เมษายน 2556

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
เที่ยวสงกรานต์ ล่องแม่น้ำโขง

แม้จะผ่านเทศกาลสงกรานต์มาหลายวันแล้ว  แต่ก็ยังคิดถึงบรรยากาศดีๆ ตอนที่ไปท่องเที่ยวได้อยู่  จึงอยากมาแบ่งปันเรื่องราวในบล็อกนี้ค่ะ

โปรแกรมเที่ยวคือ  เดินทางขึ้นเหนือเที่ยวจังหวัดน่าน ล่องเรือบนแม่น้ำโขงข้ามไปฝั่งลาว

เดินทางตั้งแต่วันที่ 12 - 16 เมษายน 2556  เวลาตี 3

 

พอดีไม่ใช่คนเก็บข้อมูลเก่งอะไร  เลยจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก  แต่ก็อยากแบ่งปันเรื่องราวและเก็บภาพบรรยากาศสวยๆ มาฝากชาวบล็อกค่ะ

 

ทั้งหมดนี้เป็นรูปจากวัดพระธาตุสุโทนมงคลคิรี  จ.แพร่ (วัดสวยมากๆ)

จากนั้นก็เดินทางต่อไปล่องแม่น้ำโขงกัน  โดยผ่านทางด่านห้วยโก๋น จ.น่าน (คนเยอะมาก)

 

ดูสิ  เห็นคุกลาวด้วยล่ะ  เห็นเขาว่าที่นี่ยังน่าอยู่กว่าบ้านคนลาวซะอีก

(ไม่ได้พูดเองนะคะ  คนนำเที่ยวเขาบอกมา)

ระหว่างอยู่บนเรือ 5-6 ชั่วโมงก็เริ่มไม่มีอะไรจะทำ เลยถ่ายภาพเครื่องดื่มแบบบ้านเรา

ในเวอร์ชั่นภาษาลาวมาให้ชมกันซะหน่อย  อันที่จริงบนเรือเขาก็จัดกิจกรรมให้เล่นนะคะ 

มีร้องคาราโอเกะ  เล่นไพ่  ตามแต่ใจเราเลย  ทานข้าวก็ทานบนเรือนั่นแหละ 

เป็นบุฟเฟ่ต์ด้วยนะ  ห้องน๊งห้องน้ำสะอาดมีพร้อม ^v^

หลังจากแล่นเรือมานานหลายชั่วโมง (ยังไม่ได้ขึ้นฝั่งนะคะ)  เรือก็ถูกแวะจอดที่ถ้ำลุ่มแห่งหนึ่ง  เป็นถ้ำที่ภายในมีแต่พระโบราณองค์เล็กๆ เรียงกันอยู่ในถ้ำหินเต็มไปหมด  ภายในถ้ำมีบริเวณพื้นที่ไม่มาก  แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้มาตั้งสันโดษอยู่ริมแม่น้ำโขงได้  ประมาณว่าถ้าใครอยากจะมาไหว้พระที่นี่ต้องมาทางเรืออย่างเดียว  แถมแม่น้ำโขงกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาก  มีน้ำวนหลายแห่ง  ต้องอาศัยผู้ชำนาญเส้นทางพามาถึงจะมาถึงที่ได้  ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในเพราะคนเยอะ ถ้ำเป็นถ้ำเล็กๆ เจอคนเยอะๆ เข้าไปก็เบียดกันจะแย่แล้ว

หลังจากนั่งเล่น  นอนเล่นบนเรือมานาน  โดนลมพัดจนหน้ามันแล้ว  ก็ได้ขึ้นฝั่งอย่างเป็นทางการ

ขึ้นรถตู้ให้เขามาส่งที่โรงแรมวังไผ่คำ  โรงแรมนี้อยู่ในระดับ 3.5 ดาว 

ถ้าเทียบเป็นเงินก็ประมาณ 65$ ดีที่ค่าเงินบาทไทยมีค่ามากกว่าลาว 

และตอนนี้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าอยู่เลยได้ที่พักหรูพักสบายๆ เลย

ตื่นเช้ามาก็ไปตักบาตรข้าวเหนียวกับครอบครัว 

เท่าที่รู้ประเทศไทยทางภาคเหนือก็มีธรรมเนียมการตักบาตรข้าวเหนียว 

แต่เราก็เพิ่งรู้จักธรรมเนียมนี้เป็นครั้งแรกที่นี่แหละ

แถมพระภิกษุสงฆ์เยอะมากๆ ท่านจะเดินไม่รอ 

เราต้องรีบปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ ใส่บาตรแต่ละรูปให้ทัน

รูปไหนใส่ไม่ทันก็ผ่านไป  เพราะยังไงก็มีพระเหลือให้ใส่อีกเยอะมาก 

ข้าวเหนียว 1 กระติ๊บใส่บาตรพระได้ประมาณ 30 รูปแหนะ 

ก่อนข้าวเหนียวจะหมดเราต้องเหลือข้าวเหนียวไว้อย่างน้อย 1 ก้อนหรือ 2 ก้อน

ไว้ก้นกระติ๊บเพื่อนำข้าวเหนียวเหล่านั้นไปวางไว้ตามกำแพงหรือบนต้นไม้ 

เพื่อเป็นการให้ทานแก่พวกนก  เด็กยากไร้ที่ไม่มีข้าวทาน  หรือสัพผเวสีทั้งหลาย

ตามความเชื่อของคนที่นี่   ส่วนวัดที่ท่านเห็นในรูปก็คือวัดนี้...

พอตกเย็นก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหาร  อ่านไม่ออกว่าชื่ออะไร  แต่อาหารอร่อยดี

อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้าน  เน้นพวกผัก 

พวกเนื้อส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลา มีหมู ไก่บ้าง

คงเพราะเขารู้ว่าเราเป็นคนไทย  เมนูต่างๆ เลยรสชาติไม่จัดจ้าน

(อันที่จริงบางอย่างรสจัดหน่อยก็ดีเน้อ  พวกต้มยำ อะไรงี้)

แต่โดยรวมอาหารอร่อยมากค่ะ  แถมจานนึงให้เยอะมากด้วย 

ถ้าไปสั่งกินที่เมืองไทยเห็นแต่พวกจานใหญ่ๆ

มีปริมาณอาหารที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับพื้นที่ในจานเท่าไหร่ 555

แถมพนักงานต้อนรับก็อยู่ในชุดประจำชาติลาว 

ยังมีการแสดงรำพื้นเมืองโชว์ระหว่างทานอาหารอีกด้วย

  ก็เลยกินเพลิน  ดูเพลิน  ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย (ห่วงกินนั่นเอง) 

เหลือแต่ป้ายหน้าร้านที่ถ่ายไว้ตอนทานอาหารเสร็จแล้ว  ชื่อร้านอะไรออกเสียงไม่ถูก

 

กินอิ่มพุงพลุ้ยเสร็จก็ไปเดินย่อยอาหารที่ตลาดมืด  เห็นคนนำเที่ยวเขาบอกว่าถ้าซื้อของที่นี่

ให้ต่อราคาลงได้อีก 30%  แถมไม่ต้องกลัวเรื่องภาษา  คนที่นี่พูดภาษาไทยได้ 

ถ้าอยากถามราคาเป็นภาษาลาวก็พูดว่า  'จั๊กบาท' = กี่บาท

เนื่องจากเป็นเหมือนถนนคนเดินเลยมีคนเยอะ  ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ 

อีกอย่างกล้องของ จขบ.ก็เก่าใกล้เกษียณแล้ว ภาพถ่ายเลยไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

ก็เลยเก็บบรรยากาศมานิดเดียว   ของที่ขายส่วนใหญ่เป็นพวกผ้าไหม 

ผ้าซิ่นแบบที่ผู้หญิงชอบเอาไว้นุ่ง  แล้วก็มีร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากเงินอยู่หลายร้านเลย

(แน่นอนว่าเป็นเงินชุบ)  มีพวกน้ำปั่นกับของกินนิดหน่อย 

แต่โดยส่วนตัวคิดว่าที่นี่ของแพงค่ะ  สินค้าไม่หลากหลาย

คุณภาพสู้งานของเมืองไทยไม่ได้  สินค้าหลายๆ อย่างดูเหมือนจะรับจากเมืองไทยมาขาย

แต่ขายในราคาที่เท่ากัน  รู้สึกเอาเปรียบผู้บริโภคมากไปหน่อย

อีกอย่างถึงจะบอกว่าต่อราคาได้ 30%  แต่พอเจอเข้าจริงๆ พวกนี้ก็ลดให้อย่างมากแค่ 10-20 บาท

ถามเพื่อนๆ ในทัวร์คนอื่นมาแล้ว  ก็บอกว่าลดได้แค่นี้เหมือนกัน

(โอ้ว! ฉันคิดถึงเมืองไทย) กลับไปนอนที่โรงแรมดีกว่า

เช้าวันต่อมาก็ทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วไปเที่ยวต่อที่วัด...(กลัวอ่านออกเสียงไม่ถูก)

เห็นบนหลังคามั๊ย  มีพญานาค 5 ตัว  หมายถึงศีล 5

คนที่นี่เค้ามีความเชื่อเรื่องพญานาคอยู่มาก  เห็นได้จากเวลาไปเที่ยววัดกี่แห่ง

ก็จะมีสัญลักษณ์พญานาคอยู่ด้วยเสมอ

จากนั้นก็ไหว้พระไปเรื่อย  แล้วไปเที่ยวต่อที่พิพิธภัณฑ์ของลาว

เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพระบาง

พระคู่เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ด้วย  น่าเสียดายที่ห้ามถ่ายรูป

เลยได้แต่เก็บบรรยากาศโดยรอบมาให้ดู  ทั้งที่ข้างในนั้นเจ๋งมาก 

มีของแปลกๆ อยู่เยอะแยะ  ทั้งกระจกอินฟินิตี้  ภาพวาดราชวงศ์แบบ 3 มิติ

ทั้งที่สมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีอะไรแต่ก็สามารถทำออกมาได้  ผ้าปักเป็นรูปน้ำตก 

ปักได้ละเอียดมาก  มองไกลๆ นึกว่าเป็นภาพวาดสีน้ำมันซะอีก 

ขนาดภาพฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ยังมีแค่ 9 มือเอง (มือที่ 10 หายไปไหน?)

เรียกได้ว่าข้างในมีแต่ของเจ๋งๆ ใครมีโอกาสไปอย่าลืมแวะมาชมนะคะ

ถ้ามองจากบนพิพิธภัณฑ์จะเห็นเป็นวิวแบบนี้

สถานที่ที่ดูเหมือนวัดที่เห็นในรูปข้างในก็จะมี

 และตรงภูเขาข้างๆ วัด ที่ถูกต้นปาร์มต้นใหญ่บังนั้น

คือเขาที่เราจะเดินขึ้นไปไหว้พระ 300 ขั้นบันได (อันนี้เหนื่อยจริงๆ ขอบอก) 

จากมุมมองบนเขาจะเห็นบ้านเรือนข้างล่าง คนลาวเขาเรียกว่า 'เฮือน'

สังเกตในภาพจะเห็นแม่น้ำคาอยู่ด้วย  ซึ่งก็คือแม่น้ำที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง 

และบ้านคนข้างล่างจะไม่เห็นตึกสูง  เพราะกฎหมายของประเทศลาวไม่ให้สร้างบ้านสูงเกิน 2 ชั้น 

หลังจากนั้นเราก็ไปเล่นน้ำตกกัน  ไม่มีภาพให้ดูอีกแล้ว

เพราะ จขบ.มัวแต่เล่นน้ำป๋อมแป๋มตัวเปียกไปทั้งตัวอยู่ ^^

อันนี้เป็นภาพท่าเรือวันที่จะเดินทางกลับจากลาวยามเช้าตรู่

 ดวงอาทิตย์ยามเช้าระหว่างล่องเรือบนแม่น้ำโขงช่างสวยงามจับใจ

(ที่เห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มเพราะโปรแกรมของกล้องดิจิตอลค่ะ)

ใช้เวลาอยู่บนเรือนานเหมือนเดิม  กว่าจะถึงฝั่งก็ประมาณเกือบ 4 โมงเย็น

พอกลับมาถึงฝั่งไทยก็ขึ้นรถตู้ให้ไปส่งที่โรงแรมที่จอดรถยนต์ทิ้งไว้ตอนก่อนจะข้ามไปลาว 

และเตรียมเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแม่จริม จ.น่านต่อ

ถึงที่พักประมาณ 1 ทุ่ม  หลับสนิทเลย

ตื่นมาก็ทานอาหารเช้าและนัดกับเพื่อนๆ ไปล่องแก่งกันที่ แก่งแม่หว้า

แต่แก๊งค์เราก็ผ่าเหล่ามาเที่ยวเอาตอนฤดูร้อน  น้ำในแก่งมันเลยน้อย

ช่วงเป็นแก่งน้ำก็ไม่ค่อยแรง  บางช่วงน้ำก็นิ่งมาก  บางช่วงน้ำก็ไหลย้อนกลับ?

เล่นพาเรือไหลย้อนถอยหลังไปด้วย  เล่นเอาพายกันหืดขึ้นคอ 

กลับมาตัวดำกันทั้งครอบครัว

พายเรือเสร็จก็กลับมาเก็บของที่ที่พักเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

ระหว่างขับรถกลับก็แวะเที่ยวต่ออีกหน่อย  ที่นี่เลย  วัดพระธาตุแช่แห้ง  จ.น่าน

มีพระพุทธรูปปางแปลกๆ ด้วยก็เลยถ่ายภาพเก็บไว้

หลังจากไหว้พระเสร็จก็ออกเดินทางกลับบ้าน  ขากลับแวะซื้อของฝากที่ศูนย์ OTOP จ.น่าน

ไม่ไกลจากศูนย์ OTOP มีศาลหลักเมือง จ.น่านอยู่ 

ครอบครัวจขบ. ก็เลยแอบแว๊บออกมาชมสักหน่อย

เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สวยจริงๆ

จขบ.แอบกระซิบถามคุณแม่ว่า  ตลอดทริปนี้ตั้งแต่ไปจนกลับ 5 วันเนี่ย

คิดราคาต่อคนเป็นเงินเท่าไหร่หรือคะ

แม่ก็ตอบว่าประมาณ 1 หมื่นบาท

อืม... หนูว่าหนูเที่ยวคุ้มแล้วล่ะค่ะ...

 

สวัสดีปีใหม่ไทยนะคะทุกท่าน ^v^




Create Date : 22 เมษายน 2556
Last Update : 23 เมษายน 2556 11:13:15 น.
Counter : 1098 Pageviews.

1 comments
  
ทักทายยามเช้าครับ..

ถ้ำที่มีพระเล้กๆนั่น น่าจะเป็นถ้ำติ่งครับ
ส่วนวัเชียงทองที่หลวงพระบาง
ยังสวยและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เยอเหมือนเดิม...



วัดร่องขุ่น, เชียงราย
โดย: wicsir วันที่: 24 เมษายน 2556 เวลา:9:54:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คุณหนูฤดูร้อน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



นานาประเทศล้วน      นับถือ
คนที่รู้หนังสือ            แต่งได้
ใครเกลียดอักษรคือ    คนป่า
ใครเยาะกวีไซร้           แน่แท้คนดง

***พระราชนิพนธ์ ร.6
New Comments