ย่าติง แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ตอนที่ 25

ทันทีที่พวกเราเดินออกมาด้านหน้าก็เจอกับ หยิงปา นั่งหน้าเครียดรออยู่ก่อนแล้ว หยิงปา รีบเดินมาบอกพวกเราว่าคนอื่นๆ มากันครบแล้วขาดก็แต่พวกเรา 3 คนนี่เท่านั้น และถ้าออกมาช้ากว่านี้อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง เขาอาจจะไม่รอก็ได้ ทำให้พวกเราต้องทั้งขอโทษ และขอบคุณทุกคนกันยกใหญ่เลยทีเดียว ตอนนั่งรถกลับเต้าเฉิงนั้นทุกคนนั่งเงียบตลอดทางเลย มีบ้างที่หันมาคุยกัน แต่น้อยกว่าตอนขามามาก เพราะว่าทุกคนน่าจะโดนโรคแพ้ความสูงเล่นงานกันถ้วนหน้ามากบ้างน้อยบ้าง



หยิงปามาจอดรถตรงที่เดิมกับตอนขามาเมื่อวานนี้ (ตรงที่หยิงปาทำพิธีนั่นแหละ) ให้พวกเราถ่ายรูปกันอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ท้องฟ้าเปิดมองเห็นยอดเขาถึง 2 ยอดด้วยกัน ทั้ง เซียนหน่ายรื่อ (仙乃日, xiannairi) ที่อยู่ด้านหน้าและเซี่ยนั่วตัวจี๋ (夏诺多吉, xienuoduoji) ถัดไปด้านใน ส่วนอีกยอดเขา ยางหม้ายหย่ง ( 央迈勇 , yangmaiyong) นั้นอยู่ด้านหลังภูเขา เซียนหน่ายรื่อ ทำให้มองไม่เห็น รถคันเล็กของหยิงปาหอบหิ้วพวกเราที่สะบักสะบอมมาถึงเมืองเตาเฉิง ตอนประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ ก่อนจะเข้าเมืองเราบอกให้ หยิงปา ช่วยแวะไปสถานีขนส่งหน่อย (อยู่ก่อนถึงที่พัก) เพื่อจะจองตั๋วกลับคังติ้งเที่ยวแรกของเช้าวันพรุ่งนี้พรุ่งนี้จะได้มั่นใจว่ามีตั๋วรถแน่นอน ซึ่งหยิงปาก็ดีเหลือเกินพาพวกเราไปเคาะประตูห้องขายตั๋วให้ทั้งๆ ที่พวกเขาปิดทำการไปแล้วพร้อมทั้งบอกจุดหมายปลายทางให้เสร็จสรรพ แต่ความหวังดีของหยิงปาเกือบนำความซวยมาให้พวกเราซะแล้ว แต่ยังโชคดีเพราะว่าทันทีที่ได้ตั๋วมาเราเอามาอ่าน (ด้วยความเคยชิน) จึงจะได้รู้ว่า หยิงปา บอกปลายทางพวกเราผิดโดยไปบอกกับคนขายตั๋วว่าพวกเราจะไป จงเตี้ยน (中甸 , zhongdian) หรือที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นแชงกรีล่า (香格里拉 , xianggelila) ในมณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่คนละทิศคนละทางกับเมืองคังติ้ง (康定, kangding) ที่พวกเราจะไป หลังจากได้ตั๋วที่ถูกต้องแล้วจึงขึ้นรถกลับที่พักกัน

พวกเรา 4 คน (พวกเรา 3 คนกับเฮียเซินเจิ้นอีก 1 คน) ได้นอนที่ห้องเดิม เอากระเป๋าเข้า แล้วเดินไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กลับมา เดินออกมาล้างหน้าล้างตากัน นั่งเล่นพูดคุยกับ หยิงปา สักพักก็ออกมาตลาดกันเพื่อหาซื้อบะหมี่ถ้วยเก็บไว้กินตอนเช้าก่อนออกไปขึ้นรถกลับคังติ้ง โดย หยิงปา อาสาขับรถพาพวกเรามา โดยขากลับจากซื้อบะหมี่ถ้วย หยิงปา หยิบแบ็งค์ 20 บาทไทยออกมาให้พวกเราดูแล้วถามว่าถ้าเทียบเป็นเงินหยวนจะเท่ากับกี่บาท แล้วบอกพวกเราว่าเขามีเงินต่างประเทศที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายให้ไว้เป็นที่ระลึกมากมายหลายประเทศ เพื่อนเราเลยหยิบแบ็งค์ 10 กับ 100 บาทรุ่นเก่าส่งให้เพื่อเป็นที่ระลึก แล้วถาม หยิงปา ว่าถ้าจะส่งโปสการ์ดกลับประเทศไทยต้องติดแสตมป์กี่บาทและส่งที่ไหน แต่ หยิงปา ดันบอกว่าเดี๋ยวเขาจัดการให้รวมทั้งเรื่องติดแสตมป์ด้วย แล้วยังคุยกันเรื่อง สุนัขฑิเบต หรือที่เรียกว่า จ้างเอ๋า (臧敖, zangao) กับไก่ฑิเบต หรือ จ้างหม่าจี (藏马鸡 , zangmaji) ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าสัตว์ทั้ง 2 ชนิดนี้ที่บ้านเขามี แต่ว่าพวกเราไม่มีเวลาไปชมให้เป็นบุญตา เพราะหาดูที่อื่นยากมากๆ





หลังจากกลับถึงที่พักเราเดินเลยไปขอน้ำร้อนจากในครัวมา 1 กระติก แล้วก็นั่งเขียนโปสการ์ดกันแล้วไปฝากไว้ที่พนักงานดูแลที่นี่เพื่อส่งต่อให้กับ หยิงปา อีกที โดยแนบเงินค่าแสตมป์ให้ไปด้วย เสร็จเรื่องแล้วก็เข้านอนทันทีโดยไม่ลืมดึงปลั๊กที่นอนไฟฟ้าออกด้วย คืนนี้หลับง่ายมากๆ เหมือนใครมาปิดสวิทช์เลย




 

Create Date : 14 มกราคม 2551   
Last Update : 14 มกราคม 2551 8:51:04 น.   
Counter : 1280 Pageviews.  

ย่าติง แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ตอนที่ 24



เรากับเพื่อนเดินกลับมาถึงที่พักก็ประมาณบ่ายกว่าๆ แล้ว พร้อมกับอาการปวดหัวทั้ง 2 คนเลย บริเวณด้านหน้าที่พักมีม้า ลา ยืนอยู่เต็มไปหมดเลยคงจะมารอนักท่องเที่ยวเรียกใช้ เรากับเพื่อนเลยเดินเข้าไปสอบถามราคาดู ซึ่งก็เป็นราคาที่สูงเอาการคือคนละ 85 หยวน ซึ่งพวกเรา 3 คนคุยกันไว้ก่อนแล้วว่าจะนั่งม้าออกไปกันเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง (แต่จริงๆ แล้วเดินไม่ไหว) โดยต่อรองกับคนจูงม้าว่าให้หยุดรอพวกเราวัดชงกู่ ประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะด้านหลังวัดมีทะเลสาปอีก 1 แห่งที่พวกเราอยากไปดูกัน ซึ่งพวกเขาก็ตกลง เรากับเพื่อนเลยเดินเข้าไปในเต็นท์หาพี่เขา (คิดว่ายังนอนอยู่) ปรากฎว่าไม่เจอสุดท้ายเจอนั่งผิงไฟคุยอยู่กับเฮียเซินเจิ้นอยู่ในร้านอาหารแล้วเลยชวนกันกินข้าวกลางวัน แต่เฮียเซินเจิ้นบอกกินไม่ลงปวดหัวมากคลื่นไส้ด้วย ซึ่งพี่เขาก็ยังคงเหมือนเดิมคือได้น้ำพริกจากเมืองไทยช่วยให้กินข้าวได้เยอะขึ้น ระหว่างที่กินข้าวคนจูงม้าที่พวกเราตกลงราคาไว้ก็มานั่งกดดันอยู่ข้างๆ

พวกเรากินข้าวเสร็จท่ามกลางสายตา 3 คู่ที่นั่งมองพวกเรากินข้าวอยู่ เราเลยส่งน้ำพริกเผาให้คนละแพ็คเป้นการขอบคุณที่นั่งให้กำลังใจพวกเรากินข้าวกัน เข้าเต็นท์ไปแบกเป้ออกมา มองไม่เห็นพวกคนจีนที่มากับพวกเราคาดว่าคงนั่งม้าล่วงหน้าออกไปกันแล้ว ทันทีที่พวกเราพร้อมเดินทาง 3 คนนั้นก็พาพวกเราไปขึ้นม้าแล้วจูงออกเดินทันทีเลย พวกเขายังแบกกระเป๋าของนักท่องเที่ยวให้อีกด้วย



คนที่คอยบริการจูงม้าให้นักท่องเที่ยวนั่งจะใส่เสื้อเหมือนกันหมดเลย และแต่ละคนยังมีหมายเลขกำกับอีกด้วย ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่จะพูดภาษาจีนกลางไม่ค่อยได้ อย่างที่พาพวกเรานั่งม้าออกมามีแค่คนเดียวเท่านั้น (จากทั้งหมด 3 คน) ที่พูดจีนกลางได้ ทำให้ต้องคอยตอบคำถามพวกเรามากกว่าคนอื่นแต่ก็ท่าทางอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดอะไร นอกจากนั้นพ่อหนุ่มคนนี้แกมีมุกยิงได้ตลอดเรียกเสียงหัวเราะจากพวกเราได้ตลอดทาง ตอนที่นั่งม้าออกมาไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เพราะว่าโยกไปโยกมาตลอดทาง กลัวกล้องหล่น (ไม่ได้กลัวตัวเองหล่นเลย)

ระหว่างที่นั่งม้าออกมาก็ลองถามพ่อหนุ่มคนนี้ว่าเวลาที่พวกเขาออกไปหา ตงฉงเฉ่า นั้นมีข้อสังเกตอะไรจึงรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการหานั้นอยู่ตรงไหน แต่ว่าพ่อหนุ่มมุกเยอะไม่ยอมตอบ ต้องคะยั้นคะยอตั้งนานแล้วยังต้องคอยย้ำว่าไม่มาแย่งหาหรอก จึงจะค่อยๆ บอกออกมาว่าต้องมองหาส่วนปลายของมัน (สีดำๆ) ที่จะโผล่พ้นดินขึ้นมาประมาณ 2 – 5 เซนติเมตร ดังนั้นพวกเราจึงเห็นคนที่ไปหาต้องคลานสี่ขากันทุกคน



พวกเรานั่งม้ากันออกมาประมาณ 30 นาที (เมื่อยก้นสุดๆ) ก็ถึงวัดชงกู่แล้ว ตรงจุดนี้เหมือนกับเป็นจุดพักม้าเลย เพราะมีม้ายืนอยู่หลายตัว บางตัวก็กำลังและเล็มหญ้าข้างทางอยู่ ส่วนคนจูงม้าบ้างก็นั่งบ้างก็นอนอยู่ในละแวกใกล้เคียง และตามที่ตกลงกับพวกเขาไว้ว่าให้รอพวกเราที่นี่สักประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะว่าพวกเราจะเดินไปทะเลสาปไข่มุก หรือ เจินตูห่ายกัน (珍珠海, zhenzhuhai) ตอนแรกพวกเราอยากจ้างให้พวกเขานำทางไป แต่พวกเขาไม่ยอมไปบอกว่าต้องเฝ้าม้า เลยบอกทางและให้พวกเราลองเดินไปดูเอาเอง พวกเราเลยจำต้องเดินไปเองพอเดินเลยหลังวัดชงกู่ไปสักพักก็เกิดอาการลังเลแล้ว เพราะที่คนจูงม้าบอกว่าทะเลสาปอยู่หลังวัดไม่ไกลนัก แต่ที่เห็นตรงหน้ามองยังไงก็ไม่เห็นอะไรที่ดูคล้ายกับทะเลสาปเลย แล้วต้องเดินไปทางไหนต่อก็ไม่รู้ เพราะเป็นทางขึ้นเขาตลอด มองซ้ายมองขวาก็ไม่รู้จะถามใครช่วงที่กำลังอับจนสิ้นหนทางนั้นเอง เจอแต่เด็กผู้ชายอายุประมาณไม่เกิน 14 ปีเดินเล่นอยู่แถวนั้นพอดี เราเลยลองถามทางไปทะเลสาป ปรากฏว่าไอ้หนูนี่แสบใช่ย่อยโดยบอกว่าจะพาไปเองแต่ขอค่านำทาง 20 หยวน และมีข้อแม้ว่าขากลับให้พวกเราเดินกลับเองนะ พวกเราได้ยินคำตอบปุ๊บก็ขำกันใหญ่เลยขำในความคิดแบบหัวการค้าแถมยังเจ้าเล่ห์ซะด้วย แต่ว่าไอ้หนูนี่กล้าขอพวกเราก็ยินดีจ่ายให้ ตอนแรกคิดว่าไม่ไกลแต่จริงๆ แล้วต้องเดินขึ้นเขาไปอีกสูงมาก ไอ้หนูเลยเอากระเป๋า (กระเป๋าใบใหญ่อยู่ที่คนจูงม้าหมดเลย) ขวดน้ำ
หรืออะไรก็ตามที่เห็นว่าเกะกะหรือว่าถ่วงน้ำหนักพวกเราไปถือให้หมดเลย ใครทำท่าเดินไม่ไหวก็จะมาคอยดึง หรือดันตูดให้ โดยเฉพาะพี่เขาชอบมากบอกว่าช่วยให้ไม่ต้องออกแรงมากนัก บริการดีจริงๆ พอพ้นเนินมาก็เห็นภูเขาหิมะเซียนหน่ายรื่อ (仙乃日, xiannairi) ภูเขาที่สูงที่สุดในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าติงในระยะประชิดเลย แต่ว่าน่าเสียดายนิดๆ ตรงที่มองไม่เห็นยอดข้างบนเพราะมีเมฆลอยปกคลุมอยู่ ข้างบนนี้อากาศหนาวมากแถมยังมีลมโชยมาให้สั่นกันเป็นครั้งคราว (โชคดีที่ยังใส่เสื้อกันหนาวอยู่)



พวกเราถือโอกาสถ่ายรูปกันก่อนที่จะเดินลงไปทะเลสาปที่อยู่ด้านล่าง แต่ไอ้หนูไกด์ไม่ยอมบอกว่าลงทะเลสาปด้านล่างก่อนแล้วค่อยขึ้นมาถ่ายรูปก็ได้ พวกเราเลยต้องเดินตามเด็กอายุไม่ถึง 14 คนนี้ลงไปยังทะเลสาปด้านล่าง หลังจากที่ส่งพวกเราเดินลงไปริมทะเลสาปกันเรียบร้อยแล้ว ไอ้หนูนั่นก็ขอรับค่าจ้างแล้วบอกลาพวกเราทันทีเลย แต่ก่อนไปยังหันมาบอกพวกเราด้วยสีหน้าจริงจังว่าอย่าเล่นน้ำในทะเลสาปนะเพราะที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา แล้วก็ทิ้งให้พวกเราถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย ในความคิดเราที่นี่สวยกว่า 2 ทะเลสาปเมื่อเช้ามากๆ เลย อาจจะเป็นเพราะมีต้นไม้มาช่วยเพิ่มสีสันก็ได้ ส่วน 2 ทะเลสาปเมื่อตอนเช้าดูแล้วแห้งแล้งมากๆ



บรรยากาศที่ริมทะเลสาปนี่เงียบมากๆ มีพวกเราแค่ 3 คนเท่านั้น พวกเราถ่ายรูปกันที่ริมทะเลสาปไม่นานนักเพราะรู้สึกเกรงใจบรรยากาศ และความเงียบมากๆ ก็เดินกลับไปตรงที่ม้ารออยู่ ขากลับนี่ง่ายมากเพราะเดินลงเขาแต่ก็ลื่นมากเช่นกันแต่ก็ยังเร็วกว่าขาขึ้นมากเลย

พวกเขาพอเห็นพวกเราเดินมาก็จูงม้าออกมารอเลย ทำให้พวกเราต้องขึ้นม้าแล้วจูงออกเดินต่อทันที ไม่ได้นั่งพักกันเลย จากหน้าวัดชงกู่ถึงปากทางที่ หลงต้งปา ก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ลงจากม้าจ่ายค่านั่งแล้วทิปให้กับทั้ง 3 คนไปอีกเพื่อตอบแทนพวกเขาที่อุตส่าห์นั่งรอพวกเรา




 

Create Date : 10 มกราคม 2551   
Last Update : 12 มกราคม 2551 14:31:48 น.   
Counter : 360 Pageviews.  

ย่าติง แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ตอนที่ 23

ทันทีที่เรากับเพื่อนเดินไปถึงจุดนัดพบตอน 10 โมงเช้า คนจีนผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าเขาได้ไกด์คนใหม่แล้วราคาถูกกว่าด้วย (60 หยวน) ให้เราไปยกเลิกไกด์สาวซะ เล่นเอาเรากับเพื่อนเราอึ้งไปเลย (ใครจะกล้าไปพูดล่ะ) แต่เรากับเพื่อนก็บอกว่าทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ไกด์สาวเขาคงไม่ยอมหรอก ซึ่งก็จริงๆ พอเธอรู้เข้าดกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย เดือดร้อนเรากับเพื่อนต้องเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนสุดท้ายคนจีนกลุ่มนั้นจึงจะยอมโดยจ่ายค่าเสียเวลาให้ไกด์คนใหม่ไป 10 หยวน เรื่องถึงจบ

หลังจากหมดปัญหาเรื่องคนนำทางและเพื่อนร่วมทางมากันครบแล้ว ไกด์สาวก็สำรวจเสื้อผ้าทีละคนๆ เลย แล้วบอกให้เรากลับไปเปลี่ยนเสื้อตัวนอกมาใหม่เพราะว่าที่เราใส่อยู่นั้นมันบางเกินไป แล้วยังบอกอีกว่าที่ที่พวกเราจะไปนั้นอยู่สูงกว่าที่นี่ประมาณ 200 – 300 เมตร (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 4,500 เมตร) ลมแรงมาก เธอพูดจบปุ๊บเรารีบหันหลังค่อยๆ เดินกลับไปที่เต็นท์เปลี่ยนเสื้อทันทีเลย ไม่อยากทำให้คนอื่นเสียเวลาเพราะเราคนเดียว



บริเวณจุดนัดพบของพวกเรา เป็นทุ่งหญ้าโล่งๆ มีลำธารเล็กๆ ไหลลัดเลาะคดเคี้ยวผ่านกลางทุ่งหญ้า เสียแต่ว่าท้องฟ้าวันนี้ปิดสนิทมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลยไม่อย่างนั้นบรรยากาดีสุดๆ ไก๊ด์สาวนำพวกเราเดินข้ามลำธาร

เล็กๆ ไปฝั่งตรงข้าม เส้นทางที่พวกเราเดินอยู่นี่นั้นเป็นช่องเขาลมแรงมาก บางช่วงถึงกับสั่นเลย (นึกขอบคุณไกด์สาวที่ไล่เราให้ไปเปลี่ยนเสื้อ) พวกเรา 6 คนเดินตามไกด์สาวไปเรื่อยๆ เราลองเลียบๆ เคียงๆ ถามเธอว่าต้องเดินกันประมาณกี่ชั่วโมงถึงจะได้เห็นทะเลสาป เธอบอกว่าเรากับเพื่อน 2 คน และคนจีนอีก 1 คน ไป – กลับประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ที่เหลือน่าจะ 4 ชั่วโมง พอได้ยินตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมใช้เวลานานจัง เดินไปเรื่อยๆ ถึงได้รู้เพราะทางเดินชันมาก บางช่วงเกินกว่า 40 องศา ยิ่งเดินยิ่งสูง ยิ่งเหนื่อยง่าย เพราะที่พวกเราจะไปทั้ง 2 ทะเลสาปอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 กว่าเมตรขึ้นไป เดินไปได้ไม่นานก็เหนื่อยหอบแล้ว แต่เหลือบมองไกด์สาวเราอาการยังปกติมากๆ





ช่วงแรกๆ เส้นทางที่เดินยังไม่ชันมากนัก มีบ้างบางช่วงที่ต้องออกแรงปีนกันเลยทีเดียว เป็นทางเดินขึ้นเขาตลอดเส้นทางเลย รอบข้างยังพอเห็นสีเขียวๆ อยู่บ้าง ลองมองย้อนกลับไปทางที่พักเห็นแต่ทุ่งหญ้าสีเขียว ไกด์สาวหันมาบอกพวกเราว่าจะพาเดินไปทะเลสาปนมวัว (牛奶海, niunaihai) ก่อน แต่พวกเราเหมือนไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไหร่เพียงแต่รู้สึกว่ารูจมูกที่มีติดตัวมา 2 รูท่าทางจะน้อยเกินไปซะแล้ว เพราะไม่ว่าจะสูดออกซิเจนเข้าไปเท่าไหร่รู้สึกว่ามันไม่เพียงพอซะที ต้องหยุดพักกันเรื่อยๆ เรากับเพื่อนยังถือว่าอาการยังไม่หนักยังเดินตามก้นไกด์สาวได้กระชั้นชิดอยู่ แต่คนที่เหลือนี่สิพักตลอดทาง เดินไปได้สักประมาณ 10 นาทีไกด์สาวต้องให้พวกเราหยุดรอ และถ้าตรงไหนที่เป็นเนินเขาสูงๆ จะมีธงมนตราปักอยู่เต็มเลย





ระหว่างทางเจอคนท้องถิ่นเป็นคุณยายแก่ๆ คนหนึ่งใส่รองเท้าผ้าใบสีแดง แบกกระบุงเดินขึ้นมาจากข้างทาง ทักทายกับไกด์สาวเราเป็นภาษาท้องถิ่น แล้วก็หันมาส่งยิ้มฟันหลอให้พวกเรา คุณยายแกคงคิดในใจมาเที่ยวทำไมที่นี่นะไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย แล้วแกก็เดินทิ้งพวกเราไปแบบไม่เห็นฝุ่น พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินยิ่งช้าลง ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างจะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่มีต้นไม้ใบหญ้าปกคลุม จะเปลี่ยนเป็นภูเขาหินโล้นๆ ไม่มีต้นไม้ หรือต้นหญ้าเลย เนื่องจากเป็นภูเขาหิน หินล้วนๆ มีดินปกคลุมอยู่ด้านบนนิดหน่อยเท่านั้นและในฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมหมดเลย ทำให้รู้สึกแห้งแล้งไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ แต่ที่แห้งแล้งแบบนี้ยังมีน้ำตกสวยงามให้พวกเราได้ชื่นชมอีก มองไปที่น้ำตกเห็นคุณยายคนที่เดินแซงไปกำลังล้างเท้าอยู่ (ในที่สุดเราก็เดินแซงแกจนได้)



เรากับเพื่อนไต่เนินที่สูงมากๆลูกหนึ่งขึ้นไปหาไกด์สาวที่นั่งรออยู่ พอเรากับเพื่อนขึ้นไปนั่งหอบใกล้ๆ ไกด์สาวก็บอกว่าที่เห็นข้างหน้านั่นก็คือ ทะเลสาปนมวัว แต่เรารู้สึกว่าไม่ค่อยเหมือนกับที่เคยเห็นจากอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่ หรืออาจจะเป็นเพราะรูปส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นในฤดูหนาว เรากับเพื่อนเลยช่วงชิงเวลาระหว่างที่นั่งรอเพื่อนร่วมทางที่เหลือซึ่งยังอยู่ข้างล่างโน่นอยู่เลยพักหอบ



เมื่อทุกคนขึ้นมาถึงและหายเหนื่อยกันแล้วไกด์สาวก็นำพวกเราเดินลงเนินไปยังทะเลสาปข้างล่าง เดินลงยังพอไหวไม่กลัวอยู่แล้ว (ลืมนึกถึงตอนเดินขึ้น) แต่ต้องระวังเพราะทางลงเป็นหินมีดินคลุมผิวอยู่บางๆ เท่านั้นถ้ากลิ้งลงไปนี่คงจบชีวิตแน่ๆ เพราะสูงมาก น้ำที่เห็นในทะเลสาปนั่นเกิดจากการละลายของหิมะ ถ่ายรูปกันหนำใจแล้ว ไกด์สาวเราพาเดินตัดขึ้นเนินที่พวกเราเดินลงมา ซึ่งต้องแหงนจนคอตั้งบ่าเลยทีเดียวจึงจะมองเห็นยอด แค่มองก็หอบแล้วแต่ไหนๆ ก็ไหนๆแล้วก้มหน้าก้มตาเดินตามไกด์สาวไป ไกด์เราอึดมากไม่หอบไม่เหนื่อย อาจจะเป็นเพราะเขาเกิดที่นี่ทำให้ร่างกายชินกับสภาพอย่างนี้แล้ว (เรากับเพื่อนยังว่าจะชวนเธอมาเดินแข่งกันที่กรุงเทพตอนเที่ยงๆ อยู่เลย จะได้รู้ว่าพวกเรารู้สึกยังไงตอนเดินตามเธอตลอดทางนี่) พ้นเนินแรกมายังมาเจออีกเนินอีก ซึ่งลักษณะก็ไม่ได้ด้อยกว่าอันแรกเท่าไหร่เลย พวกเราที่ขึ้นมาถึงก่อนเลยถือโอกาสนั่งพักระหว่างที่รอพวกที่อยู่ข้างล่างตามขึ้นมา



รอจนพวกที่ตามหลังขึ้นมาหายเหนื่อยแล้ว ไกด์สาวก็พาพวกเราเดินต่อไปอีกสักพักหนึ่งก็ถึงแล้ว ทะเลสาปห้าสี แต่ว่าน้ำน้อยไปหน่อย ต้องเดินลงเนินอีกแล้ว นั่งสักพักพอมีแรงแล้วก็เดินลงไปข้างล่างถ่ายรูปกัน แต่ไม่ว่าจะดูยังไงก็มองไม่เห็นว่ามีห้าสีเลย อาจจะเป็นเพราะว่าท้องฟ้าปิด





สำหรับน้ำในทะเลสาปที่นี่คนท้องถิ่นถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ห้ามเล่น ห้ามอาบใดๆ ทั้งสิ้น พวกเราใสนใจเรื่องที่ว่ามันจะมีกี่สี แต่ติดใจตรงลวดลายของพื้นรอบๆ ทะเลสาปที่แปลกมากๆ เป็น

หินสองสีสองประเภทที่แยกกันอยู่เป็นลวดลายที่ชัดเจนแปลกดี พวกเรานั่งพักนั่งคุยกันสักพักจึงค่อยๆ เดินกลับทางเก่ากันไปเรื่อยๆ



ระหว่างทางเดินกลับนั้นพวกเราเจอกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ คลานสี่ขาอยู่ตามทุ่งหญ้าบนเนินเขาแห่งหนึ่ง พอพวกเราเดินเข้าไปใกล้ก็หันมามองกันหมดเลย เราลองถามไกด์สาวดูว่าพวกเขาหาอะไรกันอยู่ เธอเลยพาเข้าไปดูใกล้ๆ หลังจากส่งภาษาทักทายกันเล็กน้อย พวกเขาก็หยิบของที่พวกเขากำลังหาอยู่ออกมาให้ดู ปรากฎว่าเป็น ตังฉั่งเช่า ตงฉงเฉ่า หรือตงฉงเซี่ยเฉ่า ในภาษาจีนกลาง (冬虫夏草, dongchongxiacao) ซึ่งคนจีนถือว่าเป็นสุดยอดยาสมุนไพรที่มีราคาแพงมากๆ โดยคนจีนมีความเชื่อว่า ในฤดูหนาวเป็นตัวหนอนพอเข้าสู่ฤดูร้อนจะกลายเป็นต้นหญ้า พบมากในทุ่งหญ้าที่อยู่บนที่ราบสูงตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป เราเลยลองไปด้อมๆ มองๆ หาดูบ้าง ปรากฎว่าโดนพวกเขาไล่เอาเลย คงกลัวเราไปแย่งอาชีพเขากันเพราะราคาแพงมาก พวกเขาบอกขายพวกเราที่ตัวละ 50 หยวน (ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วซื้อขายกันราคากี่บาท) หลังจากเสียเวลายืนดูอยู่ไม่นานก็ออกเดินจากมาโดยที่ไกด์สาวเราคราวนี้ใส่สปีดเต็มที่ทิ้งพวกเราไม่เห็นฝุ่นเลย พวกเราเลยค่อยๆ เดินกลับมากันเอง ตลอดเวลาที่พวกเราเดินไปและกลับนั้น ท้องฟ้าไม่สดใสซะเลย ทำให้มองไม่เห็นยอดภูเขาหิมะเลย เห็นแต่ฐานด้านล่างเท่านั้น




 

Create Date : 08 มกราคม 2551   
Last Update : 9 มกราคม 2551 8:40:54 น.   
Counter : 923 Pageviews.  

ย่าติง แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ตอนที่ 22

พวกเราเข้าเต็นท์นอนไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ยินเสียงคนจีนกลุ่มที่มาพร้อมกับพวกเรามาถึงแล้ว โวยวายใหญ่เลยเรื่องราคาที่พักแพง พวกเราเลยเงียบๆ ไว้ปล่อยพวกเขาโวยวายไป โดยเฉพาะเฮียเซินจิ้นนั่นดังที่สุดเลย สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมนอนแต่ไม่รู้ว่าเต็นท์ไหนเท่านั้นเอง

คืนนี้เป็นคืนที่สุดแสนจะทรมานที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากว่าอากาศที่หนาวเย็นมากๆ ขนาดที่ว่ายื่นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายออกนอกผ้าห่มไม่ได้เลย (พวกเราใส่กางเกงคนละ 2 ชั้น ส่วนเสื้ออย่างต่ำคนละ 3 ชั้น) อาจจะเป็นเพราะว่ามีฝนตกลงมากลางดึกทำให้ความหนาวทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก และคงเพราะอากาศที่หนาว อาการปวดหัวของเราเลยมากขึ้นต้องลุกขึ้นมากลางดึกหายากิน หันมองไปข้างๆ เพื่อนเราก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ส่วนพี่เขานอนครางฮือๆ อยู่ไม่รู้ว่าหลับหรือเปล่า (ได้ยินเสียง แสดงว่ายังมีแรงและลมหายใจอยู่) ส่วนเพื่อนร่วมเต็นท์ที่นอนฝั่งตรงข้ามก็คงมีอาการเดียวกันนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาทุกคนเลย กินยาเสร็จยอมทนหนาวออกจากผ้าห่มไปขยับเป้เรากับเพื่อนให้มาปิดช่องข้างๆ เต็นท์ที่ลมพัดเข้ามาได้ เพราะลมพัดเข้ามาตรงหัวเราพอดีเลย (มิน่าล่ะปวดหัวมากๆเลย) นอนหลับๆ ตื่นๆ จนเช้าเลย



6 โมงเช้า เรากับเพื่อนออกมาทนทรมานล้างหน้าแปรงฟันกัน น้ำเย็นมากๆ ปากชาไปเลย 2 คน ตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึงไม่กล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้ส้วมของที่นี่เลย เพราะขนาดอยู่ไกลๆ ยังรู้เลยว่ามันตั้งอยู่ที่ไหน ทำให้ต้องพยายามกลั้นอาการปวดท้องตอนเช้าๆ ไว้ เพราะถ้ากลั้นไม่ไหวแล้วเดี๋ยวจะออก มาทั้ง 2 ทางเลย คงทรมานดีพิลึกสำหรับเช้าๆ ที่ท้องยังว่างอยู่ กลับเข้าเต็นท์ยังไม่มีใครตื่นเลยทั้งพี่เขาและเพื่อนร่วมเต็นท์คนอื่นๆ เรา 2 คนเก็บของ เก็บที่นอนเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 7 โมงกว่าๆ เรียกพี่เขาตื่นเตรียมตัวไปกินข้าวกัน พี่เขาอาการแย่มากๆ รีบบอกพวกเราเลยว่าคงไปดู 2 ทะเลสาปด้วยไม่ได้แล้วล่ะ ขอนั่งรออยู่ที่นี่ละกัน

พวกเราสั่งกับข้าวง่ายๆ มา 3 อย่างกินกันแบบเรื่อยๆ พอดีพวกเราไปนั่งร่วมโต๊ะ กับคนสิงคโปร์ 3 คน คนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ เกือบ 60 ปีได้ แต่ท่าทางแข็งแรงไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงถึงความไม่สบายทางร่างกายเลย เขาถามพวกเราว่ามาจากไหน พอรู้ว่าพวกเรา 3 คนมาจากประเทศไทยนะ ท่าทางเขาดีใจมากๆ เลย เพราะว่าเขาเคยมาทำงานที่กรุงเทพอยู่ 3 – 4 ปี หลังจากนั้นก็คุยกันต่อได้แบบสนิสนมเหมือนรู้จักกันมานาน เราเลยรีบวกเข้าประเด็นที่เราอยากรู้มากๆ เลยคือถ้าจะไปดู 2 ทะเลสาปจะไปยังไงดี เขาเลยเดินเข้าไปในครัวเรียกผู้หญิงคนที่เก็บเงินค่าที่พักพวกเราเมื่อวานออกมา แล้วบอกว่าเมื่อวานตัวเขากับเพื่อนให้เธอคนนี้พาไป เธอคิดค่านำทาง 100 หยวน เรากับเพื่อนรีบตกลงเลยเพราะว่าอยู่ที่นี่รู้สึกว่าเราจะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น แล้วทั้ง 3 คนก็ขอตัวไปเก็บของเตรียมเดินออกไปกัน เรากับเพื่อนรีบขอบคุณเขากันใหญ่เลยที่ช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ แต่เขากลับตอบว่าไม่เป็นไรทุกคนเวลาออกมาจากบ้านแล้วก็เป็นเพื่อนกันหมด ดังนั้นอะไรที่ช่วยเหลือเพื่อนด้วยกันได้ก็เต็มใจทำ คำตอบของเขาทำให้เราซาบซึ้งมากๆ เลย หลังจากสบายใจเรื่องคนนำทางแล้ว ก็กลับมาจัดการอาหารตรงหน้าต่อ พี่เขากินกับข้าวที่สั่งมาไม่ลงเลย เรียกหาน้ำพริกอีกแล้ว

เรากับเพื่อนออกมาเจอกับกลุ่มคนจีน 4 คน ที่มาด้วยกันเมื่อวาน แล้วก็เลยชวนไปเที่ยว 2 ทะเลสาปด้วยกัน ปรากฏว่าเฮียเซินเจิ้นขอตัวเพราะปวดหัวมาก พี่เขาเลยมีเพื่อนคุยด้วย เราเลยบอกเรื่องไกด์สาวเราไป ซึ่งทุกคนเห็นด้วยไม่มีปัญหา (แต่ตอนหลังดันมีปัญหาซะได้) และระหว่างที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่นั้นมีคนจีนอีก 1 คนขอไปกับพวกเราด้วย ทุกคนก็ไม่มีปัญหา เป็นอันว่ากลุ่มเรามีทั้งหมด 6 คน คนละไม่ถึง 20 หยวนเลย เลยนัดแนะเวลากันว่า 9 โมงเช้าออกมาเจอกันที่นี่ เรากับเพื่อนเดินย้อนเข้าไปบอกไกด์สาวของเราเรื่องเวลา แล้วก็มาจัดการเรื่องโหลดรูปภาพในกล้องออกมาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ เพื่อความสะใจในการถ่ายรูปเพื่อนเราพกฮาร์ดดิสค์ขนาด 120 GB มาด้วยทำให้เวลาถ่ายรูปไม่ต้องเกรงใจเลยกดกันเพลิน




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2550   
Last Update : 27 ธันวาคม 2550 12:14:12 น.   
Counter : 321 Pageviews.  

ย่าติง แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ตอนที่ 21



พวกเราพอเดินออกมาพ้นโค้งก็พบกับเต็นท์ผ้าใบขนาดโดยประมาณ 5 X 5 เมตร สีขาวหม่นๆ 8 - 9 เต็นท์ โดยเรียงรายเป็น 2 แถว อยู่ระหว่างเนินดินที่ขนาบข้าง 2 ข้าง อีกด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง รอบๆ มีตัวจามรี 3 – 4 ตัว เดินเตร็ดเตร่ ก้มๆ เงยๆ อยู่รอบๆ เต็นท์ที่พักของเราในค่ำคืนนี้ได้บรรยากาศของนักเดินทางมากๆ หลังจากที่ค่อยๆลากเท้าเข้าไปถึงเต็นท์ ก็ติดต่อเรื่องที่พักทันที เพราะอยากนอนมากๆ หลังจากที่ทรมานสังขารฝืนเอาหลังตั้งฉากกับพื้นโลกมานาน พอพวกเราแจ้งความประสงค์และจำนวนคนที่เข้าพักแล้ว หญิงสาวท้องถิ่นตัวสูงใหญ่คนหนึ่ง เธอก็พาเข้าไปในเต็นท์หนึ่งซึ่งอยู่ทางขวามือพวกเรา

ด้านในเต็นท์แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งสำหรับตั้งที่นอน ตรงกลางเป็นทางเดินพื้นเป็นดิน อุปกรณ์ที่ใช้ในการนอนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นที่นอน ผ้าห่ม วางอยู่ตรงหัวนอนเรียบร้อยแล้ว สำหรับเต็นท์ของพวกเรานั้นฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยหนุ่มสาวชาวอิสราเอล และญี่ปุ่น 4 คน อีกฝั่งหนึ่งว่างอยู่ซึ่งก็ต้องเป็นของพวกเราแน่นอน หลังจากที่รู้ตำแหน่งที่นอนเรียบร้อยแล้ว เธอก็ขอเก็บค่าที่พักเลยคนละ 50 หยวนเลย โหดมากทีเดียวสำหรับสภาพที่พักแบบนี้ เทียบไม่ได้เลยกับคนละ 15 หยวนที่เต้าเฉิงแต่ก็ต้องนอน พวกเราคงไม่เพี้ยนขนาดเดินออกไปหาที่นอนที่อื่นที่ถูกกว่านี้แน่ๆ จ่ายเงินเสร็จก็ขอหย่อนตูด เอนหลังกันสักพักก่อนละกัน

พี่เขาพอตูดมีที่วางปุ๊บก็กลัวหลังจะน้อยหน้าเลยเอนหลังซะเลย (ท่าทางจะแย่) ส่วนเรากับเพื่อนนั่งพักกันสักพักแล้วก็ลองทักทายเพื่อนร่วมเต็นท์ทั้ง 4 คน ตามประสาคนไทยอัธยาศัยดี ปรากฎว่าทั้ง 4 คนเป็นนักเดินทางตัวฉกาจเลยทีเดียวไปมาแล้วทั่วเอเซียอาคเนย์ และอีกหลายประเทศในเอเซีย ซึ่งทุกครั้งที่ไปจะเป็นการไปเที่ยวกันเองทั้งสิ้น (น่าอิจฉามากๆ) นั่งคุยกันสักพักเรากับเพื่อนก็สะกิดพี่เขาขอตัวออกมาทานข้าวเย็นกันก่อน โดยที่เราไม่ลืมหยิบบรรดาน้ำพริกทั้งหลายติดมือมาด้วย ออกจากเต็นท์มาเพื่อนเราขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน ซึ่งก็ตั้งอยู่ด้านหลังร้านอาหารนั่นเอง

ร้านอาหารของที่นี่ตั้งอยู่ตรงปลายของเต็นท์ทั้ง 2 แถวเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เรากับพี่เขา 2 คนเดินเข้าไปจึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร ที่พักพนักงาน ครัว และที่เก็บของ โดยพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นร้านอาหาร มีโต๊ะ เก้าอี้ วางอยู่หลายตัว และโทรทัศน์อีก 1 เครื่องวางอยู่มุมร้าน

ภายในร้านนอกจากพวกเรากับพนักงานแล้วไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ อีกเลย เหลือบมองนาฬิกาในร้านได้เวลา 6 โมงครึ่งพอดี แสดงว่าพวกเราเดินเข้ามาถึงที่นี่ประมาณ 6 โมงเย็นใช้เวลาเดินทั้งหมดประมาณ 5 - 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรากับพี่เลือกที่นั่งด้านหน้าใกล้กับประตูทางเข้า หลังจากได้ที่นั่งแล้วเพื่อนเราก็เข้ามาพอดี เลยเดินเข้าไปในครัวสั่งอาหารกัน ด้านในครัวมีพ่อครัว และพนักงานอีกหลายคนนั่งคุยกันอยู่ จากการสอบถามที่นี่มีอาหารให้เรากินแบบว่าหลากหลายเหนือความคาดหมายมากๆ เราเลยสั่งทั้งไข่เจียวที่ไม่ได้กินมานาน แกงจืด ผัดผัก แกล้มกับน้ำพริกที่เตรียมมา เรากับเพื่อนไม่มีปัญหาอะไรกินกันสบายอาการปวดหัวไม่สามารถทำอะไรเรา 2 คนได้เลย แต่พี่เขากินกับข้าวที่สั่งมาไม่ได้เลย ต้องเอาน้ำพริกคลุกกับข้าว (พี่เขาบอกว่ามันมีรสชาติที่คุ้นเคยมากกว่า) ระหว่างที่พวกเรากำลังเอร็ดอร่อยอยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ทยอยเดินเข้ามากันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนทั้งนั้นเลย หลังจากท้องแน่นได้ที่แล้ว เดินเข้าไปในครัวจ่ายเงินค่าอาหารที่แพงกว่าปกติ (50 กว่าหยวน) ตามระยะทางและความลำบากในการขนวัสดุเข้ามา

ระหว่างที่เดินออกจากร้านอาหาร เราหันไปถามเพื่อนเราเรื่องห้องน้ำ แต่คำตอบที่ได้ฟังมาต้องเปลี่ยนใจทันที เพราะเพื่อนเราบอกว่าถ้ายังไม่หายปวดหัว หรือยังมีอาการคลื่นไส้อยู่ให้ไปเข้าส้วมรับรองหายทันที แค่เปิดผ้าที่ทำเป็นประตูขึ้นเท่านั้นแหละเพื่อนเราก็คายของเก่าออกมาทันทีเลย (ขนาดมาอยู่ที่จีนนี่ตั้งหลายเดือนแล้วนะยังรับไม่ได้เลย) เรากับเพื่อนเห็นว่าฟ้ายังไม่มืดเลยดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นเนินข้างๆ ไปถ่ายรูปกัน ส่วนพี่เขาเข้าเต็นท์ไปนอนเลย บนเนินลมแรงมาก ทำให้เรานึกถึงเต็นท์ที่พักถ้าไม่มีเนินบังอยู่ 3 ด้านละก็คงล้มคว่ำไปแล้วแน่ๆ อยู่บนเนินสู้แรงลมได้สักพักเดียวก็เผ่นเข้าเต็นท์หลบลมดีกว่า



พวกเราเข้าเต็นท์มาพี่เขาเงียบไปแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมเต็นท์คนอื่นๆ ยังนั่งคุยกันเบาๆ อยู่ เรากับเพื่อนเลยค่อยๆ ปูที่นอน กางผ้าห่ม เตรียมตัวนอนเก็บแรงกันบ้าง เพราะพรุ่งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไปดูทะเลสาป 2 แห่ง คือ ทะเลสาปห้าสี (五色海, wusehai) และทะเลสาปน้ำนม (牛奶海, niunaihai) ในละแวกใกล้ๆ ที่พักกัน




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2550   
Last Update : 25 ธันวาคม 2550 9:23:32 น.   
Counter : 334 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

liminghui
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add liminghui's blog to your web]