"Don't tell your problems to people: 80% don't care and the other 20% are glad you have them."
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
26 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
“นางาซากิ เสียงครวญแห่งสันติ” ...ขอให้เรื่องนี้เป็นน้ำตาหยดสุดท้ายของโลก...




นางาซากิ เสียงครวญแห่งสันติ : The Bells of NAGASAKI
เขียนโดย Dr.Takashi Nagai
แปล ฉัตรนคร องคสิงห์
สนพ. มติชน
ราคา 190 บาท 271 หน้า (ฉบับ พ.ศ. 2545)
ที่มา ยืมมาจากหอสมุดสถาบัน
ลักษณะการอ่าน อ่านตามปกติ หลังเริ่มข้ามๆ ไปบ้างช่วงอธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของปรมาณูทางเคมีและฟิสิกส์ (ตอนแรกก็พยายามเข้าใจแล้วแต่ว่า ..... -*- )

ทางสนพ.มติชนจัดให้เป็นหนังสือประเภท "สารคดี" แต่จากความเห็นของเราคิดว่ามันเป็น
ทั้งสารคดี, นิยาย, หนังสือเรียนแพทย์, หนังสือทางเคมี อะตอม ฟิสิกส์ ปรมาณู บลาๆๆๆ รวมถึงศาสนาอีกด้วย

เรื่องราวในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 วันที่สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองนาม "ไอ้อ้วน" หรือ Fat Man (เขาว่าตั้งชื่อนี้เพื่อให้เกียรติแก่วินสตัน เชอร์ชิล?) ลงสู่เมืองนางาซากิ เพื่อต้องการปิดฉากสงครามที่ยืดเยื้อนี้อย่างราบคาบ ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ก็เพิ่งทิ้งระเบิด "Little Boy" ลงสู่เมืองฮิโรชิมา

ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ฮิโรชิมาและนางาซากินั้น ประเมินค่ามิได้ เพราะไม่ใช่แค่เพียงบ้านเมืองเท่านั้นที่เสียหาย แต่ยังรวมไปถึงจิตใจและร่างกายของผู้เกี่ยวข้อง คนไหนไม่ตายในทันทีที่โดนระเบิด หลังจากนั้นหลายปีก็สามารถมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นและเสียชีวิตไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาพจิตใจที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถเยียวให้หายดี พ่อแม่ต่างสูญเสียลูกไปในสงคราม เด็กๆ ต่างเป็นกำพร้า


(แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวเรื่องราวผลของสงครามมากนัก ถ้าต้องการสัมผัสถึงหัวอกของคนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แนะนำให้อ่าน "เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต" หรือ Hadashi no Gen เขียนโดย Keiji Nakazawa ดำเนินเรื่องโดยใช้การ์ตูน อ่านง่าย แม้แต่น้องชายของ จขบ.ที่ อายุ 10 ขวบก็ชอบอ่านมาก เร่งให้เรารีบยืมมาจากห้องสมุดทุกวัน เพราะทั้งชุดนั้น 10 เล่มจบ - และคิดว่าคงได้เขียนถึงใน Blog เร็วๆ นี้)

ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เป็นหมอ ดังนั้นสิ่งที่จะได้จากหนังสือเล่มนี้จึงแตกต่างจากประสบการณ์หลังสงครามจากหนังสือเล่มอื่นๆ เพราะผู้เขียนและคณะได้สังเกตถึงอาการของคนที่ได้รับรังสีจากระเบิดเข้าไป ว่าเริ่มต้นจะเกิดอาการอย่างไรบ้าง เรื่อยไปถึงสังเกตสิ่งมีชีวิต และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รายรอบบริเวณจุดศูนย์กลางที่โดนระเบิด จึงคลับคล้ายคลับคลามว่าเรากำลังอ่านรายงานทางการแพทย์อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าได้ข้อมูลและมุมมองอย่างที่ไม่เคยได้ในหนังสือเล่มไหน


นอกจากนั้นก็ยังอธิบายปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการทำงานของระเบิดปรมาณู อีกด้วย (แต่จขบ. ขอบายจริงๆ อ่านไม่เข้าใจ ให้อ่านรายงานทางการแพทย์ยังพอเข้าใจบ้าง เรื่องชีวะน่ะพอไหว แต่เคมี ฟิสิกส์นี่ไม่ไหวจริงๆ)

ผู้แต่งไม่เคยเอ่ยโทษฝ่ายใดว่าเป็นคนผิด แม้ว่าหลังจากสงครามเขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ภรรยา บ้าน ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่เขากล่าวแก่คนอื่นๆ ว่า การที่เรายังคงต้องทนทุกข์อยู่ต่อไปกับชีวิตอันน่าสังเวชนี้ เพราะเราเป็นคนบาป ส่วนคนที่ตายลงในควันไฟนั้นต่างผ่านเข้าสู่ชีวิตอันเป็นอมตะ และได้พักผ่อนชั่วนิรันด์ในอ้อมอกแห้งพระผู้เป็นเจ้า (เนื่องด้วยผู้แต่งเป็นคริสต์ชน และศูนย์กลางของระเบิดที่นางาซากินั้นคือมหาวิหารอูราคามิ ศูนย์รวมใจชาวคริสเตียนแห่งเมืองนางาซากิ)


เป็นค่านิยมส่วนมากของคนญี่ปุ่นในช่วงนั้น ที่ทุกคนต่างมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะต้องชนะอย่างแน่นอน เมื่อวันที่ญี่ปุ่นยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้แต่งเกิดความหดหู่และเศร้าเสียใจอย่างมาก จนกระทั่งไล่คนไข้ที่มาขอความช่วยเหลือไปอย่างไม่ใยดี!

แต่โชคดีของคนไข้รายนั้นที่ผู้แต่งคิดได้เร็ว ว่าไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะสงคราม ชีวิตของทุกชีวิตมีค่าเท่ากันหมด สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือการทำหน้าที่หมอ ช่วยเหลือคนไข้ที่บาดเจ็บ และนั่นทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล...

เขาว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ "ดัง" มากและทุกวันนี้ก็ยังคงขายได้อยู่
เราอ่านแล้วก็แอบประท้วงในใจ นิดๆ อาจเพราะเราไม่ใช่คริสเตียน? อาจเพราะเราไม่ใช่หมอ? ไม่ใช่คนในเหตุการณ์?


แต่อย่างไรก็ตาม สำนวนของคุณหมอท่านนี้ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเขียนหนังสือได้ดีมากทีเดียว
อีกอย่าง จะมีสักกี่คน ที่รอดชีวิตออกมาถ่ายทอดความโหดร้ายและผลแห่งสงคราม รวมถึงวินาทีเป็นวินาทีตายได้คนบนโลกส่วนอื่นๆ รับรู้
แล้วคนที่รอดออกมานั้นจะมีสักกี่คนที่พร้อมทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถในการถ่ายทอด และถึงพร้อมด้วยศาสนา
เอาเป็นว่า "
นางาซากิ เสียงครวญแห่งสันติ" เล่มนี้ก็ยังคงน่าอ่าน อย่างน้อยก็เป็นบทเรียนเตือนใจ



ว่าสงครามไม่เคยให้อะไรแก่เรา ..... .....



ปล.เล่มนี้แนวสารคดีจริงๆ แทบไม่ Emotional เลย (คนละอารมณ์เลย เมื่อเทียบกับตอนอ่านเรื่อง "เก็น") ดังนั้นคำโปรยในชื่อเรื่องจึงลอกของสนพ.มาโต้งๆ เนื่องด้วยคิดไม่ออก -*- ดีที่เล่มไม่หนามาก ไม่งั้นเสี่ยงจะอ่านไม่จบ อย่างไรก็ตาม หนังสือก็ยังมีคุณค่าในตัวของมันนะ เพียงแต่เราอาจเข้าถึงได้น้อยไปหน่อยเอง ......



Free TextEditor


Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2552 0:13:45 น. 2 comments
Counter : 1911 Pageviews.

 
รีวิวซะน่าอ่านเลย

ต้องไปหามาอ่านบ้างแล้ว


โดย: I'm Your IP: 124.120.167.222 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:59:58 น.  

 
อ่านนานแล้วค่ะ ชอบนะ อ่านแล้วได้อารมณ์ผู้สูญเสียมากค่ะ

อยากให้มีเล่มของฝั่ง ฮิโรชิม่า บ้าง แต่หาไม่เห็นมี


โดย: hiroko วันที่: 2 มีนาคม 2552 เวลา:11:17:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Tenjo_Utena
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบอ่านหนังสือมากที่สุด
รองลงมาคือการนั่งเอกเขนกจิบกาแฟ

ความฝันคือการได้ไปเรียนต่ออเมริกา
แต่ติดปัญหาคือไม่รู้ว่าจะไปเรียนอะไรดี






ตอนนี้กำลังอ่าน


ความคืบหน้า : เพิ่งเริ่มอ่าน
Friends' blogs
[Add Tenjo_Utena's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.