กันยายน 2550

 
 
 
 
 
 
1
2
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
你好! 中国 เซี่ยงไฮ้ อู่เจิ้น หังโจว อู๋ซี ซูโจว ตอนที่ 2
ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ในตอนนี้จะเริ่มต้นจากการที่เราเดินทางออกจากเมืองโบราณอู่เจิ้น เพื่อเดินทางไปยังเมืองหังโจวครับ
เมืองหังโจวนั้นเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียงครับ เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นต้นกำเนิดของตำนานที่เคยสร้างเป็นละครชื่อดัง คือ เรื่องนางพญางูขาว และม่านประเพณี
การเดินทางจากเมืองโบราณอู่เจิ้นจนถึงเมืองหังโจวใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ครึ่งครับ ซึ่งระหว่างทางนี้ฝนไม่ตกเลย เราก็จะเห็นบ้านเรือนสองข้างทางที่เป็นตึก แต่ที่แปลกตาก็คือบนชั้นดาดฟ้าของแต่ละตึกจะมีลักษณะเป็นยอดโดม หรือเก๋ง หรือเป็นทรงยอดแหลมเหมือนโบสถ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นสร้างขึ้นจากคติความเชื่อของคนจีน ซึ่งเป็นการสร้างเลียนแบบหมวกของขุนนางหรือจอหงวนของจีน และภายในตัวโดมหรือเก๋งก็จะเป็นที่ประดิษฐาน"ปี่เซี้ย" โดยเชื่อว่าจะสร้างความโชคลาภ และรุ่งเรืองให้กับผู้อาศัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบ้านหรืออาคารที่สร้างยอดโดมหรือเก๋งเหล่านี้มักจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า



พอเริ่มเข้าตัวเมืองหังโจวก็เริ่มเห็นความเจริญ เต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย ดูรวมๆแล้วเหมือนกรุงเทพเลยครับ แต่แค่มีพื้นที่ที่เล็กกว่าเท่านั้น



ตึกสูงๆ หรือ ห้างใหญ่ๆก็มีเยอะครับ ซึ่งในการก่อสร้างตึกนั้นก็จะมีการกำหนดความสูงด้วยว่าไม่ให้สูงเกินกี่เมตร และตึกจะต้องตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะเท่าใด


คูเมืองหังโจวครับ ซึ่งคูเมืองนี้กว้างมาก กว้างพอๆกับแม่น้ำสายๆหนึ่งเลยทีเดียว คนจีนนี้จะสร้างอะไรก็สร้างให้ใหญ่โตจริงๆ เดิมทีถนนที่เรากำลังแล่นผ่านนี้จะเป็นกำแพงเมืองครับ ภายหลังจึงทุบทิ้งแล้วสร้างขึ้นเป็นถนน



เมืองหังโจวนี้ร่มรื่นน่าอยู่มากครับ เต็มไปด้วยต้นไม้ตลอดเลย สมกับคำที่คนจีนโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่า เป็นเมืองสวรรค์ และถ้าเป็นไปได้ ในชีวิตนี้ต้องอาศัยอยู่ที่เมืองหังโจว



รถแท๊กซี่ของที่นี่ใช้สีเขียว พูดถึงเรื่องรถยนต์นะครับ คนจีนเดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีรถยนต์กันมากขึ้น แต่การที่จะมีรถได้นั้นจะต้องมีฐานะพอสมควร เนื่องด้วยต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆสูง เช่นนอกจากจะต้องเสียค่ารถแล้ว ยังต้องเสียค่าป้ายทะเบียนที่มีราคาสูง เมื่อเทียบกับเงินไทยแล้วต้องเสียค่าป้ายทะเบียนรถเป็นแสนๆบาทเลยทีเดีว และในการซื้อรถรัฐบาลจีนไม่ยินยอมให้มีการผ่อนซื้อรถ จะต้องซื้อสดเท่านั้น ดังนั้นคนที่จะซื้อจึงต้องมีรายได้มากพอสมควร ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับนโยบายนี้นะครับ เพราะเป็นการควบคุมจำนวนรถยนต์ได้อีกทางหนึ่ง



ที่เมืองจีนนี้ก็มีร้านอาหาร Fast Food เหมือนกันนะ



บรรยากาศสมกับที่เป็นเมืองหลวงของมณฑล



และแล้วก็มาถึงครับจุดหมายของเราทะเลสาปซีหูอันเลื่องชื่อ โดยรอบๆทะเลสาปจะถูกจัดให้เป็นสวนสาธารณะ



เตรียมล่องเรือชมทะเลสาปกันครับ



ล่องเรือแบบนี้ทำให้นึกถึงตอนไปล่องเรือที่อ่าวฮาลองเลย



สะพานขาด เป็นสะพานที่อยู่ในตำนานเรื่องนางพญางูขาว สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินหรืออ่านตำนานนี้ สามารถไปอ่านรีวิวพร้อมภาพประกอบละครเรื่องนี้ได้ที่ //topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3728984/K3728984.html นะครับ



มุมสงบอีกมุมหนึ่ง



บัวริมทะเลสาป ซึ่งทางการจะมีการเพาะปลูกเอาไว้เป็นระยะๆ



มุมสวยเมื่อมองจากเรือ



ภัตตาคารริมทะเลสาป บรรยากาศดีมากๆครับ



อาคารเก่าๆถูกดัดแปลงให้เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ



สิ่งก่อสร้างโบราณที่แฝงตัวในหมู่ไม้



นอกจากจะมีเรือใหญ่ที่พวกเราได้นั่งกันแล้วยังมีเรือแจวขนาดเล็กให้เช่าบริการล่องทะเลสาปอีกครับ



มองกลับไปที่ฝั่งครับจะเห็นหมู่ตึกสูงใหญ่เป็นฉากหลังที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกอีกที ว่ากันว่าบรรยากาศแบบนี้คล้ายๆกับเมืองนอกเลย ซึ่งหมอกเหล่านี้พบได้ในแถบนี้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากสภาพของควันจากโรงงานอุตสาหกรรม อีกส่วนเกิดจากสภาพอากาศที่เป็นปรกติของที่นี่



นี่ไงครับเจดีย์เหลยเฟิงถ่า หรือเจดีย์นางพญางูขาว ที่ตามตำนานนางพญางูขาวถูกไต้ซือฟาไห่จับขังไว้ในเจดีย์



หลังจากล่องเรือสักระยะก็ขึ้นฝั่งเดินรอบๆทะเลสาป ซึ่งได้มีการจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างร่มรื่นสวยงาน



แอบถ่ายคู่รักหนุ่มสาวหนุงหนิ๋งกัน



หัวเสาสะพานรูปสิงโต



มุมต่างๆของทะเลสาป







อนุสาวรีย์ท่าวซูตงโพว กวีเอกในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองหังโจว ท่านได้ร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำจากทะเลสาป และต่อมาได้กลายเป็นถนนจากแนวเหนือ-ใต้ ตะวันออก-และตะวันตกเข้าด้วยกัน



หลังจากที่เราได้ชื่นชมบรรยากาศของทะเลสาปซีหูกันแล้ว จุดหมายต่อไปก็คือไปดูแห่งปลูกชาหลงจิ่งและพิพิธภัณฑ์ โดยชาชั้นเยี่ยมของประเทศจีน ซึ่งชาหลงจิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นชาที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลกก็ว่าได้ โดยในสมัยก่อนชาหลงจิ่งจากที่นี่จะถูกส่งไปยังในพระราชวังหลวงเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เสวยชา โดยในการจะไปดูแหล่งผลิตชาหลงจิ่งนี้จะต้องลอดอุโมงค์ใต้ภูเขาดังภาพ



พอทะลุอุโมงค์ออกมาเราก็จะพบกับแหล่งปลูกชาขนาดใหญ่นับพันๆหมื่นๆไร่กันทีเดียว ซึ่งในการปลูกชาก็จะปลูกตามไหล่เขากันครับ



ในระหว่างการเดินทางทางก่อนที่เราจะถึงพิพิธภัณฑ์ชานั้น เราก็พบอุบัติเหตุรถชนกันครับ



และนี่ถือคู่กรณีครับ ซึ่งการขับรถของคนจีนถ้าคนไทยได้เห็นแล้วจะเกิดอาการหวาดเสียวกันเลยทีเดียว



ถึงซะทีครับพิพิธภัณฑ์ชาและนี่คือทางเข้า



มองจากด้านนี้จะเห็นการปลูกชาตามไหล่เขา ทั้งนี้ยังมีการจัดภูมิทัศน์ต่างๆเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมและศึกษาการปลูกชาไว้อย่างสวยงาม



และนี่คืออาคารหลักที่ใช้ในการจัดแสดง



ด้านในมีรูปปั้นของบุคคลสำคัญ(จำชื่อไม่ได้ครับฟังไกด์ไม่ทัน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่ให้กำเนิดชื่อของชาหลงจิ่ง



บุคคลสำคัญต่างๆที่เคยมาเยี่ยมเยียนที่นี่ครับ



สมเด็จพระเทพฯก็เคยเสด็จมาด้วยเช่นกัน



อาชากำลังอธิบายวิธีการทำชาหลงจิ่ง ว่าตั้งแต่ขั้นตอนเก็บจนไปถึงขั้นตอนการคั่ว ซึ่งในการคั่วนั้นในสมัยก่อนเขานิยมใช้หญิงสาวบริสุทธิ์เท่านั้น และจะต้องใช้มือคั่ว



อุปกรณ์ที่ใช้ในการคั่ว



จากนั้นก็ได้เวลามาชมการชงชา และชิมชากันครับ โดยได้วิทยากรชาวจีนผู้ซึ่งเคยได้ถวายการชงชาให้สมเด็จพระเทพฯมาแล้วครับ โดยในการชงชานั้นตอนแรก จะมีการใส่ใบชาลงไปในแก้วแล้วเติมน้ำนิดหน่อย แล้วก็แจกให้ทุกคน แต่ยังไม่ให้ดื่ม ให้ดมกลิ่นของชาเสียก่อน (ผมว่ากลิ่นมันเหมือนกลิ่นปลาเค็ม) ว่ากันว่าการทำแบบนี้เป็นการทำให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำในใบชาแล้วยังถือเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการต้อนรับจากเจ้าภาพอีกด้วย



จากนั้นพนักงานจึงค่อยเอาน้ำร้อนมาเติมในแก้วให้ โดยจะยกขึ้นยกลงเป็นจังหวะทั้งหมด 3 ครั้ง หลังจากนั้นเราจึงดื่มชาได้ อ้อ!สำหรับการดื่มชาของคนจีนนั้น จะใช้คำว่า การกินชา (Chi Cha) มากกว่าคำว่าดื่มชา (he cha) เนื่องจากในการดื่มชานั้นจะกินใบชาเข้าไปด้วย ไม่ให้กินแล้วคายใบชาทิ้ง ซึ่งการกินชาหรือดื่มชานี้จะช่วยป้องกันโรคบางอย่างได้ รวมถึงยังช่วยล้างสารพิษที่อยู่กระเพาะและลำไส้ได้ โดยได้มีการสาธิตโดยเอาข้าวสารมาใส่กับไอโอดี จนข้าวสารเป็นสีดำ จากนั้นจึงเทน้ำชาหลงจิ่งลงไป น้ำชาที่เทลงไปก็จะกลายเป็นสีดำเนื่องจากสีของไอโอดี และ และต่อมาสักพักน้ำที่เป็นสีดำก็จะกลายเป็นสีของน้ำชาปกติ ส่วนเมล็ดข้าวสารที่เป็นสีดำก็กลับมาเป็นสีขาว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าชาหลงจิ่งช่วยล้างสารพิษได้ ทั้งนี้แม้ว่าเราไม่ได้กินชาหรือดื่มชาเนื่องจากบางท่านอาจไม่ชอบดื่ม ก็สามารถกินใบชาเปล่าได้ โดยควรกินวันละ 13 ใบ ซึ่งจะถือว่าเพียงพอต่อความต้องการในการล้างสารพิษและบำรุงสุขภาพแล้ว



หลังจากกินชากันแล้ว ก็มีการจำหน่ายชาให้กับผู้ที่สนใจ โดยชาที่นำมาจำหน่ายมี 3 เกรด คือ เกรด B เกรด A และที่ดีที่สุดคือเกรด AA โดยชาเกรด B ราคาจะถูกสุดคือ 150 หยวน เกรด A ราคา 200 หยวน และเกรด AA ราคาสูงถึง 300 หยวน (1 หยวน=5 บาท โดยประมาณ) ซึ่งชาเหล่านี้ตอนแรกผมก็คิดว่าจะซื้อดีหรือไม่ เพราะอยากซื้อเป็นของฝากให้ผู้ใหญ่ แต่โชคดีเป็นคนจิตแข็งเลยไม่ได้ซื้อมาสักกระป๋องเลย 555



ออกมาข้างนอกแล้วครับก็จะเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นกัน ก็มาเจอกับตากล้องคนนี้ ดูจากท่าถ่ายรูปแล้วท่าจะเป็นมืออาชีพจริงๆ (อา...แน่นๆจริงๆ 555)



เกือบลืมเลยครับนี่คือพาหนะที่พาเราเดินทางข้ามเมืองข้ามมณฑลในครั้งนี้ (ขอบคุณ คุณรถทัวร์นะคร๊าบ ที่พาผมไปเที่ยว)



ออกมาถ่ายรูปกันครับกับมุมเท่ห์ๆ (เหมือนกำลังถ่ายหนังเกาหลีอยู่มั๊ยครับ เหอๆ)



หัวเสาประดับลวดลายจีนดีครับ



พอตอนเย็นก็ไปกินอาหารที่ภัตตาคารกันครับ ที่อยู่ในฟรอย์ห่ออาหารสีเงินๆนั้นคือ ไก่ขอทานครับ ถือเป็นเมนูเอกเมนูหนึ่งของมื้อนี้ รสชาติออกเค็มๆเหมือนไก่รวนเค็ม



และนี่ก็คือเมนูเอกอีกเมนูหนึ่งครับ คือหมูพันปี เป็นหมูสามชั้นราดน้ำหวานๆ เหมือนประมาณกินพะโล้ที่ไม่มีน้ำ แล้วราดด้วยน้ำข้นๆ หวานๆ สีดำๆน่ะครับ ก็อร่อยดีครับ



และในวันนี้ก็ตรงกับวันเกิดของพี่ รปม.ท่านนึง ทางบริษัททัวร์เลยใจดีครับ ทำเซอร์ไพร์สงานวันเกิดให้ และนี่คือโฉมหน้าเจ้าของงานครับ(ขออนุญาตพี่เก่งเอารูปมาลงนะคร๊าบ)



กินอิ่มแล้วก็ไปดูโชว์ราชวงศ์ซ่งกันต่อครับครับ ที่นี่ทำให้รู้สึกเหมือนประมาณภูเก็ตแฟตาเซียอะไรประมาณนั้น คือมีการจำลองบรรยากาศความเป็นจีนเอาไว้ มีคนใส่ชุดเป็นทหารในสมัยก่อน และในรูปนี่คือประตูทางเข้าครับ จำลองจากประตูวังในสมัยก่อน



ขบวนแห่ ซึ่งแขกที่มาชมสามารถเข้าไปนั่งได้ด้วยนะ



การแสดงโชว์ที่นี่จะมีแบ่งออกเป็นชุดๆ ชุดแรกเป็นการแสดงให้เห็นว่าดินแดนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน ประมาณยุคหินน่ะครับ



ชุดที่สองเป็นชุดที่แสดงให้เห็นถึงราชสำนักของราชวงศ์ซ่ง มีขบวนแห่ของฮ่องเต้ และแสดงให้เห็นว่าเป็นอาณาจักรที่มีเมืองขึ้นมากมาย



ฮ่องเต้และฮองเฮา



ชุดที่สาม ประวัติศาสตร์ทางทหารโดยได้แสดงว่า เป็นเมืองที่มีการรบพุ่งและต้องถูกรุกรานจากต่างชาติ(ดูจากชุดแล้วน่าจะเป็นพวกมองโกล) ชุดนี้ตื่นตาตื่นใจมากครับเพราะ เอาม้ามาวิ่งกันจริงๆในนี้ มีฉากต่อสู้กันด้วย ดาบ ทวน หอก สุดยอดครับ



และนี่คือโฉมหน้าของศัตรูผู้รุกราน(น่าจะเป็นพวกมองโกล เพราะต่อจากยุคนี้ก็จะเป็นยุคของราชวงศ์หยวน ซึ่งเป็นราชวงศ์ของพวกมองโกล โดยการนำของเจงกิสข่าน และกุบไลข่าน)



โจมตี! ยิง!



ชุดที่สี่ ชุดนางพญางูขาวก็เป็นการเล่าเรื่องตำนานของนางพญางูขาว ซึ่งในชุดนี้มีการเทคนิคแบบให้ผู้ชมรู้สึกร่วมด้วย เช่นฉากฝนตก ไม่ใช่แค่หน้าเวทีเท่านั้นที่จะมีฝนตก แต่ตรงที่นั่งผู้ชมก็มีละอองน้ำ(เม็ดใหญ่ๆ)ตกลงมาเหมือนกัน เล่นเอาเก็บกล้องแทบไม่ทัน



ฝนตกลงมาแล้ว...



ชุดที่ห้า เป็นชุดที่แสดงวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการเก็บชา เพลงเพราะน่ารักดี



ชุดสุดท้ายเป็นการแสดงนานาชาติ เช่น การแสดงรำเพลงซากุระ ซึ่งเป็นตัวแทนของญี่ปุ่น อารีรัง ของประเทศเกาหลี เกาซันซิง เป็นตัวแทนของไต้หวัน ในภาพเป็นอารีรังของเกาหลีครับ



การแสดงของเกาหลีจะต่อด้วยการแสดงของผู้ชายผมไม่รู้จักชื่อการแสดงนี้ แต่ผมชอบนะ คนแสดงน่ารักดี



แถมตอนท้ายมีการทำให้ผู้ชมตื่นเต้นด้วยการใช้ศีรษะควงให้สายริบบิ้นที่ผูกติดกับหมวกพุ่งขึ้นมาข้ามหัวผู้ชม เล่นเอาตกใจเลย



และแล้วเรื่องที่น่าระทึกก็เกิดขึ้นเมื่อการแสดงชุดเกาซันซิงแสดงขึ้นมา เพราะเขามีการแจกเครื่องรางให้คนดูผู้โชคดีผู้ใดได้รับต้องออกไปร่วมแสดงในชุดนี้ด้วยและนี้คือผู้ชมผู้ได้รับโชคนั้น



นี่ก็อีกคนครับ ซึ่งทางพวกเราเอง ได้มีพี่ รปม.คนนึงก็ได้รับโชคนั้นแต่ถ่ายพี่เขาไว้ไม่ทัน ผมก็เลยถามแกว่าตอนได้รับเครื่องรางนั้นพี่ไม่ไปไม่ได้เหรอ เขาก็บอกว่าก็คิดอยู่ว่าจะไปลุกออกไป แต่เจ๊คนแสดงที่เอาเครื่องรางมาแจงถลึงตาใส่ แกเลยยอมออกไป



ท้ายสุดของการแสดงจะเป็นการโชว์ตัวของนักแสดงทุกท่าน เรียกได้ว่าโชว์ตัวติดหน้าเวทีกันเลย เห็นกันชัดๆจะๆ



หลังจากนั้นการแสดงก็สิ้นสุดลงก็ถึงเวลาที่พวกเราจะเดินทางกลับที่พัก ซึ่งในวันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมที่จะไปดูการบริหารจัดการสถานอุปการะคนชราของเมืองนี้ครับ ซึ่งสถานรับอุปการะคนชราของเมืองจีนนั้น เมื่อเราได้ไปดูสภาพต่างๆแล้ว ทำให้เรารู้ว่าว่า ต่างกับของเมืองไทยเรามาก คือ คนชราที่มาพักอาศัยที่นี่ล้วนแล้วเต็มใจที่จะมาพัก ถึงกับต้องจองล่วงหน้ากันเลย คนชราที่นี่มีความสุขกับการที่ได้เจอเพื่อน มานั่งคุยกัน เล่นหมากรุก ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่างๆนานากัน โดยทางครอบครัวของคนชราจะเป็นผู้ส่งเสียค่าใช้จ่าย (เหมือนส่งลูกไปเนสเซอรี่อะไรประมาณนั้น) จริงๆแล้วมันไม่ได้ดูเหมือนว่าพวกเขาถูกทอดทิ้งครอบครัวอาจมาเยี่ยมเยียนบ้าง ที่ต้องให้พ่อแม่ที่ชรามาอยู่ที่นี่อาจเป็นเพราะต้องมีภาระหน้าที่ด้านการงานต่างเมืองต่างมณฑล สำหรับคนชราที่ไม่มีใครอุปการะ ทางสถานรับอุปการะและทางการของจีนก็จะรับอุปการะดูแลไว้ครับ

เล่นหมากรุกทำกิจกรรมด้วยกัน



บริการตัดผมโดนวัยรุ่นหนุ่มๆ



จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังเมืองอู๋ซิครับ ซึ่งเมืองอู๋ซิเป็นเมืองเก่าเช่นกัน สถานที่ที่เราจะไปในช่วงแรกนี้คือไปดูแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไข่มุกที่บริเวณทะเลสาบไท่หูครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตไข่มุกที่สำคัญและมีคุณภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของจีน สำหรับไข่มุกนั้นถือได้ว่าผูกพันกับประเทศจีนและประวัติศาสตร์จีนมาเนิ่นนานในฐานะยาอายุวัฒนะ ยาเสริมความงาม หรือเครื่องประดับ ว่ากันว่าพระนางซูสีไทเฮานั้นทุกๆวันพระนางต้องเสวยไข่มุกบดทุกวัน เพื่อชะลอริ้วรอยและเสริมความงาม พอมาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากผู้จัดการของที่นี่ มาให้คำอธิบายเรื่องเกี่ยวกับหอยมุกและไข่มุก เช่น การพิสูจน์ว่าไข่มุกไหนแท้หรือเทียม ให้ลองเอามาขูดกับกระจกดูถ้ามุกแท้จะมีผงมุกออกมา ฯลฯ


ไข่มุกที่นี่มี 3 สีครับ สีขาว ดำ และ สี่ออกชมพูๆ



แกะนับไข่มุกให้ดูกันสดๆว่า หอยมุก 1 ตัวสามารถให้ไข่มุกได้มากกว่า 30 เม็ด



อธิบายเสร็จก็มาแนะนำสินค้ากันต่อ มีการลดแลกแจกแถมด้วย สำหรับสร้อยคอไข่มุกเม็ดที่เล็กที่สุด(อายุของหอยมุก 5 ปี) ลดราคาเหลือแค่ 50 หยวน ผมเองก็เกือบจิตอ่อนจะไปซื้อซะแล้ว



ผลิตภัณฑ์จากไข่มุกประเภทต่าง ทั้งแหวน สร้อย เข็มกลัด



ผลิตภัณฑ์อย่างอื่นผมไม่สนใจเลยครับ เช่น ครีมไข่มุก ผงไข่มุก ฯลฯ ผมเลือกที่จะซื้อพวงกุญแจสีฟ้าอันนี้ครับ ซื้อไว้ให้คนสำคัญคนนึงสำหรับผม ราคา 40 หยวน ถูกที่สุดในบรรดาสินค้าของที่นี่แล้วครับ



กว่าทุกคนจะออกมาขึ้นรถกันได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปพอสมควรเพราะกำลังเมามันกับการเลือกซื้อไข่มุก จากนั้นเราจึงเดินทางต่อไปยังวัดหลิงซานต้าฝ๋อเพื่อไปชมพระพุทธรูปองค์ใหญ่กันครับ ซึ่งวัดและพระพุทธรูปนี้ เพิ่งสร้างได้ไม่นาน เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน โดยต้องการสร้างตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อเสริมบารมีให้ประเทศจีน ตลอดจนเพื่อต้องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไกด์ของเราเล่าให้ฟังว่าในวันที่ทำพิธีเบิกพระเนตรของหลวงพ่อ มีนกอินทรีตัวหนึ่งบนมาเกาะบนยอดพระเกศาขององค์พระ ตอนแรกฝนก็ตกหนัก แต่พอทำพิธีฝนก็หยุด แล้วฟ้าก็เปิดทันที

ถึงแล้วครับทางเข้าวัด



มองจากประตูทางเข้าเห็นองค์หลวงพ่ออยู่ไกลๆ



ถ่ายรูปกันหน้าประตูทางเข้า



ไปล่ะน้า...



เมื่อเดินเข้าประตูมาก็จะเจอกับเสารูปร่างแปลกๆไม่แน่ใจเขาเรียกว่าเสาอโศกมหาราชรึเปล่า



รอยพระพุทธบาทจำลองเสี่ยงทายด้วยการโยนเหรียญ



จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งครับเป็นสถาปัตยกรรมอย่างหนึ่งที่ทำเป็นเหมือนหอคอย ฐานของหอคอยก็เป็นรูปเทพต่างๆด้านบนจะเป็นรูปดอกบัวตูมครับ



เมื่อถึงเวลาประมาณ 16.30 ก็จะมีการแสดงโชว์น้ำพุตรงสิ่งก่อสร้างอันนี้ ดอกบัวบนที่อยู่บนยอดของหอคอยที่ตูมอยู่ก็จะค่อยๆบานออก โดยข้างในดอกบัวมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนดอกบัว



และทันที่ที่การแสดงเริ่มขึ้น ก็จะมีน้ำมนต์ไหลออกมาจากปากของสิ่งก่อสร้างรูปนกที่อยู่ด้านล่าง



ผู้คนต่างเอาภาชนะมารองน้ำมนต์เพื่อกลับเอาไปเก็บไว้เป็นศิริมงคล ส่วนคนที่ไม่ได้เอาภาชนะมาเก็บน้ำมนต์ไว้ ก็จะเอาน้ำมนต์นั้นมาดื่ม หรือล้างหน้า ผมเองก็หนึ่ง
ในนั้น



การแสดงใกล้จะจบแล้วครับ



เมื่อการแสดงจบลงก็เดินลุยกันต่อเพื่อขึ้นไปที่องค์พระ ระหว่างทางเหลือบไปเห็นจุดให้เช่าธูปเพื่อไว้สักการะ โดยธูปแต่ละชนิดก็จะมีคำอวยพรต่างๆกัน



เดินลุยกันต่อไป ก็จะเจอกับวิหารอยู่ด้านหน้า ซึ่งจะได้ยินเสียงคนมาสวดมนต์อยู่ที่นี่เป็นระยะๆ


เมื่อเดินผ่านวิหารหลังนี้ไปก็จะเจอกับบันไดทางขึ้นไปสู่องค์พระ



เดินขึ้นไปจนถึงบริเวณฐานขององค์พระแล้วมองลงมาก็จะเห็นวิวจากมุมสูงของที่นี่ครับ ซึ่งระยะทางจากป้ายทางเข้าของวัดมาถึงที่นี่ก็ตก 1 กิโลเมตรกว่าๆครับ
จากจุดนี้สามารถมองเห็นทะเลสาปไท้หูอยู่ลิบๆ


หากผู้ใดต้องการจะขึ้นไปจุดสูงสุดเลยคือบริเวณพระบาทขององค์หลวงพ่อต้อง ขึ้นลิฟท์ไปโดยเสียค่าบริการคนละ 15 หยวน เมื่อขึ้นไปแล้วก็ถ่ายรูปลงมาดังภาพ



มีการปลูกชารอบๆภูเขาด้วย



ที่ตั้งของวัดและองค์พระอยู่ในฮวงจุ้ยที่ดีมาก ด้านหน้าเป็นทะเล ด้านหลังเป็นภูเขา



พวกเราอยู่ที่นี่จนถึง 6 โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาที่วัดนี้ปิด พวกเราเดินกลับออกมาอย่างอิ่มบุญเดินขึ้นรถ เพื่อกลับไปที่พักต่อไป ซึ่งที่พักในคืนนี้เราจะไปพักกันที่เมืองซูโจว ซึ่งเป็น 1 ในเมืองที่โบราณที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และเป็นเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสาวงาม เดี๋ยวค่อยมาต่อตอนที่ 3 นะครับ การเดินทางไตรภาคครั้งนี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ขอบคุณที่ติดตามครับ









Create Date : 03 กันยายน 2550
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2550 23:17:17 น.
Counter : 3489 Pageviews.

4 comments
  
คนแรกคร้าบ

ภาพสวยมากครับ รายละเอียดแน่นปึ๊ก ขอแอบเก็บบางภาพไปนะครับ อิอิ

รักษาสุขภาพด้วยนะครับ แล้วคุยกันนะ
โดย: DAN_KRAB วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:0:27:35 น.
  
oh wow

อธิบายรายละเอียดได้ดีมากๆครับน้องปืนแก๊ป

เหมือนกับว่าไปเที่ยวเองยังไงยังงั้น

ว่าแล้วก็คลิกไปอ่านตอน 3 ต่อดีกว่า

โดย: esprit_pawin วันที่: 15 กันยายน 2550 เวลา:13:55:46 น.
  
มาชมต่อตอนสองครับ
* ล่องเรืออีกแล้ววันนี้ บรรยากาศครึ้มๆ นะครับ
* วัดหลิงซานต้าฝ๋อสวยดีครับ ชอบน้ำพุ ดอกบัวบานได้ด้วย
* องค์พระใหญ่มากเลยครับ เห็นแล้วอึ้ง
* บรรยากาศรอบๆ ก็สวยครับ

โดย: พลทหารไรอัน วันที่: 1 ตุลาคม 2550 เวลา:12:11:43 น.
  
โดย: arunlakbuo วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:8:32:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ปืนแก๊ป
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google