เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 13 วันสุดท้ายในโตเกียว วัดเซ็นโซจิและสวนอุเอโนะ
เพื่อความต่อเนื่องไปอ่านตอนก่อน ๆ ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้จ้ะเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 1 การเลือกที่พักเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 2 เรื่องเล่าในสนามบินและบนเครื่องบินเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 3 เย็นวันแรกที่สถานีโตเกียวเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 4 นัดเจอและเข้าไปนอนบ้านคนไม่รู้จักฟรี ๆ คืนแรกเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 5 วัฒนธรรมภายในบ้านคนญี่ปุ่นที่เราไปค้างด้วยเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 6 ขึ้นรถไฟใต้ดินชั่วโมงเร่งด่วนเป็นครั้งแรกเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 7 ประทับใจกับจิตสำนึกของเด็กญี่ปุ่นที่เราไม่เคยถูกสอนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 8 เทศกาลน่ารักที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 9 เจอหนุ่มในฝันบนรถใต้ดินเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 10 พาไปเดินเล่นในสวนพร้อมพาช้อปย่าน KICHIJOJเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 11 ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยวเข้าไปในยิมที่เด็กม.ปลายกำลังแข่งเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 12 ไต้ฝุ่นเข้า เลยต้องเข้าดองกี้แทนตลาดนัดแบกะดินแอบเศร้าใจนี่เป็นวันสุดท้ายในญี่ปุ่นของผู้หญิงที่เที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวเป็นครั้งแรกความรู้สึกว่ามันเร็วเหลือเกินหวัดก็ยังไม่หาย น้ำมูดยังยืด และยังไอและเจ็บคอสุด ๆ อยู่เลยอันเนื่องมาจากว่าเที่ยวเยอะเกินในแต่ละวันเล่นเดินตากแดด ตากลม ในฤดูร้อนบ้านเค้า ที่ร้อนและแดดแรงไม่ต่างจากบ้านเรากลับมาวันแรกก็เริ่มเจ็บคอเลยเดินตั้งแต่ 8 โมงยันหัวค่ำ นั่งพักตอนเดียวคือตอนนั่งกินข้าวแป๊บ ๆแล้วก็เดินทั้งวัน กินน้ำก็น้อย เพราะไม่อยากเสียเวลาหาและเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วน้ำก็แพง น้ำฟรีก็มี แต่ก็ไม่อยากจะแบกขวดอีก เรื่องเยอะชะมัด เลยอดน้ำแม่มเลยดีกว่า แล้วเป็นไงล่ะ ร่างพัง หวัดกิน แต่รอบนี้ขาและหลังไม่พังนะต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้รองเท้า TOMS เลยจริง ๆ ตอนไปเกาหลีหน้าร้อน เราใส่รองเท้าแตะ เดินตั้งแต่เช้ายันเย็นแบบนี้เหมือนกันแต่หลังจากเดินไปซัก 4-5 ชั่วโมง เราเริ่มปวดส้นเท้าและหลังเนื่องมากจากร้องเท้าไม่ดี แต่จะให้ใส่ผ้าใบก็ร้อนไป ถ่ายรูปไม่สวยอีกต่างหาก เพราะมันไม่เข้ากะชุด ฮา ๆแต่ไปญี่ปุ่นรอบนี้ ลองตัดใจซื้อรองเท้า TOMS มาใส่ ทั้ง ๆ ที่คู่นึงก็ 2-3 พันซื้อมาแบบไม่เคยใส่มาก่อน อ่านแต่รีวิวเมืองนอก ลุ้นมาก กลัวว่าซื้อมาแพงแล้วใส่ไม่สบายไม่ได้ลองใส่ก่อนด้วย ซื้อมาแล้วก็เอาไปใส่ญี่ปุ่นเลยเพราะเพิ่งได้ก่อนไปญี่ปุ่นวันเดียว ฮา ๆปรากฏว่า ใส่ดีมาก ใส่เดินทั้งวัน ไม่มีอาการเมื่อยเลย (แต่เหม็น) ฮา ๆ เพราะใส่หน้าร้อน เดินทั้งวัน เหงื่อออกทั้งวัน ถอดมาทีนึงนี่โครตอายเวลาถอดรองเท้าเข้าบ้านคนอื่นเนี่ย แต่ทำไงได้เนอะหน้าตาอาหารเช้ามื้อสุดในในบ้านหลังนี้และในญี่ปุ่นแล้วเราก็จากลาครอบครัวคนญี่ปุ่นที่ให้เราอยู่มาตั้ง 3 คืนคุณแม่ญี่ปุ่นก็เอาอีกแล้ว มาส่งเราหน้าบ้าน นั่งพับเพียบสไตล์ญี่ปุ่นแล้วก็โค้งคำนับพูดอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาญี่ปุ่นเราก็ได้แต่พูดว่าขอบคุณมาก โค้งให้ได้มากกว่าที่เค้าโค้งให้เรา จนหัวจะติดหัวเข่า แหะ ๆแล้วคุณพ่อก็มากระเป๋าและตัวเราใส่รถไปส่งตรงสถานี Ueno ที่เราจะต้องไปฝากกระเป๋าแล้วไปเดินเล่นก่อนจะมาเอากระเป๋าแล้วนั่งรถไฟไปสนามบินตอนบ่ายโชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดเทศกาล โอ-บน 1 สัปดาห์เต็ม ประมาณ 3 วันก่อนและหลังวันที่ 15 สิงหาคม เป็นต้นไปทำให้รถโล่ง คนก็โล่ง เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเวลาเร่งด่วนวันทำงาน รถในโตเกียวจะเยอะเหมือนในกรุงเทพฯ รึเปล่าเพราะเราก็มุดหัวลงใต้ดินตลอดแต่ confirm ว่ารถไฟใต้ดินเวลาเร่งด่วนของญี่ปุ่นมันสุดยอดมาก ๆถ้าได้เบียดกับซาราริมังหนุ่ม ๆ นี่ฟินเลย แต่ที่เบียดมาทุกวันเจอแต่แก่ ๆ ไม่รู้หนุ่ม ๆ มันไปไหนหมดวะมาดู 2 ข้างทางตอนเช้าในโตเกียวกันอันนี้ถ่ายป้ายบนพื้นถนนในโตเกียวต่าง ๆแล้วเราก็มาฝากกระเป๋าที่ตู้แล้วก็มาสู้ต่อว่ากรูจะเอายังไงกะชีวิตกรูดีวะเนี่ย ดูแต่ละตู้ดิ ภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ อย่ากระนั้นเลย ไปหาเจ้าหน้าที่ดีกว่าแล้วเราก็ได้บัตรไปสนามบินสมใจ โดยจำไม่ได้แล้วว่าซื้อก่อน หรือค่อยกลับมาซื้อแล้วเราก็นั่งใต้ดินไปเก็บ 2 ที่สุดท้ายซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันคือวันเซ็นโซจิ กับ สวนอุเอโนะบรรยากาศรถไฟใต้ดินวันนี้ถึงแล้ววววววววัดที่เราเฝ้าใฝ่ฝันถึงมานานร่วม 10 ปีตั้งแต่อ่านหนังสือโตเกียวไม่มีขา ของพี่เอ๋ นิ้วกลม ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ๆหน้าตาโคมยักษ์ เป็นแบบนี้นี่เอง เลือดลมสูบฉีดแต่มาคนเดียวใครจะถ่ายรูปให้เนี่ย3-4 วันในโตเกียว เที่ยวแต่ป่าแต่สวน ไม่มีคนไทยให้ร้องขอเล้ยแต่พอมาที่นี่ โอ้ว เหมือนตลาดไทย คนไทยเต็มไปหมดขอให้ถ่ายรูปให้อย่างไม่ต้องทำภาษามือเป็นครั้งแรก หุหุมาดูบรรยากาศหน้าวัดกัน คนอย่างเยอะ นี่ขนาดแค่เช้า ๆ สาย ๆ นะเนี่ยวันนี้เหมือนมีกลุ่มเด็กมาทำการบ้าน ประมาณว่าให้คุยกับต่างชาติหรือให้ตอบแบบสอบถามเนี่ยแหละแต่พอดีเราไม่มีเวลาเลยขอปฏิเสธพวกเค้าไป แต่ก็ไม่วายขอถ่ายรูปกับพวกเค้าด้วยพอเข้าประตูแรกผ่านโคมยักษ์มาก็มาถึงถนน Nakamise หรือตลาดละลายทรัพย์ ที่มีเรื่องในนักท่องเที่ยวได้เสียทรัพย์ร้านใด ร้านหนึ่งมาดู 2 ข้างทางกันว่ามีอะไรขายบ้างอันนี้แอบให้ดูชุดนักเรียน อิอิให้ดูพอเป็นน้ำจิ้มแล้วเราก็เดินฝ่าด่านร้านอรหันต์ทั้งหลายเข้ามาถึงเขตวัดชั้นในกันสวยงามอลังการเข้าไปในวัดกันเถอะหลังจากไหว้เจ้าแม่กวนอิมเสร็จก็เลยลองเสี่ยงเซียมซีดูเวง ได้ bad fortune แอบนอยด์เลยทีเดียวเลยเดินถ่ายรูปแถว ๆ นั้น ให้น้องหนุ่มญี่ปุ่น อารมณ์เด็กมหาลัยช่วยถ่ายรูปให้หน่อยพอถ่ายเสร็จน้องบอกว่าเราน่ารัก ยกนิ้วโป้งให้แล้วยิ้มเขิน ๆ แล้วก็เดินอาย ๆ จากไปกรี๊ดดดดดดด.......... อยากเลี้ยงเด็กมหาลัยญี่ปุ่นขึ้นมาเลยทันที ค่าเทอมในโตเกียวแพงมั้ยน้อง ฮา ๆหรือนี่จะเป็น bad luck ของช้านนนน แล้วก็จากกัน ได้แต่ยิ้มกลับให้น้องแล้วก็ขอบอกขอบใจน้องมีผู้ชายชมว่าน่ารักด้วย ปลื้มปริ่มไป 3 วัน 7 วัน น้องนี่มี perception แปลกดีนะ กร๊าก ๆเรามาเดินดูรอบ ๆ วัดกันต่อเถอะกลับมาที่ถนนละลายทรัพย์ขาออกกันอีกรอบตอนแรกว่าจะไม่เสียทรัพย์ละนะ เพราะเป็นพวกใจแข็ง รู้ว่าพวกของที่ระลึกมักจะแพงกว่าปกติแต่ด้วยอากาศร้อน และอยากกินไอติมจริง ๆ มันก็มีหลายร้านนะ แต่ร้านนี้ทำไมคนยืนกินข้างร้านเยอะมากเลยตัดสินใจเลือกร้านไอติมชาเขียวร้านนี้แหละ300 หรือ 350 เยนมั้งถ้าจำไม่ผิด โคนละร้อยเชียวหนา ท่าทางต้องอร่อยแน่นอนพอสั่งเสร็จ จ่ายเงิน เค้ายื่นป้ายนึงมีทั้งภาษาอังกฤษ จีน ไทยประมาณว่าถ้าได้รับไอติมแล้ว ไม่ให้เดินไปกินไป ให้ยืนกินข้างร้านให้หมดแล้วทิ้งตรงนั้นป๊าดดดดดดดด..... กลยุทธ์ทางการตลาดชัด ๆ (ไม่หรอก จริง ๆ คนญี่ปุ่นเค้าจะไม่เดินไปกินไปอยู่แล้ว)พอได้ไอติมโคนชาเขียวมา กินเข้าไปน้ำตาไหลเลย โคนละร้อยบาทของกรู หวานมากกก แล้วแทบไม่ได้กลิ่นชาเขียวเลยนี่หลอกขายต่างชาติใช่มั้ย ชาเขียวมันต้องมีกลิ่นและขมหน่อยเซ่ เสียจายยยเอาคืนมาเลย กินไอติมแมค 19 บาทยังอร่อยกว่าเบยยยตอนขาออกเจอ 2 สาวยุ่นใส่ชุดยูกาตะมาวัดด้วยน่ารักดีเลยขอถ่ายไว้ซะหน่อยแล้วก็ลงใต้ดินไปสวนอุเอโนะกันเด็กที่เจอระหว่างทาง น่ารักมากกกเป็นการถ่ายรูปคนในใต้ดินครั้งเดียวที่ขออนุญาตส่วนผู้ชายที่อยู่ในกล้องอิชั้นทั้งหมด เป็นการแอบถ่าย อ๊างง ถ้าไม่หล่อ ไม่ได้อยู่ในกล้องนะแจ๊ะ โปรดให้อภัยขึ้นจากใต้ดินมาก็แอบถ่ายชาวบ้านทันที หุหุเอ๊ะ เราเคยเล่าให้ฟังแล้วใช่มั้ยว่าวัยรุ่นนักกีฬาเบสบอลทุกคนในญี่ปุ่นจะโกนหัวกันเพราะเค้าต้องการใส่ใจเรื่องการฝึกซ้อม มากกว่าห่วงหล่อ มันคือ Japanese Spirit จริง ๆมาถึงแล้ว สวนอุเอโนะสิ่งที่เราอยากมาดู เป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก คืออยากมาดูศาลเจ้าที่มีซุ้มไม้สีแดง เลียนแบบที่เกียวโตซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอยู่ตรงไหนของสวนแล้วสวนก็มีขนาดใหญ่มาก แล้วเราก็มีเวลาเดินเล่นในสวนนี้เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นแล้วดูจากแผนที่แล้วก็ไม่รู้เลยว่าซุ้มนั้นอยู่ตรงไหน อยู่ตรงศาลเจ้าอะไรมาถึงสวน เราทำได้เพียงปล่อยไหลเดินเจอศาลเจ้าตรงไหนก็ไหว้ตรงนั้น ดูนก ดูไม้ ดูผู้คนไปเรื่อยเดินมาถึงศาลเจ้าที่แรกแอบบอกว่า พระหล่อมากกกกกแล้วเดินมาถึงศาลเจ้าที่ ๆ สอง มีสระบัวขนาดใหญ่ก่อนถึงศาลเจ้าด้วยณ ศาลเจ้านี้เอง เราได้พบเพื่อนใหม่เธอเป็นสาวฝรั่งเศส มาเที่ยวโตเกียวคนเดียวเหมือนเราเรากำลังจะกลับวันนี้ แต่เธอเพิ่งมาถึงเมื่อวานเราถ่ายภาพให้กันและกัน แล้วอวยพรให้เธอเที่ยวให้สนุกแล้วก็มาถึงศาลเจ้าที่ 3แล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยมาศาลเจ้าที่ 4ขุ่นพระ!!! เจอแล้วจ้าาา....ฟินมากค่า ใครอย่าได้เดินมาผ่านนะคะเป็นเหยื่ออิชั้นหมดค่ะ เพราะอิชั้นใช้ถ่ายรูปให้หน่อยทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งไหว้ ฯลฯใครถ่ายไม่สวย อิชั้นก็รอเหยื่อรายต่อ ๆ ไปจ้าแล้วสาวฝรั่งเศสที่เจอศาลเจ้าที่แล้วก็เป็นเหยื่อคนสุดท้ายของเรา แฮ่ฟินละ ได้เวลาจากลา สวนอุเอโนะ ซึ่งใหญ่มาก จะใหญ่ไปไหน นี่ขนาดจุดมุ่งหมายเราแค่ศาลเจ้านะ ถ้าใครจะไปดูสวนสัตว์ museum คงทั้งวันอ่ะจ้ะแต่ ณ จุดนี้ ฟินละ กลับกรุงเทพฯ ได้ ได้ความแดงจากวัดและซุ้มในสวนแล้วเราก็มาเดินเล่นช้อปปิ้งกันต่อที่ตลาด Ameyokoเราก็มาเดินเล่นเฉย ๆ ไม่ได้อะไรหรอก เพราะทุกอย่างเราซื้อที่ aeon ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แพ็คใส่กระเป๋าเดินทางเรียบร้อย ไม่สามารถแบกอะไรขึ้นเครื่องได้อีกแล้ว นอกจากขนมที่จะซื้อที่สนามบิน มาตลาดนี้ก็ถ่ายรูปเล่นเอามาลงบล็อคเฉย ๆตลาดนี้ต่างชาติค่อนข้างเยอะ เหมือนเป็นตลาดขายต่างชาติยังไงยังงั้นดังนั้น ผู้ชายที่ถ่ายมาจากตลาดนี้อาจจะไม่ใช่ญี่ปุ่น แล้วถ้าแต่งตัวจัด ๆ คาดว่าจะเป็นพี่ไทยเรานี่เอง ฮา ๆมาดูกันว่าผู้ชาย เอ้ย ตลาดนี้ขายอะไรกันบ้างงเอาล่ะเดินดูผู้ชายข้างนอกมาเยอะละเราไปดูผู้ชายข้างในบ้างดีกว่าเราไปเดินเล่นในรถไฟใต้ดิน ueno ซึ่งเป็นที่เชื่อมต่อรถไฟหลายสายมากสถานีเลยใหญ่มาก มีทางเข้าออกหลายทาง แล้วคนก็เยอะมากด้วยแล้วก็ได้เวลาที่เราจะต้องขึ้นรถไฟไปสนามบินซะทียังมิวายแอบถ่ายผู้ชายข้าง ๆ อิอิหลังจากนี้อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็จะถึงสนามบินมอง 2 ข้างทางที่เป็นทุ่งหญ้า นาข้าว จนเริ่มเบื่อและในรถไฟไปสนามบินนั้นตอนแรก เราก็นั่งเดี่ยว ๆ อยู่คนเดียวล่ะนะไป ๆ มา ๆ ก็มีคนขึ้นระหว่างทางแล้วเหมือนสวรรค์โปรดมีเด็กวัยรุ่นประมาณมหาลัยหรือเพิ่งจบเนี่ยแหละมานั่งข้าง ๆ มีกีต้าร์มาด้วย 1 ตัวตอนเข้าขึ้นมาเค้าก็คุยกันสนุกสนานเราก็รอให้เค้าหมดเรื่องคุย เพราะผู้ชาย 2 คนคุยกัน คงไม่มีเรื่องเม้าเป็นชั่วโมงไม่หยุดปากเหมือนที่เรานั่งเม้ากับเพื่อนสาวหรอกแล้วก็ได้เวลาของเรา เมื่อ 2 คนนั้นหยุดคุยเราก็เลยเริ่มชวน 2 คนนั้นคุยบ้างทั้ง 2 คนทำงานแล้ว ภาษาอังกฤษดีซะด้วยคนนึงเป็นนักดนตรี อีกคนเป็นพนักงานออฟฟิศ เพิ่งเริ่มงานกำลังจะไปปีนเขา Narita-san เพื่อนอีก 2 คนอยู่ที่นั่นแล้ว เพราะบ้านเค้าอยู่นาริตะก็คุยไปคุยมา คุยมาก็คุยไป จนน้อง 2 คนเค้าลงไปก่อนก่อนลงก็มีถ่ายรูปคี่ 3 คนแล้วรูปที่ให้ดูคือรูปที่แอบถ่าย น้องที่เป็นหนุ่มออฟฟิศ ไม่ใช่หนุ่มนักดนตรีแต่ไม่เชิงแอบถ่ายหรอก น้องเค้าก็รู้ตัว มีมองกล้องด้วยแต่ ณ จุดนี้ เจอกันครั้งเดียว อย่ากระนั้นเลย น่ารักถูกใจเจ้ เจ้ขอเก็บภาพหน่อย เจ้กลัวลืม ฮา ๆและแล้วการเดินทางของผู้หญิงตัวคนเดียว ที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก็จบลงด้วยความประทับใจประทับใจทุก ๆ อย่างในญี่ปุ่นเลย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบาย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนญี่ปุ่น ธรรมชาติตนไม้สวนต่าง ๆ ที่มีเยอะมากในเมืองหลวง แล้วที่ขาดไม่ได้เลยคือ ผู้ชายญี่ปุ่นประเทศนี้ผู้ชายหน้าตาดีทุกอาชีพเลยจริง ๆ ทั้งมนุษย์เงินเดือน ยาม พนักงานใต้ดิน เด็กเสริฟ พนักงานขนของ พนักงานขายของ คนแจกในปลิว หรือแม้แต่พระ!!!ขออภัยผู้ชายญี่ปุ่นทุกคนที่โดนแอบถ่ายเอามาลงในบล็อคนี้นะคะแต่คุณรู้ตัวไว้ด้วยว่า ถ้าคุณอยู่ในรูปในบล็อคเรา แสดงว่าคุณหน้าตาดี ถูกใจเจ้าของบล็อคค่ะ เรารู้ว่าคุณใส่ใจสิทธิส่วนรวมขนาดไหน และเราก็ได้ละเมิดสิทธิ์ของพวกคุณแต่พวกคุณน่ารักจนเราอดใจไม่ไหว แล้วก็มีอีกก็เยอะที่เราหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายไม่ทัน แฮ่เราประทับใจญี่ปุ่นขนาดไหนน่ะเหรอก็เบา ๆ เองแค่เรากลับมาแล้วเราอยู่ในภาวะซึมเศร้าไปร่วม 2 อาทิตย์เอ๊งงงกว่าจิตเราจะกลับมาจากญี่ปุ่น เป็น 2 อาทิตย์ที่ทรมานใจเรามากกว่าที่เราจะผ่านไปแต่ละวันเรานั่งทำงานไป น้ำตาตก ปาดน้ำตาไปอย่างเงียบ ๆ ในคอกเราทุกวันตลอด 2 อาทิตย์นั่งสมาธิก็เห็นแต่สวนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่น วิวญี่ปุ่น ของขายที่ญี่ปุ่น อะไร ๆ ก็ญี่ปุ่นไม่บอกละกันว่าเรารักและอินญี่ปุ่นครั้งแรกตัวคนเดียวของเราขนาดไหน แต่จากที่เราบรรยายมาคงก็ตอบคำถามนี้ได้ขอบคุณทุก ๆ อย่างที่เราได้เจอ ได้สัมผัส การบริการและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ที่จะติดตรงตรึงใจเราไปอีกนาน แล้วเราคิดว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ไปญี่ปุ่นแล้วรู้สึกแบบนี้ (แต่คนอาจจะอินน้อยกว่าเราหน่อย แค่วันเดียวทุกคนคงกลับมาใช้ชีวิตปกติในกทม.ของเราได้แล้ว)ขอบคุณโอกาส ขอบคุณความคิด ที่มีแรงดึงดูดให้เราได้ไปยืนอยู่หน้าโคมแดงจริง ๆ ขอบคุณทุกเรื่องเล่าและบทสนทนา ที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขอบคุณหนังสือโตเกียวไม่มีขา ของพี่เอ๋ นิ้วกลม ก็คงจริงอย่างที่พี่เอ๋บอกล่ะนะว่า...การท่องเที่ยวทำให้เราเยาว์วัย--การเดินทางไกลทำให้เราเติบโต Traveling is cheaper than therapy!!!แล้วเจอกันใหม่นะ ติดตามอ่านแต่ละตอนได้ตามลิงค์ด้านล่างนะคะเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 1 การเลือกที่พักเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 2 เรื่องเล่าในสนามบินและบนเครื่องบินเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 3 เย็นวันแรกที่สถานีโตเกียวเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 4 นัดเจอและเข้าไปนอนบ้านคนไม่รู้จักฟรี ๆ คืนแรกเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 5 วัฒนธรรมภายในบ้านคนญี่ปุ่นที่เราไปค้างด้วยเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 6 ขึ้นรถไฟใต้ดินชั่วโมงเร่งด่วนเป็นครั้งแรกเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 7 ประทับใจกับจิตสำนึกของเด็กญี่ปุ่นที่เราไม่เคยถูกสอนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 8 เทศกาลน่ารักที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 9 เจอหนุ่มในฝันบนรถใต้ดินเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 10 พาไปเดินเล่นในสวนพร้อมพาช้อปย่าน KICHIJOJIเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 11 ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยวเข้าไปในยิมที่เด็กม.ปลายกำลังแข่งเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 12 ไต้ฝุ่นเข้า เลยต้องเข้าดองกี้แทนตลาดนัดแบกะดินเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แถมไปคนเดียว ตอนที่ 13 วันสุดท้ายในโตเกียว วัดเซ็นโซจิและสวนอุเอโนะ
ปล. จะบอกว่าเราซื้อโตเกียวไม่มีขามาอ่านเพราะลีลีด้วยล่ะ