๔๘๕ สิ่งดูดกลืนความสุข

เป็นเวลาอันยาวนานแสนนานที่ห่างจากการปรับปรุงเพิ่มเนื้อหาของ blog จริง ๆ ก็เกือบจะเลิกเขียนแล้ว สาเหตุก็มีหลายอย่าง อย่างหนึ่งเลยก็คือสมาธิ และเวลา แล้วก็อีกอย่างเริ่มรู้สึกว่าเขียนไปมากเท่าไหร่ รูปแบบการเขียนก็ยังคงวนเวียนอยู่กับที่ พูดง่ายก็คือหมดการพัฒนาทางการสื่อสารภาษาเขียน อีกอย่างคือตั้งแต่ออกจากงานประจำเมื่อห้าปีก่อน ก็ต้องทำงานหนักมาก ๆ ๆ ๆ ขึ้น เวลาที่ออกไปตามวัดวาก็น้อยลงอย่างน่าใจหาย

แต่ก็ไม่ได้ลืมธรรมะ ยังคงฟังธรรมบ้าง ปฏิบัติน้อยลงมาก เรียกถูกกิเลสเข้าครอบงำจนหมดสภาพทีเดียว แต่ก็พออ้างได้บ้างว่ายังอยู่ในสายธรรมเหมือนเดิม เพราะก็ยังนึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะเดินทางไปอินเดีย เป็นครั้งที่ ๔ ในรอบ สอง ปี ซึ่งก็ถือว่าเยอะสำหรับคนทั่ว ๆ ไป

ในใจอยากจะเขียนเรื่องราวของอินเดียเหลือเกิน แต่มันยังไม่มีเวลาลงตัว อยากจะจบ Blog ให้ถึง ๕๐๐ บท แล้วค่อยใส่บทเสริม อินเดียเข้าไปก็น่าจะดี แต่คงไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่าน ซึ่งก็เข้าใจดี เพราะข้อมูลทุกวันนี้มีเยอะมาก ๆ มีหลายต่อหลายคนก็เขียนรีวิวไว้อย่างดีแล้วก็เลยไม่รีบ แต่ขอบอกเลยว่าทำแน่นอน เพราะอินเดียมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย

โพสหัวเรื่องไว้ แต่สิ่งที่เกริ่นออกจะหลุดจากหัวเรื่องไปไกล เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่อง

ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ลองถามตัวเองเสมอ ๆ ว่าความสุขของเราอยู่ในระดับไหน คำตอบกับรู้สึกลดลงกว่าสมัยก่อนมาก ๆ เรามีความสะดวกสบายทางการติดต่อสื่อสาร การหาข้อมูล อาหารการกิน แต่ทำไมความสุขมันดูหดลดน้อยลงล่ะ

ข้าพเจ้ามีหนังสือที่ซื้อดองไว้มากมาย แต่เกือบทุกเล่มไม่เคยได้หยิบมาอ่านอย่างจริงจัง จากแต่ก่อนเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ เคยถามตัวเองหลายครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความสุขที่เราเคยมีในครั้งก่อนมันกำลังถูกดูดกลืนหายไปหรือเปล่า หรือ ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นไปตามยุคสมัย ตัวข้าพเจ้าเองก็เสพสิ่งออนไลน์บ่อยมาก ๆ มากจนคิดว่า

“นี่มันอะไรกัน สิ่ง ๆ นี้ทำไมมันดึงดูดเราได้มากมาย ” บางทีก็เกิดคำถามบ่อย ๆ ว่า เราได้อะไรจากมันกันแน่ หรือว่าเรากำลังสูญเสีย สิ่งที่เรียกว่าความสุขในครั้งเก่า ๆ ที่งดงามไป

นึกถึงตัวเองมีความสุขกับการอ่านหนังสือพุทธประวัติเล่มโตริมระเบียงสมัยเมื่อ ๑๐ ก่อน มันมีความสุขมาก ไม่มีไลน์มากเด้งกวน หรือ เฟสบุ๊ค และอื่น ๆ
นี่คงเป็นสิ่งดูดกลืนความสุขของข้าพเจ้า คนอื่นอาจจะมีความสุขกับการได้เสพสิ่งออนไลน์เหล่านั้น

แต่เราลองคิดกันดี ๆ แล้ว มันก็คงเป็นดาบสองคมอย่างสำนวนโบราณว่าไว้ สิ่งใดมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็มีโทษมหันต์ สุดท้ายมันก็คงอยู่กับตัวเราว่าจะยอมให้มันดูดกลืนต่อไป หรือจะพยายามงัดแงะเอาความสุขเก่า ๆ ออกมากัน... (รีบสรุปตัดบทเลย +555 บอกแล้วทักษะทางการเขียนเริ่มพัฒนาลงเรื่อย ๆ )



Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2563 22:09:10 น.
Counter : 130 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ขุนเขา สายหมอก ดอกไม้ :: กะว่าก๋า
(14 ก.ย. 2563 07:51:52 น.)
: สายฝนสาดท่ามกลางแดดร้อน ตอนที่ 8 : กะว่าก๋า
(1 ก.ย. 2563 06:42:25 น.)
แค่ปล่อยวางก็นิพพาน เว่อร์ไปแล้ว พรหมสิทธิ์
(31 ส.ค. 2563 00:22:24 น.)
: สายฝนสาดท่ามกลางแดดร้อน ตอนที่ 6 : กะว่าก๋า
(30 ส.ค. 2563 07:26:08 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Asatisa.BlogGang.com

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]