Group Blog
 
 
มิถุนายน 2559
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
25 มิถุนายน 2559
 
All Blogs
 
ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1

กลับมาแล้วววววววววว
หลังจากหายจากอัพบล็อคไปนาน
ไม่ใช่ไร
ขี้เกียจพิมพ์
เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์
กำลังอิน ขอพิมพ์เล่าซักหน่อย
ทริปนี้ จองตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แอร์เอเชีย 0 บาท (แต่ก็ไม่ได้ 0 บาทหรอกนะ สองพันกว่าบาททั้งหมด)
จองปีที่แล้ว บินปีนี้
แล้วอย่างที่บอก
Flight แคนเซิล
ดีนะบอกล่วงหน้า 2 เดือน
เราเลยเปลี่ยนเวลาไปเร็วขึ้น 2 อาทิตย์
เพื่อไปเจอหนุ่มที่คุยทาง tinder แต่ไม่เคยเจอกันมากว่า 10 เดือน
ได้เจอตัวเป็น ๆ ซะที
แล้วหนุ่มสิงคโปร์คนนี้ก็ไม่ได้อยู่สิงคโปร์ด้วย
ทำงานอยู่ประเทศเพื่อนบ้านเรา
แล้วเค้ากลับสิงคโปร์ใกล้ ๆ กับที่เราจะไปพอดีแต่คลาดกัน
พอมีการแคนเซิล flight เปลี่ยนขึ้นลงได้ 14 วัน เลยได้ที เปลี่ยนไปตรงกับช่วงที่ฮีกลับมาสิงคโปร์ซะเลย

โอ้ว สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาอ่านบล็อคเรา
คือที่เรานัดหนุ่มสิงคโปร์เนี่ย
ทุกคนที่เรานัดเจอ เราคุยมาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีได้
ไปอ่านประสบการณ์การคุยกับหนุ่มสาวสิงคโปร์ของเราเอามันส์ก่อนได้ตามลิงค์พวกนี้นะจ๊ะ



เม้าเรื่องที่แชทคุยกับหนุ่มสิงคโปร์

แชทคุยกับคนปลกหน้าที่เป็นผู้หญิงด้วยกันกว่า 4 ชม. เกี่ยวกับด้านมืดของเธอ

ลองให้หนุ่ม ๆ ทายหัวข้อนิทรรศการภาพถ่ายนึง มาดูซิหนุ่มแต่ละอาชีพทายกันว่าอะไรบ้าง

เม้าเรื่องต่าง ๆ ที่ได้แชทกะคนสิงคโปร์

คุยมาก็หลายเดือน ถึงเวลาเอาตัวเองบินไปเจอหนุ่มซักทีปีหน้า

นัดหนุ่มที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเข้าไปจับกันในความมืดเป็นชั่วโมง แล้วไกด์ก็ฮามาก ได้ใจสุด ๆ

นัดเจอหนุ่มทางเน็ทครั้งแรก แต่หนุ่มไม่ได้มาแค่ 1 แต่มาถึง 3!!!!

จะเม้าให้ฟังเรื่องที่คุยกับสาวสิงคโปร์ที่ทำงานในคาสิโน

เรื่องเศร้า ๆ เคล้าคำพูดแย่ ๆ ของหนุ่มสิงคโปร์ที่คุยด้วยจากใน tinder


แชทน่ารัก ๆ ฟิน ๆ ของหนุ่มสิงคโปร์ที่ได้คุยด้วย


ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 2

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 3

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 4

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 5

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 6

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 7

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 8

ไปหาหนุ่มพาเที่ยวอ้อยอิ่ง...ที่สิงคโปร์ ตอนที่ 9




อ๊ะ
อยากรู้ใช่มั้ยว่านัดหนุ่มจาก tinder กี่คน
หลัก ๆ คือนัด 3 คน
คือเป็น 3 คนที่คิดว่ามันโสดน่ะ
คือคุยกับหนุ่มหลายสิบคน เราไม่เคยถามใครเลยนะว่าโสดรึเปล่า
บางคนคุยไปคุยมาก็หลุดว่าไปเที่ยวกับแฟนไรเงี้ย
ก็ไม่ได้อยากเจอให้เสียเวลา
แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกเมิงจะเข้ามาเล่นทินเดอร์ทำไมวะ

บางคนตอนคุยก็โสดนะ
แต่ด้วยความว่ากว่าเราจะไปหาเค้า
เค้าก็ได้แฟนกันแล้วก็มี

บางคนก็สนใจเรานะ แต่เด็กกว่า 9 ปี 10 ปีมันไม่ไหวอ่ะ
คงไปกันไม่รอด ไปแค่ 5 วัน เจอหนุ่ม 3 คนก็ถือว่าเยอะแล้วนะ
ไม่อยากเจอเยอะกว่านี้ มันเสียเวลา (พูดเหมือนสวยเลือกได้เลยนะ)
แต่พอไปเดินเล่นบ้านเค้าจริง ๆ ก็รู้สึกว่า
เออ ผู้หญิงสิงคโปร์ แม่งก็มีแต่หมวย ๆ ที่หน้าตาไม่สวย ๆ เหมือนเราเลยว่ะ
มิน่าล่ะ
เพื่อนที่เคยไปสิงคโปร์กลับมาจะบอกว่า
ไปไหนก็เห็นแต่หน้าเรา
คือหน้าขาว ๆ หมวย ๆ ใส่แว่น หน้าบาน ๆ ดั้งไม่ค่อยมีเหมือนเราเต็มไปหมด
แต่ผู้หญิงบ้านเค้าจะมั่นใจกว่าเรานะ
คือเวลาเค้าเดิน เค้าพูดคุยในกลุ่มผู้หญิงด้วยกัน
หรือแม้กระทั่งคุยกับผู้ชาย
เค้าจะมีความมั่นใจ กล้าพูด กล้าคุย กล้าบอกความต้องการของตัวเองน่ะ
เป็นเรา อยู่กับผู้หญิงก็กล้านะ
แต่อยู่กับผู้ชายจะย้วยมาก สบตายังไม่กล้าจะสบเลย
ด้วยเหตุนี้เราเลยไม่ต้องเล่นทินเดอร์ในกรุงเทพฯ เพราะเขินเกินเวลาอยู่ในบ้านตัวเอง
แต่พอเราได้ออกไปนอกประเทศ ได้เที่ยวคนเดียว ความกล้ามันต้องมาเอง
เราเลยกล้าที่จะนัดหนุ่มแปลกหน้าที่คุยในกันทินเดอร์มาหลายเดือนออกมาเที่ยวด้วยกัน



2 คนนี่คืออยากเจอแล้วเผื่อสานต่อได้
อีกคน ไม่ได้อยากสานต่อ แต่อยากเจอเพราะรู้สึกว่าคุยกับมันแล้วเหมือนเพื่อนสนิท
แล้วหนุ่มทั้ง 3 คน เราซื้อขนมหลากหลายอย่างจากเมืองไทยไปฝาก แล้วก็ซื้อกระเป๋านารายาไปฝากแม่เค้า
เพราะเวลาคุย ก็อาจจะมีคุยถึงครอบครัวเค้าเนอะ
แล้วก็คอนเฟิร์มทั้ง 3 คนมีแม่อยู่ที่บ้าน อยู่กับแม่ ฮา ๆ
ทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดี เอ้ย ไม่ใช่ เพื่อนกัน ๆ

เป็น 3 คนที่อยู่รอด พูดงี้ดีกว่า
เพราะคนที่เราเลื่อนตั๋วมาเจอเนี่ย
คุยกันมา 10 เดือนแล้ว เด็กกว่าเรา 3 ปี
คุยกันทุก 2-3 วัน
ฝากข้อความไปมา แล้วก็ถามกลับ
ทำให้บทสนทนามันต่อเนื่องได้มาถึง 10 เดือน

อีกคนที่อยากเจอแล้วเผื่อสานต่อ เด็กกว่าเรา 5 ปี
เพิ่งคุยกันได้ 3-4 เดือน
แต่เค้าตอบทุกวัน ถามกลับทุกวัน แอคทีฟดีมาก
เลยอยากเจอ

อีกคนที่อยากเจอแค่รู้สึกว่าเหมือนเพื่อนสนิท เด็กกว่าเรา 3 ปี
คุยกัน 7-8 เดือนแล้วเหมือนกัน
คุยกันเมื่อมันมีปัญหา
แต่ปัญหามันเยอะดี ฟังแล้วก็สนุกดี ความดราม่ากับแม่ กับเพื่อนร่วมงานของมันเนี่ย
เลยเจอซะหน่อย

หลัก ๆ เรานัดหนุ่ม 3 คน 3 วันเนอะ
แล้ว 2 วันสุดท้ายก็เหลือไว้ถ้าถูกใจ ไปต่อได้
เออ ลืมบอก เราไป 5 วัน
5 วันของเราก็ถือว่า 5 วันเต็มนะ ไปถึงสาย ๆ กลับค่ำ ๆ





มีเรื่องกลุ้มตั้งแต่แพ็คกระเป๋าเลย
ไป 5 วัน ศุกร์ถึงอังคาร
ไม่ได้ซื้อน้ำหนักไป
เพราะว่างก แล้วไม่อยากไปต่อแถว check in กระเป๋า
แล้วก็ไม่อยากไปต่อแถวรอรับกระเป๋า
อยากไปถึงที่นั่นแล้วลากผ่าน ตม. ไปหาหนุ่มเที่ยวได้เลย
แต่
แค่กระเป๋าล้อลากก็เกือบ 3 กิโลแล้ว
ของฝากหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่จะไปเจอที่นั่นอีก
ก็แบกขนมหากินยากที่โน่นไป
แล้วไปซื้อกระเป๋า naraya ฝากเพื่อนสาว
ไหน ๆ ซื้อฝากเพื่อนสาวแล้ว ก็ซื้อฝากแม่หนุ่ม ๆ ด้วยเลยแล้วกัน แฮ่
สรุป แบกไป 9 โลจ้ะ
กลัวมากว่าเค้าจะจับชั่วหน้าเกท แต่ก็รอดไป ไม่ได้การให้ชั่ง
แต่ก็วุ่นวายตั้งแต่ดอนเมืองเลยจ้ะ
เพราะว่าบินไฟล์ 7 โมงเช้า
คนเยอะมากมายมหาศาล ทั้งคนไทยและทัวร์จีน
พอดีเราไม่ลงโหลดกระเป๋า
แต่ check in ไปแล้ว มาเห็นที่นั่ง ไม่ถูกใจเพราะนั่งตรงกลาง เลยอยากเลือกใหม่ ก็ลบที่นั่งออก
แต่มันดันไม่สุ่มใหม่ มันหายไปเลย เพราะเราทำการ check in เสร็จเรียบร้อยแล้ว แป่ว

ไปหน้าตู้แล้วก็ทำไม่ได้ ต้องไปต่อคิวเหมือนพวกเช็คอินกระเป๋าด้วยกัน
แถวยาวเป็นงูเลื้อย เห็นเคาร์เตอร์ลิบ ๆ ไปก่อน 2 ชั่วโมง รู้สึกว่าจะไม่ทันเลย
เดชะบุญ
เราเห็นเจ้าหน้าที่เอาสายกั้นออกให้ทัวร์คนจีนไปอีกฝั่งนึง
เราก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าเราไปด้วยได้มั้ย เค้าบอกว่าได้
อีกฝั่งนึงเป็นเคาร์เตอร์ check in แบบเช่าเหมาลำ
มีพี่คนไทยต่อก่อนหน้า คิวประมาณ 10 คนต่อแถว
แต่ละคนก็ทำกันนานมาก ไม่รู้ว่าอะไรนานเหมือนกัน
พอมาถึงพี่คนไทยที่จะไปมาเลย์ก่อนหน้าเรา
พนักงานบอกว่าจริง ๆ เค้าไม่โหลดให้นะ เพราะเคาร์เตอร์นี้เฉพาะเช่าเหมาลำ
แต่พอมาถึงเราก็โอเคเลย เพราะไม่ได้โหลด แค่ให้เครื่องสุ่มเลือกที่นั่งให้ใหม่
เสียเวลาไป 45 นาทีได้



ด่านต่อไป
ตม. แม่ง คนก็เยอะมากกกกกกกกก
ทั้งคนไทย ทั้งทัวร์จีน ทั้งชาติอื่นๆ
ต่อกันยาวเหยียด แล้วทางเข้าบีบให้เข้าทางเดียว
เคาร์เตอร์ passport คนไทยแม่งเสือกอยู่ซะสุดทาง
ต้องเบียดพวกต่างชาติไปอีก
ต่างชาติแม่งก็ด่าพวกเราว่าเบียดแซงคิวขึ้นไปกันทำไม
หารู้ไม่ว่าไม่ได้แซงคิว แต่แซงขึ้นไปหาเคาร์เตอร์คนไทยที่อยู่อีกฝั่งนึง
ดีนะเราไปคนเดียว เลยอาศัยถามเอา ตามกลุ่มคนไทยเบียดเค้าไปด้วย
ตรงนี้นานมาก
ทุกคนกระวนกระวาย ยืนกันไม่ติดเลยทีเดียว
เพราะ flight แต่ละคนใกล้ ๆ กันหมดเลยทั้งสิงคโปร์ มาเลย์ ฮ่องกง ฯลฯ
แต่ละ flight ห่างกัน 5 นาที
พอผ่านด่าน ตม. เสร็จ เช็คกระเป๋าอีก ก็นานอีก
เรียกได้ว่าเราไปก่อนเวลา boarding 2 ชั่วโมง
ผ่าน 3 ด่านนี่ต้องวิ่งไปหน้า gate เลยทีเดียว
นี่ขนาดได้ทางลัดตอนโหลดกระเป๋านะ
เราว่าใครที่โหลดกระเป๋านี่ทำใจเลย
ไปล่วงหน้า 3 ชั่วโมงสำหรับ 3 ด่านนี้ไม่รู้จะมีเวลาเดินเล่นใน duty free รึเปล่า

ขึ้นเครื่องไปลง terminal 1 ไปถึง เดินดุ่ม ๆ ไป immigration เลยจ้ะ
เพราะไม่ต้องรอกระเป๋า
Surprise มาก เพราะไม่มีคนเลย
เลือกได้เลยว่าอยากให้คนไหนแสตมป์ให้
สนามบินก็สวย ใหม่ สะอาด กว้างขวาง เข้าเมืองง่าย ไม่หลงแม้จะไปครั้งแรก
ทุกอย่าง perfect สมแล้วที่เป็นสนามบินอันดับ 1 ของโลก
หลงรักสิงคโปร์ตั้งแต่สนามบินเลยก็ว่าได้


Image Hosted by PicturePush


หลังจากนั้นก็ต่อใต้ดินเข้าเมือง
เราพักที่ beary best hostel, china town
ออกมาเจอเลย หาง่ายมาก
ไปถึงยังไม่เที่ยงเลย แต่เตียงก็เรียบร้อยพร้อมในเราเอาของไปเก็บละ
เราจองไว้เป็นห้องรวมหญิงล้วน 8 เตียงมีห้องน้ำในตัว ซึ่งจะแพงกว่าห้องน้ำรวม
แต่ก็มีห้องน้ำรวม 1 ห้องเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ห้องเรา
วันที่เราเข้าห้อง จะมีสาวจากอังกฤษ 3 คน (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีฝรั่งด้วย)
ส่วนใหญ่เห็นแต่เอเชียมาพักโฮสเทลนี้โดยเฉพาะคนไทย
แล้วก็มีเกาหลี 1 คนซึ่งนอกเตียงล่างใกล้กับเราที่สุด
ออกวันเดียวกับเราด้วย ซึ่งเราคุยกับเค้ามากสุดเลย
น้องเค้าอายุ 26 มาเที่ยวคนเดียว หน้าตาน่ารัก หุ่นดี๊ดี มีแฟนละ จะแต่งงานปีหน้า แฟน 32 ละ บ้านแฟนให้รีบแต่ง
เป็นขาช้อป กระหน่ำซื้อ Charles & Keith ฝากตัวเอง ฝากพ่อแม่ตัว พ่อแม่แฟน รวมถึงแฟนมาหลายถุงใหญ่
2 เตียงบนก็จะเป็นน้องคนไทย
แล้วพออีกวันนึง สาวอังกฤษออกไป ก็เป็นสาวเวียดนาม อินโด อินเดียมาอยู่
คืนสุดท้ายน้องคนไทย 2 คนไป
เตียงบนของเราเป็นสาวผิวสีตัวใหญ่มาพัก
แทบจะนอนไม่หลับเลย เพราะเค้าพลิกตัวทีนึง ขย่มไปทั้งเตียง 2 ชั้นเลย เหอ ๆ
แต่โชคดีมากที่ห้องเราแทบไม่มีคนกรนเลย
มีกรนเหมือนกันแต่เสียงเบา
สิ่งที่กลัวมากเลยคืนคนกรน
เพราะถ้าเราสะดุ้งตื่นมากลางดึกแล้วได้ยินเสียงกรนเนี่ย เรานอกต่อไม่ได้เลยนะ


แล้วเราก็เริ่มการผจญภัยของเราในสิงคโปร์กันเลย
เรานัดเจอหนุ่มคนแรกตอนเที่ยงครึ่ง
หน้าเหมือนในรูป แต่สูงกว่าที่เราคิด
คือผู้ชาย 2 คนละที่เราเจอ ในรูปเราจะรู้สึกว่าเค้าเตี้ย
แต่จริง ๆ เค้าสูง
แต่หลายคนเลยที่รู้สึกว่าเราไม่ได้อ้วน แต่ตัวจริงแม่งอ้วน -_-“
เราก็ไปวัดพระเขี้ยวแก้วใกล้ ๆ
ก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะด้านบนเป็น museum ด้วย
เลยอยู่ที่นั่น 1-2 ชั่วโมงได้


Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush

Image Hosted by PicturePush



แล้วหนุ่มก็พาไปพื้นที่สีเขียว 1 แห่ง
คือ การไปสิงคโปร์ของเราจะต่างจากนักท่องเที่ยวคนไทยคนอื่น ๆ ตรงที่
เราไม่ไปห้าง เราไมช้อปปิ้ง เราไม่ไป Universal Studios เราไม่ไป Aquarium
เราไม่เข้า gardens by the bay คือง่าย ๆ ว่า อะไรที่เราต้องเสียเงินค่าเข้า เราไม่เข้า 555
เราอยากไปแต่ป่า อ่างเก็บน้ำ สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวต่าง ๆ ในสิงคโปร์
ไปสิงคโปร์ ไม่อยากเจอตึก แต่อยากเจอต้นไม้ ดูเหมือนจะไปผิดประเทศ
แต่ไม่น่าเชื่อ ป่าเค้าเป็นป่าจริง ๆ นะ มีลิง มีสัตว์ป่า ต้นไม้เยอะมาก หลากหลาย
เดินในป่าบ้านเค้า เหมือนเราอยู่เมืองกาญ แบบนั้นเลย เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกนึงเลย

อ่ะ กลับมาที่หนุ่มเรากันต่อ
หนุ่มเราจะพาไปเดิน The Southern Ridges
พาเรานั่งรถเมล์
ดีจัง ได้เห็นวิวด้วย เป็นการนั่งรถเมล์ครั้งแรกของเราในสิงคโปร์เลย
ได้มองวิวแบบไม่ต้องกังวลด้วย เพราะมากับ local เค้าก็รู้ว่าจะลงตรงไหน
เราก็ได้คุยกัน มองวิวกันไป สนุกดี มีเพื่อนคุย ไม่เบื่อ มีวิวให้มอง เพลิน ๆ
เวลาไม่รู้จะคุยอะไรก็มองวิวแล้วก็ถาม แก้เขิน ฮา ๆ
สิ่งนึงที่เราชอบมากในสิงคโปร์คือ ต้นไม้
ต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงถนนทุกสายในสิงคโปร์
เป็น garden city จริง ๆ
แม้แต่กระจุกตึกสูง ก็มีต้นไม้ แล้วก็มีสวนสาธารณะ
คนขึ้นรถเมล์ก็ไม่เยอะ ได้นั่งด้วย
ไม่รู้ว่าเราขึ้นตอนที่คนอื่นเค้าทำงานรึเปล่าก็ไม่รู้นะ
รูปต้นไม้นี่ไม่ได้ถ่ายเองนะแจ๊ะ credit อยู่ในรูปแล้วค่า


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


สิ่งนึงที่เราบอกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทุกคนที่เราจะเจอในทริปนี้นอกจากสถานที่สีเขียวที่เราอยากไป
อีกสิ่งนึงก็คือ
ไม่ต้องพาเราไปนั่งกิน café น่ารัก ๆ ติดแอร์ที่ค่าอาหารแพง ๆ
เราอยากไปกิน hawker หรือ food court ไม่ติดแอร์บ้านเค้า
ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่าโรงอาหารนะ เพราะมันไม่ติดแอร์ เป็นร้าน ๆ สภาพเหมือนโรงอาหารบ้านเราแต่สะอาดและโล่งกว่า
ซึ่งอาหารไม่แพง ประมาณจานละ 3-5 เหรียญ (เหรียญสิงคโปร์ตอนนี้ก็ 26)
แล้วเราได้กินอาหาร local ของเค้าจริง ๆ
แล้วอีกอย่างคือ
เราเกรงใจด้วย
คือไม่อยากให้ใครมาว่า ๆ เรามาเที่ยวแล้วนัดเจอเพื่อกินข้าวฟรี
ซึ่งเราก็รู้แหละว่าถ้าเราจะจ่าย เค้าก็ไม่ให้เราจ่ายหรอก
ดังนั้น ถ้าจะจ่ายให้เรา ไม่ต้องจ่ายแพง จ่ายถูก ๆ เนี่ยแหละ ไม่ถึง 10 เหรียญทั้งข้าว ทั้งน้ำ
แล้วเราก็ซื้อขนมและของจากเมืองไทยมาฝากทุกคนที่เราเจอด้วย
ก็ trade off กันไป


หนุ่มก็พานั่งรถเมล์มาสุดสายของรถเมล์เลย
ให้เรามองวิวเพลิน ๆ
แล้วพามากินโรงอาหารที่นึง
เราแปลกใจมาก
โรงอาหารทุกที่ที่นี่ เก้าอี้เลื่อนไม่ได้!!!


Image Hosted by PicturePush


แล้วเค้าก็ไปซื้ออาหารและน้ำมาให้
เรามีหน้าที่นั่งรถดูวิวไป เพราะฝั่งนึงเป็นคล้าย ๆ ป่า ต้นไม้เยอะมาก
คาดว่าเป็นป่าหรือสวนที่หนุ่มจะพาไปเดินในวันนี้
อาหารมื้อแรกในสิงคโปร์ของเราคือ
Char Kway Teow กับ บักกุ๊ดเต๋กระดูกหมู

รูปอาหารทั้งหมด ขอยืมชาวบ้านเค้ามาลงนะ ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารไว้เลย แฮ่
คือเราเป็นพวกไม่ชอบถ่ายรูปอาหารอ่านะ เลยไม่มีรูปให้ดู ฮา ๆ


Image Hosted by PicturePush


คือเราบอกเค้าง่าย ๆ เลยว่า ยูชอบกินอะไรที่นี่ก็สั่งอันนั้นแหละมาแชร์กัน
เค้าก็เลยสั่ง 2 อย่างนี้ แล้วก็น้ำอ้อยคนละแก้ว

แล้วเราก็นั่งคุยไปกินไป
จริง ๆ กะจะนั่งไม่นานหรอก
เพราะว่าอยากเดินสวน เดินป่ามากกว่า
ตอนนั้นก็บ่าย 3 ละมั้ง
เพราะเรามีนัดกับเพื่อนสาวเราตอน 6 โมงหลังเลิกงานของชีอีก
โอ๊ย ตารางแน่น ฮา ๆ
แต่ แต่
ฝนเจ้ากรรมดันตกกระหน่ำซัมเมอร์เซลมากมาย
การเดินในป่า ในสวนวันนี้เลยเป็นอันต้องล้มเลิกไปเป็นการนั่งคุยกับหนุ่มที่โรงอาหารแทน
แต่ก็โอเคนะ จะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น
แต่เราเป็นคนที่ไม่ชอบนั่งคุยอ่ะ
เรารู้สึกว่ามันต้องสบตาเยอะ เราเขิน
เราชอบเดินคุยมากกว่า มันไม่ต้องสบตา มองพื้นได้ มองวิวได้ เดินไปคุยไปเรารู้สึกสบายตัวมากกว่า แฮ่ ๆ


Image Hosted by PicturePush



หนุ่มคนนี้มีพี่น้อง 3 คน
ผู้ชายหมดเลย เป็นคนกลาง เป็นตัวปัญหา ฮา ๆ
เด็กกว่าเรา 5 ปี
พี่ชายแต่งงานมีลูก 2 คนละ
น้องชายก็เป็นเด็กเรียน ทำตัวดี
มีแต่เค้าเนี่ยแหละ เป็นคนกลาง
ดูพ่อแม่จะใส่ใจน้อย รึเปล่าไม่รู้ ฮา ๆ
จบเกี่ยวกับการทำหนังที่ Sydney
แต่ระหว่างเรียน ลองลงทุนในพวกหุ้นและตราสารต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แล้วชอบ
จบมาเลยได้งานเกี่ยวกับพวกนี้ที่ออส
เพิ่งกลับมาสิงคโปร์ปีหรือ 2 ปีที่แล้วเนี่ยแหละเพราะที่บ้านอยากให้กลับ
แล้วนี่ เพิ่งลาออกจากงานที่สิงคโปร์
จะไปอยู่บ้านเพื่อนที่ Melbourne ซัก 2-3 เดือน
ซื้อแต่ตั๋วไป ยังไม่ได้ซื้อตั๋วกลับ
ตอนนี้ลงทุนเงินตัวเอง ทำงานที่ไหนก็ได้
แหม ชีวิตอิสระจริง ๆ อิจฉาโพด ๆ
แล้วลงทุนนี่ไม่ใช่กระโหลก กะลานะ
คือเค้าบอกว่าเค้ามีกฎการลงทุนอยู่คือลงทุน 10 จะเสีย 2 ได้ 8 เลย
แล้วเป้าหมายคือ 5-10% ต่อเดือน!!!
ตอนแรกคิดว่าฟังผิดว่าต่อเดือนหรือต่อปีนะ
เค้าบอกว่าต่อเดือนสิ
ต่อปีมันน้อยมากเลยนะ
โห ขอเรียนรู้หน่อยได้มั้ยว่าจะทำยังไงให้ได้ 5-10% ต่อเดือน
แต่เราไม่มีเงินลงทุนนะ ฮา ๆ

คือเป็นผู้ชายที่รักอิสระมาก
อยากไปไหนก็ไป
พ่อแม่คงเอือมไปละ

แล้วเป็นผู้ชายที่ชอบกินขนมหวานมากกกก
คือไปลองกินคาเฟ่ขนมหวานมาแล้วครึ่งสิงคโปร์ได้
แล้วแต่ละคาเฟ่ก็ลองหลากหลายมาก
เคยเห็นเค้าถ่ายขนมหวานฝรั่งมาให้ดูแล้วตกใจมากว่านี่แกกินคนเดียวเหรอเนี่ย
แต่ก็ดีนะ ไม่อ้วน
นี่คือบางส่วนที่ฮีเคยส่งมาให้ดู


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


Image Hosted by PicturePush


และแล้วก็ได้เวลาที่เรานัดกับเพื่อนสาวของเรา
แต่ด้วยความที่เรางก ไม่อยากซื้อซิม 18 เหรียญ
เราเลยขอให้หนุ่มโทรหาเพื่อนสาวเราให้หน่อยว่าชีอยู่ไหนแล้ว
สรุปชีต้องมาหาเราที่ห้างที่ติดกับโรงอาหารอันนี้
หนุ่มก็เจอเพื่อนสาวของเราแล้วหนุ่มก็จากไป
เพื่อนสาวถามทันทีว่า
คนนี้เหรอยู
อ่อ
คือเราก็มีคุยเม้ากับเพื่อนสาวคนนี้อ่านะ
ว่าเราเลื่อน flight มาเจอหนุ่มคนนึงที่คุยกันนานแล้ว
แต่ไม่ใช่คนนี้จ้ะ
หนุ่มคนนั้นจะเจอพรุ่งนี้จ้ะ
เพราะฮีจะบินกลับมาวันนี้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า flight กี่โมง
แต่วันแรกที่เค้ากลับมาสิงคโปร์ เค้าก็ควรจะอยู่บ้านกับพ่อกับแม่เค้าน่ะนะ

เพื่อนสาวเราก็พาเราไปกินข้าวมันไก่ tian tian เจ้าดังที่โรงอาหาร Maxwell Food Centre
เราว่ามันไม่อร่อยอ่ะ
ไก่มีติดกระดูกทุกชิ้นที่เค้าสับมาเลย
ไม่เหมือนบ้านเรา เนื้อล้วน กินง่าย
น้ำจิ้มบ้านเค้ามีรึเปล่า เราไม่แน่ใจ เพราะเราเป็นคนกินจืด ไม่กินน้ำจิ้ม ฮา ๆ


Image Hosted by PicturePush


ได้โปรดอย่าถามว่าโรงอาหารอะไรบ้างที่เราไปกิน
เพราะทริปนี้ เราไม่ได้ทำการบ้านอะไรเลย กะอาศัย local พาไปกินอย่างเดียว
มีหน้าที่เดินตามและมองวิวและถามคำถามต่าง ๆ ฮา ๆ
เพื่อนสาวอิชั้นก็สั่งข้าวมันไก่ ปอเปี๊ยะสด (มันจะต่างจากบ้านเราตรงที่น้ำราดเค้าจะอยู่ข้างในปอเปี๊ยะเลย) แล้วก็ไก่สะเต๊ะ (เหมือนบ้านเราเป๊ะ ทั้งไก่ ทั้งน้ำจิ้ม)
แล้วเราก็สั่งน้ำเฉาก๊วยกิน
ซึ่งเราชอบน้ำเฉาก๊วยบ้านเค้านะ
เพราะมันไม่หวาน แล้วมีวุ้นเฉาก๊วยเป็นเส้นเล็ก ๆ ดูดได้คล่อง
ไม่เหมือนบ้านเรา โคดดดดดดดดดดหวาน
แล้วเราก็เม้ามอยกัน จำไม่ได้ละว่าเม้าอะไรบ้าง
แต่ชีกำชับว่า
พรุ่งนี้ไปเที่ยวกับหนุ่มคนนั้นเสร็จแล้ว
อย่าลืมอัพเดทชีด้วย ชีอยากรู้มากว่าคุยกันเกือบปี เกือบทุกวัน ไม่เคยเจอกัน พอมาเจอกันแล้วเป็นอย่างที่คิดมั้ย

มาต่อตอน 2 นะจ๊ะว่าหนุ่มจะเป็นอย่างที่คิดมั้ยจะแจ๊ะ


ขอบคุณที่ติดตามค่า อ่านคอมเม้นท์แล้วชื่นใจที่อย่างน้อยก็มีคนที่ติดตามอ่าน
ทำให้คนพิมพ์เล่าก็จะตั้งใจพิมพ์นะค้า
งานก็ยุ่งจะตาย (ห่าน) อยู่ละ
แต่ก็เจียดเวลามานั่งพิมพ์วันละนิด วันละหน่อย (แต่เอาเข้าจริง พอเริ่มพิมพ์ก็หยุดไม่ได้ นอนดึกมันทุกคืน)
บล็อคนึงพิมพ์อย่างต่ำทั้งวัน ถ้าเอาทีเดียวเสร็จ
ยังไม่นับเลือกรูปจากหลายร้อย ให้เลือก 10 กว่ารูปในบล็อค โหลดรูปจากที่อื่นแล้วเอาลิงค์มาไว้ที่นี่ จัดเรียง ฯลฯ
บล็อคแต่ละบล็อคใช้เวลา ทำเอามันส์ เงินก็ไม่ได้ เวลาก็เสียไปทั้งวัน นั่งทั้งวันไม่ได้ลุกไปไหน ปวดก้น ปวดหลัง ปวดขา ปวดแม่งทุกอย่าง
แต่พอเวลาได้อ่านคอมเม้นท์ว่ามีคนติดตาม ทุกอย่างที่ทุ่มเทไป มันได้ความชื่นใจกลับมา
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะคะ คุณสละเวลาคอมเม้นท์เพียงแค่ 2 นาที แต่มันมีความหมายสำหรับเราทั้งอาทิตย์ สำหรับพลังในการพิมพ์เนื้อหาตอนต่อไปค่ะ
รักคนอ่านนะคะ



Create Date : 25 มิถุนายน 2559
Last Update : 9 กันยายน 2559 21:08:19 น. 0 comments
Counter : 1096 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
หนูลีลี
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 87 คน [?]





โสด + อินดี้
เป็นผู้หญิงขี้บ่น
เลยมีเรื่องมาบ่น มาเล่าในบล็อคเยอะแยะเต็มไปหมด
แถมถ้าเล่า ก็เป็นคนเล่าละเอียดซะด้วยสิ

แล้วก็ผู้หญิงช่างอิน


ชอบดูหนังเอเชียเป็นชีวิตจิตใจ
โดยเฉพาะหนังญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง
แต่เป็นหนังที่คนเค้าไม่ชอบดูกันนะ
คือรันทด หดหู่ เศร้า สะเทือนอารมณ์ ดูแล้วปวดใจ + จิตตกไปหลายวัน
ไม่ก็หนังเงียบ ๆ นิ่ง ๆ เรื่่อย ๆ เอื่อย ๆ บทพูดน้อย ๆ แต่ดูจบแล้วรู้สึกอบอุ่น เรียบง่ายแต่งดงาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังญี่ปุ่นซะเยอะ
แถมยังเรื่องมากไม่ดูหนังที่เด็กกว่าอายุตัวเองอีก


แต่อีกมุมนึงก็ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกัน
ถ้าได้อ่านหนังสือแล้วก็ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนนะ
จะนั่งขลุกตัวอยู่แต่ในห้องแล้วก็ท่องเที่ยวไปในจินตนาการของคนที่เค้าถ่ายทอดทุกตัวอักษร
นักเขียนที่ชอบน่ะเหรอ

แน่นอน ต้องพี่ 'ปราย พันแสง + พี่จิก ประภาส + อภิชาติ เพชรลีลา + เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย + พี่โหน่ง วงศ์ทนง + พี่เอ๋ นิ้วกลม + พี่ก้อง ทรงกลด + ใบพัด + พี่พลอย จริยะเวช + บัณฑิต อึ้งรังษี + พี่ตุ๊ก วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม + พี่ตุ๊กตา พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล + วิภว์ บูรพาเดชะ + คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง (merveillesxx) + เต๋อ นวพล + พี่บิ๊กบุญ ภูมิชาย + เราว่าเราชอบนักเขียนเกือบจะทุกคนใน A Book เลยก็ว่าได้นะเนี่ย


บางช่วงก็อินกับธรรมะ
กลับมาจากปฏิบัติธรรมก็จะอินกับธรรมะเป็นเดือน ๆ เหมือนกัน
เคยไปปฏิบัติธรรมมา 2 ที่คือที่ยุวพุทธ กับ เตโชวิปัสสนา

อินได้หมดทุกอย่าง
ขอแค่มีคนมาบิ๊ว หรือบางครั้วก็อินด้วยตัวเองแล้วก็ไปบิ๊วคนอื่น

บล็อคตัวเองที่คนเข้า search เข้าเยอะ ๆ ก็มี
รีวิวแป้งมิสทีนทุกรุ่น
วิธีการบริหารอาการปวดก้น ปวดสะโพก
การปฏิบัติธรรมแบบเตโชวิปัสสนากรรมฐาน
แล้วก็บล็อคที่เรารวบรวมคำพูดดี ๆ ประโยคสวย ๆ มาจากที่ต่าง ๆ

ถ้าอยากรู้ว่าทำไมคนถึงเข้าไปดูเยอะ ก็ลองเข้าไปตามอ่านกันนะคะ
ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ในเราชื่นใจบ้างก็ได้ค่ะ เราเช็คทุกวัน
และค่อนข้างมีวินัยในการเขียนบล็อคใหม่ทุกอาทิตย์
ตามอ่านกันได้นะคะ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้างสนอง need เจ้าของบล็อคล้วน ๆ ค่ะ
Friends' blogs
[Add หนูลีลี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.