ตอนที่2 เกาะไก่ เกาะปอดะ ทะเลแหวก ไร่เลย์ ถ้ำพระนาง อ่าวนาง เขาขนาบน้ำ ชุมชนเกาะกลาง
สวัสดีค่า หลังจากรีวิวตอนแรก พาเที่ยวเกาะลันตากันแล้ว ในตอนที่สองนี้หนิงจะพาเที่ยว
เกาะไก่ เกาะปอดะ ทะเลแหวก ไร่เลย์ ถ้ำพระนาง อ่าวนาง เขาขนาบน้ำ ชุมชนเกาะกลาง
โปรแกรมแน่นเลยเนอะ

รอบนี้ หนิงจะแบ่งการเดินทางเป็นสองช่วง 
ช่วงแรกเดินทางโดนสปีดโบ๊ท เที่ยว เกาะทับ ทะเลแหวก เกาะไก่ เกาะปอดะ  ไร่เลย์ ถ้าพระนาง ก่อนจะเข้าพักที่อ่าวนาง ได้รับการสนับสุนที่พักจาก อ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท

และอีกวันเราจะเดินทางโดยเรือเช่าเหมาลำของชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าเรือหัวโทง เพื่อไปเที่ยว เขาขนาบน้ำ สัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่ และไปดูชุมชมเกาะกลาง แวะทานอาหารร้านที่หนิงตื่นตาในบรรยากาศมาก อาหารก็อร่อย แนะนำให้ไปเลยล่ะ  หลังจากนั้นเราจะบินกลับกรุงเทพด้วยสายการบินแอร์เอเชียค่ะ





การเดินทางช่วงแรกโดยสปีดโบ๊ทค่ะ เกาะลันตา ตรงดิ่งไปเกาะทับ ทะเลแหวก เกาะไก่ เกาะปอดะ แวะทานข้าวไร่เลย์ เลยไปถ้ำพระนาง กลับเข้าฝั่งหาที่นอนที่อ่าวนาง



ที่แรกที่หนิงจะไป ทะเลแหวก

ทะเลแหวก เกิดจาก อิทธิพลน้ำขึ้นและลงในแต่ละวัน โดยเมื่อน้ำลง จะทำให้เกิดสันทรายที่เราสามารถเดินผ่านได้  และสันทรายจะเชื่อมเกาะทั้งสามเกาะเข้าด้วยกัน ได้แก่ เกาะทับ เกาะหม้อ และเกาะด้ามหอกด้ามขวาน หรือที่รู้จักกันคือ เกาะไก่ นั่นเองค่ะ

>>>>>ถามว่า อยากไปดูทะเลแหวก ต้องไปตอนไหน<<<<<<

เท่าที่หนิงสืบค้นดู มีคนพูดหลายอย่างค่ะ

---บางคนบอกว่า ต้องไปตอน แรม12ค่ำ ไปจนถึง 5ค่ำ
---แต่บางคนก็บอกว่า ไปได้ทุกวัน แหวกทุกวันแล่ะ แต่ น้ำจะขึ้นลง แหวกแต่ละวันคนละเวลา บางทีแหวกเช้าตรู่ บางทีแหวกเที่ยง 

***ดังนั้นหนิงแนะนำว่า ควรสอบถามกับบริทัวร์โดยตรงดีกว่า ว่าไปถึงช่วงเวลาไหน จะเจอทะเลแหวก
(เพราะตอนหนิงไป เจอแหวกเชื่อมแค่สองเกาะเอง อีกเกาะสันทรายหายไปหมด เขาว่าเรามาผิดเวลา เขาแหวกไปแล้วเรามาไม่ทัน)

แต่พอสรุปได้ว่า
ช่วงเดือนที่เหมาะกับการเที่ยวทะเลแหวกคือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นพฤษภาคม
และช่วงวันที่แนะนำให้เดินทางไปทะเลแหวกในแต่ละเดือนคือ ช่วงใกล้ๆ15ค่ำ เพราะว่า ช่วงนี้ ระดับน้ำขึ้นลงจะแตกต่างกันมากเป็นพิเศษค่ะ






พอเรือเข้าใกล้ทะเลแหวกดีใจกันใหญ่ เห็นสันทรายแล้ว 




แต่จริงๆพอมาถึง เขาแหวกหากันแค่สองเกาะเอง ทางฝั่งที่เชื่อมไปเกาะใหญ่ น้ำขึ้นท่วมสันทรายมิดหมดแล้ว ความจริงคนยังเดินผ่านได้นะคะ แบบลุยๆน้ำสูงสักระดับเอว

แต่.....ไกค์แนะนำว่า เพื่อความปลอดภัย อย่าเดินเลยก็จะดี เพราะน้ำฝั่งนั้น ที่เชื่อมไปทางเกาะไก่(เกาะด้ามหอกด้ามขวาน) กระแสน้ำจะปะทะกันสองด้าน ผลักกันไปมา เราจะเกิดพลาดพลั้งล้ม และอันตรายสำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็น หรือคนที่ถือกล้อง หรือโทรศัพท์มือเปล่า ตกน้ำกันได้ง่ายๆเลยนะจ๊ะ

หนิงอยู่แต่ทางฝั่งเกาะทับค่ะ เพราะแหวกเยอะดี ดูไปดูมา อย่างกะเกาะนางยวน




ถ่ายรูปเพลินๆ



อีกมุมนึงของเกาะทับ















แล้วเราก็เช็คเอ้าท์ออกจากทะเลแหวก เอ้ย เราก็ขึ้นเรือเพื่อไปเที่ยวที่อื่นต่อ

เกาะไก่ค่ะ ดูเป็นไก่ไหม หรือเต่า หรืออะไรดี^^




ตรงจุดนี้ เรือจอดแวะให้สน็อกเกิ้ลกันด้วยค่ะ
ดูทุกคนมีความสุขกันมากๆ




หนิงขอแทรกพูดในสิ่งที่อยากพูดหน่อย
เวลาเจอไอ้ปลาหน้าตาอย่างนี้   อย่าดีใจกันเลย


มันคือปลาสลิดหินบั้งหลังเหลือง หรือที่หนิงเรียกมันว่า ไอ้ปลาหนมปัง

เป็นปลาที่คนส่วนใหญ่อาจดีใจที่เจอมัน โยนขนมปังลงน้ำที มาตอดกันพรึ่บพรั่บๆๆ โอ้ว...ดีจังเลย คงหิวกันมากสินะ กินอีกนะ โยนๆๆๆๆหนมปัง กรี๊ดกร๊าดๆ ถ่ายรูปๆๆๆ

(โอ้ว...โนว อย่าคิดอย่าทำอย่างนี้ อย่าทำเพราะคนอื่นก็ทำกัน อย่าทำเพราะคิดว่ามันคือเรื่องปกติ มันไม่ปกติ!)

นี่คือการทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ปลาสลิดหินบั้งหลังเหลือง จริงๆเป็นปลาเล็ก ที่ดุร้ายและหวงถิ่น (แต่เราไม่รู้มันดุเพราะมันตัวเล็ก มันกัดเรา เราว่ามันตอด น่ารักอีกแน่ะ) มันคืออันธพาล ที่อยู่ที่ไหน จะไล่ปลาเจ้าถิ่นแถบนั้นหนีไปหมด และยึดครองพื้นที่ เอาแต่รอกินหนมปังเพราะเสียนิสัย หาอาหารเองไม่เป็น ความหลากหลายของปลาบริเวณนั้นจะโดนทำลาย เพราะปลาอื่นอยู่ไม่ได้ โดนไอ้นี่ไล่กัดหมด คราวนี้พอมีปลาอยู่ชนิดเดียว ระบบนิเวศห่วงโซ่อาหารที่ควรจะเป็นจะถูกทำลาย ปะการังก็ตายนะจ๊ะ

สัตว์น้ำในทะเลทุกตัวหากินด้วยตัวเองและมีระบบเกื้อกูลกับปะการังโดยธรรมชาติ
การ ให้อาหารปลาจะทำลายระบบนิเวศน์ ปลาที่เคยทำความสะอาดปะการังและหากินกับปะการังก็จะเสียนิสัยและคอยรออาหาร จากนักท่องเที่ยว เมื่อได้กินเป็นประจำก็จะเลิกทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มและจะคอบขับไล่ปลาชนิดอื่นๆ ไอ้สลิดหินนี่อยู่ที่ไหนสังเกตดูเถิด ปลาอื่นๆจะน้อยมาก ความหลากหลายของพันธ์ปลาจะไม่มีให้เห็น

****แต่ต้องยอมรับว่า การท่องเที่ยวทะเลในหลายๆเส้นทาง ไอ้ปลาตัวนี้คือดารา คือตัวสร้างความสุขของทริป ในเมื่อนักท่องเที่ยวชอบ(โดยรู้เท่าไม่ถึงการ) ไกค์และบริษัทต่างๆก็อยากเอาใจแขก จัดเตรียมขนมปังไว้ให้เสร็จสรรพ  มันพูดยากนะ ถ้าเราอยู่ท่ามกลางคนที่กำลังมีความสุขบนเรือ กะไอ้ปลานักเลงนี่  

จริงๆหนิงก็พูดนะ ทางสิมิลันเขาห้ามเด็ดขาดเลยนะ การให้อาหารปลาแบบนี้ เพราะนอกจากระบบนิเวศเสีย ตอนปิดเกาะ6เดือน ปลาพวกนี้เมื่อเสียนิสัยหากินเองไม่เป็น พอไม่มีคนเอาอาหารไปให้มันจะเป็นอย่างไร 

ได้รับคำตอบแบบงงๆกลับมาว่า กระบี่ ไม่มีฤดูการปิดเกาะ ปลาไม่มีอดตาย 
เถียงไม่ออก นี่คือวิถีของคนทางนี้ ก็ได้แต่ห่วงๆว่า ทะเลรุ่นลูกฉันนี้ จะเหลืออะไรให้ดูไหมเนี่ย

(วิธีสังเกตว่าปลาพวกนี้เสียนิสัยรึยัง ดูง่ายๆ เวลาเรือจอดปุ๊บ ลองชะโงกดูจิ มันมาจากไหนรวดเร็วนักไม่รู้ มุ่งหัวมาหาเรือล้อมเราไว้หมด เหมือนลูกศรชี้เข้าลำเรือ  น่านล่ะรู้ไงว่าจะได้กินมารอแล้ว)

ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต เครดิตตามรูปค่ะ



หลังจากสน็อกเกิ้ลกันเสร็จ ก็เหน็ดเหนื่อยกันน่าดู ต่อไปหนิงจะไปแวะทานข้าวเที่ยวที่ไร่เลย์ค่ะ

มีโอกาสได้ผ่านไปเกาะปอดะแป๊บเดียว ก็เลยถ่ายรูปมาได้แค่นี้




มาถึงแล้วไร่เลย์...








มากระบี่ต้องถ่ายรูปเรือหน้าตาแบบนี้ซะหน่อย

เรือหัวโทง เป็นเรือประมงพื้นบ้าน หลายจังหวัดที่ติดทะเลฝั่งอันดามันเราจะพบเห็นเรือแบบนี้อยู่บ้าง แต่จะพบมาก และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดกระบี่ค่ะ  ที่ชื่อว่าเรือหัวโทง เพราะจุดเด่นที่หัวเรือที่มีขนาดใหญ่ทำจากไม้ทั้งท่อน เพื่อให้สู้กับกระแสลมแรงจากคลื่นทะเล ความยาวเรือมันมีขนาด7-10เมตรปัจจุบันเราจะพบเห็นการนำเรือหัวโทงมาเป็นเรือโดยสารทั่วไปในกระบี่ค่ะ




แวะทานข้าวกลางวันที่ร้านนี้กันค่ะ Sand Sea Restaurant ไร่เลย์




หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็เดินเล่นรอบๆไร่เลย์ ถ่ายรูปเล่นโน่นนี่ แล้วเดินทางกันต่อไปถ้ำพระนางกันค่ะ




แล้วเราก็มาแวะเที่ยวกันต่อที่ถ้ำพระนาง


กระบี่ มีลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูน สูงๆ แท่งๆ ทำให้เกิดมีทิวทัศน์แปลกตาไม่เหมือนใคร นี่เป็นการมากระบี่ครั้งแรกของหนิง  ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ หนิงก็ยังตื่นแต้นกับภูเขาสูงรูปร่างแปลกๆที่พบเห็นได้ทั่วไปในกระบี่  ภูเขาเหล่านี้มีหน้าผาที่สวย บางที่ออกสีโทนส้ม ตัดกับสีน้ำทะเลเขีียวๆ สวยดีเนอะ




เป็นหน้าผาสีส้มสะดุดตา




หาดถ้ำพระนางหรืออ่าวถ้ำพระนาง ที่มีชื่อแบบนี้เพราะเป็นที่ตั้งของถ้ำที่มีศาลของเทพธิดาผู้หญิง หรือพระนาง ที่ชาวประมงและคนท้องถิ่นดั้งเดิมให้ความเคารพ โดยมักมากราบไหว้ก่อนออกเรือไปทะเลเพื่อทำการประมงให้โชคดี และนอกจากนี้ยังมีผู้คนมาบนบานกราบไหว้พระนางเพื่อสมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนาและจะแก้บนด้วยการถวายปลัดขิก รอบๆศาลของพระนางในถ้ำจิงเต็มไปด้วยปลัดขิกน้อยใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลและส่วนหนึ่งก็นำมาวางนอกถ้ำด้วยค่ะ








ที่นี่มีปีนผากันด้วย







สิ่งที่หนิงตื่นตาอย่างหนึ่งของถ้ำพระนาง คือเรือขายของกิน (เห็นแก่หม่ำจริงๆฉัน)

ที่นี่ไม่อนุญาติให้วางของขายบนชายหาดค่ะ ชาวบ้านจากฝั่งอ่าวนาง จึงใช้เรือหัวโทงใส่บรรดาของกินต่างๆมาจากอ่าวนาง แล้วแล่นเรือมาขายของให้นั่งท่องเที่ยวที่นี่ทุกวันตั้งแต่ราวๆ10โมงเช้าไปจนถึง5โมงเย็น โดยที่ ไม่ได้วางขายของที่ชายหาดนะ แต่ของอยู่บนเรือ เอาเรือมาจอดขายเลย
ความคิดดีเนอะ




และ ไม่ไ้ด้มีแค่ลำสองลำนะ แต่มีราว10ลำได้ จอดเรียงๆแต่เขาห่างกัน หนิงเลยไม่สามารถเก็บภาพเรือทั้งหมดมาไว้ในเฟรมเดียวกันได้ แหะๆ




ถามว่าขายอะไรบ้าง นี่ไง

รายการอาหารของพี่แค่ลำเดียว ก็เยอะมากกว่าร้านหน้าปากซอยบ้านหนิงหลายร้านรวมกันเลยอ่ะ
(เอ...หรือหนิงอยู่ในที่ ที่คนเขาไม่ค่อยอยู่หว่าของเลยน้อย)




ของขายจะคล้ายๆกันค่ะ แต่สิ่งที่ทุกลำต้องมี และนักท่องเที่ยวฮิตสุด คือ ไอ้ฝักข้าวโพดเสียบไม้นี่ล่ะ ตอนหนิงเดินมาตรงนี้ก็สวนกับฝรั่งที่ถิอไอ้ฝักข้าวโพดนี่คนละไม้เดินสวนไป (มันอร่อยอย่างนั้นเลยเหรอ..ไม่ได้ซื้อกิน ..ง่ะ)







หลังจากเดินทางออกจากถ้ำพระนาง เย็นนี้หนิงจะไปนอนพักที่อ่าวนางค่ะ ที่ อ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท  ขอตัดภาพมาดูห้องพักของหนิงคืนนี้กันดีกว่า ห้องนี้คือห้อง Deluxe ชั้น1 ตึกด้านหน้าค่ะ










หน้าต่างตรงห้องน้ำจะเชื่อมกับห้องนอนและมองเห็นเตียงด้วยค่ะ แต่ตรงนี้มีบานหน้าต่างที่พับมาปิดได้นะคะ




อันนี้เป็นตู้เก็บเสื้อผ้าที่ลวดลายเก๋ดี 






เปิดตู้ได้สองฝั่งหน้าและหลังเลยค่ะ และนี่คือของของใน




ลายผ้าของตู้และหมอนบนเตียงเข้ากัน เป็นผ้าอินโดค่ะ(ถามเขามา) ชอบ อยากได้ ฮ่าๆๆ



ให้ความรู้สึกมาเที่ยวภาคใต้มากกกก ก็ตรงลายหมอนนี่ล่ะเนอะ



พอตกค่ำก็ขอออกจากโรงแรมไปเดินช้อปปิ้งร้านค้าแถวๆอ่าวนางซะหน่อย







หนิงเองจ้าช้อปๆๆๆ หมดตังไปเยอะเลย




แล้วก็กลับมาหาอะไรทานในโรงแรม (ทั้งๆกินมาจากข้างนอกก็มากโข แหะๆ)

บรรยากาศโต๊ะรอบสระ




แต่หนิงเลือกมานั่งโต๊ะตรงห้องอาหารค่ะ มื้อค่ำวันนี้




แล้วก็นอนหลับฝันดี ก่อนจะตื่นเช้ามามาหม่ำกันต่ออีก นี่ส่วนหนิงของมื้อเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ค่ะ









หลังจากเช็คเอ้าท์ก่อนออกจากที่พักอ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท เพื่อไปเที่ยวที่อื่นๆต่อ ขอไปแอบดูห้องพักของที่นี่แบบอื่นๆกันก่อน เผื่อมารอบหน้าเนอะ

อ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท มีห้องพักทั้งหมด50ห้อง   Deluxe Rooms 30ห้อง  Deluxe Family 12ห้อง  Grand Deluxe rooms 6ห้อง  และ  Honeymoon Suite 2ห้องค่ะ

ตัวอย่างห้อง Deluxe  







Deluxe Family Rooms







Grand Deluxe rooms




Honeymoon Suite
















แล้ววันนี้เราจะไปเที่ยวเขาขนาบน้ำกันค่ะ



เขาขนาบน้ำเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดกระบี่  ลักษณะเป็นภูเขาหินปูนสสองลูกสูงรูปร่างแปลกตาตั้งตระหง่าอยู่คู่แม่น้ำกระบี่คนละฝั่ง  (แม่น้ำกระบี่เป็นแม่น้ำสายที่สั้นที่สุดของประเทศไทย ที่มีความยาวเพียง5กม.)
ภายในเขาขนาบน้ำมีถ้ำ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างพากันแวะเวียนเข้าไปชมภาพเขียน และรูปปั้นมนุษย์โบราณ รวมทั้งเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ของที่นี่ที่เคยเป็นฐานทัพของญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่2ค่ะ

วันนี้เราจะไปเขาขนาบน้ำโดยการเช่าเหมาลำเรือหัวโทงไป ลำนึงนั่งได้8คนค่ะ




ออกเดินทางกันแล้ว
ด้านหน้าที่เห็นคือเขาขนาบน้ำค่ะ เดินทางไม่ไกล ไม่กี่นาทีก็ถึงค่ะ




ตลอดเส้นทางการเดินทางก่อนถึงที่หมาย จะพบเห็นป่าโกงกางอันสมบูรณ์และลิงแสมที่ออกมาทักทายด้วยค่ะ




มาถึงแล้ว




ตรงนี้คือบันไดทางเข้าถ้ำค่ะ สูงเอาการเลย



พอเข้ามาในถ้ำแล้วจะได้วิวนี้ค่ะ
กว้าง และสว่างกว่าที่คิดตอนแรกมากๆ ไม่เหม็นอับด้วยค่ะอากาศถ่ายเทดี



ตรงนี้เป็นเหมือนช่องด้านบนของถ้ำ สามารถปีนขึ้นไปได้ค่ะ แต่ต้องใช้ความสามารถและความกล้าเยอะหน่อยเพราะเป็นแค่เชือกเส้นเดียว



ปีนขึ้นไปได้ก็ดีใจกันใหญ่ แต่หนิงมองดูจากข้างล่างขึ้นไป หัวใจจะวาย




หลังจากออกจากเขาขนาบน้ำ เราจะนั่งเรือลำเดิมมาเที่ยวที่ชุมชนเกาะกลางและแวะทานข้าวกันด้วยค่ะ มีร้านอาหารที่อยากแนะนำด้วยคือร้านนี้




ร้านอาหารกระชังขนาบน้ำวิวซีฟู๊ด




จุดเด่นของร้านคือเป็นกระชังปลาด้ายค่ะ เลี้ยงปลาไว้เยอะมากหลากหลายพันธุ์




แต่ดาราของที่นี่คือ ปลาปักเป้าค่ะ 
เวลามีนักท่องเที่ยวมาที่ร้าน ทางพนง.จะจับปลาปักเป้ามาขึ้นโชว์ให้ดู แต่ไม่ต้องกลัวเขาเหนื่อยนะเพราะเขามีกันหลายตัวในกระชังผลัดๆกันโชว์แล้วก็เอาขึ้นจากน้ำมาแป๊บเดียวค่ะ




พอโชว์เสร็จก็ปล่อยลงกระชัง เขาจะมีสภาพแบบนี้ แต่ยังไม่ตายนะ เขาจะค่อยๆปล่อยลมออกจากตัวเหมือนลูกโป่งแล้วก็กลับไปว่ายน้ำปกติเหมือนเดิม




หลังจากทานอาหารกันอิ่มแล้วจะไปเที่ยวรอบๆชุมชนเกาะกลางกันค่ะ
เกาะกลางเป็นชุมชนตั้งอยู่ในแม่น้ำกระบี่ ใกล้ตัวเมือ ลักษณะเป็นป่าชายเลน มีที่ราบอยู่ตอนกลางและเป็นแหล่งปลูกข้าวสังข์หยด ผู้คนบนเกาะประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม รวมถึงผลิตงานหัตถกรรมอย่างการทำเรือหัวโทงที่ระลึกและผ้าปาเต๊ะ

บนเกาะกลางไม่มีรถยนต์ เพราะถนนแคบ มีเพียงรถสามล้แรับจ้างและคนส่วนใหญ่ใช้รถจักยานยนต์

ถนนที่เกาะกลางค่ะ แคบๆเล็กๆแบบนี้เพราะมีแต่รถมอเตอร์ไซด์วิ่ง




และที่แปลงนาข้าวสังข์หยดค่ะ




พามาดูของระลึกที่มีชื่อเสียงของที่นี่ค่ะ ผ้าปาเต๊ะ มีให้นักท่องเที่ยวลองทำกันด้วย




ภายในร้าน




เจ้าของร้าน สาธิตวิธีการทำให้ดูด้วยค่ะ ตรงนี้ใครจะลองระบายสีก็ได้ค่ะ




กลับมาเปิดหนังสืออ่านเรื่องเกาะกลางจะหาข้อมูลเพิ่ม อ้าวหน้าคุ้นๆ คุณป้าร฿ปข้างบนเป็นซุปตานี่นา ลงหนังสือด้วย




อุปกรณ์การทำลวดลายบนผ้าค่ะ นำเข้ามาจากมาเลเซีย วิธีใช้คือเอาไอ้เจ้านี่จุ่มลงในกระทะที่ใส่เทียนหรือขี้ผึ้งร้อนๆไว้ ให้น้ำขี้ผึ้งไหลมาอยู่ตามลายแม่พิมพ์ค่ะ แล้วเอาแม่พิมพ์ตัวนี้ไปปั๊มลงบนผ้า




นี่วิธีการปั๊มลายลงบนผ้าค่ะ น่ากลัวจะร้อนมากๆเลยเนอะ

ขี้ผึ้งต้องหลอมให้ได้ความเหลวพอดีนะคะ
เพราะถ้าไฟแรงร้อนและน้ำขี้ผึ้งเหลวไป เวลาปั๊มลงผ้า ขี้ผึ้งจะซึมไปตามใยผ้าหมด ไม่จับตัวเป็นเส้นตามลายแม่พิมพ์ ก็จะระบายสีไม่ติดค่ะ (ขี้ผึ้งร้อนละลายลงในเนื้อผ้าหมดแผ่ไม่เป็นเส้นไม่มีช่องลงสี)

แต่ถ้าขี้ผึ้งยังร้อนไม่ได้ที่ ยังเหลวไม่พอ เวลาปั้มลงผ้า ขึ้นผึ้งไม่ทันจะแทรกตัวทะลุจากผ้าอีกด้านไปอีกด้าน มันแข็งตัวก่อน และเกาะผิวผ้าด้านบนไม่ทะลุลงด้านล่าง เวลาระบายสี สีก็จะซึมเลอะออกนอกลายที่กำหนด เพราะขี้ผึ้งกั้นสีไม่อยู่ มันแค่เกาะผิวผ้า แต่ไม่ได้ทำหน้าที่กั้นสีให้เกิดเป็นลาย

สาธิตวิธีปั๊มลายลงบนผ้าค่ะ




นี่คือขี้ผึ้งที่ใช้(เทียน)




ผลงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตค่ะ




ต่อไปเราจะไปดู ศูนย์OTOP ผลิตเรือหัวโทงจำลอง สินค้าที่ระลึกของบ้านเกาะกลางค่ะ



มีเรืออย่างอื่นด้วย




เมื่อเที่ยวชมทุกอย่างรอบเกาะแล้ว  เราก็นั่งเรือออกจากชุมชนหัวโทงออกจากชุมชนเกาะกลางเพื่อไปเที่ยว และไหว้พระที่วัดถ้ำเสือกันต่อค่ะ




วัดถ้ำเสือตั้งอยู่ริมเพิงผา หุบเขา จึงแวดล้อมด้วยธรรมชาติป่าเขาและถ้ำจำนวนมาก เดิมพบว่ามีเสืออาศัยอยู่ในถ้ำ

ต่อมาพระอาจารย์จำเนียรสีลเสฎโฐ พระสายวิปัสสนา นำคณะสงฆ์เข้ามาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมในปีพ.ศ.2518

ในอดีตวัดมี ชื่อว่า “สำนักสงฆ์หน้าชิง” ตามชื่อหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 25  มีนาคม  พ.ศ. 2518   และได้เปลี่ยนเป็น “วัดถ้ำเสือ” เมื่อวันที่ 2  สิงหาคม  พ.ศ. 2533

ภายในวัดถ้ำเสือ นอกจากเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเช่น พระพุทธรูปหยกขาวซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่านำมาจากมัณฑะเลย์ พระโพธิสัตว์กวนอิม ตลอดจนถ้ำลี้ลับอื่นๆเช่น ถ้ามือเสือ ถ้ำลูกธนู ถ้ำลอด ถ้ำปลาไหล ถ้ำลับแลฯ




ทางขึ้นนี้มีบันได1200ขั้น พอดีไปถึงวัดเย็นมากแล้วเลยไม่มีโอกาสขึ้นไปค่ะ





หลังจากออกจากวัดถ้ำเสือ ก่อนจะไปสนามบินเพื่อกลับเข้ากรุงเทพ เราแวะทานข้าวกันก่อนค่ะ
ร้านอาหารแห่งนี้ "ก้อยกุลากาศัย"  หนิงตื่นตาตื่นใจกับสีของน้ำในสระมาก นำว่าเขาใส่สีอะไรลงน้ำในตอนแรก แต่เมื่อถามน้องๆพนง.ร้านจึงทราบว่า ที่นี่เป็นเหมือนแร่เก่า การที่น้ำมีสีเขียวอมฟ้าแบบนี้เกิดจากธรรมชาติที่แร่ธาตุใต้ดินมาทำปฏิกริยากับน้ำค่ะ

น่าทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เลยเนอะ




อาหารมื้อเย็นค่ะ







หลังจากอิ่มก็เดินดูรอบๆร้าน ก็พบว่าในสระมีปลาด้วย น้ำแบบนี้แต่ปลาอาศัยอยู่ได้ ตัวใหญ่ด้วย




เป็นปลาที่ทางร้านเลี้ยงไว้ค่ะ ตัวใหญ่จนน่ากลัว จากผืนน้ำนิ่งๆแค่โดนถั่วฝักยาวลงไปก็ขึ้นมาพรึ่บพรับๆให้ตื่นตากันเลย




บรรยากาศรอบๆ







พอเริ่มค่ำ ก็เลยมองไม่ค่อยเห็นสีสวยๆของน้ำ มีโอกาสอยากกลับมาร้านนี้อีก อาหารอร่อย วิวดี ประทับใจค่ะ




แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่สนามบินกระบี่กัน

เช็คอินโหลดกระเป๋า




รอเวลาเครื่องออกค่ะ 
กว้างขวางนั่งสบาย แอร์เย็น คนไม่พลุกพล่าน







เครื่องที่จะนั่งกลับกรุงเทพวันนี้




หลังจากขึ้นเครื่อง เราสั่งอาหารทานนิดหน่อย(กินอีกแล้ว) 
หากดูตามเมนูบนเครื่องรายการอาหารจะหลากหลายว่าการสั่งจองอาหารล่วงหน้าผ่านเวปค่ะ)







เป็นโอกาสที่ดีมากที่การไปกระบี่ครั้งนี้ ได้ไปเที่ยวทั้งทะเล และดูวิธีชีวิตชุมชน ได้เปิดโลกทรรศ์ได้เห็นอะไรใหม่ๆ หากเพื่อนๆท่านใดได้มีโอกาสไปเที่ยวกระบี่ หวังว่าจะได้รับความสุขและความประทับใจกลับมาเช่นหนิงค่ะ

ขอบพระคุณที่ติดตามรีวิวจ้า




Create Date : 09 ธันวาคม 2555
Last Update : 30 เมษายน 2556 11:30:07 น.
Counter : 7175 Pageviews.

2 comments
  
รีวิวได้ดีมากๆค่ะ ตอนที่ไปๆ แบบรีบๆ เลยได้ไปไม่กี่แห่ง คิดว่ามีโอกาสคงได้ไปอีกแน่ๆ ค่ะ
โดย: sawkitty วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:9:21:55 น.
  
ตามมาเที่ยวอีกรอบ อยากไปค่ะ
โดย: sawkitty วันที่: 26 ธันวาคม 2555 เวลา:19:52:34 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



pinksoda
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



ชื่อ หนิงคร้า..

รูปท่องเที่ยวอีกส่วนอยู่ที่เฟชบุคอ่ะ
http://www.facebook.com/profile.php?
id=784733830

Tassamon Ning

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Group Blog
ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31