ย่าติง แชงกรีล่า แห่งสุดท้าย ตอนที่ 15

หยิงปา พาพวกเราลงมาจากสันเขาข้างบนพาพวกเราหาที่แวะกินข้าวกลางวันกันก่อน โดยพาไปที่แห่งหนึ่งที่ให้บริการห้องพักแต่ปรากฎว่าที่นั่นอยู่ในระหว่างการปรับปรุง ไม่มีแม่ครัว พ่อครัว หรือว่าคนที่ทำอาหารเป็นเลยสักคน แต่คนดูแลที่นั่นบอกว่าถ้าอยากกินข้าวที่นี่ก็ต้องทำกินกันเอง ดังนั้นพวกเราเลยขอลาดีกว่า เนื่องจากว่าเสียเวลาเพราะ หยิงปา อยากให้พวกเราเดินเข้าไปถึงที่พักก่อนฟ้ามืด หลังจากผิดหวังจากที่แรกนั้น หยิงปา พาไปอีกที่หนึ่งโดยขับรถย้อนออกมาประมาณ 15 นาทีเป็นร้านอาหาร 2 ร้านตั้งอยู่บนเนินเขา หยิงปา ก็หันมาถามพวกเราว่าอยากกินกับข้าวแบบไหน แบบคนท้องถิ่นที่นี่ หรือว่าแบบคนจีน เนื่องจากทุกคนกลัวว่ากระเพาะอาหารจะไม่คุ้นเคยกับอาหารท้องถิ่น แล้วจะเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้ เลยพร้อมใจกันเลือกอาหารแบบคนจีนดีกว่า ขึ้นไปถึงหน้าร้านอาหาร
จริงๆ แล้วก็ไม่เชิงเป็นร้านอาหารสักเท่าไหร่ ส่วนที่เขาทำเป็นร้านอาหารนั้นคือโครงไม้ที่เอาผ้าใบมาทำเป็นผนัง ข้างในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือครัว กับพื้นที่สำหรับวางโต๊ะ เก้าอี้ โดยวางกันบนพื้นดินเลยไม่มีการปูพื้น ข้างหลังร้านเป็นบ้านพักของพวกเขาเอง พวกเราสั่งอาหารง่ายๆ มากินกัน 5 – 6 อย่าง ตามแต่ที่พวกเขาจะมีให้กิน และตั้งแต่ออกจากเฉิงตูมานี่พวกเราแทบไม่ได้กินเนื้อหมูกันเลย กินแต่เนื้อจามรีซะเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ช่วยกันทยอยลำเลียงข้าวและ
กับข้าวลงกระเพาะกันจนท้องแน่นแล้ว ก็ออกมานั่งเล่นรับลมกันสักพัก เราว่าที่นี่น่าจะเป็นร้านอาหารที่นี่มีวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งเลยนะบรรยากาศดีมากๆ อากาศเย็น เงียบสงบ นั่งนัดแนะเวลาที่ หยิงปา จะมารับกลับในวันพรุ่งนี้และเรื่องทั่วๆ ไปประมาณ 30 นาที ก็ออกเดินทางกันต่อ



หยิงปาขับรถพาพวกเราลงมาข้างล่างมาส่งพวกเราที่ (龙同坝, longtongba) ซึ่งทุกคนต้องลงรถที่นี่ไม่ว่าจะไปนอนที่พักที่ วัดชงกู่ (冲古寺 , chonggusi) หรือที่ลั่วหรงหนิวฉ่าง (洛绒牛场 , luorongniuchang) แล้วจากนั้นต้องเดินเท้าหรือว่านั่งม้า (บางตัวก็เป็นลา) เข้าไป ก่อนที่พวกเราจะลงรถ หยิงปา ได้หันมาถามพวกเราว่ามีใครจะนั่งม้าเข้าไปบ้างไหม ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้าทันที แต่เราก็นึกหวั่นๆ แทน คนจีนทั้ง 4 คนนั้นเหมือนกัน เพราะกระเป๋าแต่ละคนใบใหญ่ทั้งนั้นเลย กลัวว่าจะแบกกันไม่ไหวเพราะต้องเดินเข้าไปประมาณ 14 กิโลเมตรเลยทีเดียว โดยแยกออกเป็น 2 ช่วง ช่วงที่หนึ่งจากที่นี่ถึง วัดชงกู่ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ช่วงที่ 2 จาก วัดชงกู่ถึง ลั่วหรงหนิวฉ่างระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร



หลังจากที่พวกเราลงจากรถของ หยิงปา สะพายกระเป๋าขึ้นหลังแล้ว ก็เดินเข้าไปที่ทางเข้าเลย โดยมี หยิงปา ทำหน้าที่องครักษ์คอยกันไม่ให้พวกที่จะเข้ามาชักชวนพวกเราเช่าม้าขี่เข้าไป พวกเราพากันร่ำลา หยิงปา ด้วยความคึกคัก ร่าเริง มาก ๆ เพราะว่าอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้เข้าไปสู่จุดหมายปลางทางสุดท้ายของพวกเรา 3 คนแล้ว แต่ของคนจีนอีก 4 คนเพิ่งมาถึงแค่ครึ่งทางท่านั้น มองจากทางเข้าเห็นแต่ภูเขาใหญ่ขวางหน้าอยู่



พวกเรา 7 คนเดินเกาะกลุ่มกันมาเรื่อยๆ โดยทางที่พวกเราใช้เดินนั้นเป็นทางเดียวกับพวกที่ขี่ม้าเข้าไปและขี่ม้าออกมาโดยทางเดินจะลัดเลาะไปตามลำธารเล็กๆ น้ำตื้น ๆ แต่ว่าไหลแรงมาก นอกจากนั้นน้ำในลำธารยังใสและเย็นด้วย เดินมาได้สักพักหนึ่ง พวกคนจีนที่แบกกระเป๋าใบใหญ่โดนพวกเรา 3 หนุ่มคนไทยทิ้งระยะห่างพอสมควร แต่ว่าต้องผ่อนความเร็วลงเหมือนกัน เพราะว่าพี่เขาเริ่มมีอาการปวดหัวแล้ว ณ จุดที่พวกเรายืนอยู่นี่น่าจะมีความสูงประมาณ 3,000 กว่าเมตร จากระดับน้ำทะเล



พวกเรามาหยุดพักดื่มน้ำกันที่สะพานข้ามลำธารแห่งหนึ่งเป็นสะพานไม้ที่สร้างอย่างหยาบๆ ง่ายๆ แต่ว่ามั่นคงแข็งแรง มองดูหน้าพี่เขาเริ่มชราภาพลงไปอีกแล้ว เรากับเพื่อนยังพอไหวอยู่ นั่งพักอยู่ประมาณ 15 นาที คนจีนทั้ง 4 คนก็เดินมาถึงแล้ว ดูจากอาการแล้วยังไหวอยู่ไม่ล้ากันมากเท่าไหร่ พวกเขาบอกว่ากลัวอาการปวดหัวกำเริบเลยต้องพยายามเดินช้าๆ แต่ว่าก็ยังไม่วายมีอาการปวดหัวอยู่ดี แต่ยังไม่ถึงขนาดคลื่นไส้

พวกเราเลยขอตัวเดินเข้าไปก่อนละกัน เพราะพวกเขาขอนั่งพักบ้าง จาก หลงถงปา ถึงวัดชงกู่แค่ประมาณ 6 กิโลเมตร แต่ว่า วัดชงกู่ อย่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,880 เมตร และทางเดินเป็นการค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ 6 กิโลเมตรกลายเป็นเรื่องที่หนักหนาพอสมควร




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2550   
Last Update : 19 ตุลาคม 2550 8:13:52 น.  

ย่าติง แชงกรีล่า แห่งสุดท้าย ตอนที่ 14



ประมาณ 10 โมงกว่าๆ พวกเรามาถึงทางเข้าเขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าติง (亚丁自然保护区, yadingziranbaohuqu) ต้องซื้อบัตรเข้าเขตอนุรักษ์ที่นี่ คนละ 150 หยวน แต่เพื่อนเราใช้บัตรนักศึกษาลดราคาลงครึ่งหนึ่งเหลือแค่ 80 หยวนเท่านั้น
โดยบัตรทุกใบจะมี CD ขนาดเล็กเท่ากับบัตรเครดิตแถมมาให้ด้วย 1 แผ่น หยิงปาบอกเราว่าข้างในจะรวมรูปภาพของที่นี่ในฤดูกาลต่างๆ ดังนั้นเก็บรักษาไว้ให้ดีๆ นะ ที่นี่นอกจะจำหน่ายบัตรเข้าแล้ว พื้นที่อีกส่วนหนึ่งยังเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆพวกเรา 3 คนซื้อโปสการ์ดมาอีกคนละ 1 ชุด ตั้งใจไว้ว่าจะส่งกลับประเทศไทย ที่นี่นอกจากจำหน่ายบัตรเข้าแล้วยังมีสินค้าที่ระลึกอื่นๆ อีก แต่พวกเราไม่ซื้อกันเลย

เมื่อทุกคนได้บัตรแล้ว หยิงปา ก็เรียกขึ้นรถ เลยจากที่จำหน่ายไม่ไกลเป็นด่านที่คอยตรวจบัตรอีกที่หนึ่ง หลังจากตรวจบัตรเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่เขายังแจกเข็มกลัดที่ระลึก และถุงผ้าสำหรับใส่ขยะให้อีกคนละ 1 ใบ โดยเขาย้ำว่าอย่าทิ้งขยะซี้ซั้วนะ ช่วยๆ กันอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้รุ่นลูก รุ่นหลานพวกเราได้ดูกันบ้าง ซึ่งเราคิดอยู่ในใจนะว่า ถ้าใครเห็นธรรมชาติที่สวยงามอย่างนี้แล้วยังกล้าที่จะทิ้งขยะไม่เป็นที่ไม่เป็นทางอีก ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว



หลังจากผ่านด่านมาแล้วเราลองหยิบบัตรผ่านประตูขึ้นมาดู บัตรนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นโปสการ์ด อีกฝั่งเป็นบัตรผ่านประตู แต่ในความคิดเราคงมีไม่กี่คนที่ยอมฉีกบัตรออกเป็น 2 ส่วนเพื่อนำไปใช้เป็นโปสการ์ด (ในกลุ่มเรา 7 คนนี้ไม่มีความคิดแบบนี้เลย)

ตลอดทางตั้งแต่ตอนซื้อบัตรมาเราตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งมองดูบัตรที่ถืออยู่ในมือยิ่งอยากเห็นว่าผลงานจากธรรมชาติที่ปรากฎบนบัตรนั้นกับของจริงๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเราแล้วจะเหมือนกันไหม จะสวยแบบนี้ไหม ฟุ้งซ่านมากๆ



เรากำลังนั่งฟุ้งซ่านอยู่ดีๆ หยิงปา ก็ตะโกนนับเริ่มถอยหลังขึ้นมาซะงั้น ทำให้เราสะดุ้งตื่นจากภวังค์เลยมองดูข้างหน้าเป็นทางโค้ง หยิงปากำลังนับ 3 2 1 พอนับถึง 1 ปุ๊บรถพ้นทางโค้งนั้นออกมา ทุกคนในรถร้องออกมาพร้อมกันเลย เพราะว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคือภูเขาหิมะสูงตระหง่าน หยิงปา จอดรถให้พวกเราถ่ายรูปกัน
เต็มที่เลย แต่น่าเสียดายว่าวันนี้ท้องฟ้าฝั่งภูเขาหิมะนั้นไม่ใสเลย ดูแล้วเหมือนฝนใกล้จะตกเลย ทำให้มองไม่เห็นยอดของภูเขาหิมะข้างบน



บริเวณทางโค้งที่ หยิงปา จอดรถให้พวกเราถ่ายรูปกันมีเจดีย์เล็กๆ สีขาว ตั้งอยู่บนเนินเขาบริเวณทางโค้งพอดี พวกเราตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปข้างบนเจดีย์กัน แต่ก็อย่างที่บอกยังมีเมฆอยู่ทำให้มองไม่เห็นยอดภูเขาหิมะ หยิงปา ตามขึ้นมาด้วยพร้อมกับไล่นิ้วไปตามทางที่ดูเหมือนเป็นถนนนั้นว่า นั่นคือเส้นทางที่พวกเราต้องเดินเข้าไปกัน หรือว่าอยากจะนั่งม้าเข้าไปก็ได้ แล้วแต่กำลังกาย และกำลังทรัพย์ หลังจากทำให้พวกเราเข่าอ่อนกับระยะทางเดินข้างหน้าแล้ว หยิงปา ก็ขอตัวบอกว่าจะไปทำพิธีก่อน เราเกิดความอยากรู้อยากเห็นเลยเดินตามมาด้วยคนโดยออกตัวก่อนเลยว่าจะขอดูอย่างเดียว



หยิงปา เดินลงไปข้างๆ เจดีย์ซึ่งมีปล่องไฟ (รึเปล่า) ขนาด เมตรครึ่ง คูณเมตรครึ่งอยู่ หยิงปา หยิบธูปออกมา 1 กำมือ แล้วก็หยิบช่อดอกไม้แห้งๆ อีก 1 กำมือวางไว้หน้ากระถางธูป หลังจากนั้นหยิบกระดาษเล็กๆ ขนาด 1 นิ้วคูณ 2 นิ้วออกมา 1 ปึกจากในกระเป๋าเสื้อโดยวางไว้ใต้ช่อดอกไม้แห้งๆ วางทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็จุดธูป หลับตาพึมพำอะไรก็ไม่รู้สักพักหนึ่ง หลังจากที่ปักธูปแล้ว หยิงปา เอาช่อดอกไม้โยนเข้ากองไฟ ในปล่อง จากนั้นหยิบกระดาษเล็กๆ ปึกเดินขึ้นไปบนเจดีย์แล้วก็กระโดดตัวลอยร้องเฮออกมาดังๆ แล้วก็โยนปึกกระดาษขึ้นฟ้า ทำเอาคนที่มาจอดรถถ่ายรูปกันแถวนั้นแตกตื่นกันใหญ่เลย มีแค่พวกคนขับรถกับไกด์เท่านั้นที่ส่งเสียงเฮตาม แล้ว หยิงปา ก็หันมาบอกเราว่ากระดาษยิ่งลอยสูงยิ่งดี แสดงว่าการเดินทางของพวกเราจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ หลังจากกระดาษทั้งหมดค่อยๆ ทยอยร่วงลงหมดแล้ว หยิงปา ก็ให้พวกเราขึ้นรถเดินทางต่อทันทีเลย



ช่วงที่นั่งอยู่บนรถอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพิธีกรรมของ หยิงปา เมื่อครู่เพราะถ้าหากว่าเรามากับคณะทัวร์คงไม่ได้เห็น และไม่รู้ว่าคณะทัวร์จะจอดรถให้พวกเราถ่ายรูปกันที่นั่นหรือเปล่า และอีกอย่างหนึ่งรู้สึกว่าพวกเรา 3 คนโชคดีมากๆ เลย ที่ได้เพื่อนร่วมทางและผู้นำทางที่ดีมากๆ โดยที่ในตอนแรกพวกเรา 3 คนก็แอบหวั่นๆ อยู่ในใจเหมือนกันว่าจะเจอกับเหตุการณ์อะไรบ้างระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ แต่ปรากฎว่าพวกเราเจอแต่คนดีๆ ทั้งนั้น ตั้งแต่ออกจากเฉิงตูมาไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้พวกเรารู้สึกไม่ดีว่าโดนหลอกหรือโดนโกงเลย




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2550   
Last Update : 18 ตุลาคม 2550 7:36:24 น.  

ย่าติง แชงกรีล่า แห่งสุดท้าย ตอนที่ 13

พวกเราระหว่างทางก็มีการสลับกันร้องเพลงระหว่างพวกเรา 3 คน กับคนจีน 3 คนนั้น รวมทั้งหยิงปาที่ขอร่วมแจมด้วยโดยร้องเพลงเป็นภาษาฑิเบต มีแค่เฮียเซินเจิ้น คนเดียวเท่านั้นที่นั่งหลับ อาจจะเป็นเพราะปวดหัว ร้องกันหลายเพลงมากๆ หลังจากใช้พลังงานไปเยอะ เราเลยต้องหยิบหมั่นโถวที่เก็บไว้เมื่อเช้า ออกมาแบ่งๆ กัน นั่งรถมาประมาณเกือบๆ 1 ชั่วโมง หยิงปา พาพวกเรามาจอดที่ดงดอกไม้ ซึ่งเป็นดอกอะไร หยิงปา เองก็จำชื่อไม่ได้ พวกเราเลยไม่รู้ ดอกไม้ขึ้นบานขาวไปทั่วทั้งเนินเขา 2 ข้างทางเลย





ดอกไม้เยอะมากๆ แต่ว่าอยู่บนเนินเขาที่สูงกว่าระดับ ทั้ง 2 ฝั่งของถนน ถ้าอยากถ่ายรูปใกล้ๆ ต้องออกแรงปีนป่ายกันหน่อย เรากับเพื่อนเลยปีนกันขึ้นไปข้างบนเก็บภาพกันใกล้ๆ เล่นเอาหอบเหมือนกัน พอมองในระยะใกล้แล้ว หน้าตาและรูปทรงของดอกไม้ก็ทั้งแปลก และสวยอีกต่างหาก



บริเวณโดยรอบที่พวกเราลงไปชมดอกไม้นั้น ฝั่งขวาเป็นหุบเขาฝั่งซ้ายเป็นภูเขา ประมาณว่าถนนเกาะๆ เลาะๆ มาตามภูเขา มองลงไปทางหุบเขาข้างล่าง สีเขียวเป็นแผงเลยแต่ดูไม่ออกว่าปลูกอะไร บ้านคนก็กระจัดกระจายกันอยู่ไม่มีชุมชน หยิงปา ปล่อยให้พวกเราถ่ายรูปกันสักพักก็ต้อนพวกเราขึ้นรถเดินทางต่อไป ย่าติงอยู่ห่างจากเต้าเฉิงไปท่างทิศใต้ประมาณ 90 กิโลเมตร แต่เนื่องจากถนนจากเต้าเฉิงไปย่าติงนั้นป็นเส้นทางที่ต้องวิ่งตามไหล่เขา และเป็นทางขึ้นเขาตลอดทำให้รถใช้ความเร็วได้แค่ประมาณไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ หยิงปา ยังใจดีจอดให้พวกเราได้ถ่ายรูปอีกเป็นระยะๆ



ระหว่างทางที่รถคันเล็กของ หยิงปา พาลัดเลาะไปตามไหล่เขานั้น ไม่อยากจะหลับตาพักผ่อนเอาแรง เลย ถึงแม้ว่าพวกเราตั้งใจเอาไว้ว่าจะเดินเข้าที่พักที่ย่าติง ซึ่งระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย แต่เนื่องจากว่าการนั่งรถในภูมิประเทศแบบนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสอีก ดังนั้นขอเก็บเกี่ยวใส่เซลล์สมองเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



รถคันเล็กของ หยิงปา พาพวกเราข้ามสันเขาที่ความสูงระดับ 4,500 กว่าเมตร มาโดยที่ทุกคนมีอาการปวดหัวกันมากขึ้น เรากับเพื่อนก็เริ่มๆ อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังน้อยนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ลงจากสันเขามาก็เริ่มมีบ้านคนบ้างแล้ว ลักษณะภายนอกของบ้านที่นี่ดูแล้วเหมือนป้อมปราการเลย โดยบ้านทุกหลงนั้นสร้างด้วยหินทั้งหมด มีทางเข้าหลักแค่ 1 ทางเท่านั้นทางด้านหน้าบ้าน อีก 3 ด้านที่เหลือเป็นหน้าต่างที่มีเพียงด้านละ 1 ช่อง เนื่องจากว่าอากาศที่นี่หนาวเย็นเกือบทั้งปี ดังนั้นการก่อสร้างบ้านจึงไม่ต้องการให้อากาศภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้มาก เพื่อให้ภายในบ้านมีความอบอุ่น และผนังบ้านจะหนามากๆ โดยลักษณะภายนอกของบ้านในเต้าเฉิง และย่าติง รูปทรงภายนอกจะเหมือนกับบ้านในแถบจงเตี้ยน (中甸 ,zhongdian)กับเต๋อชิน (得钦 , deqin) มณฑลยูนนาน ต่างกันที่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง โดยบ้านในจงเตี้ยน และเต๋อชิน จะใช้ดินกับไม้เป็นส่วนประกอบหลัก แต่ที่นี่จะใช้หิน และที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งคือด้านหน้าของบ้านที่เป็นทางเข้าหลักของที่นี่จะเป็นประตูและจะมองไม่เห็นภายในบ้าน แต่ที่จงเตี้ยน และเต๋อชินนั้นสามารถมองเห็นภายในบ้านได้ และจะมีการตกแต่งตัวบ้านด้วยสีสันสดใสกว่ามาก




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2550   
Last Update : 16 ตุลาคม 2550 12:39:35 น.  

ย่าติง แชงกรีล่า แห่งสุดท้าย ตอนที่ 12



พวกเราตื่นนอนกันตอนประมาณตี 4 ครึ่ง รู้สึกว่าหลับสบายมากๆ ออกจากห้องพักมาอากาศหนาวมากๆ ไม่ต้องแย่งกันเข้าห้องน้ำเลยเพราะไม่มีใครอาบอยู่แล้ว แค่ล้างหน้าแปรงฟัน เรายังต้องทำใจยืนรวบรวมความกล้าอยู่นาน แปรงฟันเสร็จ พอดี
นึกขึ้นมาได้ว่าพวกเราไปนอนที่ย่าติงแค่ 1 คืนเท่านั้น จะแบกเป้ใบใหญ่ไปทำไมเลยลองเดินไปถามคนดูแลที่นี่ว่าฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ก่อนได้ไหม เพราะยังไงกลับมาจากย่าติงก็ต้องมานอนที่นี่อยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ยินดีรับฝากแล้วยังบอกเราอีกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยจะดูแลให้ หลังหมดกังวลเรื่องกระเป๋าแล้วเข้ามาเก็บของ โดยแยกของที่ต้องการเอาไปใช้ที่ย่าติงใส่เป้ใบเล็กให้พอสำหรับนอน 1 คืนเท่านั้น ที่เหลือทั้งหมดฝากไว้ที่นี่



พวกเราทั้งหมด 7 คน (เรากับเพื่อน 3 คน เฮียเซินเจิ้นกับคนจีนอีก 3 คน) มากินข้าวเช้ากันในห้องอาหารข้างๆ ห้องครัว อาหารเช้าที่พ่อครัวทำให้ก็ง่ายๆ (ตามที่สั่งเมื่อคืนเลย) ข้าวต้ม ผักดอง ผัดผัก ไข่เค็ม แล้วก็หมั่นโถว (เหลือตั้งหลายลูก เราเลยเอาใส่ถุงไปเป็นเสบียงไว้กินระหว่างทาง) รู้สึกว่าแต่ละคนกินกันได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เพราะนอกจากเรากับเพื่อน 2 คนแล้วที่เหลือจะมีอาการปวดหัวมากบ้างน้อยบ้างกันทุกคน (พวกที่ปวดหัวเลยแซวพวกเราว่าอายุยังน้อยเลยไม่ปวดหัว ไว้อายุเท่าพวกเขาก่อนเหอะ แล้วกลับเที่ยวใหม่จะต้องมีอาการแน่นอน) พี่ที่ไปกับเราอาการยังไม่ดีขึ้นเลย กินข้าวต้มไปหน่อยเดียวเอง จะแกะน้ำพริกให้กินก็ไม่เอากลัวอาเจียนออกมาเหมือนเมื่อคืน



รถของหยิงปา ที่มารับพวกเราไปย่าติงนั้น เป็นรถที่ผลิตในจีนยี่ห้ออู่หลง (五龙, wulong) ซึ่งในความคิดเราคิดว่า สะดวกดี เพราะมีขนาดเล็ก ราคาไม่แพง แต่ที่เมืองไทยของเราทำไมไม่เป็นที่นิยมรถเล็กกันนะ เห็นรูปร่างเล็กๆ อย่างนี้ ขึ้นเขาแรงไม่มีตก ข้างในนั่งได้ 7 - 8 คนแบบเบียดๆ (รวมคนขับนะ) ประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้อยู่ที่เต้าเฉิง – ย่าติงนี่ไม่ต้องเปิดแอร์อีกต่างหาก เพราะอากาศหนาวเกือบตลอดทั้งปีเลย ขนาดหน้าต่างยังไม่อยากจะเปิดเลย

คนจีน 4 คนรวมทั้งเฮียเซินเจิ้นด้วยไม่ยอมฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่นี่ คงมีแต่พวกเราคนไทย 3 คนเท่านั้น ช่วยหยิงปาแบกกระเป๋าขึ้นหลังคารถเรียบร้อย ขึ้นรถนั่งประจำที่โดยพวกเรา 3 คนนั่งเบาะหลัง คนจีน 3 คนนั่งเบาะหน้า ๖ในรถมีแค่ 2 แถว) เฮียเซินเจิ้นนั่งข้าง หยิงปา

พวกกเราประจำที่นั่งเรียบร้อย หยิงปา ปีนขึ้นไปตรวจดูความเรียบร้อยของกระเป๋าข้างบนอีกครั้งจนมั่นใจว่าไม่หล่นหายระหว่างแน่นอน ก็ออกรถพาพวกเราเดินทางไปยังสุดเส้นทางที่พวกเราตั้งใจไว้ เราได้แต่นั่งนึกตลอดทางว่าขอให้สภาพอากาศที่ย่าติงดีๆ ด้วยเถอะ ขออย่าให้มีฝนตกเลย ขอให้ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆมาปกคลุมยอดเขาหิมะเลย หนาวแค่ไหนก็ไม่กลัว กลัวแค่ว่าไปถึงแล้วฟ้าไม่เปิดทำให้ไม่สามารถเห็นความสวยงามที่แท้จริงของ ย่าติงได้




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2550   
Last Update : 15 ตุลาคม 2550 7:29:07 น.  

ย่าติง แชงกรีล่า แห่งสุดท้าย ตอนที่ 11



บริเวณที่ หยิงปา มาส่งนั้นเป็นสะพานข้ามลำธารก่อนเข้าสู่ตัวมืองโดยราวสะพานทั้ง 2 ข้างทำเป็นกงล้อมนตราตลอดแนว ซึ่งตอนเย็นแบบนี้จะเห็นคนแก่บ้างก็เดินคนเดียว บ้างก็เดินจูงหลานตัวเล็กๆ หมุนกงล้อไป ปากก็พึมพำบทสวดมนต์ไปด้วย แต่ที่ประทับ ใจเรากับเพื่อนมากที่สุดเห็นจะเป็นเสาไฟส่องถนน 2 ข้างทางที่ข้างบนมีป้ายโฆษณาด้วย แต่ว่าดูแล้วไม่น่าเกลียดเลย (กทม.จะเลียนแบบบ้างก็ดีนะ) พวกเรา 3 คนเดินไป คุยไป ถ่ายรูปกันไป เฮียเซินเจิ้นแกเป็นเซียนกล้อง แกพกมา 2 ตัว ทั้งแบบดิจิตอล และแบบใช้ฟิล์ม หยิบออกมาสลับกันถ่ายตลอด



นี่เป็นเจดีย์ที่พวกเราหมายตาไว้ว่าจะเดินไปให้ถึง ไกลพอสมควรเลยจากที่ หยิงปา มาส่ง แต่ว่าอากาศเย็นสบายๆ จะเห็นว่าโดยรอบเมืองเต้าเฉิงมีแต่ภูเขาทั้งนั้นเลย เดินขึ้นมาถึงด้านบนฐานเจดีย์ เล่นเอาหนื่อยทีเดียว โดยเฉพาะเฮียเซินเจิ้นหอบแฮ่กๆ เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเต้าเฉิงอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,600 เมตร ทำให้มีอากาศเบาบาง ตอนนี้ประมาณ 6 โมงครึ่งแล้วท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลยแต่ครึ้มๆ เหมือนฝนทำท่าจะตกเลย แต่แสงเงาสวยดี



เจดีย์ที่เห็นนี่สูงใหญ่มากๆ ด้านบนมีชาวบ้านขึ้นมานั่งเล่นรับลมหลายคน และอีกหลายคนมาเดินรอบ เจดีย์โดยมือข้างหนึ่งนับลูกประคำ ปากก็พึมพำบทสวดมนต์ไปด้วย พวกเราหาทำเลเหมาะๆ นั่งหอบพอประมาณ ท่ามกลางสายตาสงสัย
ของชาวบ้านว่า ไอ้พวกนี้มันเหนื่อยอะไรกันนักหนา มานั่งหอบหายใจกันอยู่ได้ เฮียเซินเจิ้นแกเริ่มปวดหัวตั้งแต่ตอนเดินขึ้นมาแล้ว (สงสัยจะใช้แรงในการไต่ขึ้นมากเกินไป) นั่งจนหายหอบแล้วก็ชวนกันเดินกลับที่พักดีกว่า เพราะว่าไม่อยากรบกวนบรรยากาศแห่งศรัทธา และอีกอย่างรู้สึกหิวแล้ว ช่วงเดินลงมาพวกเรา 3 คนตกลงว่าจะกินข้าวเย็นที่ที่พักเลย จะได้เรียกพี่อีกคนมากินพร้อมกันเลย





ห้องครัวของที่นี่อยู่ติดกับที่พักของเจ้าของสถานที่ ข้างๆ ห้องครัวเป็นห้องที่ตกแต่งคล้ายๆ กับห้องอาหาร แต่ว่าตอนที่พวกเราไปถึงนั้นไม่ได้เปิดให้บริการ อาจจะเป็นเพราะว่าแขกที่มาพักที่นี่ยังน้อยอยู่ ไม่เยอะเท่าช่วงเดือนตุลาคม

ข้างในห้องครัวสะอาดสะอ้านทีเดียว มีตู้เย็น หม้อหุงข้าว เตาแก๊ส และเครื่องครัวต่างๆ ครบครัน ไม่มีกลิ่นอับเลย พวกเรา 3 คนสั่งอาหารอาหารง่ายๆ เช่นผัดผัก แกงจืด รวมแล้ว 3 อย่าง ส่วนพี่อีกคนนั้นลุกไม่ไหวแล้ว เราเลยสั่งบะหมี่ซี่โครงหมู เอาเข้าห้องไปให้พี่เขากิน เดินเอาเข้าไปให้พี่เขากินเข้าไป 2 คำ ก็บอกว่าวางไว้ก่อนละกันยังกินไม่ลง (ปรากฎว่าจนกระทั่งเช้าพี่เขาก็ยังไม่ได้กิน จะเอาไปทิ้งก็ไม่ยอม บอกว่าหิวเมื่อไหร่จะได้ลุกขึ้นมากิน) เฮียเซินเจิ้นแกก็ปวดหัวเหมือนกัน แต่ยังไม่หนักเท่าพี่เขา นั่งกินไปคุยไปจนกระทั่งฟ้ามืด ถึงได้รู้ว่าที่นี่มีคนมาพักกันมากพอสมควรเลย ชาวตะวันตกก็มี บางคนมาอยู่เป็นเดือน (เมื่อไหร่เราจะมีเวลา มีเงินมากพอไปเที่ยวได้ทีเป็นเดือน 2 เดือนนะ) พ่อครัวออกมาคุยด้วย พวกเราเลยขอร้องแกมบังคับให้เขทำอาหารเช้าให้พวกเราด้วย เอาง่ายๆ จำพวก ข้าวต้มผักดอง อะไรประเภทนี้ ซึงเขาก็ตกลง หลังจากท้องอิ่มแล้วก็แยกย้ายกันไป พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวทันที รู้ได้ทันทีเลยว่าพี่เขาอาเจียนออกมา แต่ยังดีที่ใส่ถุงไว้ได้ทัน นั่งดูอาการพี่เขาสักพักหนึ่งพอเห็นว่ายังไหวอยู่ (หน้าตาพี่เขาดูชราภาพลงไปกว่าตอนที่มู่เก๋อชั่วอีก) พอเห็นว่าพี่เขายังไหวอยู่ เรารีบไปอาบน้ำก่อนเลย (เขินน่ะเพราะว่าเป็นห้องน้ำรวม 1 ห้องอาบได้ 2 คน)

เครื่องทำน้ำอุ่นที่นี่รูปทรงเหมือนถังแก๊สติดรถยนต์เลย ในห้องมีอยู่ 2 ถังฝักบัว 2 อัน อาบน้ำอุ่นแล้วรู้สึกสบายตัวดีจริง ๆ แต่ไม่กล้าอาบนานเพราะอากาศหนาวมาก และอีกอย่าง หยิงปา เคยเตือนไว้ว่าอย่าอาบน้ำนานนะเดี๋ยวจะไม่สบายและปวดหัว อาบน้ำเสร็จ เพื่อนเราเข้าไปอาบต่อ ส่วนเฮียเซินเจิ้นถอดรองเท้าห่มผ้าเรียบร้อยเตรียมตัวนอนแล้ว บอกว่านอนดีกว่าปวดหัวมากๆ ไม่กล้าอาบน้ำ เราจัดกระเป๋า เสียบปลั๊กที่นอนปรับไปที่เบอร์ 2 เพื่อนเราเข้ามาพอดี (อาบเร็วมากๆ) คุยกันสักพักถึงการเดินทางในวัพรุ่งนี้ รวมทั้งอาการของพี่เขา ไม่นานก็หลับโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะว่าร้อนมากๆ เหงื่อแตกเต็มตัวเลย เราเลยดึงปลั๊กที่นอนออกซะเลย ยอมนอนหนาวดีกว่านอนบนเตาปิ้ง แล้วก็หลับต่อจนถึงเช้าเลย




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2550   
Last Update : 11 ตุลาคม 2550 7:59:41 น.  

1  2  3  4  5  6  
liminghui
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add liminghui's blog to your web]