Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 

วันที่ห้าในฮ่องกงคนเดียว กับการเดินลงเขาที่มืดและน่ากลัวที่สุดในชีวิต

ใครยังไม่ได้อ่านตอนก่อน ๆ กลับไปอ่านก่อนนะค้า เพื่อความต่อเนื่อง เพราะหนุ่มวันที่สามคือหนุ่มคนที่เราเม้าเอาไว้ตั้งแต่บล็อคแรกถึงความเป็นมาเป็นไปละค่า



เครื่องลงฮ่องกงปุ๊บก็นัดบอดหนุ่มฮ่องกงมากินข้าวมื้อแรกด้วยกันเล้ย


วันที่สองในฮ่องกงคนเดียวกับการนัดบอดหนุ่มคนที่สอง


วันที่สามในฮ่องกงคนเดียวกับการเที่ยวกับหนุ่มฮ่องกงคนเดิมเพิ่มเติมด้วยผู้หญิงอีกคน



วันที่สี่ในฮ่องกงคนเดียว ฝนเทกระหน่ำ หมดกันแผนการเดินเขากับหนุ่มฮ่องกงของช้าน


วันที่ห้าในฮ่องกงคนเดียว กับการเดินลงเขาที่มืดและน่ากลัวที่สุดในชีวิต


สวัสดีเช้าวันอาทิยตย์อันสดใส
แต่อยู่ในห้องอัปปรีย์นี่ มองไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน ได้ยินแต่เสียงน้ำไหลไปไหลมาของท่อน้ำทั้งวัน ทั้งคืน
ไอ้เราก็คิดว่าสงสัยฝนตกอีกละ แอบเซ็งเล็กน้อย
วันนี้เราจะนั่งใต้ดินไปวัดกังหันก่อนไปเจอหนุ่มฮ่องกงคนนึงที่น่ารักมาก
น่ารักในที่นี้คือ
เราไปเลื่อนนัดเค้าหลายรอบมาก
ตอนแรกก็นัดกันวันอาทิตย์
แล้วอีกหลายวันต่อมาที่มีหนุ่มแคนเซิลวันเสาร์
เราก็ขอเลื่อนหนุ่มคนนี้จากวันอาทิตย์มาวันเสาร์ แต่เค้าติดไปเดทละ
สุดท้ายหนุ่มที่จะนัดวันอาทิตย์ดันไม่ตอบอีก แล้วมาบอกตอนสุดท้ายว่าป่วย
เราเลยต้องไปถามหนุ่มคนนี้อีกรอบว่า ขอกลับมาเจอกันวันอาทิตย์เหมือนเดิมได้มั้ย
เค้าก็บอกว่า เค้าต้องไปทำธุระครึ่งเช้า เดี่ยวขอเจอครึ่งบ่ายแล้วกัน แล้วไปที่เดิมที่เค้าจะพาเราไปกัน
คือจากThe peak แล้วเดินป่าจากตรงนั้นลงไปอ่างเก็บน้ำ Pok Fu Lam กัน
เราก็รีบโอเคเบตงทันทีเพราะอย่างน้อยก็มีหนุ่มพาเที่ยวไม่ต้องกลัวหลงละเว้ยเฮ้ย

แล้วเราก็นั่งใต้ดินจาก Fortress Hill ไป Che Kung Temple วัดกังหัน
ซึ่งไกลมาก นั่งไปเกือบชั่วโมง เปลี่ยนสถานีหลายรอบ

Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


คือใครอยากเที่ยวที่ฮิต ๆ ที่ทุกคนต้องไป แนะนำให้พักฝั่งเกาลูนนะจ๊ะ
ไม่ต้องมาอยากสงบ พักฝั่งฮ่องกงไกล ๆ หน่อยแบบเรา
เพราะไปกลับแต่ละวัน เกือบชั่วโมงในการเดินทาง

เดินออกมาจากสถานี แอบงงนิดหน่อย เพราะมันเป็นท่ารถด้วย
อากาศดี แดดดี แต่อากาศเย็น ช่างเป็นใจ
ไม่ต้องกลัวหลงเลย เพราะคนส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าไปวัดนี้กันทั้งนั้น เพราะเป็นวัดใหญ่
แต่ตอนเราไป แทบไม่มีคนเลย แล้ววัดอยู่ไกลนิดนึง ขึ้นมาแล้วไม่เห็นประตูวัด
ถนนก็โล่งมาก คนน้อย
แต่ที่ทำให้เรามั่นใจว่าเรามาถูกทางก็คือ
กลุ่มคนไทยใส่ชุดดำกันทั้งกลุ่มเดินสวนกลับเรามา
ซึ่งวัดกังหันเป็นวัดที่ดังสำหรับคนไทยมาก เราเลยรู้ว่าเรามาถูกทาง

Image Hosted by PicturePush

แล้วฝั่งตรงข้ามวัดวิวสวยมาก เป็นวิวแม่น้ำ น้ำใสกิ๊ง แดดดี ลมเย็น อยากนั่งชิลเลย
แต่ก็ไม่ได้ เพราะนัดหนุ่มไว้อีกสถานีนึงไม่ไกลจากที่นี่มาก แต่เรามีเวลาแค่ชั่วโมงว่า
เลยต้องเดินต่อไป
วัดนี้เก๋มากตรงที่ มีสะพานข้ามถนนใต้ดิน เพราะถนนเลนใหญ่ แล้วอยู่อีกฝั่งนึง
ใครมาวัดนี้ก็ต้องมาข้ามสะพานใต้ดินเนี่ยแหละ
ตอนแรกเราก็โง่เนอะ พยายามจะข้ามถนนใหญ่
แล้วก็คิดในใจว่า เค้าจะข้ามกันยังไงวะเนี่ย ยืนเก้อ ๆ กัง ๆ อ้าว มีคนขึ้นมาทางด้านล่าง
มันต้องมีอะไรซักอย่าง เลยลองเดินลงไปมั่ง
ถึงบางอ้อ อ้าว มันเป็นทางข้ามใต้ดินนี่เอง 555


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush

ก็เดินเล่นชิล ๆ เข้าไปในวัด
แต่ก็ชิลได้ไม่นาน เพราะทัวร์ไทยไหว้พระกำลังลง!!!
ไม่รอช้า เดี๋ยวพลาดเหมือนตอนไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ Causeway Bay
เลยรีบเนียนเป็นลูกทัวร์กะเค้า เค้าทำอะไรก็ทำด้วย
หัวหน้าทัวร์ก็เห็นแหละว่าไม่ใช่ลูกทัวร์เค้า แต่คงเห็นว่าเรามาคนเดียวเลยหยวน ๆ
ก็จัดการไปเอาธูปไม่รู้กี่ดอก ที่เค้าจัดให้คณะทัวร์ไทย
ซึ่งเค้าก็คิดว่าเราเป็น 1 ในนั้น
แล้วเราก็ไม่รู้ว่าธูปนี่ฟรีรึเปล่า แต่คาดว่าน่าจะฟรีนะ เพราะเป็นเป็นหมื่นดอก กองเป็นภูเขาเลย แล้วเค้าก็จัด ๆ ไว้
เป็นอย่างเดียวที่เราเอานะ เพราะคณะทัวร์เค้าก็มีแจกของไหว้ชุดใหญ่ในลูกทัวร์ไหว้
แต่เราก็ไหว้ด้วยธุป 3-5 ดอกที่เราได้ฟรีมานั่นแหละ
ก็หันหน้าออกนอกวัด ไหว้ฟ้าดิน แล้วค่อยหันเข้าอธิษฐาน
ยืนกันหน้ากระดานเลยนะ
แล้วเจ้าหน้าที่คนฮ่องกงที่อยู่ในวัดก็พูดไทยเลยนะ หลังจากที่พวกเราอธิษฐานเสร็จว่า
เฮง เฮง เฮง รวย รวย รวย สาธุ สาธุ สาธุ ปักกกกกธุป 5555


Image Hosted by PicturePush

แล้วเราก็เดินเข้าไปข้างใน ไปขอพรกับรูปปั้นสูงใหญ่ของท่านแชกงซึ่งเป็นเทพประจำวัดแห่งนี้
ไกด์บอกลูกทัวร์ว่า เวลาขอพร ให้มองเข้าไปที่ตาของท่านเลย
เสร็จแล้วก็ต่อแถวไปที่กังหันด้านซ้าย ให้ใช้มือซ้ายหมุนเอาโชคไม่ดีออกไป
แล้วไปต่อแถวหมุนกังหันด้านขวา เอาโชคดีเข้าตัว


Image Hosted by PicturePush

แล้วก็ไปไหว้เทพด้านขวาสุด ไม่รู้กี่องค์เหมือนกัน
เค้าก็ให้เอาแบงค์มาลูกเร็ว ๆ แล้วเก็บเข้ากระเป๋า
เราก็รอให้ทัวร์ทำเสร็จทุกคนก่อน แล้วเราค่อยเข้าไปทำ
ก็มีคุณป้าเจ้าหน้าที่นั่งขายพวกเงินตำลึงจีนสีทอง ๆ ที่เป็นรูปเรือ กังหัน ฯลฯ เป็นของที่ระลึก
ไกด์ก็แนะนำให้ซื้อช่วยเหลือวัดหน่อย (แต่แอบแพงนะ)

เราก็ไปทำมั่งตอนพวกทัวร์กลับไปแล้ว เหลือเราคนเดียว
เราจะได้มีเวลาอธิษฐาน ไม่วุ่นวาย
เราก็ใช้แบงค์ร้อยไทยสีแดงลูบ แล้วก็พยายามจะพับ
คุณป้าแกก็ใช้ภาษามือ ประมาณว่าจะพับให้ เพราะเราพูดกันไม่รู้เรื่อง แกไม่พูดอังกฤษ
แกก็พับเป็นรูปเรือเหมือนเงินตำลึกจีนให้


Image Hosted by PicturePush



เราก็พยายามจะนอบน้อม แล้วไหว้ขอบคุณ
ป้าแกบอกว่า 20 หืมมมมมมมมมมมมมมมม
คือชูนิ้วมาเป็นรูป 2 นิ้วเหมือนท่าสู้ตาย แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า twenty
เฮ้ย ไอ้ที่อารมณ์ดี ๆ จากการมาไหว้พระ กลับขุ่นมัวเมื่อเจอมนุษย์ป้าฮ่องกงคนนี้เลยทีเดียว
พับแบงค์ให้เราแค่เนี้ย คิด 20 เหรียญฮ่องกงเลยเหรอวะ
20 เหรียญฮ่องกงก็ร้อยบาทแล้วนะ
มันแพงไปมั้ย ขูดเลือด ขูดเนื้อไปแล้วม้างป้า
เราก็ได้แค่คิดในใจ แล้วทำหน้างง ๆ แต่จะไม่ให้
ป้าแกก็เร่งเร้าใหญ่ ชูสองนิ้วแล้วสั่น ๆ จะเอา ๆ แล้วพูดว่า twenty ๆๆๆ
ไอ้เราก็แกล้งทำงง แล้วยื่นแบงค์ 20 บาทไทยสีเขียวไปให้
อย่างน้อยค่าพับแบงค์ให้ ตูจ่ายไม่เกิน 20 บาทไทย ไม่ใช่ 20 เหรียญฮ่องกงโว้ย

พอป้ารับแบงค์ 20 บาทไทยจากเราไป ก็พับเป็นรูปสามเหลี่ยม
ให้มีหน้าในหลวงโชว์อยู่ตรงกลาง แล้วก็คืนให้เรา!!!!!!!!!
เฮ้ย..........เราเข้าใจคุณป้าผิดไป
เราก็รับเงินนั้นมา แล้วก็ไหว้ค้อมลงให้เยอะกว่าการไหว้ครั้งแรก
ขอโทษนะคะคุณป้าที่เข้าใจผิด T-T

เสร็จแล้วเราก็ถ่ายรูปในวัดนิดหน่อย


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush



Image Hosted by PicturePush


แล้วก็ไปเจอหนุ่มที่สถานี prince edward ตอนบ่ายโมงครึ่ง
ก็เดินงง หากันไปกันมา เพราะสถานีนี้มี 3 ชั้นมั้งถ้าจำไม่ผิด แล้วอยู่ชั้นเดียวกันรึเปล่า แล้วอยู่ฝั่งไหน ซ้าย ขวา หรือกลาง 555
แล้วหนุ่มก็พาเราเดินเล่นดูตึกรามบ้านช่องแถวนั้น
ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า ฮ่องกงนี่ตึกโคดจะเก่า และสกปรก 555
แล้วหนุ่มมาพาแวะกินลูกชิ้นอะไรแถวนั้น
แล้วมาจบที่ร้านก๋วยเตี๋ยว


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


ซึ่งเราก็ไม่รู้จะสั่งอะไร เลยให้หนุ่มสั่งให้
สรุป ได้มาเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว เกี๋ยวและหัวไชเท้า ไม่ค่อยอร่อย

Image Hosted by PicturePush


แต่คนยืนรอหน้าร้านเยอะมาก
แล้วร้านก็เล็ก ต้องนั่งเบียด ๆ กับคนอื่น ซึ่งเราไม่มายด์นะ เพราะเข้าใจ
บางครั้งกินร้านแถวสีลมก็รอคิวยาว แล้วต้องนั่งเบียดกับคนอื่นในโต๊ะเดียวกัน โดยเฉพาะร้านข้าวหมูแดง บะหมี่เกี๊ยว ร้านชวนเสวย ตรงสีลมข้าง ๆ สีลมคอมเพล็กซ์ 555
แต่ร้านในฮ่องกงนี่ มันไม่เห็นอร่อยเลย เหอะ ๆ
แต่ก็เอาเหอะ เค้าพามากินก็ดีละ กินกันอย่างไม่มีใครพูดกะใคร เพราะต้องรีบกินรีบลุก
คุณลุงที่มาหลังเรา กินเสร็จแล้วลุกออกไปก่อนเราอีก
ดังนั้น มันคือความกดัน ที่ต้องรีบกิน รีบออก เพราะคนก็ยังรอคิวกันหน้าร้าน

กินเสร็จ หนุ่มจ่ายตัง
เราก็เลยเลี้ยงน้ำหนุ่มกลับ
เดินไปเจอต้นอ้อย เลยสั่งน้ำอ้อยกิน ได้มาแก้วเล็กนิดเดียว แก้วละเกือบร้อยบาท!!!!!!!
แม่ง อยู่ไทย น้ำอ้อยแก้วเบ้อเริ่ม 20 บาทไม่กิน เสือกมากินน้ำอ้อยแก้วละร้อยฮ่องกง แก้วเล็กจิ๊ดเดียว อยากจะขำตัวเอง
หนุ่มสั่งอะไรก็ไม่รู้ มัวแต่โมโหตัวเองอยู่ เพราะไม่ได้มองราคาว่าอิน้ำอ้อยนี่มันราคาเท่าไหร่ รู้สึกว่าจะ 16-18 เหรียญเนี่ยแหละ

แล้วเราก็ไปนั่งใต้ดินไป The Peak เพื่อไปดูจุดชมวิว ไปลงสถานี Central มั้ง


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


ตอนแรกกะว่าจะนั่งรถราง
แต่ดูคิวคนรอซื้อตั๋วรถรางสิ


Image Hosted by PicturePush


เราก็เลยไปขึ้นรถเมล์เล็ก หรือ รถตู้กัน
แต่รถเล็กที่จะขึ้น มากี่คันก็เต็มหมด เพราะป้ายรถที่เรารถคือป้ายสุดท้ายก่อนขึ้นแล้วมั้ง
เราก็เลยต้องเดินลงไปด้านล่างในเมือง
ขนาดหนุ่มเราเป็นคนฮ่องกงแท้ ๆ ยังหลงเรื่องป้ายรถเลย
เพราะตรงนั้นมีป้ายรถเมล์เยอะมาก แล้วแต่ละป้ายก็มีให้รถเมล์จอดคนละสาย
แถมหลงทิศอีก ว่าต้องรอฝั่งไหนวะ แล้วถ้าถูกฝั่ง มันป้ายไหนวะ


Image Hosted by PicturePush

กว่าจะรู้เรื่องก็เดินหลงกันไป หลงกันมา
ระหว่างรอรถเมล์ เราก็คุยกัน
จริง ๆ หนุ่มเราไม่ใช่คนฮ่องโดยกำเนิดหรอก
เป็นคนจีน แล้วมาโตที่ฮ่องกงตั้งแต่เด็ก เลยได้สัญชาติฮ่องกง
มิน่า สำเนียงภาษาอังกฤษหนุ่มคนนี้ฟังยากมากกกก
ไม่เหมือนหนุ่มสาวฮ่องกงที่ภาษาอังกฤษค่อนข้างเป๊ะ ฟังง่าย


Image Hosted by PicturePush


หนุ่มคนนี้เป็นวิศวะ ไปทำงานที่จีนอยู่หลายปี เพราะฮ่องกง วิศวะหางานยาก
ส่วนใหญ่ที่ได้งานต้องเป็นพวกการเงิน เพราะฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินอ่ะเนอะ
รอรถนานพอสมควร รถก็มา คนเต็มคันรถเลย ขนาดวันนี้วันอาทิตย์นะเนี่ย
กว่าจะถึงก็นานเหมือนกัน
หรือใจเราจดจ่ออยู่ก็ไม่รู้
มาถึงก็รีบไปเข้าห้องน้ำก่อนเลย คิวยาวเหยียด
แล้วก็ไปลองกินไอติมแม็ครถโอวัลติน ฟินนนนน.....
แล้วก็ไปเดินหาวิว The Peak
แล้วตลกมาก็คือ หนุ่มไม่รู้จ้ะว่ามันวิวยังไง
เห็นแต่วิวต้นไม้ ซึ่งไม่ใช่สิ ฮีก็บอกว่า ขึ้นมาก็เนี่ยแหละวิวเดียว วิวต้นไม้กะพระอาทิตย์แสงอ่อนแรง

Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush



เราบอกว่าไม่ใช่โว้ย มันต้องมีตึกสูง ๆ เป็นแท่ง ๆ เยอะ ๆ สิโว้ย ที่เค้าดั้นด้นกันขึ้นมาเนี่ย
ก็เดิน ๆ หา ตลกมาก กว่าจะเจอ มันคืออยู่อีกฝั่งนึงของตึก ต้องเดินไปประมาณนึง
แต่แบบ ด้วยความที่พระอาทิตย์ไม่จ้า เพราะมันบ่าย 4 โมงได้แล้ว

Image Hosted by PicturePush

ถ่ายกับ The Peak ยังไงหน้าก็ดำ ฮ่วย จะเซลฟี่ก็ไม่ชอบทำ เห็นแต่หน้าตัวเองใหญ่ ๆ
มันไม่พีคเลย ที่ได้ถ่ายทั้งตัวแล้ววิว The Peak อย่างที่คนอื่นทำได้
แต่เค้าอาจจะต้องเสียเงินขึ้นไปบนตึกด้วยมั้ง ของเราวิวฟรี คนล้านแปด 555
แล้วถ่ายแล้ว ถ่ายอีก ให้ไม่ค่อยติดคน แต่ก็ติดคนทุกรูป มากน้อย แต่ส่วนใหญ่จะมาก


Image Hosted by PicturePush


แล้วเราก็เริ่มเดินป่าลงเขากัน


Image Hosted by PicturePush



จาก The Peak มันจะมีทางเดินป่า เพื่อไปยังอ่างเก็บน้ำ


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush



ซึ่งเราก็เดินคุย หยุดถ่ายรูปเป็นระยะ
แล้วเดินมาได้ซัก 10-20% มันจะมีจุดชมวิวที่ทุกคนจะมาดูพระอาทิตย์ตก
ไอ้เราก็ดี๊ด๊า ถ่ายพระอาทิตย์ตกรัว ๆ


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


แล้วคนส่วนใหญ่ก็ขึ้นไปท่ารถเพื่อลงจาก The Peak ด้วยรถรางหรือรถเมล์
ซึ่งตอนนั้นเราก็ถามหนุ่มว่า เอายังไงดี
แต่หนุ่มบอกว่า เดินลงเข้าไปก็ได้ มันก็ไม่ได้ไกลมาก
แล้วเห็นว่าพระอาทิตย์มันตกแล้ว แต่ก็ยังพอมีแสงอยู่
ไม่ใช่ว่าพระอาทิตย์ตกแล้วมันมืดเลยซะหน่อย เอ้า เดินก็เดิน
แต่หารู้ไม่ว่า มันเป็นความคิดที่ผิดมากกกกกกกกกก

Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


เพราะเดินลงไปได้ซัก 15-20 นาที มันมาก เรามองทางบันไดลงในป่าแทบจะไม่เห็นแล้ว
เราสองคนเริ่มเดินจ้ำอ้าวมาก ๆ
ไม่มีการหยุดถ่ายรูปกันอีก เพราะทางเดินก็แทบมองไม่เห็นแล้ว
หนุ่มเราเป็นคนนำหน้า เดินเร็วมาก คงเดินนำให้เราเดินเร็วด้วย
ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดมาจากปากเรา 2 คนอีกตั้งแต่มันมืดจนมองทางเดินแทบไม่เห็น
แล้วมันดูอันตรายมาก แล้วในป่าที่เดินลงเขานั้น มีแค่เรา 2 คนจริง ๆ
เหมือนจะโรแมนติกนะ แต่มันน่ากลัวมากกกกกกกกกกก
เพราะมันมืดแล้วเรามองไม่เห็นเลย กลัวจับใจ
โชคดีที่หนุ่มมี google map ซึ่งก็เดินตาม google map ไปเรื่อย ๆ
ดีนะที่แบตของหนุ่มไม่หมด เพราะแบตมือถือเราใกล้จะหมดแล้ว ๆ อิ google map เครื่องเรามันรวนมาก แสดงที่ตั้งเราเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนตลอด
เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วละ แต่เราก็ไม่เคยใช้นะเวลาไปเมืองนอก
เพราะตั้งแต่ใช้แอพนัดเจอหนุ่ม ก็คิดแต่จะฝากชีวิตไว้กะหนุ่มในประเทศนั้น ๆ ไม่กลัวหลงอีกเลย ฮา ๆ

มันจะมีบางครั้งที่มันมีทางแยกแล้วหนุ่มไม่แน่ใจ ก็มีหันกลับมามองเราบ้าง
แล้วก็เดินนำจ้ำอ้าวต่อ
แล้วในป่า เวลามืดเนี่ย จินตนาการล้ำเหลือ คือจะมีสัตว์มั้ย มีงูมั้ย มีตัวอะไรรึเปล่า
แล้วเราก็ได้ยินเสียงน้ำตกหรือลำธารด้วยที่เราต้องเดินผ่านข้ามไป
ซึ่งก็ต้องพยายามข้ามแบบระมัดระวังมาก ๆ ไม่ให้ตัวเองลื่นตก มองก็มองไม่เห็นหรอกนะ
จะเอามือถือขึ้นมาส่องก็ไม่กล้าเพราะแบตเราเหลือ 10-20% เอง
แถม power bank ก็ดันมาเจ๊ง สายมันไม่ดี ติด ๆ ดับ ๆ
แบกมาก็เหมือนไม่ได้เอามา โอ๊ย อยากจะเขกกระโหลกตัวเอง
คือกลับมาจากทริปนั้นนี่ต้องส่งเคลมบริษัทเลย
เพราะทริปสิงคโปร์ก็เป็นรอบนึงละ ก็เปลี่ยนสายมา พอมาทริปนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม
คือด้วยวันที่อยู่กรุงเทพฯ เราไม่จำเป็นต้องใช้ power bank ไง ชาร์ตต่อตรงที่ออฟฟิศได้
อยู่บ้านก็ต่อตรง หรือถ้าต่อกับ power bank บางครั้งมันก็จะนิ่ง ๆ ไม่ได้ไปโดนมัน
ไม่ได้โดนเขย่ามาไปให้รู้ว่ามันติด ๆ ดับ ๆ เหมือนที่เราชาร์ตแล้วใส่กระเป๋าเป้เวลาออกทริปเมืองนอกแบบนี้

ช่วยเวลาที่อยู่ในป่ามืด ๆ แล้วต้องรีบเดินลงขั้นบันได ณ เวลา 1 ชั่วโมงนั้น
มันบีบหัวใจเรามากเลย เรากลัวมาก
แล้วเราก็คิดว่า หนุ่มก็คงกลัวไม่ต่างจากเรา อาจจะน้อยกว่านิดหน่อย
แต่เราทั้ง 2 คน ยังไม่เคยเดินป่าเส้นทางนี้เลย
เลยไม่มีไอเดียเลยว่ามันอีกไกลมั้ยกว่าจะออกจากป่า
มีเพียง google map ให้บอกทาง ซึ่งบางครั้ง หนุ่มก็บอกว่ามัน rerouting เฉยเลย
ยิ่งทำให้ใจมันตกไปที่ตาตุ่มเข้าไปอีก
แต่สุดท้าย เราก็ออกจากป่าได้ ในเวลาที่ทุกอย่างมืดสนิท เห็นแสงไฟจากแฟลตแถวนั้นนิดหน่อย
หนุ่มมีพูดติดตลกว่า เสียดาย ยูเลยไม่ได้เห็นอ่างเก็บน้ำเลย
โหย แค่พาชั้นออกจากป่ามืด ๆ นั้นได้ ชั้นก็ขอบคุณยูมากแล้ว
เค้าก็บอกนะว่า ยูคงกลัวมากสินะ ก็ใช่สิยะ
ฮีก็บอกว่า โชคดีนะที่แบตมือถือฮีไม่หมด
แล้วเราก็ออกมาถนนใหญ่ นั่งรถเมล์กลับ
แล้วหนุ่มก็ส่งเราตรงป้ายรถเมล์ที่ลงนั้น
ตรงก่อนป้ายที่ลง
เราเห็นกลุ่มคนมารวมตัวเหมือนมาปิคนิคกันตรงริมถนนใหญ่เลย
ฮีบอกว่าเป็นพวกคนงานฟิลิปินส์ที่มาทำงานที่นี่
พวกเค้าหยุดทุกวันอาทิตย์ เค้าก็จะมารวมตัวนัดเจอเพื่อนฝุงห่อข้าวมานั่งกินกัน
เพราะจะให้ไปกินที่อื่นก็แพง แล้วพวกเค้าก็กลุ่มใหญ่
เลยมานั่งรวมกันมันตรงถนนใหญ่เนี่ยแหละ
แต่ก่อนบ้านชั้นก็มีพี่เลี้ยงฟิลิปินส์เหมือนกัน แต่พอโตแล้วก็ไม่มี
แหม่ เหมือนตอนไปสิงคโปร์แล้วเจอเหล่าพี่เลี้ยงสาวชาวพม่ามาปิคนิคกันบนดาดฟ้าตึกเลย
แล้ววันนั้นก็วันอาทิตย์เหมือนกันด้วย
แรงงานต่างด้าวได้หยุดวันอาทิตย์วันเดียว เค้าไม่มีสังคมที่ไหนนอกจากคนชาติเดียวกันในเมืองที่ค่าครองชีพสูงขนาดนี้ ก็คงหยวน ๆ กับพวกเค้าหน่อยเนอะ
ขนาดพนักงานออฟฟิศอย่างเรา เวลาไปฮ่องกง สิงคโปร์ยังสะดุ้งเลย
เพราะค่าเงินและค่าครองชีพเราต่ำ เราหาไปใช้เมืองที่ค่าครองชีพสูงก็ต้องสะอึกเป็นธรรมดา

แล้วหนุ่มก็แยกเราตรงนั้น
แล้วเราก็ไปเดินห้างแถว Causeway Bay ซึ่งตรงนั้น ห้างจะเยอะไปไหน
แล้วแต่ละห้าง เมิงจะแคบไปไหน
แถมพนักงานห้าง เมิงจะรีบเร่งขายตูไปไหน
คือแบบมันเป็นช่วงเซลของห้างเค้าอ่ะเนอะ
ไอ้เราก็ไปเดินเล่นดู เค้าก็พยายามจะปิดการขาย เห็นเราเก้ ๆ กัง ๆ เค้าก็หันไปหาลูกค้าคนอื่น ไม่สนใจ ไม่คุยกะเราอีกเลย แป่ว
ก็ตูกำลังคำนวณกลับเป็นเงินบาทอยู่นี่หว่า ว่ามันคุ้มมั้ย
คำนวณไปมา ไม่คุ้มจ้ะ แพงกว่าซื้อบ้านตัวเองอีก ขนาดลดแล้วนะเนี่ย


Image Hosted by PicturePush

แล้วเคาร์เตอร์น้ำหอมแม่งก็จะเล็กไปไหน
แต่ละช่อง เราเค้าไปพร้อมเป้บนหลัง แทบจะเข้าไม่ได้ เป้นี่แทบจะกวาดน้ำหอมที่เค้าตั้งโชว์หล่นลงมาแตกหมด
แต่โชคดีที่เราระวัง เลยไม่เกิดขึ้น
น้ำหอมบ้านเค้าก็ดีนะ
มีกองกระดาษเทส เป็นตั้ง ๆ ซึ่งหารู้ไม่ว่า เค้าฉีดมาไว้หมดแล้ว
ไอ้เราก็ไม่รู้ ไปหยิบกระดาษ แล้วจะเอาน้ำหอมมาฉีดใส่กระดาษ
พนักงานก็รีบเดินปรี่เข้ามาดุว่า ฉันฉีดไว้หมดแล้วย่ะ อย่ามาฉีดให้มันเปลืองน้ำหอมฉันอีก
ค่ะ คุณป้าาาาาา ตูไม่รู้ว้อย
น้ำหอมนี่ คำนวณกลับก็แพงกว่าบาทเราหมดเลยทุกแบรนด์
เลยไม่รู้ว่าฮ่องกงน้ำหอมถูกนี่ สงสัยไม่ได้ซื้อบนห้างนะ

แล้วเราก็ออกไปตามหาพวกของทอดข้างทางตามหนังสือรีวิว
มื้อเย็นนี้ หลังจากลงเขาอันมืดมิดอย่างหวาดหวั่น ไม่ขอกินอะไรแพงนะ (ได้ข่าวว่าแต่ละมื้อก็ไม่ได้กินอะไรแพงอยู่แล้วนี่ 555)
เดินหาอยู่นานว่ามันซอกไหน ซอยไหน สรุป พอเจอ โอ๊ย ร้านเบิ้มมาก แทบจะแทงตาตาย แถมมีหลายร้านให้เลือกด้วย

Image Hosted by PicturePush



Image Hosted by PicturePush


ไอ้เราก็ดั้น ไม่ได้สำรวจ เจอร้านแรกก็สอยมาซะอิ่มเลย มิได้ถูกนะแจ๊ะถ้าแปลงเป็นเงินบาท แถมไม่อร่อยอีกต่างหาก
อยู่ฮ่องกง ต้องทิ้งนิสัยแปลงค่าอาหารเป็นเงินบาท
เพราะพวกลูกชิ้นทอดกะโหลกกะลา ไม้นึงก็ 40-50 บาทเข้าไปแล้ว
สองไม้ก็ร้อยนึง อยากจะบ้าตาย

Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


แล้วอาหารที่นี่ก็ไม่ได้ healthy เล้ย น้ำมันเพียบ ข้าวผัดที่เรากินบ่อยสุดก็ผัดซะมันแผลบ
ชานมที่มาจากเซ็ทอาหารก็ไม่ได้ใช้นมสด ก็เป็นนมข้นจืดคาเนชั่นบ้านเราที่ไม่มีส่วนผสมของนมแม้แต่น้อย มันคือครีมเทียมข้นจืด ซึ่งเป็น transfat เยอะมาก กินเข้าไปก็อ้วน ไม่มีประโยชน์ ไขมันอุดตัน ฯลฯ
คืออาหารและน้ำหวานบ้านเค้าก็ไม่ได้ใส่ใจสุขภาพไม่ต่างจากบ้านเราเล้ย
แต่
เดี๋ยวจะมาเล่าต่อบล็อคหน้านะ
เพราะหนุ่มที่เราเจอวันจันทร์ เค้าพาเราไปกินขนมอย่างนึงที่มีประโยชน์
ซึ่งจริง ๆ แล้ว คนฮ่องกงเค้ากินอาหารมัน ๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์
แต่เค้ากินของหวานที่มีประโยชน์ จะเป็นอะไรนั้น ติดตามบล็อคหน้าจ้ะ
(ว้า สปอยด์งี้ รู้เลยสิว่า mission เรา complete คือการได้นัดเจอหนุ่มทุกวันไม่ซ้ำหน้า ก๊าก ๆ)

ไปเดินพวกร้านขายเครื่องสำอางข้างนอกห้าง ยังรู้สึกว่าถูกกว่าเลย
อ่ะ เอารูปมาให้ดู

Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush

แล้วก็กลับมาโฮสเทลอย่างอยู่รอดปลอยภัยจากป่ามืดตื๋อนั่น
แต่มิวาย
เจออิลุง 2 คนห้องตรงข้ามที่ยังไม่ check out
แล้วก็ยืนคุยกัน และคุยโทรศัพท์มันกลางทางเดินจนเราที่กลับมาอยู่ในห้องได้ยินชัดเจน แต่แปลไม่ออก
แถมยังทำนิสัยเดิมคือ
สูบบุหรี่!!!!!!!! สูบแม่งข้างในตึก ตรงทางเดินระหว่างห้องเนี่ยแหละ
ทำไมไม่เข้าไปสูบในห้องตัวเอง??????????
สูบงี้ คนในห้องอย่างเราก็รับกรรมไปเต็ม ๆ มาทั้งกลั่น ทั้งควัน
ดีนะในห้องมีพัดลม ก็เปิดพัดลมเพดานแล้วก็ห่มผ้าเอา
หนาวนะ แต่ต้องเปิดให้มันไล่กลิ่น ไล่ควัน หน้าต่างก็แคบนิดเดียว เปิดออกไปก็เป็นท่อน้ำทิ้ง
กลิ่นอะไรมันจะแย่กว่ากัน ระหว่างกลิ่นท่อน้ำทิ้ง กับกลิ่นบุหรี่อิลุง
เที่ยงคืนแล้วนะโว้ย ยังยืนคุยกันโหวกเหวก ไม่เกรงใจชาวบ้านผู้ร่วมโฮสเทลมั่งเลย
ดีนะ นอนแค่ 2 คืน ไม่น่าเปลี่ยนโฮสเทลเลยตู
เห็นว่าจ่ายเท่ากับโฮสเทลที่แล้ว แต่ได้ห้องเดี่ยว เป็นไว้ล่ะ เจอทั้งวิวท่อน้ำทิ้งไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน แถมเจออิ 2 ลุงพ่นควันบุหรี่หน้าห้องเข้ามาในห้องอีกตู จะบ้าตาย
ใครคิดจะจอง Yesinn Forest hill ขอบอกเลยนะว่า อย่าจองงงงงงงงงงง


ไว้มาเม้าต่อในบล็อคถัดไปนะค้า ถ้ารอนานอย่าว่ากันน้า บล็อคนึงเรื่องเม้าเพียบ รูปเพียบ ใช้เวลาเขียนหลายวันหรือหลายอาทิตย์กว่าจะได้แต่ละบล็อค แหะ ๆ
ใครติดตามอ่านแล้วรออ่านวันต่อ ๆ ไป พิมพ์คอมเม้นท์มาบอกกันหน่อยนะจ๊ะ จะได้มีกำลังใจในการพิมเม้าตอนต่อไปเร็ว ๆ ค่า อิอิ
รักคนอ่านทุกคนค่า เลิฟ ๆ


ปล. ใครรออ่านทริปฮ่องกงไม่ไหว กลับไปอ่านทริปที่ไปเจอหนุ่มสิงคโปร์ก่อนได้นะ แซ่บเหมือนกัล

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1

ช่วงนี้เราอัพช้ามาก เดือนละบล็อคได้มั้ง ไม่ค่อยมีเวลาเลย พอมีเวลาแค่คิดจะพิมพ์เล่าก็ขี้เกียจขึ้นมาซะงั้น เพราะมันใช้เวลาหลายชั่วโมง แฮ่




 

Create Date : 26 มีนาคม 2560
1 comments
Last Update : 26 มีนาคม 2560 20:42:27 น.
Counter : 926 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

ชอบมากเลย มาพิมพ์ให้แฟนคลับติดตามเรื่อยๆน๊า

 

โดย: แอล IP: 49.49.239.146 30 เมษายน 2560 21:44:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
หนูลีลี
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 87 คน [?]





โสด + อินดี้
เป็นผู้หญิงขี้บ่น
เลยมีเรื่องมาบ่น มาเล่าในบล็อคเยอะแยะเต็มไปหมด
แถมถ้าเล่า ก็เป็นคนเล่าละเอียดซะด้วยสิ

แล้วก็ผู้หญิงช่างอิน


ชอบดูหนังเอเชียเป็นชีวิตจิตใจ
โดยเฉพาะหนังญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง
แต่เป็นหนังที่คนเค้าไม่ชอบดูกันนะ
คือรันทด หดหู่ เศร้า สะเทือนอารมณ์ ดูแล้วปวดใจ + จิตตกไปหลายวัน
ไม่ก็หนังเงียบ ๆ นิ่ง ๆ เรื่่อย ๆ เอื่อย ๆ บทพูดน้อย ๆ แต่ดูจบแล้วรู้สึกอบอุ่น เรียบง่ายแต่งดงาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังญี่ปุ่นซะเยอะ
แถมยังเรื่องมากไม่ดูหนังที่เด็กกว่าอายุตัวเองอีก


แต่อีกมุมนึงก็ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกัน
ถ้าได้อ่านหนังสือแล้วก็ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนนะ
จะนั่งขลุกตัวอยู่แต่ในห้องแล้วก็ท่องเที่ยวไปในจินตนาการของคนที่เค้าถ่ายทอดทุกตัวอักษร
นักเขียนที่ชอบน่ะเหรอ

แน่นอน ต้องพี่ 'ปราย พันแสง + พี่จิก ประภาส + อภิชาติ เพชรลีลา + เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย + พี่โหน่ง วงศ์ทนง + พี่เอ๋ นิ้วกลม + พี่ก้อง ทรงกลด + ใบพัด + พี่พลอย จริยะเวช + บัณฑิต อึ้งรังษี + พี่ตุ๊ก วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม + พี่ตุ๊กตา พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล + วิภว์ บูรพาเดชะ + คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง (merveillesxx) + เต๋อ นวพล + พี่บิ๊กบุญ ภูมิชาย + เราว่าเราชอบนักเขียนเกือบจะทุกคนใน A Book เลยก็ว่าได้นะเนี่ย


บางช่วงก็อินกับธรรมะ
กลับมาจากปฏิบัติธรรมก็จะอินกับธรรมะเป็นเดือน ๆ เหมือนกัน
เคยไปปฏิบัติธรรมมา 2 ที่คือที่ยุวพุทธ กับ เตโชวิปัสสนา

อินได้หมดทุกอย่าง
ขอแค่มีคนมาบิ๊ว หรือบางครั้วก็อินด้วยตัวเองแล้วก็ไปบิ๊วคนอื่น

บล็อคตัวเองที่คนเข้า search เข้าเยอะ ๆ ก็มี
รีวิวแป้งมิสทีนทุกรุ่น
วิธีการบริหารอาการปวดก้น ปวดสะโพก
การปฏิบัติธรรมแบบเตโชวิปัสสนากรรมฐาน
แล้วก็บล็อคที่เรารวบรวมคำพูดดี ๆ ประโยคสวย ๆ มาจากที่ต่าง ๆ

ถ้าอยากรู้ว่าทำไมคนถึงเข้าไปดูเยอะ ก็ลองเข้าไปตามอ่านกันนะคะ
ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ในเราชื่นใจบ้างก็ได้ค่ะ เราเช็คทุกวัน
และค่อนข้างมีวินัยในการเขียนบล็อคใหม่ทุกอาทิตย์
ตามอ่านกันได้นะคะ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้างสนอง need เจ้าของบล็อคล้วน ๆ ค่ะ
Friends' blogs
[Add หนูลีลี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.