มาตรฐานเรากับมาตรฐานเขา
ผมเคยพูดว่า "ในชีวิตจริง คนเราต้องมี 2 มาตรฐาน" ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับ อย่าเอาไปรวมกัน ..... 2 มาตรฐานในชีวิตจริงคือ "มาตรฐานของเรา" และ "มาตรฐานของเขา" ซึ่งทั้ง 2 มาตรฐานนี้แหละที่เราจะมีการใช้มันในเรื่องที่ต่างกัน

เมื่อเราพูดถึงหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับตัวเราเอง อย่างเรื่องของความชอบส่วนตัว การแต่งตัว การเลือกซื้อเลือกใช้ของ อาหารการกิน เป็นต้น...เรื่องเหล่านี้เราต้องใช้มาตรฐานของเราครับ.......แต่เมื่อเรากำลังพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคนอื่นหรือส่วนรวม เช่น ความชอบส่วนตัวของคนอื่น การแต่งตัวของคนอื่น หรือการที่เราทำอะไรที่ต้องไปเกี่ยวกับส่วนรวม เรื่องพวกนี้เราต้องใช้มาตรฐานของคนอื่นครับ

ผมจะมาพูดถึงเรื่องพวกนี้ทำไม?
ผมพูดถึงเรื่องนี้เพราะทุกวันนี้คนไทยมักจะทำผิดไป ซึ่งก็มีอยู่ 2 ประเภทครับ
คือ....
1. กลุ่มที่มีมาตรฐานเดียวโดยเอามาตรฐานของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของตัวเอง กลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่ทำตามคนอื่นไปเรื่อยๆ และคาดหวังให้คนอื่นทำเหมือนที่ตัวเองทำรวมถึงว่าหรือตำหนิคนที่ไม่ทำเหมือนตัวเอง

2. กลุ่มที่มี 2 มาตรฐานแต่ใช้ผิด คือเอามาตรฐานตัวเองไปใช้กับคนอื่นแล้วเอามาตรฐานของคนอื่นมาใช้กับตัวเอง กลุ่มนี้จะชอบทำตามคนอื่นในเรื่องของตัวเอง และอยากให้คนอื่นทำตามแบบนั้นด้วย คล้ายกับแบบแรกหรือจะเรียกว่าเหมือนกันก็ได้ แต่คนกลุ่มนี้มักจะพูดเหมือนกับว่าสนับสนุนการเป็นตัวของตัวเองไม่ตามใคร ถ้าเราทำตามแบบตัวเองจริงๆ เขาจะตำหนิเราที่ฉีกออกไป หรือพูดประมาณว่า "แบบนี้ไม่มีใครเขาทำกันหรอก" เนื่องจากใจจริงแล้วคนกลุ่มนี้จะต้องการให้เราทำตามคนอื่นหรือทำตามแบบที่เขาอยากให้ทำ ซึ่งก็คืออยากให้ทำตามคนส่วนใหญ่นั่นเอง

สรุปแล้วก็คือคนไทยยังส่วนใหญ่ยังใช้มาตรฐานแบบผิดๆ อยู่และผลที่ได้คือการทำตามคนอื่นไปเรื่อยๆ จนระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นตัวของตัวเองเหลืออยู่น้อยมาก ถึงแม้ว่าจะมีการสนับสนุนให้คนเป็นตัวของตัวเองอยู่แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ความเข้าใจในจุดนี้ของคนส่วนใหญ่ขึ้นมาอยู่ในระดับที่ควรเป็นได้ คนส่วนใหญ่ยังคงขาดความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่ดี......สังเกตุดูสิครับ ทุกวันนี้คนไทยแห่ทำอะไรตามๆ กันไปหมด แต่งตัวตามกัน(ใส่ขาเดฟขาลีบกันทั่วประเทศ) ใช้ของตามกัน(เช่นรองเท้าที่พอยี่ห้อไหนนิยมทุกคนก็แห่ซื้อใช้ หรือโทรศํพท์ที่คนแห่ใช้กัน) เป็นต้น....ที่จริงมีอีกหลายอย่างครับ ลองไปสังเกตุกันดู


ทีนี้ที่มันควรเป็นคือ.....
เราควรใช้มาตรฐานของเราเมื่อมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเราเอง เช่นเราจะแต่งตัว ก็ควรแต่งแบบที่เราพอใจจะแต่งจริงๆ ไม่ใช่ว่าแต่งเพราะใครๆ ก็แต่ง ใครๆ ก็บอกว่าแบบนี้ดูดี.....ความชอบส่วนตัวเราก็ควรที่จะชอบเพราะเราชอบมัน ไม่ใช่เพราะใครๆ ก็กำลังนิยม.....การเลือกซื้อเลือกใช้ของก็ควรจะเลือกเพราะเราชอบมันจริงๆ หรือมันเหมาะกับความต้องการของเรา ไม่ใช่เพราะใครๆ ก็ใช้

ส่วนการใช้มาตรฐานของเขาคือ เราต้องทำความเข้าใจได้ว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าตัวเขาชอบหรือพอใจแบบนั้น ซึ่งมันอาจไม่ตรงกับเราก็ได้ เราอาจไม่คิดว่าสิ่งนั้นดีแต่นั่นคือมาตรฐานของเขา เจ้าตัวเขามองว่าสิ่งนี้ดีแล้วและเราก็ต้องยอมรับในมาตรฐานของเขาด้วยแม้ว่าเราอาจมองว่านั่นมันไม่ดีในมาตรฐานของเรา เราอาจแนะนำอะไรเพิ่มเติมก็ได้ เช่นการแนะนำตัวเลือกที่ดีกว่าก็สามารถทำได้ครับ แต่ควรเป็นการเอาความจริงมาคุยกัน ต้องไม่ใช่ไปพูดแบบพยายามโน้มน้าวให้เขาเห็นด้วยกับเราโดยการโจมตีตัวเขาหรือสิ่งที่เขาชอบ อย่างการบอกว่า อันนั้นมันไม่ดี ไม่เห็นสวย เชย ไม่ทันสมัย หรืออย่างเช่นบ้าญี่ปุ่นล่ะสิถึงใช้แบรนด์ญี่ปุ่น เป็นต้น เมื่อบอกเขาแล้วก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้วว่าจะตัดสินใจยังไง

เมื่อเราเห็นคนอื่นแต่งตัวตามแบบของเขา ก็ต้องไม่ไปว่าเขาว่าแต่งตัวน่าเกลียดเชย ไม่ทันสมัย ดูไม่ดี เพราะเขาไม่ได้แต่งตัวตามสมัยนิยมหรือตามที่ใจเราคิดหรือคาดหวังหรือไม่ได้เหมือนกับมาตรฐานของเรา ต้องเข้าใจว่านั่นคือมาตรฐานของเขา.....เมื่อเห็นคนอื่นมีบ้านที่ไม่ตรงใจกับเรา ก็ต้องเข้าใจได้ว่านั่นมันเป็นบ้านของเขา เจ้าของบ้านมีสิทธิ์เต็มร้อยที่จะทำให้บ้านของตัวเองเป็นแบบที่เขาต้องการหรือชอบ ซึ่งถ้าบ้านนั้นจะไม่ตรงกับมาตรฐานในใจของเราเลยเราก็ต้องยอมรับมันไปทั้งอย่างนั้นไม่ใช่ไปพูดว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นหรืออย่างนี้ล่ะ อย่างนี้น่ะไม่ดีเลย อย่างของฉันนี่สิดีกว่า หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งนั่นมันจะกลายเป็นการไปก้าวก่ายหรือเอามาตรฐานของเราไปใช้กับเขาหรือเรียกว่าเป็นการเอาโลกของเราไปให้คนอื่นทันทีครับ

ลองนึกดูว่าการถามว่า "ทำไมไม่เอาอย่างนั้นล่ะ?" กับ "ทำไมถึงเลือกแบบนี้เหรอ?" มันให้ความหมายที่ต่างกันอยู่นิดๆ นะครับ การถามแบบแรกมันเหมือนการตั้งเป้าไว้ในใจแล้วถึงได้มาถามว่าทำไมไม่เอาตามที่อยู่ในใจฉัน(ผู้ถาม) แต่แบบหลังเป็นการถามเพราะอยากรู้ว่าเพราะอะไรถึงได้เลือกทำแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าแบบแรกมันแฝงการก้าวก่ายมาด้วย แต่แบบหลังเป็นการแบบสงสัยเฉยๆ ไม่มีการก้าวก่ายกัน.....เราต้องเข้าใจให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำคนอื่นอาจทำไม่เหมือนกับเราก็ได้

ส่วนการวิจารณ์ ผมมองว่าเราสามารถพูดถึงสิ่งต่างๆ ได้เต็มที่แม้จะเป็นการพูดด้านลบเกี่ยวกับสิ่งที่อีกฝ่ายชอบก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นการพูดในแบบที่อธิบายได้ไม่ใช่การด่าเอามันส์หรือสนุกปากเท่านั้นครับ และต้องเป็นการพูดถึงสิ่งนั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่การไปพูดถึงความชอบของอีกฝ่าย......เช่น หนังหรือละครเรื่องนี้เราคิดว่ามันถ่ายทำไม่ดีหรือพลาดหลายจุด (อะไรก็ว่าไป) หรืออาจแรงกว่านี้เพราะเวลาคุยจริงมันมักมีคำพูดที่แรงกว่านี้แน่นอนครับ แต่ต้องไม่ใช่ไปบอกว่าละครหรือหนังมันห่วย ห้ามดูเด็ดขาดเลยนะ หนังห่วยอย่างนี้ไม่ต้องไปดูมันหรือบางครั้งก็รวมไปถึงการไปว่าคนที่ชอบด้วย เช่น คนที่ชอบของอย่างนี้ได้ก็มีแต่พวกปัญญาอ่อนเท่านั้น อะไรแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้องครับ

ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งเห็นในเวบพันทิปมาก็คือ กระทู้ที่เกี่ยวกับ โมเดล เกมส์ การ์ตูน และอื่นๆ ที่เจ้าของกระทู้มักจะโดนใครว่ามาว่าโดแล้วทำไมยังชอบของพวกนี้อยู่อีกปัญญาอ่อน อะไรแบบนี้ ซึ่งตรงนี้มันคือ "มาตรฐานของเขา(เจ้าตัวคนที่ชอบ)" เลยครับ เราต้องยอมรับ จะเอาแต่ "มาตรฐานของเรา" ไปตัดสินไม่ได้ลองมองอีกมุมนึงดู ของที่เขาชอบเราไปว่าของเขาว่าปัญญาอ่อน ของที่เราชอบเขาก็อาจมองว่าไร้สาระเหมือนกันก็ได้

มาตรฐานของเขา ยังรวมไปถึงกรณีที่เราออกไปในที่สาธารณะด้วย ถ้าเราเคยอยู่ที่บ้านแล้วพูดคุยกันเสียงดังได้ เมื่อออกไปในที่สาธารณะซึ่งก็ถือเป็นที่ของส่วนรวมเราก็ต้องไม่ใช้มาตรฐานของเราแล้วครับ ต้องใช้มาตรฐานของเขาหรือมาตรฐานของคนอื่นนั่นเอง คือก็ไม่ควรจะไปพูดคุยกันเสียงดังในที่สาธารณะเพราะมันอาจรบกวนคนอื่นได้นั่นเอง



เรื่อง มาตรฐานของเรา กับ มาตรฐานของเขา นี่ใช้ได้กับทุกเรื่องนะครับ แบ่งให้ได้ว่าอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวเรื่องของเราเองและอะไรที่เป็นเรื่องของคนอื่นหรือเรื่องที่มีผลถึงส่วนรวม......พิจารณาเรื่องนี้ดีๆ จะพบว่าที่จริงแล้วมันคือเรื่องของการรู้จักตัวเอง การยอมรับคนอื่น กาลเทศะ มารยาท และการคิดเพื่อส่วนรวมนั่นเองครับ

ถ้าเราสามารถเอามาตรฐานทั้ง 2 อันนี้มาใช้ได้ซึ่งมันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจแต่ไม่ก้าวก่ายความเป็นตัวของตัวเองของคนอื่นและรู้จักที่จะคิดเพื่อส่วนรวมมากขึ้น เราก็น่าจะขยับเข้าใกล้สังคมแบบที่คนเคารพสิทธิ์กันและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากขึ้นครับ



นาย nyo



Create Date : 30 มิถุนายน 2558
Last Update : 30 มิถุนายน 2558 0:54:14 น.
Counter : 1698 Pageviews.

1 comments
บันทึกทวาทศมาส ประจำปี 66 ตอนที่ 4 อาจารย์สุวิมล
(13 ก.ค. 2567 17:21:32 น.)
ไปส่องวิวในกรุงเทพ ตึกมหานครกันค่ะ kakanoky
(10 ก.ค. 2567 07:16:23 น.)
ธรรมะหลัก ปัญญา Dh
(7 ก.ค. 2567 00:06:31 น.)
เมื่อเราเบื่อคน Alex on the rock
(6 ก.ค. 2567 10:14:53 น.)
  
แวะมาทักทายจ้าาา sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite ร้อยไหม IPL Medisyst adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้วถาวร สักคิ้ว 6 มิติ Cover Paint สักไรผม 3D Eyebrow Haijai.com สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรเพื่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าว ขิง ประโยชน์ของขิง ผู้หญิง สุขภาพผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการ ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อคนโบราณ
โดย: สมาชิกหมายเลข 4713825 วันที่: 11 สิงหาคม 2561 เวลา:14:32:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Naai-nyo.BlogGang.com

nyo
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]

บทความทั้งหมด