สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ๖ : ผิดหนักครั้งแรก-ทำลายพิธีแรกนาขวัญ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในสมัยรัตนโกสินทร์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองยังทรงเป็นมหาดเล็กอยู่ ตามหลักฐานของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต(Jeremius Van Vliet) กล่าวว่าพระองค์ทรงก่อเรื่องร้ายๆหลายหน เช่น ลักขโมย คบโจร แต่ฟาน ฟลีตได้กล่าวถึงความผิดร้ายแรงของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอยู่สามหน ครั้งแรกคือการทำลายพิธีแรกนาขวัญซึ่งเป็นพระราชพิธีที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาจนปัจจุบัน

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในสมัยกรุงศรีอยุทธยา
ในกฎหมายตราสามดวงซึ่งชำระจากกฎหมายเก่าครั้งอยุทธยาได้เรียกพระราชพิธีนี้ว่า "พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล"

โดยปกติแล้วพระราชพิธีนี้ทำกันในเดือน ๖ ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนเริ่มลงเม็ด เป็นฤดูที่จะเริ่มปลูกข้าว ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ในสมัยอยุทธยา(จนถึงปัจจุบัน)ล้วนทำกันเพื่อเลี้ยงตนเอง พระราชพิธีนี้จึงเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจและเป็นการขอความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดกับไร่นาที่จะทำการต่อไป

พระราชพิธีนี้ใช้เวลา ๓ วัน เป็นการจำลองการไถนาบนแปลงจำลองขนาดเล็ก แล้วหว่านข้าวลงบนแปลงนานั้น ในยุคปัจจุบันผู้ที่จะทำพิธีแรกนาคือข้าราชการจากกระเกษตรและสหกรณ์โดยเรียกกันว่า "พระยาแรกนา" โดยพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จในพระราชพิธีนี้ด้วย

ในอดีตพระมหากษัตริย์จะทรงไถนาบนแปลงจำลองด้วยพระองค์เอง แต่จนถึงยุคสมัยหนึ่งได้มีกาีรเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีนี้ไป โดยฟาน ฟลีตได้กล่าวว่าเพิ่งเปลี่ยนในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม*เป็นเพราะโหรได้ทำนายว่าหากพระองค์เสด็จทำพิธีนี้ด้วยพระองค์เองพระองค์จะสวรรคตภายใน ๓ ปี จึงมีการมอบหมายให้พระยาพลเทพหรืออกญาพลเทพ(Oija Poelethip) เสนาบดีกรมนาไปดำเนินการพระราชพิธีแทนแต่ออกญาพลเทพคนนี้เสียชีวิตอย่างกระทันหัน จึงมีการเปลี่ยนแปลงอีก โดยให้ขุนนางชั้นผู้น้อยมาเป็นผู้ทำพระราชพิธีแทนโดยสมมติชื่อให้ว่า "ออกญาเกี่ยวข้าว(Oija Kheeukhau)" ซึ่งมีปรากฏเรียกในเอกสารของไทยว่า "พระยาจันทกุมาร" "เจ้าพญาจันทกุมาร" เป็นต้น

*กฏมณเฑียรบาลได้ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(ครองราชย์ พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑) แต่กฏมณเฑียรบาลในกฎหมายตราสามดวงเป็นการรวบรวมกฎหมายสมัยอยุทธยาจึงมีความเป็นไปได้ที่หลายๆมาตรามีการเขียนปรับปรุงในภายหลัง

รูปแบบพระราชพิธีในเอกสารของฟาน ฟลีตตรงกับเอกสารของไทย ดังเช่นมีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า "เดือนไพศาขจรดพระอังคัล เจ้าพญาจันทกุมารถวายบังคม ณหอพระ ทรงพระกรุณายื่นพระขรรค แลพระพลเทพถวายบังคมสั่งอาญาสิทธิ ธรงพระกรุณาลดพระบรมเดช มิได้ไขหน้าล่อง มิได้ตรัสคดีถ้อยความ มิได้เบิกลูกขุน มิได้เสดจ์ออก ส่วนเจ้าพญาจันทกุมารมีเกยช้างหน้าพุทธาวาศขัดแห่ขึ้นช้าง แต่นั้นให้สมโพท ๓ วัน ลูกขุนหัวหมื่นพันนา ๑๐๐ นา ๑๐๐๐๐๐ นา กรมการมนกรมนาเฝ้า แลลูกขุนหัวหมื่นเฝ้าตามกระบวน"



พระยาจันทกุมาร(ออกญาเกี่ยวข้าว)เป็นพระยาแรกนาต่างพระองค์พระมหากษัตริย์ ฟานฟลีตกล่าวว่าในตอนที่ออกไปทำพิธีนั้นให้ถือเป็นเสมือนพระมหากษัตริย์ มีกระบวนแห่ไปโรงพิธี นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานงดภาษีค่าท่า อากรขนอนตลาด(ฟาน ฟลีตกล่าวว่าได้เรียกเก็บของมีค่ามาจากระหว่างเดินทางหรือเอามาจากบ้านคนที่ปิดประตูหนีไม่ทัน) ส่วนพระมหากษัตริย์ทรงเก็บตัวเงียบตลอดเวลา ๓ วันของพระราชพิธี ไม่ทรงว่าราชการใดๆทั้งสิ้น

นอกจากนี้ฟาน ฟลีตยังได้กล่าวนอกเหนือไปจากเอกสารของไทยอีกว่าเมื่อออกญาเกี่ยวข้าวมาถึง มีการอนุญาตให้คนแถวนั้นสามารถต่อสู้หรือโจมตีคนของออกญาเกี่ยวข้าวได้แต่ห้ามแตะต้องตัว หากออกญาเกี่ยวข้าวชนะ ข้าวก็จะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ ถ้าแพ้ภูติผีก็จะทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผล(สัณนิษฐานว่าเป็นการต่อสู้แบบหลอกๆ ถึงไม่ยอมให้โดนตัว แต่ฟาน ฟลีตกล่าวว่าบางครั้งก็มีคนโดนฟันบ้าง)


ทำลายพิธี
เหตุการณ์ใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมีพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา(คำนวณจากปีพระราชสมภพน่าจะประมาณ พ.ศ.๒๑๖๐) โดยตอนนั้นทรงเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก

เนื่องจากพระราชพิธีนี้ทำกันในเดือน ๖ ก็คงเป็นเดือนเดียวกันในปีนั้น ระหว่างที่มีพระราชพิธีอยู่ พระหมื่นศรีสรรักษ์กับน้องชาย(ในอนาคตได้เป็น'ฝ่ายหน้า'หรือพระมหาอุปราช สัณนิษฐานว่าอาจจะเป็นสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา)ได้ขี่ช้างแล้วมีบ่าวไพร่ติดตามมาด้วยอยู่ใกล้ๆบริเวณพิธีนั้น

ฟาน ฟลีตกล่าวว่า จมื่นศรีสรรรักษ์กับพรรคพวกก็ได้เข้าทำการโจมตี(น่าจะโจมตีตามธรรมเนียมพิธี)แต่กลับรุนแรงราวกับต้องการจะฆ่าออกญาเกี่ยวข้าวกับพรรคพวกให้ตายทั้งหมด ฝ่ายองครักษ์ออกญาเกี่ยวข้าวก็ป้องกันโดยขว้างก้อนหินใส่จนหินไปโดนน้องชายพระหมื่นศรีเข้า ทำให้พระหมื่นศรีโกรธมากชักดาบออกมาโจมตีอย่างหนักจนออกญาเกี่ยวข้าวกับพรรคพวกต้องหนีไปออกจากแปลงนา แต่ยังไม่พอ จมื่นศรีสรรักษ์ยังตามไปทำร้ายคนที่วิ่งตามทันอีกจนคนพวกนั้นบาดเจ็บสาหัส

เหตุใดพระเจ้าปราสาททองถึงทรงทำเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ที่ว่าการโจมตีในช่วงแรงเป็นการโจมตีแบบที่เป็นธรรมเนียมพิธีอย่างที่ฟานฟลีตกล่าว แต่พอน้องชายโดนทำร้ายเลยโกรธขึ้นมา แต่ก็ผิดวิสัยเนื่องด้วยพระเจ้าปราสาททองเองเป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิด ออกญาศรีธรรมธิราชพระบิดาก็เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พระองค์จึงน่าจะมีความรู้ความเข้าใจดีว่าการทำลายพิธีจะให้ผลร้ายแรงอย่างไร หรือไม่อาจเป็นเพราะนิสัยที่ชอบก่อเรื่องอีกประการหนึ่ง ทั้งนี้ต้องลองวิเคราะห์กันต่อไป


ถูกลงโทษ


การจองจำห้าประการประกอบด้วย 
ตรวนใส่เท้า เท้าติดขื่อไม้ โซ่ล่ามคอ คาใส่คอทับโซ่ 
มือทั้งสองสอดเข้าไปในคาและไปติดกับขื่อทำด้วยไม้

ออกญาเกี่ยวข้าวหนีซมซานกลับไปกราบทูลเรื่องทั้งหมดกับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมกริ้วมากทรงให้เรียกจมื่นศรีสรรักษ์เข้ามาเฝ้า แต่จมื่นศรีกลัวความผิดเลยหนีไปหลบในวัด ด้วยเหตุนี้ออกญาศรีธรรมาธิราชผู้เป็นพ่อจึงต้องรับเคราะห์แทน พระเจ้าทรงธรรมทรงขู่ว่าหากพระหมื่นศรีไม่เข้ามาเฝ้าจะทรงประหารออกญาศรีธรรมาธิราช(ซึ่งก็เป็นลุงแท้ๆของพระองค์)

จมื่นศรีสรรักษ์จึงเข้ามาเฝ้าทูลขอความเมตตา แต่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสั่งให้มหาดเล็กจับตัวไว้แล้วลงฟันจมื่นศรีด้วยพระองค์เอง โดยฟันที่ขาทั้ง ๒ ข้าง ข้างละ ๓ แผล ตั้งแต่เข้าถึงหัวแม่เท้า

สุดท้ายจมื่นศรีสรรักษ์ถูกลงโทษจำ ๕ ประการ ขังไว้ในคุกใต้ดิน


พ้นโทษ


มณีจันทร์(แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ) 
จาดภาพยนตร์ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช'

พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำคุกอยู่ ๕ เดือน ก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้พ้นโทษออกมาได้ 

สตรีผู้นั้นมีนามว่า "Tjau Croa Maha-dijtjan" อาจถอดเสียงเป็นภาษาไทยได้ประมาณว่า "เจ้าขรัวมหาดิจันทร์" เป็นชายาม่าย(widow-จึงไม่รู้ว่าทรงมียศระดับไหน)ของพระนเรศ(Pra Naridt)หรือ Black King ซึ่งก็คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

มักเป็นที่รู้จักกันมากกว่าในชื่อ "เจ้าขรัวมณีจันทร์" ทั้งนี้เกิดจากการแปลเอกสารของฟาน ฟลีตที่ผิดพลาดจากภาาาดัชต์เป็นภาษาฝรั่งเศส(อ่านได้ในตอนที่ ๒) ทำให้ "Tjau Croa Maha-dijtjan" กลายเป็น "Ziau Croa Mady Tjan" พอถอดเป็นภาษาไทยจึงกลายเป็น "เจ้าขรัวมณีจันทร์" และชื่อก็ฟังดูใกล้เคียงกับ "พระมณีรัตนา" ซึ่งเป็นพระนามของพระมเหสีสมเด็จพระนเรศวรในเอกสาร "คำให้การชาวกรุงเก่า" ด้วย จึงทำให้คนเข้าใจกันว่าอาจจะเป็นองค์เดียวกันทั้งๆที่ชื่อมณีจันทร์ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะคำว่า 'Maha(มหา)' ในภาษาดัชต์ฟังดูชัดเจนอยู่

Tjau Croa อาจถอดเสียงว่า “เจ้าขรัว”ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นคำเรียกผู้เป็นบิดามารดาของพระสนมที่เป็นเจ้าจอมมารดาเพราะมีหลานตาเป็นพระองค์เจ้า เรียกกันว่า “ขรัวตาขรัวยาย” นอกจากคำว่า “เจ้าขรัว” ยังมีอีกคำหนึ่งที่ฟังดูใกล้อย่าง “เจ้าครอก”ช้เรียกเจ้านายผู้หญิงโบราณ ถ้าตามความหมายรัตนโกสินทร์ อาจแปลได้ว่ามีพระราชธิดาด้วยสมเด็จพระนเรศวรพระองค์หนึ่ง แล้วพระธิดานั้นได้เป็นพระภรรยาเจ้าของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ในรัชกาลต่อมามีหลานเป็นเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า ท่านจึงได้เป็น “ขรัวยาย” ในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่มีหลักฐาน นอกจากนี้คำว่า"ขรัว"สามารถใช้หมายถึงภิกษุอายุมากได้บางคนจึงการสัณนิษฐานว่าหลังจากสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตพระนางอาจจะออกไปบวชชี แต่ก็ไม่มีหลักฐาน

Tjau Croa Maha-dijtjan น่าจะมีสถานะที่สูงพอสมควรในราชสำนักขณะนั้นและคงจะทรงเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็เป็นได้จึงสามารถทูลขอให้สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมอภัยโทษให้สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้(อาจบวกกับเวลา ๕ เดือนซี่งอาจจะนับว่านานพอแล้ว)  แต่เหตุผลที่ทรงช่วยเหลือพระเจ้าปราสาททองหรือจมื่นศรีสรรักษ์นั้นไม่มีหลักฐานกล่าวถึง จึงต้องสัณนิษฐานกันต่อไป 

บ้างก็ว่าอาจเพราะมีสายสัมพันธ์กันส่วนตัว บ้างก็ว่าพระเจ้าปราสาททองเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถหรือสมเด็จพระนเรศวรเอง ท่านเลยช่วยเพราะเห็นเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน(หรืออาจเป็นโอรสของท่านเอง) หรือไม่ก็เพราะพระเจ้าปราสาททองก็นับเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าทรงธรรมนับเป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน วัยเด็กอาจเคยเข้ามาในวัง หากจะรู้จักกับเจ้าขรัวมณีจันทร์ซึ่งน่าจะเป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายในก็อาจจะเป็นช่วงนี้ก็ได้ บางทีอาจจะทรงเลี้ยงดูพระเจ้าปราสาททองไปพร้อมๆกับหลานเธอของท่านก็ได้ อาจเป็นไปได้ว่าท่านอาจจะเห็นมาตั้งแต่เล็กๆเลยเกิดความเอ็นดูสงสาร 

ทั้งหมดนี้ไม่มีหลักฐานเป็นแค่ความเป็นไปได้เท่านั้น 

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองหรือจมื่นศรีสรรักษ์จึงพ้นโทษออกมาได้ คำนวณวันเวลาน่าจะประมาณ เดือน ๑๑ พ.ศ.๒๑๖๐




Create Date : 17 กันยายน 2555
Last Update : 14 มีนาคม 2556 21:06:47 น.
Counter : 6982 Pageviews.

6 comments
多多益善 Duōduōyìshàn แฟนเยอะจริงๆ Kavanich96
(24 พ.ย. 2563 02:15:01 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ ประจำหลักกิโลเมตรที่ 264 : โรงเรียนของหนู The Kop Civil
(31 ต.ค. 2563 21:07:42 น.)
น้อมรำลึก ๑๒๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี haiku
(26 ต.ค. 2563 21:44:26 น.)
‘เศียรใหญ่’ ไม่ใช่พระศรีสรรเพชญ์ ผู้ชายในสายลมหนาว
(28 ก.ย. 2563 15:54:02 น.)
  
King Prasad Thong is one of the bad king of Thailand. Japanese documents also recorded his many bad behaviours."Tjau Croa Maha-dijtjan" อาจถอดเสียงเป็นภาษาไทยได้ประมาณว่า "เจ้าขรัวมหาไดจันทร์" ij = y and pronounced as 'ai' not 'i'
Translation from Dutch to French is not easy. Only Belgians can translate from Dutch to French accurately. Van Vliet memoirs also translated to German. I think German version is more accurate.
โดย: A man who lives in Taiwan IP: 120.108.90.189 วันที่: 20 กันยายน 2555 เวลา:11:30:01 น.
  
Thank You

ij ในชื่อของอีกหลายๆคน น่าจะถอดตรงกับภาษาไทยเป็น "i" มากกว่าครับ เช่น พระศรีสิงห์(Pra Sijsingh) ออกญาศรีธรรมาธิราช(Oija Sijdama Thijra-ija)
โดย: ศรีสรรเพชญ์ (Slight06 ) วันที่: 20 กันยายน 2555 เวลา:14:01:27 น.
  
รู้แต่ว่าออกญากลาโหมไปงานศพแม่ที่ชื่อมณีจันทร์เลยโดนสมเด็จพระเชษฐาธิราชหลานเอกาด่าว่าไอ้กบฏ เพราะเพื่อนขุนนางไปกันเยอะจนท้องพระโรงร้าง ออกญากลาโหมจึงถือโอกาสแก้แค้นให้พี่ชายตัวเองด้วย ด้วยการเก็บ สายทางเอกาทศรถเกือบทั้งหมด เพราะสายเอกาผู้ชายก็ไม่ชอบองค์ไลอยู่แล้ว (ศรีสิงห์ องค์ทอง เชษฐา) หาเรื่องแกล้งเนืองๆ แต่ท้ายโดนองค์ไลปราบหมด เจ้าฟ้าชายรามาธิเบศร ต้องโดนเอามาซ่อน กลายเป็นพ่อไล ที่เด็กผู้ชายเพื่อนสนิทที่เกาะบางปะอินเรียกว่า "ไอ้ไล" กลายเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ กลายเป็นออกญากลาโหม กลายเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททองท้ายที่สุด (แก้แค้นให้พี่ชายตัวเอง เจ้าฟ้าชายศรีรณเรศ ที่โดนยิงตายที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ขณะยกทัพไปทำศึกกับพม่า เป็นแผนร้ายของเอกาทศรถเอง)
โดย: ลูกกรอก IP: 49.230.202.32 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:21:26:02 น.
  
เรื่องที่คุณอ้างมีหลักฐานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมั้ยครับ ถ้ามีก็ช่วยยกมาให้อ่านหน่อย เพราะเท่าที่ศึกษามาไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือตรงกับที่คุณอ้างครับ
โดย: ศรีสรรเพชญ์ IP: 110.169.89.112 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:21:52:39 น.
  
ที่คุณพูดมาขอให้คุณไปหาหลักฐานเอาที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเอาดีกว่าครับ ผมไม่เชื่อว่าลูกชายพระนเรศวรจะชื่อ"มหาธรรมราชา"ใครจะพิเรนทร์ตั้งชื่อลูกชายเหมือนชื่อพ่อตัวเองคุณศรีสรรเพชญ์คิดดูสิ พูดแบบภาษาชาวบ้านนะ หลานชายไปเที่ยวกับปู่ มีคนถามปู่ว่าชื่ออะไร ปู่บอกว่า "เราชื่อมหาธรรมราชา" แล้วหลานของคุณท่านชื่ออะไรครับ คะ อ๋อ หลานเราก็ชื่อมหาธรรมราชา 5555 บ้าไปแล้ว แล้วไอ้พงศาวดารเล่มไหนที่บอกว่าส่งพระเจ้าลูกเธอมหาธรรมราชาไปรบกบฏพระยาแกรก ถ้าคุณศรีสรรเพชญ์รู้ชื่อพงศาวดารแล้วกรุณาบอกผมที มีขายมั๊ยผมจะได้ซื้อมาอ่าน ส่งลูกสาวไปรบ ตลกสิ้นดี ลูกเธอ=ผู้หญิง ลูกยาเธอ=ผู้ชาย ลองศึกษาคำราชาศัพท์ดีๆก่อนนะครับก่อนจะแต่งพงศาวดารแล้วมีอำนาจเงินหน่อยก็ไปจ้างโรงพิมพ์สำนักพิมพ์ให้พิมพ์เผยแพร่ให้ สงสารบุคคลในประวัติศาสตร์หนะครับ จริงๆ
โดย: ลูกกรอก IP: 49.230.208.131 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:19:55:15 น.
  
กรุณาอย่างเอาบรรทัดฐานแบบปัจจุบันไปตัดสินค่านิยมโบราณครับ

เจ้านายสายสุโขทัยหลายคนใช้พระนามมหาธรรมราชาซ้ำกันตั้งเยอะครับ กษัตริย์สุโขทัยใช้ธรรมราชาซ้ำกันถึงถึง ๔ องค์ แล้วมีเหตุอะไรจะตั้งซ้ำกันไม่ได้ครับ 'ธรรมราชา' ไม่ใช้นามเดิมตั้งแต่แรก แต่สันนิษฐานว่าเป็นนามที่ได้มาภายหลัง น่าจะเป็นนามที่ตั้งให้เจ้าที่ครองเมืองฝ่ายเหนือของรัฐสุโขทัยเดิม

กษัตริย์อยุทธยาเองก็ตั้งชื่อซ้ำกันเยอะครับ และส่วนใหญ่ก็มักข้ามไป ๑ รุ่นแล้วซ้ำกัน เช่น 'อินทราชา' ก็มีปู่และหลานชื่อเดียวกัน

เรื่องพระเจ้าลูกเธอมหาธรรมราชามีระบุอยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเกือบทุกฉบับครับ เท่าที่รู้มี
ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม)
ฉบับบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน
ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด)
ฉบับพระพนรัตน์
ฉบับหมอบรัดเลย์
ฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ฉบับพระราชหัตถเลขา

ใครที่ศึกษาพงศาวดารก็ต่างรู้กันทั้งนั้นครับ 'ลุศักราช ๙๕๓ ปีเถาะ ตรีศก พระศรีสุพรรมาธิราชผู้เป็นพระยาละแวก ก็ให้พระยากลาโหม ผู้ลูกเขย มากราบทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ว่า พระยาอ่อนหนีไปอยู่ด้วยซ่องพรรคในตำบลเสนละโทงนั้น ประมูลซ่องพรรคทั้งปวงได้มากแล้ว ว่าจะยกมารบพระยาละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพพระเจ้าลูกเธอ พระมหาธรรมราชา และช้างเครื่อง ๕๐ ม้า ๑๐๐ พล ๑๐๐๐๐ และทัพพระยาธรรมาธิบดี พระยาสวรรคโลก พระยากำแพงเพชร พระยาสุโขทัย พระยาธารา ยกไปโดยทางโพธิสัตว์ และมีพระกำหนดไป ให้พระยาละแวกยกทัพออกมาบรรจบด้วยทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และให้ยกไปตีทัพพระยาอ่อนในตำบลเสนละโทงนั้น ครั้นตีทัพพระยาอ่อนแตกฉานแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอก็ยกทัพคืนมาโดยทางพระนครหลวง มาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์'

ตรงกับพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ที่ว่า 'ทัพพระเจ้าฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้'

ซึ่งมันก็ระบุชัดอยู่แล้วว่า มหาธรรมราชาเป็นพระเจ้าลูกเธอของพระเจ้าอยู่หัวตอนนั้น และผมไม่เคยพูดว่าไปปราบกบฏพระยาแกรกที่เป็นกษัตริย์ในตำนานด้วย แต่เป็นพระยาอ่อน

ส่วนเรื่องพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ เป็นศัพท์โบราณที่อาจไม่ใช้เหมือนปัจจุบัน ในเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ยังปรากฏเรื่องพระโอรสว่าพระเจ้าลูกเธอ อย่างเช่นมีปรากฏรัชกาลที่ ๒ ว่า'ได้ทรงสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ให้เปนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร....พระราชโอรสที่ ๓ นั้นเปนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์' อย่างนี้รัชกาลที่ ๒ กับกรมขุนเสนานุรักษ์เป็นผู้หญิงหรือครับ

ราชาศัพท์สมัยปัจจุบันถ้าเอาไปใช้แบบโบราณก็ผิดแน่นอนเพราะมีหลายคำใช้ไม่เหมือนกัน เช่น 'พระบรมราชโองการ' คำว่า 'บรม' เพิ่งใช้สมัยร.๔ ก่อนหน้านั้นใช้ 'พระราชโองการ' ถ้าย้อยไปสมัยอยุทธยาตอนต้น ก็มีปรากฏว่ากษัตริย์ใช้ 'พระเสาวนีย์' ซึ่งปัจจุบันใช้กับผู้หญิงเท่านั้น อย่างนี้ถ้าเอาราชาศัพท์ปัจจับุนไปเทียบก็ผิดแน่นอน

ที่ให้ไปหาหลักฐานเอาที่วัดพระธาตุลำปางหลวงนี่คือหลักฐานอะไรครับ หนังสือที่พิมพ์ขายในวัดโดยที่ปราศจากแหล่งอ้างอิงที่เหมาะสมหรือครับ แค่ชื่อ ไล นี่ก็เกิดจากการแปลที่ผิดพลาดแล้วครับ แล้วจะนำมาอ้างอิงได้อย่างไร ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลักฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวงนี่เป็นประเภทที่ว่า 'มีอำนาจเงินหน่อยก็ไปจ้างโรงพิมพ์สำนักพิมพ์ให้พิมพ์เผยแพร่ให้' หรือเปล่าครับ

ถ้าคุณสามารถเสนอหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาได้ผมยินดีจะรับฟังครับ แต่ถ้ามาไม่สามารถยกหลักฐานที่เหมาะสมมาได้แล้วไล่ให้ไปหาเองผมคงไม่มีอะไรจะพูดต่อครับ
โดย: ศรีสรรเพชญ์ วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:8:10:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Slight06.BlogGang.com

ศรีสรรเพชญ์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]

บทความทั้งหมด