ทำไมแก้กรรมต้องส่งกุศลให้กับเจ้ากรรมด้วย
ทำไมแก้กรรมต้องส่งกุศลให้กับเจ้ากรรมด้วย

    เราแก้กรรม แก้ที่เหตุวิบาก ไม่ได้แก้ที่ผล แต่ทำไมเราต้องสร้างบุญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตรส่งไปให้กับเจ้ากรรมนายเวรด้วย เพราะอดีตเราไปแก้ไขอะไรไม่ได้?

    อดีตแก้ไขไม่ได้ แล้วปัจจุบันนี้เจ้ากรรมนายเวรมาเสวยกรรมปัจจุบันนี้ได้ นี่แหละ เราทำบุญกุศลเพื่อมาแก้ความรู้สึกของเจ้ากรรมที่มาเสวย ณ ปัจจุบันนี้ ว่าอย่าทำรุนแรงกับเรา เพราะเราสำนึกแล้ว

    เจ้ากรรมนายเวรอาฆาตพยาบาทเรา เราก็ทำบุญกุศลส่งไปให้เพื่อให้แรงพลังอาฆาตนั้นลดน้อยลง

    ยกตัวอย่าง สมมติว่า มีพลังอาฆาตอยู่ ๔ เหตุการณ์ คือ จะต้องมี ๔ เหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความสัปปายะที่จะอาฆาต แต่พอเรามาทำกุศลส่งไปให้ แล้วทำให้แรงอาฆาตพยาบาทเขาลดน้อยลง ทำให้เหลือ ๓ เหตุ แล้วจะทำให้อาฆาตเบาบางลงไหม? ก็เบาบางลง นี่คือเหตุอย่างนี้ แก้อย่างนี้ คือ แก้ไขมาดีกับพลังอาฆาตนี้ ให้เขาเข้าใจว่าเราสำนึกแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะไม่ทำกรรมนี้แล้วนะ

    ๑. เรายอมรับผิด

    ๒. เรายอมรับว่าต่อไปนี้จะไม่ทำกรรมนี้อีกแล้ว

    แล้วจิตใจเราจะอ่อนโยนขึ้นไหม? หรือว่าเขายังจะแค้นเรามากๆ? พลังอาฆาตนี้ก็จะอ่อน ความแค้นนี้ก็จะลดน้อยลง นี่แหละ เรามาแก้ตรงนี้

    เราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำบุญตักบาตร ทำดีส่งกุศลไปให้เขาก็ได้นี่?

    เราไม่ได้ทำบุญตักบาตร ทำดีส่งกุศลไปให้เขา แล้วจะมาบอกว่าเราทำดี แล้วเจ้ากรรมนายเวรเขาจะเชื่อหรือเปล่า? ก็ไม่เชื่อ

    แม้ว่าเราเปลี่ยนแปลงที่ "เหตุ" ที่ความคิดของเราแล้วนี่

    แต่ว่าเราเปลีี่ยนแปลงความคิดของเจ้ากรรมไหมล่ะ? เราบอกว่าเราเป็นคนดีแล้วเจ้ากรรมจะเชื่อเราไหม? เป็นสิทธิของเขา เราจะต้องทำให้เขาเชื่อ โดยกระทำกรรมดีให้เขาดู เดี๋ยวนี้เราทำดี คุณเชื่อฉันได้ เชื่อได้เลย

    เราจะต้องแสดงกรรมดีให้เขาดู ถ้าเราไม่แสดงกรรมดี ไม่ทำกรรมดีแล้วจะมีอะไรยืนยันต่อเจ้ากรรมว่า เราทำจริง ให้เขาเชื่อได้

    เราจะต้องกล้าประกาศ เราจะต้องมีเจตนาที่จะไม่ทำกรรมที่ไม่ดีนั้นๆแล้ว แล้วเราจะต้องมีพฤติกรรมให้เขาเห็นว่า เราได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว เจ้ากรรมถึงจะใจอ่อน เห็นว่าเราจริงใจของเรา เขาจึงยอมอาฆาตพยาบาทลดลง เราต้องแสดงให้เจ้ากรรมดู ให้เจ้ากรรมได้ประจักษ์

    ไม่ใช่ว่าเราทำสังฆทานเป็นบุญกุศลส่งไปในอดีต แต่เป็นเพราะเราสร้างบุญกุศลส่งให้กับเจ้ากรรมปัจจุบันที่กำลังเสวยวิบากกรรมอยู่ พลังตรงนี้

    อดีต ผลมันแก้ไม่ได้ แต่เราแก้วิบากได้ ณ เวลานั้นที่มาเสวยกรรม การเสวยกรรมก็คือพลังแห่งวิบาก พลังแห่งวิบากไม่ใช่อดีต เป็นปัจจุบัน เช่น เวลานี้ทำให้เราเจ็บแขน ปวดร่างกาย เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ เราเชื่อว่าเป็นเจ้ากรรมทำ นี่แหละ เป็นพลังปัจจุบัน ไม่ใช่พลังอดีต แต่อดีตเป็นตัวส่ง เป็นตัวต้นเหตุ สมมติตามข้างต้นที่กล่าวมา คือ ๔ เหตุมารวมกันถึงจะเกิดความสัปปายะมาทำได้ เหตุปัจจุบันทำให้ลดลงปั้บ แล้วเจ้ากรรมจะมาส่งผลก็จะอ่อนตามไปด้วย แต่ตัวที่จะมาส่งผลเป็นตัวนัั้น ตัวที่เคยทำไว้ เป็นแรงกรรม แรงกรรมจะต้องมีแรงบวก แต่ถ้าแรงบวกเราอ่อน เจ้ากรรมก็อ่อนลง อ่อนลงถึงจุดหนึ่ง เจ้ากรรมก็จะบอกว่า แค่นี้ก็โอเคล่ะ พอละ ก็จะอโหสิกรรม

    ฉะนั้น "แรงกรรม" ไม่มีหมด แต่เป็นพลังอโหสิกรรม คือ ไม่เอาความ ก็จะไปตามกาลเวลา เป็นไปตามภาวะธรรม ก็จะไปสลายในธรรมเอง ใครก็ไปบังคับให้แรงกรรมนี้ไปสลายไม่ได้ นอกจากธรรม

    เราทำดี ส่งกุศลไปให้กับเจ้ากรรม เจ้ากรรมตรงนี้สลายไม่ได้ แต่เจ้ากรรมนี้ไม่เอาความได้ พอเจ้ากรรมไม่เอาความก็ส่งผลไม่มาถึงเรา

    แสดงว่ากรรมนั้นดำรงไว้อยู่ในธรรม แล้วธรรมก็มีกาลเวลา มีวิธีของธรรมที่จะทำให้กรรมนั้นสลายเข้าสู่อีกพลังหนึ่ง

    ฉะนั้น ทำไมเราจะต้องทำดี ทำบุญสร้างกุศล เราทำดีแสดงออกถึงความจริงใจ น้อมให้เจ้ากรรมเขาเห็นว่าเราจริงใจ จะทำให้เจ้ากรรมใจอ่อนลง ยอมอโหสิ แต่ถ้าเราไม่กระทำอะไรเลย เขาจะอโหสิไหม? เขาจะเห็นความจริงใจของเราไหม? ก็ไม่เห็น

    ที่เราส่งกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้เขารู้ว่าเราได้ทำดีกับเขา เราเปลี่ยนแปลงแล้วนะ จริงนะ เรามุ่งไปทางดีแล้วนะ น้อมไปทำให้เขาใจอ่อน น้อมให้เขาเห็นจริงว่า เราทำจริง เขาใจอ่อน เจ้ากรรมเอาคืนน้อยลง แรงกรรมก็อ่อนลง ถ้าอ่อนมากถึงจุดหนึ่งก็กลายเป็นอโหสิ คือ ไม่เอาความกัน

    เราไปแก้กรรม เราจะต้องรีบทำบุญกุศล ถึงแม้เราไม่ได้ทำก่อน แต่ถ้าเรารับปากแล้วเราจะต้องรีบทำ เราไม่ทำเราก็ไม่มีสิ่งยืนยันว่าเราจริงใจแค่ไหน ใครจะมายอมเรา

    ถ้าสมมติว่า เจ้ากรรมบอกว่าจะต้องทำดี ๗ คะแนน ถึงจะอโหสิกรรมให้ แต่เราทำแค่ ๓ คะแนน ก็ไม่เพียงพอกับแรงที่จะทำให้เจ้ากรรมใจอ่อน เหมือนกับเราต้มน้ำร้อน ใส่ถ่าน ๑๐ ก้อน เราไปใส่แค่ ๓ ก้อน และใส่เพิ่มเป็นอีก ๕ ก้อน น้ำเริ่มเดือด ยังไม่เดือดจริง แล้วเราบอกว่าพอแล้ว ไม่ต้องใส่ถ่านแล้ว น้ำก็เดือดแค่นั้น ยังไม่เดือดจริง แต่ถ้าเราทำเพิ่มอีกเป็น ๑๐ ก้อน น้ำก็เดือดจริง เราก็ใช้ประโยชน์ได้ อานิสงส์ก็เกิด 

    บางครัั้งเราทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็เหมือนกับจุดเตาไฟใหม่ ก็เหมือนกับต้มน้ำไม่ถึงจุดเดือด ก็เอาไปใช้การไม่ได้

 



Create Date : 27 มกราคม 2564
Last Update : 27 มกราคม 2564 4:47:39 น.
Counter : 279 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
การฝึก ปัญญา Dh
(8 ก.ย. 2564 05:35:41 น.)
:: เงาซ่อนแสง 18 :: กะว่าก๋า
(7 ก.ย. 2564 06:38:29 น.)
:: เงาซ่อนแสง 17 :: กะว่าก๋า
(5 ก.ย. 2564 07:06:47 น.)
:: เงาซ่อนแสง 15 :: กะว่าก๋า
(3 ก.ย. 2564 06:10:48 น.)
  
เซียนกระบี่ลุ่มแม่น้ำวัง 



โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 27 มกราคม 2564 เวลา:8:33:47 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Prommasit.BlogGang.com

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด