"No, thank you. I have had an elegant sufficiency..."
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
22 มีนาคม 2551

In the Valley of Elah



ชื่อของหนังมาจากตำนานนะคะ
ตำนานของเดวิดและโกไลแอธ จะไม่เล่าให้ฟัง
แต่จะให้เข้าไปดูกันเองค่ะ ด้วยตัวผู้เขียนเองก็เพิ่งทราบข้อมูลตรงนี้เหมือนกัน

หนังเขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับมีฝีมือ พอล แฮกกิส
อ้างอิงจากเรื่องจริงของริชาร์ด ที.เดวิส
ที่เข้าร่วมกับกองทัพด้วยวัยเพียง 19 ปี
ตามรอยแลนนี่ เดวิสผู้พ่อ
ได้ไปรับใช้ชาติที่บอสเนียและอีกครั้งที่สมรภูมิอิรัก
รอดตายกลับมาบ้านเกิดได้เพียง 2 วัน แล้วหายสาปสูญไป
จนกระทั่งมีคนมาพบเศษซากศพของเขา
ถูกเผาและทิ้งไว้อย่างกระจัดกระจายในจอร์เจียวูดส์
ถูกทรมาน และฆาตรกรรม
กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างและทำหนังเรื่องนี้ออกมาค่ะ

หนังเปิดเรื่องมาด้วยน้ำเสียงคล้ายๆละครชุด CSI นะคะ
มีสถานที่เกิดเหตุ มีศพ มีปริศนา
และการย่ำเท้าตามรอยหาข้อเท็จจริง
ซึ่งหนังก็โปรยบอกไว้ก่อนแล้วค่ะว่า
บางครั้งการควานหาข้อเท็จจริง ก็ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงมากเอาการอยู่
ด้วยเพราะต้องอาศัยความกล้าเป็นแก่น

นั่งดูไปพลาง ถอนหายใจไปพลาง หลายต่อหลายทีเชียวค่ะ
ด้วยตัวหนังนั้นแสนจะอัดอั้น หดหู่เสียมากมาย
ไม่ได้ลุ้นระทึกเหมือน “หนัง” สืบสวนสอบสวนทั่วๆไปหรอกนะคะ
ไม่ได้มีปริศนาอะไรซับซ้อน
ไม่ได้จบ แบบที่พระเอกชนะเสมอๆ
ง่ายๆ คือไม่มีอะไรเกินจริง ทุกอย่างดูจริงจังจนถึงขั้นหดหู่ “อย่างเคร่งครัด”
อย่างที่เรียนไว้ข้างต้น

หนังมีประเด็นหลักอยู่เพียงหยิบมือนะคะ
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่สำคัญ และมีผลกระทบต่อเราแทบทั้งสิ้น

ประเด็นแรกคือเยาชนผู้บริสุทธิ์ หรือก็คือเหยื่อ
จะมีสักกี่คนที่เข้าใจธรรมชาติของสงคราม ว่าเราไม่ควรส่งวีรบุรุษเข้าไปหรอกค่ะ
สงครามที่เราๆท่านๆทราบดีว่า ไม่ใครก็ใครก็ต้องแพ้ และสูญเสีย

หนังเปิดประเด็นอนาคตของชาติเหล่านี้ผ่านการตามหาลูกชาย
ของอดีตทหารปลดเกษียณ
หนังเลือกใช้นักแสดงยอดฝีมือหลายต่อหลายคนเชียวค่ะ
ที่โดดเด่นที่สุดเพียงหนึ่งเดียว และเป็นตัวละครเอกของเรื่อง
คงหนีไม่พ้น คุณทอมมี่ ลี โจนส์ ในบทจ่าทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว
หากแต่กลับสูญเสียลูกชายไปแบบไร้เหตุผล

โจนส์สร้างตัวละครที่ชัดเจนมาก
ส่งผ่านความรักของพ่อออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเหลือเกิน
พ่อที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้
พ่อที่เชื่อว่าคนรอบกายในกองทัพนั้นโกหก
พ่อผู้พยายามที่จะตามหาลูกชายที่ตนรัก …จนเจอ
ต้องจ้องเขาไปในเศษดวงตาที่เจ็บปวดของลูก
และกลายเป็นพ่อผู้สูญเสียไปแทบจะทันทีเช่นกัน
โจนส์ยังสานต่อไปจนสุดทางนะคะ
สื่อถึงพ่อที่รู้ในวินาทีสุดท้าย ว่าเด็กตัวเล็กๆที่เขาได้เลี้ยงดูมานั้น
หาใช่พลทหารคนนี้ไม่ ด้วยเด็กคนนั้นได้จากไปนานแล้ว
วันเวลาเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กเล็กๆคนนั้นไปมากมายนักหนาแล้ว

เป็นความเศร้าที่น่าอัดอั้นตันใจของคนเป็นพ่อ
ที่รู้ว่าตัวเองได้พลาดอะไรไปมากมายนัก
เศร้าที่ได้รู้ว่า เราจะไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากลูกอีกต่อไปแล้ว
นับแต่นี้ จะเหลือเด็กเล็กๆคนนั้นแค่เพียงในความทรงจำ
ต่อแต่นี้ไป จะไม่มีอีกแล้ว…

โจนส์สร้างบุคลิกเหล่านี้ได้อย่างน่าประทับใจ
เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ได้ครบถ้วน
แม้กระทั่งการเลียนแบบเส้นเสียงที่ได้รับการกระทบกระเทือนจนเสียหาย
ของคุณแลนนี่ เดวิสตัวจริงนะคะ

เชื่อเถอะค่ะว่าในบทภาพยนตร์ที่เราดูจริงๆนั้น
โจนส์มีบทพูดไม่มากมายเลย หากแต่ด้วยการแสดงชั้นเลิศ
ที่ได้เปิดเผยอีกหลายสิ่งหลายอย่างของอดีตทหารหาญคนนี้
สื่ออกมาทั้งแววตา สีหน้า ท่าทางอย่างหมดจด
สื่อถึงอดีตจ่า ที่ไม่ใช่คนของยุคสมัยนี้
อดีตจ่าที่เป็นทหารทั้งร่างกาย และจิตใจ
หาใช่แต่เพียงประกอบอาชีพการเป็นทหาร
อดีตจ่าที่หล่อหลอมตัวตนได้น่าชื่นชม เคร่งต่อระเบียบวินัย
ทว่า กลับสื่อความรักออกมาเป็นสารให้คนรอบข้างได้น้อยเหลือเกิน
เป็นพ่อที่เป็นได้แค่เพียงแบบอย่าง หาใช่พ่ออันเป็นที่รักของลูกไม่
ใช่ว่ารักนั้นจะน้อยกว่าคุณพ่อท่านๆอื่นๆนะคะ
หากแต่ด้วยไม่รู้วิธีแสดงออก ไม่รู้ว่าความรักนั้นสื่อสารกันได้ ทั้งไปและกลับ
เหล่านี้แสดงออกมาจากสิ่งที่ไม่ใช่ “คำพูด” ค่ะ

ฉากที่ดิฉันชอบมากที่สุดคือฉากในโรงพยาบาล
ซาแรนด้อนดื้อดึงเพื่อจะมาดูหน้าลูกชายด้วยตัวเอง และเป็นครั้งสุดท้าย
โดยมีโจนส์ยืนอยู่ข้างๆ
ภาพของลูกชายที่บิดเบี้ยวไป และเหลือไว้แค่ “ซาก” เพียงแค่นั้น
ตั้งแต่วินาทีที่โจนส์โอบรั้งภรรยาตัวเองไว้ จนกระทั่งพาเดินออกไป
เป็นภาพที่ปวดใจสำหรับคนเป็นพ่อแม่เหลือเกิน
ดูฉากนี้แล้วแทบคลั่ง ด้วยใจสลาย กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ประเด็นที่รองลงมือ คือการยืมฉากหลังของสงครามมาใช้
แตะต้องประเด็นของสงคราม ทั้งที่เป็นสงครามในสมรภูมิ
และที่เป็นสงครามในชีวิตธรรมดา

ดูหนังเรื่องนี้จบ จับน้ำเสียงของหนังได้ค่ะว่า
หนังไม่ได้สนับสนุนการริก่อสงคราม การทำสงคราม
หรือสนับสนุนให้ดำเนินนโยบายทางการทหาร เพื่อทำสงคราม
หากแต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าควรหยุดทำสงครามเสียทีเดียว

หนังกลับบอกเล่าถึงความทัดเทียมกันของคนในสังคม
ที่ไม่มีวันทัดเทียมกันจริงๆ
บทของเธียรอนที่แม้จะเป็นตำรวจที่เก่งกาจขนาดไหน
แต่ก็ถูกเรื่องเพศ และเรื่องส่วนตัวอื่นๆมาบดบัง
มาทำให้แปลกแยก
หนังบอกเราว่า แม้ในสังคมอารยะ
ก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลั่นแกล้งกัน เอารัดเอาเปรียบกัน
สาอะไรกับบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างอิรัก ที่แม้กระทั่งประชาธิปไตยยังไม่มีเป็นรูปเป็นร่าง

หนังจึงค่อยๆเผยท่าทีบอกเราว่า
การทำสงครามนั้น “ต้อง” มีจุดประสงค์ของการทำสงครามที่ชัดเจน ปราศจากวาระซ่อนเร้น
คนที่จะเข้าร่วมทำสงคราม “ต้อง” หรือ “ควร” รู้จุดประสงค์ของการทำสงคราม
หาไม่แล้วก็จะเหมือนกับนักเรียนเตรียมทหาร ที่เดินเอาของเข้าไปเก็บในตู้
เอาเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้เข้าไปวางจับจองพื้นที่บนเตียงนอน ณ ค่ายฝึก
โดยไม่ได้รู้เลยว่า เตียงนั้นมีใครเคยนอน
ใครเคยไปทำสงคราม และใครได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

หนังบอกกล่าวถึงสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม
บุคคลที่หน้าตาไม่น่าไว้วางใจ บุคคลที่เคยมีประวัติ
อาจไม่ใช่บุคคลที่น่ากลัวเสมอไป
บุคคลที่หน้าตาคุ้นเคย น้ำเสียงที่คุ้นหู
อาจเป็นคนที่อันตรายที่สุดที่เราเคยได้รู้จักก็ว่าได้
เพราะด้วยความคุ้นเคยนั้น เป็นความรักและเทิดทูนที่บังตาเรามาโดยตลอด
ซึ่งก็แน่นอนเหลือเกินค่ะว่า ความรักและเทิดทูนประเภทนั้น
มันห่างไกลจากความเข้าใจในความเป็นจริงอยู่ไกลโข

ประเด็นสุดท้ายที่หนังอดไม่ได้เลยที่จะกล่าวถึง
คือผลพวงของสงครามที่เหลือทิ้งไว้ให้

เศษซากสงครามยังกลับมามีให้เห็น
ในคดีๆหนึ่งที่ดูไร้สาระของนักสืบแซนเดอร์ส (รับบทโดยเธียรอน)
เมื่อภรรยาเข้าร้องเรียนสามีผู้มีแผลในใจกลับมาจากสงคราม
ไม่มีใครรู้ แต่คนใกล้ชิดรู้ และเธอรู้ดี
อำมหิต ขนาดฆ่าสุนัขด้วยการกดให้มันจมน้ำตายอย่างช้าๆ ต่อหน้าลูกของพวกเขาเอง
น่าตระหนกว่า ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปทำอะไร
เพราะเป็นเพียงการฆ่าสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น
จนกระทั่งเกิดเรื่องนั่นแหละค่ะ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของหนังนะคะ
กรณีเล็กๆนี้เอง ที่ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงผลพวงของสงคราม
ว่าได้สร้างบาดแผลที่มองไม่เห็นขึ้นแล้ว
และจะมีสักกี่คนที่จะตระหนักถึง

เป็นที่น่ากังวลยิ่งๆขึ้นไปนะคะ
ถ้าเราได้รู้ว่ารัฐบาลสหรัฐปฏิเสธที่จะเก็บข้อมูลทางสถิติ (ทั้งๆที่ตัวเองชอบบันทึกสถิติซะขนาดนั้น)
ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริง ของเศษซากสงครามเหล่านี้
และมีเหยื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่อยู่รายล้อมทหาร (ที่กลับมา)
การหายสาปสูญ การฆาตกรรมภรรยาและลูกๆของคนเหล่านี้
หรือแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย ด้วยคนที่ไปกลับมานั้น
ได้เคยไปในจุดที่ไม่มีใครเคยได้ย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อน

หนังบอกเล่าความหมายเหล่านั้น และบอกกล่าว พร้อมๆไปกับการเรียกร้องให้ทุกคนได้ตระหนัก
ว่า ณ เวลานี้ พวกเรามีปัญหากันแล้ว ปัญหาที่คืบคลานเข้ามาในชีวิตลูกหลานของเรา เยาวชนของเรา

เกือบๆจะครบ 5 ปีแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้บุกไปทำสงคราม ณ ประเทศอิรัก
และก็คงเกือบๆจะ 5 ปีเช่นกัน ที่มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
แต่ใครเล่าจะทันสังเกตกันคะ

สัญลักษณ์ของธงชาติกลับหัว ที่ประดับอยู่บนเสานั้นมีความหมาย
เป็นสัญญาณของความระทมทุกข์ในชาติ
เป็นเครื่องหมายของการขอความช่วยเหลือ
และยังเป็นสัญลักษณ์ของความเดือดร้อนภายในของประเทศ
ถ้า “คน” ที่อยู่ในประเทศและชาตินั้นๆ ยังคงไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้แล้วล่ะก็
ใครเล่าจะได้เริ่มลงมือแก้ปัญหา ?

และในเครดิตท้ายเรื่อง หนังย้ำเจตจำนงของการทำหนังเรื่องนี้ออกมา
ภาพสุดท้ายนั้นสื่อทุกอย่างออกมาหมดแล้วค่ะ
สรุปด้วยน้ำเสียงชวนโศกเหลือใจ

เป็นหนังสำหรับคนชอบคิดนะคะ
ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา
และไม่ปล่อยให้ปัญหานั้น ส่งต่อไปเป็นภาระยังลูกหลานของเรา
แนะนำเป็นอย่างยิ่งเชียวค่ะ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
อ้อ หนังฉายจำกัดเครือ ตรวจสอบก่อนนะคะ
ขอแสดงความนับถือ

ปล.เอาเพลงประกอบละครชุดจาก HBO เรื่อง Band of Brothers มาให้ฟังกันนะคะ
ชื่อเพลง Requiem for a Soldier น้ำเสียงของคุณเจนกินส์ ขวัญใจเมืองผู้ดีค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=CfVELFsb96Q&feature=related




 

Create Date : 22 มีนาคม 2551
1 comments
Last Update : 22 มีนาคม 2551 17:28:04 น.
Counter : 533 Pageviews.

 

บล็อก นี้ เงียบจัง

 

โดย: haro IP: 202.149.25.225 24 เมษายน 2551 18:20:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Gloomy Sunday
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Gloomy Sunday's blog to your web]