|
|
|
|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
ภูสอยดาว: เปียก แฉะ เดียวดาย ณ ปลายภู (1)

Chapter1 : If The Rain Must Fall
ไปเที่ยวภูเหรอน้อง มีรถรึยังล่ะหนุ่ม นัดเพื่อนไว้เหรอ อย่าบอกนะว่ามาเที่ยวคนเดียว
ก่อนที่คำถามจะประดังเข้ามามากกว่านี้ ผมหยิบไอพอดขึ้นมาเสียบใส่รูหู หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาเปิดดู (ไม่ใช่เปิดอ่าน) พยายามไม่สบตาใครเพื่อปิดบทสนทนาให้เร็วที่สุด และแน่นอนว่ามันได้ผลชะงัด... พี่ๆวินมอไซค์ค่อยๆสลายตัวไป ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเกือบๆตีสี่ นับว่าเดินทางมาเร็วเกินคาด ทั้งที่เมื่อสี่ชั่วโมงก่อนผมยังเดินเหรอหราอยู่ที่หมอชิตแท้ๆ ช่วงนี้ฝนตกหนักนะ ถ้าจะมาดูดาวต้องมาฤดูหนาวโน่น ผมหันไปดูตามต้นเสียง พี่มอไซค์ไว้เคราหุ่นท้วมมองหน้ายิ้มๆ หากไม่ได้มารุมทึ้งชวนไปโน่นไปนี่ผมก็พร้อมที่จะเปิดการสนทนากับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว... . . ตีห้ากว่าๆรถบัสสีแดงก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งพิษณุโลกเข้าสู่อำเภอชาติตระการ ภายในตัวรถเงียบเชียบ ไม่มีเสียงพูดคุยแต่ก็ไม่มีใครนั่งหลับตา ผมนั่งติดหน้าต่าง วางกล้องถ่ายรูปบนหน้าตัก หยิบหมากฝรั่งใส่ปากเคี้ยว มองแสงไฟสองข้างทางเพื่อฆ่าเวลาที่ยังเหลืออีกกว่าสามชั่วโมง
แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าทริปนี้อาจจะต้องอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่วันแรกยันจบทริป แต่ด้วยความเคยชินของคน มันอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซ้ายมองขวาเพื่อมองหาคนอื่น หวังเล็กๆว่าอาจจะมีใครที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกับเราอยู่ในละแวกนั้นบ้าง แต่ดูท่าผมจะไม่มีโชคเอาซะเลย ช่างเถอะ นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งที่ผมควรจะเป็นกังวลน่าจะเป็นเมฆฝนที่ก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ พร้อมที่จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเพื่อกลั่นแกล้งนักท่องเที่ยวหน้าโง่
ที่สุดฝนก็ตกลงมาในตอนรุ่งสาง ทุ่งนาและทิวเขาสองด้านไม่ได้รับแสงแรกของวัน เม็ดฝนที่ตกกระทบกระจกหน้าต่างไหลลงเป็นทางยาวทำให้ทัศนียภาพข้างทางพร่าเลือน เหมือนภาพที่มองจากดวงตาที่กำลังร้องไห้
ตลาดชาติตระการยามเช้าคึกคัก ไก่ยางบนเตาพ่นควันสีขาวชวนกิน ผมวางเป้หนัก15กิโลลงบนเก้าอี้(น่าดีใจที่น้ำหนักพอดีเป๊ะ ไม่เจอค่าปรับก่อนขึ้นเครื่อง) มองซ้ายมองขวาหาลู่ทางที่จะเดินทางต่อไปยังภูสอยดาวให้จงได้
การรอรถประจำทางดูจะเป็นวิธีที่ไม่เข้าท่าเท่าไหร่เพราะเราคาดหวังความแน่นอนของมันไม่ได้ ผมคิดถึงการโบกรถ แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าจะลองใช้วิธีนี้ดู แต่ก็ยอมรับว่าความมั่นใจแทบจะเป็นศูนย์ ประสบการณ์โบกรถแบบจริงๆจังๆที่ไม่มีเลย และหน้าตาที่กระเดียดไปทางโจรใต้(ข้อนี้สำคัญ) คงไม่ง่ายนักที่จะมีใครจอดรับ ที่สำคัญ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆผมก็ไม่อยากเสแสร้งเป็นขาลุยสักเท่าไหร่
โชคช่วยผมในนาทีสุดท้าย ผมได้สองสาวเข้ามาแชร์ค่าเหมารถ-หญิงสาวท่าทางลุยๆสองคนเดินทางมาด้วยกัน เราพูดจาทักทายสอบถามเรื่องราวส่วนตัวพอหอมปากหอมคอตามมารยาท ผมกระโดดขึ้นท้ายรถสองแถว ไล่สาวๆไปนั่งกับคนขับข้างหน้า อาสาดูแลสัมภาระที่อยู่ด้านหลัง อากาศที่พัดผ่านไร่ข้าวโพดและทุ่งนาขั้นบันไดสีเขียวสดเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากพลาด
ผมหยิบแว่นขึ้นมาใส่เพื่อกันลมโกรก บิดแขนบิดขาสองสามครั้งเพื่อไล่อาการเมื่อยขบจากการนั่งรถนานๆ หยิบเพลงขึ้นมาเปิดฟัง...ทำไมสุ่มเจอแต่เพลงเศร้าๆก็ไม่รู้ ผมนั่งมองทุ่งข้าวโพดที่เริ่มแห้งเหี่ยวเป็นสีน้ำตาล ฮัมเพลงของ James Morrison เบาๆ และทุกครั้งที่รถกระดอนเมื่อตกลงไปในหลุมบนถนน รู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองก็กระดอนขึ้นลงเบาๆไปพร้อมกัน . . .
อย่าลืมพกเสื้อกันฝนไปด้วยนะครับ เผื่อฝนตกกลางทาง
ที่จริงไม่ต้องมีใครย้ำเตือน อากาศที่ชื้นแฉะและแอ่งน้ำฝนที่ยังหลงเหลืออยู่บนพื้นเป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างดีว่าที่นี่ฝนตกบ่อย ผมสะพายกล้อง สวมหมวกที่เพิ่งซื้อมาใหม่เพื่อแกล้งทำให้ตัวเองดูเหมือนคนที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี(ฮา) สาวเท้าขึ้นสู่บันใดขั้นแรกอย่างไม่รีบร้อน ผมไม่ลืมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษโดยการ...ทิ้งหญิงสาวสองคนนั้นไว้เบื้องหลัง ไม่เป็นไรหรอก สาวๆสมัยนี้บึกบึน เค้าดูแลตัวเองได้
มันช่างเงียบเชียบ มีแต่ป่ากับผม ไม่มีใครอื่นอีก เสียงน้ำตกเบาลงตามระยะทางที่ค่อยๆไต่ขึ้นไป ผมยกมือขึ้นโบกไล่ฝูงแมลงหวี่ที่บินมาตอมตาตอมจมูก ทางเดินบางช่วงเป็นป่ารก บางช่วงเป็นทางชันกว่า70องศา อาจจะเหนื่อยบ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหา อย่างมากก็แค่หยุดดื่มน้ำหรือหยิบช็อคโกแล็ตหวานๆเข้าปากเคี้ยว แค่นั้นผมก็พร้อมที่จะไปต่อ

Chapter2 : Silence night
ทางเดินที่ตัดผ่านป่าสนเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน กลิ่นหญ้า และกลิ่นอากาศชื้นๆลอยตลบแทรกอยู่ในสายหมอก ผมถือถังน้ำพลาสติก2ใบเพื่อตักน้ำนำมาใช้อาบในตอนค่ำ ดวงอาทิตย์(ที่ไม่เคยโผล่)คงจะลับไปแล้ว อากาศเย็นขึ้น ลมเริ่มสงบ สิบนาทีก่อนผมไปยืนรอพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเพื่อที่จะพบกับความผิดหวังเพราะไม่มีแสงใดๆโผล่มาให้เห็น
กางเกงขายาวมีน้ำซึมที่ปลายขา ผมเปิดก๊อกและยืนรอให้น้ำเต็มถัง เสียงน้ำไหลอาจเป็นเสียงเดียวที่ดังที่สุดในบริเวณนั้น เพราะทุกอย่างช่างเงียบเชียบเหมือนกับเราอยู่คนเดียวบนโลก กลุ่มควันไฟสีขาวที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากกองไฟหน้าบ้านพักเจ้าหน้าที่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าผมยังมีเพื่อนมนุษย์อยู่ไกล้ๆ ตั้งแต่ตอนบ่ายผมสาละวนอยู่กับการจัดข้าวของในเต้นท์ นักท่องเที่ยวที่มีกัน3คนอาจจะให้รู้สึกเหวอไปบ้างในตอนแรก แต่ที่สุดก็พบว่านั่นเป็นสิ่งดี ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้บรรยากาศที่เงียบสงบเช่นนี้หากมีกรุ๊ปทัวร์กลุ่มใหญ่ขึ้นมา
ไปน้อง กินข้าวด้วยกัน
พี่เจ้าหน้าที่ในชุดสีเขียวเอ่ยปากชวน ผมค่อนข้างมั่นใจว่าแกไม่ได้ชวนตามมารยาท เพราะแกย้ำอยู่ถึงสองสามครั้ง ตั้งแต่ตอนที่ขึ้นมารายงานตัวเมื่อช่วงบ่าย ผมสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่และอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีของเจ้าหน้าที่บนนี้ (อาจเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวแค่3คน)แต่ผมก็ปฏิเสธน้ำใจไปด้วยรอยยิ้ม ไม่อย่างนั้นอาหารแห้งที่อุตส่าห์ขนมาจากหาดใหญ่คงนอนร้องไห้ประท้วงอยู่ในกระเป๋าเป็นแน่
ผมรีบอาบน้ำก่อนที่ความมืดจะโอบภูแห่งนี้ไว้ในอ้อมกอด อากาศไม่ได้หนาวมาก สามารถยืนร้องเพลงสระผมได้อย่างสบายๆ ไม่มีอาการฟันกระทบกันหรือหนาวจนตัวสั่นเหมือนกับที่ภูกระดึง . . รอบตัวมืดลงเมื่อผมอาบน้ำเสร็จพอดี แสงไฟจากกองฟืนหน้าบ้านพักเจ้าหน้าที่สั่นไหวอยู่ในป่าสน เต้นท์ของสองสาวที่อยู่ละแวกเดียวกันก็เริ่มมีแสงสว่างให้เห็น ผมกลับไปที่เต้นท์ เปิดไปฉาย รื้อกระเป๋าเพื่อหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน นึกขำเมื่อเหลือบไปเห็นเสื้อกันหนาวที่พกมา เพราะความจริงแล้วบนนั้นสามารถใส่กางเกงบอลกับเสื้อยืดบางๆเดินไปเดินมาได้อย่างสบายใจ
กลุ่มหมอกหนามากับความมืด ทั่วทั้งภูมีแต่หมอกปกคลุม แสงไฟจากตะเกียง เตาแก๊ส หรือเทียนไข ไม่อาจสู้กับหมอกที่ลงหนาขนาดนั้นได้ ผมจัดการกับอาหารง่ายๆอย่างใจเย็น ไก่ย่างที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนบ่ายยังคงสภาพดีอยู่ นำมาอุ่นอีกนิดก็ทานได้อย่างสนิทใจว่าจะไม่มีการปวดท้องขึ้นมากลางค่ำกลางคืน ข้าวกระป๋องที่พกมาอาจจะดูน่าตลก แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องยอมแลกเพื่อความสะดวก
มื้อค่ำตบท้ายด้วยกาแฟ บนนี้ยามค่ำคืนไม่มีกิจกรรมให้ทำมากมายนักโดยเฉพาะกับคนที่เดินทางมาคนเดียว แค่หนึ่งทุ่มรอบตัวก็มืด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีร้านค้า ไม่มีเสียงกีตาร์ และไม่มีวงเหล้า มีแค่ทิวสนสูงชะลูดตะคุ่มอยู่กลางสายหมอกขาว เสียงกีต้าร์ถูกแทนที่ด้วยเสียงจั๊กจั่นตัวใหญ่ยักษ์ที่ชอบบินมาตอมกองไฟให้ตกใจเล่น
ผมจิบกาแฟร้อนๆจนหมดแก้วไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกไม่อยากให้ห้วงอารมณ์ขณะนั้นขาดตอน ไอน้ำเดือดยังพวยพุ่งขึ้นมาจากหม้อต้มน้ำ ผมปิดเตาแก๊ส ใส่ใบชากำใหญ่ลงไปในน้ำที่เดือดปุดๆ หากคืนนี้ตาค้างคงต้องโทษตัวเองที่ถูกบรรยากาศชักจูงให้เสพคาเฟอีนเกินขนาด
ผมฉายไฟฉายขึ้นฟ้า แสงไฟทะลุผ่านกลุ่มหมอกมองเห็นเป็นทางยาวคล้ายกับ Light saberในสตาร์ วอส์ ผมจิบชาเข้มๆเข้าปาก หยิบมือถือที่ไม่มีสัญญาณใดๆขึ้นมาดูแทนนาฬิกา สองทุ่มกว่าอาจเป็นเวลาที่หลายอย่างกำลังเริ่มต้นสำหรับชีวิตในเมือง แต่บนนี้ดูเหมือนทุกคนจะยอมแพ้ให้กับความมืดและหมอกหนา
ผมรูดซิบ แทรกตัวเข้าไปในเต้นท์ หาเสื้อแขนยาวมาสวมเพราะอากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิม คลี่ถุงนอนที่เตรียมมาและซุกตัวเข้าไปช้าๆ เปิดไฟฉายเพื่อเขียนบันทึกบ้าๆบอๆลงไดอารี่ราวสี่ห้าบรรทัด เวลาสามทุ่มความเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันเริ่มทำงาน ผมซัดยาแก้ไข้ไปสองเม็ดเพราะดูเหมือนตัวเองจะมีไข้ต่ำๆ
...ไม่รู้สึกเหงาหรือคิดถึงใคร คิดว่าไม่ใช่เพราะความเคยชิน อาจเป็นเพราะนึกหน้าคนให้คิดถึงไม่ออกรึเปล่าก็ไม่รู้...
ผมเคลิ้มหลับไป พร้อมเสียงลมหวีดหวิว และเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบกับฟลายชีทดังเปาะแปะ...

| Create Date : 07 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 7 พฤศจิกายน 2552 11:22:29 น. |
| |
18 comments
|
|
|
|
| | |
โดย: d_regen 7 พฤศจิกายน 2552 12:24:23 น. |
|
|
|
| | |
โดย: ปุยฟ้า 7 พฤศจิกายน 2552 14:18:02 น. |
|
|
|
| | |
โดย: venroute 7 พฤศจิกายน 2552 14:20:42 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: yatiko IP: 172.27.53.139, 118.173.168.76 7 พฤศจิกายน 2552 15:35:32 น. |
|
|
|
| | |
โดย: KhunKARN 7 พฤศจิกายน 2552 15:51:16 น. |
|
|
|
| | |
โดย: i-beauty 10 พฤศจิกายน 2552 16:04:03 น. |
|
|
|
| | |
โดย: มิลเม (มิลเม ) 11 พฤศจิกายน 2552 15:06:35 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: pick IP: 58.8.167.222 12 พฤศจิกายน 2552 15:11:22 น. |
|
|
|
| | |
โดย: yatiko 13 พฤศจิกายน 2552 18:44:02 น. |
|
|
|
| | |
โดย: ก่าแป๊ง 13 พฤศจิกายน 2552 20:08:35 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: yatiko IP: 172.27.53.139, 113.53.57.89 18 พฤศจิกายน 2552 15:36:42 น. |
|
|
|
| | |
โดย: Geebi 19 พฤศจิกายน 2552 15:03:36 น. |
|
|
|
| |
|
|
รูปเหงาได้ใจ แต่ก็สวยสงบ
ชอบประโยคนี้จังเลย
...ไม่รู้สึกเหงาหรือคิดถึงใคร คิดว่าไม่ใช่เพราะความเคยชิน อาจเป็นเพราะนึกหน้าคนให้คิดถึงไม่ออก