พฤศจิกายน 2550

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
พิษณุโลกเมืองสองแคว ตอน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
กลับมาอีกครั้งนะครับหลังจากที่หายหน้าหายตากันไปแรมเดือน ไม่ได้มีเวลาอัพบล๊อคเลย โดยในการกลับมาครั้งนี้ผมก็มานำเพื่อนๆท่องเที่ยวกันอีกเช่นเคย ซึ่งในคราวนี้ขอเป็นที่จังหวัดพิษณุโลกนะครับ ทั้งนี้เนื่องจากตัวผมเองเป็นคนพลัดถิ่นต้องระเหเร่ร่อนอยู่ตลอดเวลา เกิดกรุงเทพ โตและเรียนอยุธยา ไปเรียนต่อที่ชลบุรี จนสุดท้ายมาอยู่ที่พิษณุโลกนี่แหละครับ ในช่วงเวลาที่อยู่ที่พิษณุโลกในปีนี้ก็เป็นปีที่ 5 ย่างเข้าสู่ปีที่ 6 แล้วก็ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งต่างๆของที่นี่มาพอสมควร ก็ประจวบเหมาะเลยที่จะเอาเรื่องราวต่างๆมาแนะนำกันโดยเฉพาะในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวให้เพื่อนๆได้ชมกันครับ เชิญสดับรับชม...

เมื่อพูดถึงจังหวัดพิษณุโลกก็ต้องนึกถึงจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้เป็นถิ่นกำเนิดของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือได้ว่าโดดเด่นที่สุดที่หลายคนต้องนึกถึงเมื่อมาจังหวัดพิษณุโลกก็คือ ที่นี่เลยครับ "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร" หรือที่คนที่นี่เรียกกันวา "วัดใหญ่" (เพราะจากเท่าที่ผมสังเกตไม่มีวัดใดในจังหวัดพิษณุโลกที่มีพื้นที่ของวัดที่มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตเท่าวัดนี้ เพราะมีเนื้อที่ถึง 36 ไร่)



วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถือเป็นวัดที่เก่าแก่คู่เมืองพิษณุโลกมาช้านาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งผิดกับการตั้งวัดโดยทั่วๆไปที่นิยมหันไปทางทิศตะวันออก เนื่องด้วยยึดถือลำน้ำเป็นสำคัญ เพราะลำน้ำเป็นเส้นทางสำคัญในการคมนาคม(ก็เหมือนกับการสร้างบ้านติดถนนในปัจจุบันก็ต้องสร้างบ้านหันหน้าเข้าหาถนน) ซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างในสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ในสมัยสุโขทัย คาดว่าน่าจะสร้างประมาณปี พ.ศ.1900



ในภาพบนเป็นพระบรมรูปของพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งปัจจุบันได้ถูกเคลื่อนย้ายให้มาตั้งอยูบริเวณด้านหน้าวิหารหลวง โดยตั้งอยู่ในเต้นท์ผ้าใบซึ่งในความคิดผมนั้นมองดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะดูไม่เหมาะสม น่าจะทำเป็นศาลหรืออาคารถาวรจะดีกว่า

เมื่อเดินเข้าวัดจากทางด้านหน้า นอกจากวิหารหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว ทางด้านขวามือก็จะมีวิหารพระเหลือ ซึ่งเป็นวิหารขนาดเล็ก สร้างในสมัยสุโขทัย โดยวิหารที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นวิหาที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ซึ่งจะสังเกตได้จากมีตราพระเกี้ยวอยู่ที่หน้าบัน



ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก หน้าตักกว้าง 20 นิ้ว สูง 22 นิ้ว มีนามว่า "พระเหลือ" หรือ "พระเสสันตปฏิมา" มีตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นจากเศษทองสัมฤทธิที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา



ด้านข้างวิหารเป็นต้นโพธิ์ 3 ต้นซึ่งต้นโพธิ์นี้เป็นต้นโพธิ์ที่พระมหาธรรมราชาลิไท ได้อัญเชิญมาพระศรีมหาโพธิ์จากอินเดีย เพื่อเป็นการถวายเป็นพุทธบูชาให้พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา



ด้านหลังของวิหารพระเหลือก็จะเป็นที่ร้านเช่าพระเครื่องและวัตถุมงคลของทางวัด ซึ่งได้ทำอาคารให้เป็นทรงไทยจัดให้เป็นสัดส่วนดูกลมกลืนกับวัดดีครับ



ด้านฝั่งตรงข้ามกับวิหารพระเหลือก็เป็นที่ตั้งของพระพุทธชินราชองค์จำลองเพื่อให้ประชาชนมาสักการะบูชา ปิดทอง กันตรงจุดนี้ครับ



ที่อยู่ติดกันเลยเป็นหอกลอง โดยหอกลองนี้มีชื่อว่าหอกลองอินทเภรี ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารทรงไทย เป็นกลองขนาดใหญ่จำนวน 2 ใบ ซึ่งกลองนี้มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท โดยเอาไว้ใช้ตีเพื่อบอกเวลาทุกชั่วโมงตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง หกโมงเย็น โดยกลองอินทเภรีนั้นหมายถึงกลองของพระอินทร์ ทำด้วยไม้มะเขือเป็นพันธุ์ไม้ป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งได้สูญหายไปนานแล้ว ส่วนกลองที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นกลองซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4



คราวนี้เราก็มาเข้าไปในพระวิหารพระพุทธชินราชกันเลยครับ ก่อนเข้าวิหารก็ตามธรรมเนียมครับถอดรองเท้าเสียก่อน เมื่อเข้าไปภายในสิ่งแรกที่เห็นก็คือบานประตูประดับมุกของพระวิหาร บานประตูนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สร้างขึ้น ซึ่งบานประตูนี้นักโบราณคดีได้ยกย่องว่าเป็นบานประตูประดับมุกที่งดงามที่สุดในประเทศไทย ลายประดับบานมุกเป็นลายกนก และภาพสัตว์หิมพาน (ในภาพคงอาจไม่เห็นครับคงต้องมาดูด้วยตนเอง)



เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา ก็จะพบกับองค์พระพุทธชินราชตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า องค์พระพุทธชินราชนั้น เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปะสุโขทัยที่มีความงดงามมาก มีหน้าตักกว้าง 2.85 เมตร สูง 3.72 เมตร จากตามพงศาวดารเหนือได้กล่าวไว้ว่า พระมหาธรรมราชาลิไท หลังจากสร้างพระวิหารแล้ว จึงได้รับสั่งให้ช่างช่วยกันหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้น นั่นคือ พระพุทธชินราช พระพุทชินสีห์ และพระศรีศาสดา แต่ปรากฏว่ามีเพียงพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาเท่านั้นที่สามารถหล่อให้สำเร็จได้ ส่วนพระพุทธชินราชนั้นทองแล่นไม่เต็มองค์ ดังนั้นพระมหาธรรมราชาลิไทจึงทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้เทพยดาช่วยดลบันดาลให้สร้างพระพุทธชินราชให้สำเร็จ จนต่อมาภายหลังจึงได้มีการทำพิธีเททองหล่อขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีตาปะขาวผู้หนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ได้เข้ามาช่วยปั้นหุ่นและเททองด้วยตนเอง เมื่อกะเทาะหุ่นออกมาก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าทองแล่นติดเต็มองค์พระจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งในประเด็นขององค์พระรนี้ก็มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ความเห็นว่าพระพุทธชินราชน่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องด้วยใช้มูลเหตุอื่นๆประกอบ เช่น ความสัมพันธ์และเหตุผลของการสร้าง และคติความเชื่อในการก่อสร้างและแผนผังของวัด ในประเด็นนี้แล้วแต่ความคิดความเชื่อครับของแต่ละคนครับไม่อยากฟันธง เพราะประวัติศาสตร์ในเมืองไทยนั้นมักมีการแต่งเติมบึดเบือนจนเกินจริงมาช้านานแล้ว ผมเองก็ไม่อยากให้ใครฟังหรือศึกษาประวัติศาตร์ตามที่เขาเล่ามา อยากให้ฟังแล้วคิดวิเคราะห์จะดีกว่าครับ



แต่เดิมทีนะครับองค์พระไม่ได้มีการลงรักปิดทองดังที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ โดยการปิดทองนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และครั้งที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 5 และครั้งที่ 3 ในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมานี้เองครับ โดยเดิมทีนั้นองค์พระมิได้มีเรือนแก้ว (เรือนแก้วก็คือเปลวรัศมีที่อยู่รอบๆองค์พระน่ะครับ) ซึ่งสร้างขึ้นมาภายหลังในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น โดยแกะเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดี ไม่ว่าจะเป็นตัวนาค เหรา สิงห์ ช้าง ฯลฯ ด้านล่างของเรือนแก้วจะเป็นยักษ์ 2 ตนทำหน้าที่แบกหรือรองรับเรือนแก้ว ซึ่งที่เห็นในภาพคือ ท้าวเวสสุวรรณ หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง มีกระบอกเป็นอาวุธ ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายขององค์พระ ส่วนอีกตัวจะเป็นอาฬวกยักษ์ ซึ่งอยู่ทางด้านขวาขององค์พระ (ไม่ได้ถ่ายมาครับ)



ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของวิหารเป็นที่ตั้งของพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไว้ให้ประชาชนกราบไหว้



พอเราแหงนหน้าขึ้นบนเพดานของพระวิหาร ก็จะเห็นดาวเพดานพระวิหาร ซึ่งเพดานทาด้วยสีแดงชาด แนวเพดานตรงกลาตามแนวยาวประดับด้วยลายจำหลักดอกบัวทรงดาวล้อมเดือน มีจำนวนทั้งหมด 8 ดวง (ขออภัยที่มือ สั่น) ซึ่งแต่ละดวงก็จะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน(ไว้ถ้าใครไปลองแหงนหน้าสังเกตดูนะครับ)



คราวนี้เมื่อเดินออกจากพระวิหารพระพุทธชินราชแล้วเราก็จะพบกับระเบียงวิหารคต ล้อมรอบเป็นแนวอยู่ ซึ่งมีอยู่ 2 ชั้น ชั้นนอกเป้นแนวรอบวิหาร ส่วนชั้นในเป็นแนวรอบองค์พระปรางค์ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะมีพระพุทธรูปตั้งเรียงรายกันอยู่โดยทั่วไปโดยมีทั้งหมด 188 องค์



ตรงระเบียงด้านหน้าทางฝั่งด้านขวาของพระวิหารพระพุทธชินราช(ด้านซ้ายมือเมื่อเราหันหน้าเข้าหาวิหาร) จะมีประตูทางเข้าไปสู่ลานว่างด้านข้างพระวิหาร ซึ่งทางนี้จะสามารถเดินไปสู่องค์พระปรางค์ วิหารพระพุทธชินสีห์ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระพุทธชินราชได้



เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณภายในทางวัดก็ได้มีการจัดสวนตกแต่งไว้อย่างสวยงาม



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดนี่เอง เป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุต่างๆมากมาย เช่น ระฆังโบราณ เครื่องถ้วยชามโบราณ รูปปั้น งาช้างโบราณ พระพุทธรูป ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ฯลฯ ซึ่งสถานที่เก็บโบราณวัตถุเหล่านี้จะจัดแสดงในบริเวณระเบียงคตชั้นในและภายในอาคารขนาดหลังย่อมหลังหนึ่ง (ในความคิดของผมเองผมว่ายังมีโบราณวัตถุที่จัดแสดงมีไม่ค่อยมากเท่าไรนัก) ซึ่งในวันที่ผมไปนั้นในหลายๆส่วนของวัดยังไม่เปิดให้ชมครับเลยไม่มีภาพเก็บมาให้ชม



วิหารพระพุทธชินสีห์ก็ปิดครับ พอดีผมมาถึงที่นี่เช้าเกินไป (เสียดาย) ซึ่งพระพุทธชินสีห์นี้เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นคราวเดียวกันกับพระพุทธชินราช และพระศรีศาสดา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ที่กรุงเทพฯจนถึงปัจจุบัน ส่วนองค์ที่อยู่ในวิหารที่นี่นั้นเป็นองค์จำลองครับ ซึ่งความสวยงามขององค์จำลองนั้นสู้องค์จริงๆม่ได้เลย



วิหารพระพุทธชินสีห์ไม่เปิด ก็เลยมาเดินเล่นแก้เซ็งที่บริเวณรอบๆครับ ร่มรื่นดี น่านั่งเล่นเป็นที่สุด



เนื่องด้วยประตูที่สามารถทะลุไปยังองค์พระปรางค์ได้เกิดปิดครับ เนื่องจากกำลังมีการบูรณะองค์พระปรางค์อยู่ จึงต้องเดินย้อนออกมาทางเดิมไปที่บริเวณด้านหน้าพระวิหารอีกครั้ง คราวนี้เดินมาเข้าประตูตรงระเบียงทางด้านซ้ายของพระวิหารพระพุทธชินราชกันครับ เมื่อเข้าไปก็จะได้พบกับสิ่งก่อสร้างต่างๆครับ (ขออธิบายเฉพาะในส่วนที่ถ่ายรูปมานะครับ)

พระปรางค์องค์น้อย เป็นประปรางค์องค์เล็กที่ตั้งอยู่ภายในลานว่างทางด้านซ้ายของพระวิหาร คาดว่าน่าจะเป็นปรางค์ต้นแบบในการก่อสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่



วิหารพระปฏิมาฆระ หรือ วิหารแกลบ



ซึ่งวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุจะพบวิหารแกลบ 2 หลังคือหลังด้านทางด้านเหนือและทางด้านใต้ของพระวิหารพระพุทธชินราช ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นวิหารปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์



คราวนี้ก็เดินออกมาทางเดิมครับมาที่ด้านหน้าพระวิหารพระพุทธชินราช จากนั้นก็เดินไปทางซ้ายมือของพระวิหาร เราก็จะพบกับหลวงพ่อดำ ซึ่งประดิษฐานอยู่ตอนหน้าของวิหารพระศรีศาสดา ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า "หลวงพ่อกินเณร" เนื่องจากมีเรื่องเล่ากันว่ามีสามเณรรูปหนึ่งจะสาสิกขา ก็ถือดอกไม้ธูปเทียนไปสักการะบูชาหลวงพ่อดำแล้วสามเณรก็หายไป โดยไม่มีใครได้พบเห็น ญาติโยมประชาชนสงสัยก็เข้าไปดูหลวงพ่อดำใกล้ๆ ก็พบกับรอยเลือดอยู่ทั่วพระโอษฐ์ขององค์หลวงพ่อ ก็ลงความเห็นว่าองค์หลวงพ่อได้กินเณรเข้าไปเลย จึงใช้ตะปูอาคมตีตอกพระโอษฐ์เพื่อไม่ให้กินใครได้อีก




ถัดจากที่ปรดิษฐานหลวงพ่อดำซึ่งเราก็จะได้เจอกับวิหารพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นวิหารที่อยู่ทางทิศใต้ของวัด ซึ่งเป็นที่พระดิษฐานพระศรีศาสดา โดยในตอนที่ไปวิหารก็ยังปิดอยู่ครับ ซึ่งองค์ที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นองค์จำลองครับ เพราะได้มีการอัญเชิญให้ไปประดิษฐานอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ที่กรุงเทพ เช่นเดียวกันกับพระพุทธชินสีห์ (ว่ากันว่าที่จริงแล้วรัชกาลที่ 5 มีพระประสงค์ที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญทั้ง 3 องค์ไปหมด ในครั้งนั้น คนพิษณุโลกเองเสียใจกับการที่ต้องสูญเสียพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงมิได้อัญเชิญพระพุทธชินราชไปยังกรุงเทพด้วย พร้อมกับโปรดให้หล่อองค์พระพุทธรูปทั้ง 3 จำลองขึ้นมา โดยให้หล่อพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดาองค์จำลองเพื่อมาประดิษฐานแทนองค์จริงที่ถูกอัญเชิญไปยังกรุงเทพแล้ว และโปรดให้หล่อองค์พระพุทธชินราชองค์จำลองขึ้นที่นี่ เพื่อที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดเบญจมบพิตรแทน

ตรงข้ามกับหลวงพ่อดำตรงใกล้ๆที่อยู่ติดกับต้นไม้ใหญ่นั้นเป็นวิหารพระเจ้าเข้านิพพาน ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะเช่นนี้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเช่นไรตามมาดูกันครับ



นี่ไงครับสิ่งที่แปลกเพราะมีลักษณะเป็นรูปหีบพระบรมศพของพระพุทธเจ้า โดยด้านปลายของหีบพระศพมีพระบาทของพระพุทธเจ้าโผล่ออกมา โดยมีพระสาวกนั่งนมัสการอยู่โดยรอบ ด้านหลังของหีบพระบรมศพ มีพระพุทธรูป 3 องค์ มีชื่อเรียกกันว่า "พระพุทธรูปสามพี่น้อง" ซึ่งโบราณวัตถุชิ้นนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือพระราชโอรสองค์ใดองค์หนึ่ง



คนพิษณุโลกเวลาเขาจะมีสักการะจะไม่ได้กราบไหว้โดยทั่วไปนะครับ วิธีสักการะนั้นจะให้ไปกราบที่พระบาทกันครับ (ไปไหว้และกราบที่พระบาทที่โผล่มาจากหีบพระศพเลย) ซึ่งอาจจะดูแปลกตาสำหรับคนทั่วไป



เมื่อเดินออกมาจากวิหารพระเจ้าเข้านิพานแล้ว เราก็จะเห็นเจดีย์รายองค์หนึ่ง ซึ่งเจดีย์รายนั้นพบได้ไม่ค่อยบ่อยนักในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดก็คือร้านค้าต่างๆที่ตั้งกันเรียงรายอยู่ภายในวัด ดูแล้วไม่เหมาะสม เหมือนตลาดนัดมากกว่า น่าจะจัดให้เป็นโซนๆออกไปนอกเขตวัดเหมือนที่วิหารพระมงคลบพิตรที่อยุธยาได้มีการจัดโซนนิ่งไปแล้ว



ถัดจากเจดียรายองค์นั้นก็จะเป็นพระอุโบสถ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระวิหารพระพุทธชินราช สันนิษฐาว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยา โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้สร้างในขณะที่ยังทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ซึ่งพระอุโบสถที่เห็นในปัจจุบันได้ผ่านการบูรณะมาหลายครั้งหลายหนหลายสมัย จนเค้าโครงเดิมเปลี่ยนไปดังที่เห็นในปัจจุบัน (ในขณะนี้ก็กำลังมีการบูรณะใหม่ยกเครื่องเลยครับ)



จากนั้นก็เดินตรงไปตามทางไปเรื่อยๆเพื่อยังยังบริเวณทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านหลังของพระวิหารพระพุทธชินราช ก็จะเป็นทางเข้าไปสู่องค์พระปรางค์ครับ แต่ทว่า...



เนื่องด้วยองค์พระปรางค์ปิดบูรณะครับ จะเห็นได้จากป้าย Danger ตัวแดงเบ้อเร่มเลย เลยอดเข้าไปถ่ายภาพครับ เท่าที่ทราบมาคงจะมีการปูกระเบื้องโมเสกสีเหลือทองให้กับองค์พระปรางค์ใหม่ครับ เอ้า! ไม่เป็นไรครับ ไปที่อื่นกันต่อ

จากนั้นเราก็ไปที่ซากวิหารพระอัฏฐารสครับ ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อยู่ด้านหลังของพระวิหารพระพุทธชินราช ซึ่งเราจะเห็นพระอัฏฐารสโดยเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยสุโขทัยตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น (สังเกตได้จากไม่ว่าในสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร หรือที่พิษณุโลก เราจะพบพระอัฏฐารสในหลายแห่ง โดยพระอัฏฐารสนี้มีความสูง 18 ศอก หรือ 9 เมตรร ตั้งอยู่ภายใน(ซาก) วิหารขนาด 9 ห้อง ซึ่งวิหารในปัจจุบันได้ทำการขุดแต่ง(เสียใหม่) เรียบร้อยแล้ว



ไม่ได้อยากบอกว่าตัวเองเป็นคนหัวแข็งนะ แต่ผมไม่ชอบกับการบูรณะโบราณสถานแนวนี้เท่าไร ผมมองว่าเป็นการทำลายสมบัติล้ำค่าของชาติ โดยการรื้อของเก่าแล้วสร้างของใหม่ขึ้นแทน จากภาพที่เราเป็นเป็นผนังสูงๆขึ้นมานั้นเป็นของใหม่ครับ เรียกได้ว่ามากกว่า 70% เลยทีเดียว ของเดิมจริงๆที่เหลืออยู่นั้นมีเพียงแค่รากฐานเท่านั้น ผมเองละแปลกใจจริงๆว่ามันผนังวิหารมันงอกขึ้นมาได้ขนาดนี้เชียวหรือ?



หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการสืบสานเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าของเดิมมีลักษณะโครงร่างเป็นเช่นไร ดังที่เห็นในภาพที่มีการก่อผนังวิหารขึ้นมา โดยมีการสร้างช่องหน้าต่างจำลองขึ้นมาพอให้คนได้ทราบว่าวิหารของเดิมในสมัยก่อนมีลักษณะเช่นนี้
นานาจิตตังครับ (แต่ในความคิดผมยังไงก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี)



องค์พระปรางค์เมื่อมองจากทางวิหารพระอัฏฐารส จะเห็นได้ว่าโครงเหล็กเพื่อใช้ในการบูรณะองค์พระปรางค์กำลังสร้างขึ้นมาเลย



ด้านหลังของพระอัฏฐารสต้องมีเสาค้ำยันไว้ไม่งั้นล้ม



เก็บตกภาพที่เหลือๆครับ

มุมมองทางด้านทิศเหนือของวัด



แนวระเบียงวิหารคตด้านหน้าของวัด



พระปรางค์ในอีกมุม



ต้นสาละลังกาที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ทรงปลูกเอาไว้



และแล้วก็เดินออกมาจากวัดครับทางด้านซ้ายมือแลเห็นพระเจดีย์หลวงของวัดราชบูรณะอยู่ไกลๆ และนั่นคือเป้าหมายต่อไปของผมครับ ไว้เจอกันตอนต่อไปนะครับ













Create Date : 16 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2551 10:04:29 น.
Counter : 6560 Pageviews.

21 comments
  
โห .. ครั้งนี้เป็นทัวร์วัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นเลย

ตามไปเที่ยวครับผม




ปล. ว่าแต่ว่า ... กราบพระเยอะๆแล้วพี่ร้อนอ่ะครับ

โดย: esprit_pawin วันที่: 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:14:23 น.
  
มาเที่ยวด้วยค้นนนนนนนคร้าบบบบบบ
โดย: DAN_KRAB(ไม่ได้ล็อคอินครับ) IP: 125.26.56.48 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:34:28 น.
  
นานนะกว่าจะอัพ ว่าแต่ไม่เห็นมีภาพเจ้าของบล้อกเลย
โดย: BESTINO วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:52:46 น.
  


พี่ไม่เคยแวะเที่ยวพิษณุโลกเลย ได้แต่ผ่านไปผ่านมาค่ะ

โดย: คนไม่เจียม.. วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:53:18 น.
  
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะครับ
โดย: TooNew วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:28:39 น.
  
สวัสดีครับ...
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ


emoemoemoemoemo
โดย: big-lor วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:28:05 น.
  
โดย: esprit_pawin วันที่: 28 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:42:23 น.
  
ขอตามมาเที่ยวด้วยนะคะ เพราะจำไม่ได้ว่าเคยไปเที่ยวพิษณุโลกบ้างหรือเปล่า บางทีอาจจะเคยไปตอนเด็กมากๆๆๆอ่ะค่ะ

หวังว่าสังวันคงมีโอกาสได้ไป เพราะอยากไปกราบองค์พระพุทธชินราชมากๆเลยค่ะ
โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 1 ธันวาคม 2550 เวลา:23:13:09 น.
  
เห็นภาพวัดใหญ่แล้ว คิดถึงพิษณุโลก

ขอบคุณนะครับที่นำภาพวัดใหญ่มาให้ดู


"ยามเยือนถิ่นแค้วน ดินแดนฟูเฟื่องชื่อเมืองสองแคว

สมคำกล่าวแท้สวรรค์สรรสร้าง..."
โดย: ลุงนายช่าง วันที่: 3 ธันวาคม 2550 เวลา:6:19:30 น.
  
เคยแต่ผ่านสองแควคับ
ยังไม่เคยมีวาสนาได้กราบพระพุทธชินราชเลย
แต่คิดว่ายังไง ๆ ก่อนตายต้องไปกราบให้ได้
โดย: Nagano วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:0:33:38 น.
  
ขอบคุณครับที่พาเที่ยวชม ให้ดูภาพสวยๆ พร้อมทั้งเล่าประวัติอีกเสร็จสรรพ
โดย: zmen วันที่: 5 ธันวาคม 2550 เวลา:13:38:26 น.
  
มาดูวัดอีกรอบครับ


ปล. มากี่ครั้งก็ยังสวยเหมือนเดิมอ่ะครับ

แหล่งสถาปัตยกรรมสยามของเรา เราต้องรักษาและหวงแหนเนอะ
โดย: esprit_pawin วันที่: 6 ธันวาคม 2550 เวลา:9:34:22 น.
  


ดี ค่ ะ . .

เ ห อ ๆ อ ย า ก ไ ป เ ที่ ย ว มั่ ง จั ง

บ า ย ดี ม ะ ค ะ

ห น า ว แ ล้ ว รั ก ษ า สุ ข ภ า พ ด้ ว ย น ะ ค ะ
โดย: โดนัท (standby_iidonut ) วันที่: 8 ธันวาคม 2550 เวลา:0:04:05 น.
  
คุณทำเว็บไซด์ได้ดีมากๆและเป็นประโยชน์ต่อบุลคลอื่นดี เราขอชื่นชมคุณค่ะ คุณควรทำข้อมูลดีๆอย่างนี้ต่อไป
ดีมากค่ะ ขอบคุณจากใจจริง
โดย: น้องหวาน IP: 117.47.76.203 วันที่: 8 มกราคม 2551 เวลา:11:52:49 น.
  
อยากไปตอนเช้าๆ มั่งจังค่ะ
คนน้อยดี..
ที่ไปมาได้ชื่นชมความงามแค่แว่บเดียวเอง

ต้องหาโอกาสไปอีก จะมีคนเป็นไกด์ให้ไหมน้า อิอิ
โดย: gigAgain วันที่: 23 มกราคม 2551 เวลา:17:42:12 น.
  
ขอบคุณมากเลยนะคะที่เอาวัดนี้มาลงกำลังจะสอบภาคปฎิบัติของวัดนี้อยู่พอดี แต่ไม่ได้ไปเซอร์เวร์ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
โดย: นศ. การท่องเที่ยว(ไกด์น้อย) IP: 124.121.195.251 วันที่: 30 มกราคม 2551 เวลา:18:30:41 น.
  
ภาพสวย มุมดี แถมมีเนื้อเรื่องด้วย ดีจร๊ะ
คิดถึงคนพิษโลกเลย ฮ่าๆๆ
โดย: ป้า IP: 58.8.6.254 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:2:20:11 น.
  
คนพิโลก ยินดีตอนรับครับ...ใครจะมาเที่ยวที่พิโลกบอกได้น่ะครับ จะพาทัวร์เอง อิอิ (tati_nai@hotmail.com)
โดย: ฐตินัย IP: 118.172.132.182 วันที่: 16 มีนาคม 2551 เวลา:12:20:49 น.
  
ดีจัง........
โดย: To IP: 117.47.92.228 วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:8:36:09 น.
  
รั ก น ะ จุ๊ บุ๊
โดย: สกังคับ IP: 118.172.154.77 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:9:15:14 น.
  
ดุแลสุขรัก



โดย: สิงเหนือ IP: 118.172.154.77 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:9:17:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ปืนแก๊ป
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google