ ตื่นเต้นใหญ่ และก็หวังไว้ซะหรู
อ่านไปเรื่อยๆ ก็จะรู้เองล่ะครับ
ว่าบ้านเมืองนี้ เค้าก็ไม่ได้มีแต่กลีบกุหลาบ โรยไว้อย่างเดียว
ใครชอบบล็อกนี้ ส่งต่อความหวังดีให้คนรอบข้างได้นะครับ ไม่เก็บค่าเข้าชม





รูปแบบการเขียน
เนื่องจาก นักเขียนโลภมาก
อยากให้บล็อกนี้เป็นทุกอย่าง ศูนย์รวมความบันเทิง นินทาชาวบ้าน
แนะแนวบรรยายชีวิตเมืองนอก นักเรียนทุน มุมมองชีวิต การเรียนรู้จากโลกไกลบ้าน
แต่ละตอนเลยอัดแน่น คือแบ่งสั้นได้สุดแค่นี้แล้ว
ถ้าตัดกลางคัน คงกลับมาด้วยโมเมนตั้มที่ไม่เหมือนเดิม

จากการลง Creative Writing มาสองสามตัว
และจากการสังเกตด้วยตัวเอง ทำให้รู้ว่า
งานเขียนที่ยาวเกิน มักทำให้คนอ่านถอดใจ
เพราะสมาธิคนเรามีอย่างจำกัด สายตาก็เพ่งได้เวลาจำกัด

ทางเราเลยเอื้ออาทรสุดๆ ช่วยคุณเต็มที่
แบ่งเป็นประโยคสั้นๆแต่ละบรรทัด ทำให้กวาดสายตาได้สะดวก
เอารูปมาคั่น ทำให้ดูตื่นเต้น มีชีวิตชีวา พักสายตา
และก็มีชื่อตอนย่อยให้ด้วย เผื่อใครพักไปดื่มน้ำ
กลับมาได้ไม่หลงทาง
จะกลับมาอ่านวันพรุ่งนี้ก็ได้ครับ แต่ขอให้กลับมาละกันนะ



ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
ขนาดเกริ่นนำนะเนี่ย ยาวซะขนาดนี้
เก็บกดมาจากไหนกันนักหนานะเรา
คราวหน้าจะเอาอะไรที่มีสาระ น่ารู้มาฝากซักทีครับ
เอาเป็นว่า อาจจะเป็นเรื่องที่เรามาเหยียบที่นี่ครั้งแรก เมื่อสามปีก่อน
มันส์หยดแน่ น้ำตาก็อาจจะหยดด้วย
เดินทางๆไปพร้อมๆกันนะครับ

ตอนนี้ยังไม่รู้หรอกครับว่า คิดถูกหรือปล่าวที่มาโพสต์
หรือเก็บไว้คนเดียวดี กลัวจะกลายเป็นว่าพูดเอง เออเอง อยู่คนเดียว
ใครสนใจที่จะอ่านตอนต่อไป ช่วยลงชื่อไว้หน่อยนะครับ
คนทางนี้จะได้รู้ว่ามีคนแอบอยากฟังอยู่เหมือนกัน

คอยเป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ให้คนที่อยู่บนโลกไกลบ้าน ได้มีแรงเดินต่อไป







 

Create Date : 11 สิงหาคม 2551    
Last Update : 16 สิงหาคม 2551 3:00:53 น.
Counter : 1396 Pageviews.  

1  2  3  

ลูกคิดไกลบ้าน
Location :
กรุงเทพฯ United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย กำลังเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมอยู่มหาลัยแห่งหนึ่งที่อเมริกาครับ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add ลูกคิดไกลบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.