Welcome to my life - สุขาสาธารณะ

สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนblog

ก่อนอื่นต้องขอโทษจริงๆ ที่ห่างหายจากวงการ แก้ตัวน้ำใสๆไปเรยว่าติดงานราช คนเรามันมีงานราชงานหลวงอ่ะเนอะ บางทีงานหลักมางานรองก็ต้องรอไปก่อน

ที่ทำงานช่วงนี้ยุ่งมากจริงๆ ดิชั้นก็อยากจะเม้าคันปากยิบๆๆๆๆๆๆๆ แต่โบราณว่ามา ความในเค้าบอกว่าไม่ให้นำออก ความนอกเค้าก็ไม่ให้นำเข้า ดิชั้นก็อยากจะปฏิบัติตาม แยกแยะเรื่องงานเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่อะไรหรอก เกิดปากบอนอยู่ในนี้แล้วเค้าตามมาเอาเรื่องในที่ทำงาน พาลงานราชก็จะไม่มีทำแล้วจะไม่มีข้าวกิน

เข้าเรื่องๆ วันนี้ก็จะมาบ่นๆๆๆตามระเบียบ คือเข้ามาอ่านบล็อกดิชั้นไม่ต้องหวังว่าจะได้อ่านอย่างอื่นหรอกนะฮะ เจ๊ไม่บ่นก็ด่าอยู่สองอย่าง นานๆเกิดไอเดียถึงจะได้มาสอนภาษาเอยอะไรเอย

ท้าวความกันนิสสสสสสสสสนุง ดิชั้นเนี่ย (ทำหน้าเหนียมอายสองวิ) เป็นคนธาตุเบามาก หมามควายว่า (ทำหน้าเหนียมอายอีกสองสามวิ) ดิชั้นอึ๊ง่าย กินอะไรเข้าไปก็อึ๊ซะเดี๋ยวนั้น บางคนเค้าเรียกไส้ตรง ก็จะมีปัญหานิดนึงตรงที่ได้ใช้บริการสุขาตามที่ต่างๆบ่อย ตามห้างบ้าง ที่ทำงานบ้าง ตลาดบ้าง ส้วมชักโครกบ้าง ส้วมซึมบ้าง ดิชั้นก็เรยสามารถใช้ส้วมง่าย ส้วมประเภทไหนก็ใช้ได้ ไม่มีเกี่ยง

เคยมั้ยคะคู๊ณ บางทีมันปวดท้องตุ่ยๆ แล้วไปนั่งฮึดอยู่ในห้องสุขา แต่มันเหมือนจะออกก็ไม่ออก เล่นซ่อนแอบกับคอห่านซะงั้น

เวลาแบบนี้ สมาธิของเราจะพุ่งไปอยู่ที่ตรู๊ดซ์ เพื่อเบ่งลมปราณ ผลักดันให้สิ่งชั่วร้ายออกจากร่างกาย ราวกับในหนังจืนที่ต้องเอามือดันหลังเพื่อนขับพิษร้ายจนควันเควินออกหูออกหัว (ซักพักเลือดออกปาก)

แต่แล้ว ขณะที่ลมปราณเรารวมอยู่ที่จุดเดียว เหงื่อกาฬไหลรินอยู่นั้น สาวๆสี่คนก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงเม้าเซ็งแซ่

"นี่แก เมื่อคืนนะ อีเปี๊ยกแม๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง แร๊งงงงงงงได้อี๊ก ทำมาชนแก้วกับผัวกรู"

"อีนี่ช่างกล้า แม่งสันดาน"

"กูมองมันหัวจรดตีนก็ไม่เลิก ทำมาเป็นกดบีบีโชว์ ดอกที่สุด"

"มันไปซื้อตามเค้ามา บ้าเห่อ เห็นอีเชอรี่มีก็อยากได้มั่ง ไปออดอ้อนผัวให้ซื้อให้ ปรากฏว่าผัวไม่มีเงินมันเลยต้องซื้อเองเงินผ่อน"

"มึงรู้ได้ไง"

"เอ๊า ก็มันบอกกูเอง"

บลา บลา บลา เป็นต้น

แล้วเป็นไงคะ แล้วเป็นไงค๊าาาาาาาาาาาาาาาาาา ขรี้กรูหด ใครจะรับผิดชอบบบบบบบบ (>_<)

ดิชั้นเฝ้าบ่มเฝ้าเบ่งของดิชั้นอยู่ตั้งนาน พวกคุณมาก็มาทำลายความตั้งใจ

ขอร้องนะคะขอร้อง ไม่ใช่แค่ในส้วมอ่ะค่ะ ทุกที่ที่คุณเดิน ทุกที่ที่คุณไป เกรงใจคนอื่นๆบ้างสังคมก็จะน่าอยู่ขึ้นนิดนึงถ้าเอาใจเขามาใส่ใจเรา อยู่บ้านก็เกรงใจคนข้างบ้าน อยู่ในส้วมก็เกรงใจคนข้างส้วม บางทีเรื่องส่วนตัวของเรา เก็บไว้เป็นเรื่องของเรา คุณจะรู้ได้ยังไง ว่าคนในส้วมไม่ใช่คุณเปี๊ยก ถ้าคุณเปี๊ยกเกิดเป็นเพื่อนซี้กันกับมือปืน แล้วเค้าไม่พอใจคุณขึ้นมา ชีวิตอาจจะไม่ได้อยู่สงบๆก็ได้

อยากจะเขียนต่อแต่พอดีงานเข้า ขออนุญาตตัดจบไว้แค่นี้ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ

สวัสดีค่ะ




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 13:03:30 น.
Counter : 181 Pageviews.  

Welcome to my life - มาสอบโทอิกกันเต๊อะ

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนไปสอบ TOEIC มา ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วในชีวิต ที่ต้องสอบแล้วสอบอีกไม่ใช่ว่าอยากอัพคะแนน หรืออะไร แต่เพราะมันหมดอายุ!!! คะแนนโทอิกเนี่ย มีอายุการใช้งานแค่ 2 ปีเท่านั้นเองค่ะพ่อแม่พี่น้อง ยังกับว่ามันจะสามารถบูดเหมือนนมหนองโพได้ซะเมื่อไหร่ ไม่เข้าใจจะหมดอายุทำไม

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าโทอิกคืออะไร ถ้าไม่บอกหลอกให้ไปถามอากู๋ก็ดูจะใจดำไปนิดนึง คร่าวๆละกันนะคะ เชื่อว่ารายละเอียดมีมากมาย ให้ไป search เอาเอง เพราะก่อนไปสอบดิชั้นก็หาข้อมูลในกู๋เกิ้ลเหมือนกัน

TOEIC คือการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษค่ะ เป็นข้อสอบที่ใช้กันแพร่หลายในสากลโลก จัดทำขึ้นโดยสถาบันอะไรซักอย่างที่อเมริกา ชื่อสถาบันไม่สำคัญ สำคัญที่มันเป็นของอเมริกา ใครที่มีเพื่อนฝั่งอเมริกา หรือดูหนังฮอลลิวูดบ่อยๆคงยิ้มออก เพราะเราจะชินสำเนียงฝั่งนั้นมากกว่าฝั่งบริทิช

ข้อสอบแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนทดสอบการฟัง และทดสอบการอ่าน แต่ละส่วนมี 100 ข้อ ข้อละ 5 คะแนนแต่คะแนนเต็มแค่ 990 ใครได้ไม่เต็มพันก็ไม่ต้องเสียใจค่ะเพราะมันไม่มีทางเต็ม ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคะแนนมันหายไปไหน 10 คะแนน คะแนนฝั่งฟัง 495 คะแนน ฝั่งอ่าน 495 คะแนน หรือคนคำนวนมุบมิบไปฝากลูก 10 คะแนนหว่า

ความยากง่าย โทอิกง่ายกว่าโท๊ฟึล (TOEFL) มากมาย เฉพาะตัวข้อสอบเพียงลำพังนั้นง่ายจริงๆค่ะ แต่มันจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้นก็เพราะข้อจำกัดต่างๆนาๆนี่แหละ แค่รู้ภาษาอังกฤษมันไม่พอค่ะ ต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางด้วย เพราะข้อสอบมันมีลูกล่อลูกชนเยอะ

เตรียมตัวอย่างไร ไปสอบโทอิก
อันดับแรก ก็เตรียมทำสมาธิมาให้ดีๆ เพราะถ้าสมาธิดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 25% ของคะแนนโทอิกจะเสียไปก็เพราะสมาธิไม่ดี (สรุปจะครึ่งหรือ25%กันแน่ยะแม่นาง) การที่สมาธิไม่ดีจะส่งผลโดยตรงกับข้อสอบพาร์ทฟัง เพราะเทปเล่นรอบเดียวไม่มีซ้ำ แถมมันยังมีตั้ง 100 ข้อ (ตึ่ง) พลาดแล้วพลาดเลย ถ้าตื่นแต่เช้าแนะนำให้ใส่บาตรกรวดน้ำ ทำจิตใจให้สงบ เสร็จแล้วสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างน้อย 15 นาทีได้ยิ่งดี

อย่างไรก็ตาม แค่สมาธิดีไม่มีความรู้ก็คงไม่พอ แต่ถึงกระนั้น การศึกษาหาได้ด้วยตนเอง ดีวีดีหนังฝรั่ง ขนมาดูแบบพากย์อังกฤษไร้ซับ ดูมาราธอนกันวันละเรื่องสองเรื่องติดๆกัน 2 เดือน ให้มันรู้กันไปว่าจะจับสำเนียงฝรั่งไม่ได้ อันนี้ไม่ได้โม้นะคะ แรกๆอาจจะมึนๆนิดนึง ฟังไม่รู้เรื่อง พูดรายว้าาา ซักพักหูเรามันจะปรับสภาพราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีไปเอง นอกจากฟัง เรื่องอ่านก็สำคัญ ดูหนังจบฟังไม่รู้เรื่อง ไปซื้อนิยายมา เรื่องเดียวกัน เอาแบบนิยายยังไม่ได้แปล อ่านกันไป ศัพท์คำไหนแปลไม่ได้ก็เปิดดิกกันไปถ้าขยัน ถ้าขี้เกียจเหมือนดิชั้นก็ข้ามไป แล้วไปเดาเอาทีหลัง ฝึก 2 อย่างนี้จะสามารถพิชิตไปได้อีก 25เปอร์เซ็นต์เอ็น เอ็น เอ็นๆ

แน่นอนมีความรู้ก็ยังไม่พอ ต้องมีเทคนิค บางคนพกเทคนิคตัดช็อยส์ -*- บางคนพกเทคนิคแปดเซียนข้ามข้อ ข้อไหนทำไม่ได้ข้ามไปก่อน บ้างพกเทคนิคคิดไม่ออกให้เดาข้อ B เรื่องนี้เทคนิคใครเทคนิคมัน แล้วแต่สถาบันสอนมา ดิชั้นไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ ง่ายๆแค่ ทำไว อ่านไว ตอบไว ไม่มีเม้ม ไม่มีข้าม ขี้เกียจกลับมาทำ เหลือเวลาจะได้นอน

สุดท้าย เค้าว่ากันมาแต่โบร่ำโบราณว่าฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฉลียวด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น มีความรู้มีเทคนิคเครียมพร้อมมาดีก็ยังไม่พอ ต้องพกดวงมาด้วย!! อันนี้บอกไม่ได้จริงๆ แล้วแต่ใครเกิดดาวอะไร ใครถูกราหูอม

ส่วนเรื่องเตรียมตัวก็ทั่วไปค่ะ พยายามไปก่อนเวลา เผื่อเวลาไว้ลงทะเบียน เผื่อเวลาไว้รถติด เผื่อเวลาไว้ทำใจ สาวๆคนไหนใส่เสื้อแขนกุดอย่าลืมกำจัดขนรักแร้ไว้ด้วย อันนี้พูดจริง สำคัญมาก เพราะต้องไปอ้าแขนอ้าขาให้เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตรวจโลหะรูดผ่านไปมาทั่วสรรพางค์กาย ถ้าฉุกเฉินจริงให้ไปอยู่ท้ายแถว คนข้างหน้าเข้าห้องไปจะได้ไม่มีคนข้างหลังมาแอบจ้องจักกูแย้เรา

เพิ่มเติมก็...อย่าลืมทานข้าว ข้าวก็ทานอะไรที่ไม่แสลงท้อง เพราะต้องนั่งทำข้อสอบยาว ออกไปไหนไม่ได้ 3 ชั่วโมงโดยประมาณ ถ้าปวดท้องปู้ดป้าดจะเสียสมาธิ

ของสัมภาระถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องพกไป โดยเฉพาะของแพง เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ให้เอาเข้าห้อง กล่องดินสอก็ไม่ให้ ต้องวางไว้บนชั้นวางและไม่รับผิดชอบถ้าหายเอไปแต่ดินสอยางลบได้ค่ะ มือถือไม่ได้ กระเป๋าตังค์ได้แต่เจ้าหน้าที่จะขอดู

จะเม้าพี่เจ้าหน้าที่ผู้ชายคนที่บรรยายก่อนสอบนิดนึง ไม่ทราบไปเรียนพูดมาจากไหน ฟังเพลินมาก เหมือนฟังพระเทศน์ผสมการ์ตูนช่องเก้า เสียงลื่นไหลไปเรื่อยๆเหมือนอัดเทป ชอบมาก

เม้าอีกนิด โทอิกเหมือนจะเข้มเรื่องลอกข้อสอบมาก ถ้าเจอจะให้หมดสิทธิ์สอบโทอิกทันที แต่! ดิชั้นนั่งสอบเนี่ย สามารถมองเห็นกระดาษคำตอบของคนข้างหน้าชัดเจนโดยไม่ต้องพยายามเลย!! ถ้าดิชั้นบังเอิญกาตามเค้าล่ะ ดิชั้นผิดมั้ย

อยากให้ปรับปรุงเรื่องที่นั่งสอบนิดนึง มันไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ นอกจากเห็นของคนข้างหน้า คนข้างๆดิชั้นใช้ยางลบที โต๊ะสั่นหงึ่กๆๆๆ ดิชั้นฝนคำตอบไม่ได้

ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับการสอบก็ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ค่ะ จะมาตอบเรื่อยๆนะ

ขอบคุณค่ะ




 

Create Date : 07 เมษายน 2553    
Last Update : 7 เมษายน 2553 15:14:42 น.
Counter : 304 Pageviews.  

Welcome to my life! - ดิชั้นและเด็ก

สวัสดีค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า ดิชั้นเกลียดเด็ก

ไม่ใช่ว่าดิชั้นเกลียดเด็กทุกคนในโลกนี้ แค่เด็กที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเท่านั้น จะว่าดิชั้นเกลียดพ่อแม่ลุงป้าน้าอาปู่ย่าคายายเด็กที่ไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานก็คงได้ ถ้าใครติดตามซีรี่ Welcome to my life ของดิชั้นมาตลอดก็คงจะพอทราบว่าหลังบ้านดิชั้นมีคู่กรณีเด็กอยู่หนึ่งเจ้า เจ้านี้ทำเอารักเด็กไม่ลง

ประสบการณ์รักเด็กโค่ดๆ
เรื่องที่ 1
ขึ้นบันไดเลื่อนในห้าง มีเด็กตัวปุ้มปุยวัยกำลังซน ขึ้นบันไดเลื่อนมาพร้อมคุณแม่ ตามมาในระยะห่าง 10 ขั้น แต่เด็กวิ่งนำคุณแม่มาผลักก้นดิชั้นอย่างแรงเพื่อที่จะแทรกตัวไปข้างหน้า ถ้าไม่ได้ตั้งหลักมีสิทธิ์หน้าคะมำ หันไปดูคุณแม่ คุณแม่ไม่สนใจปรามลูกหรือขอโทษหรือแยแส

เรื่องที่ 2
เหตุเกิดในห้างอีก สมัยรองเท้าเด็กมีล้อกำลังฮิตๆ แต่ก่อนยังไม่ได้ห้ามให้เล่นในห้าง ก็มีเด็กแฝดคู่หนึ่ง วิ่งไล่กันมาด้วยสปีดสูง ชนดิชั้นอย่างแรง งานนี้มองหาพ่อแม่ก็ยังไม่เจอ ไม่รู้จะมองหน้าใคร

เรื่องที่ 3
ล่าสุดนั่งกินข้าวอยู่ที่เอ็มเคสาขาวงศ์สว่าง โต๊ะเรามีสี่คน พ่อแม่ลูกๆ ดิชั้นนั่งข้างพี่ชาย พ่อนั่งข้างแม่ โต๊งข้างดิชั้นเป็นเด็กสองคนมากับพ่อแม่ คนนึงน่าจะประมาณอนุบาลหรือประถม 1 นั่งฝั่งแม่ดิชั้น อีกคนเด็กกว่านั้น นั่งฝั่งดิชั้น โต๊ะข้างหลัง ก็พาเด็กมาเหมือนกัน รุ่นราวคราวเดียวกัน เด็กโต๊ะข้างๆระหว่างรออาหาร ชะโงกมาดูพวกเรากินตลอดเวลา ซักพักคนเล็กกรี๊ด ๆๆๆๆๆ ไม่มีเหตุผล ดิชั้นหันไปมอง สบตาคุณแม่เด็ก แม่เด็กถามว่า"หนวกหูมั้ยคะ" ดิชั้นตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่เห็นว่าเธอจะปรามลูก หรือสอนว่าเวลาทานอาหารให้เงียบ หรืออื่นๆ นั่งทานอาหารต่อไป
ซักพักเด็กอีกคนก็ยืนขึ้น แล้วก็มองมาที่โต๊ะเราตลอด การที่เด็กยืนมันจะค้ำหัวแม่ดิชั้นพอดี ดิชั้นไม่พอใจแต่ก็ไม่อยากจะมีเรื่องเลยพยายามเฉยๆ จนเด็กเริ่มข้ามไปเล่นกับเด็กโต๊ะข้างหลังแม่ดิชั้น เล่นข้ามหัวกัน พ่อแม่เด็กไม่มีใครปรามอะไรเลย ดิชั้นมองเด็กกลับถูกพ่อปรามว่าเค้าเป็นเด็ก อย่าไปถือสา เด็กโตเหมือนจะรู้ว่าดิชั้นมองอยู่ หันมาสบตาและชูนิ้วกลางให้สองมือ

ที่เล่ามานี้เป็นแค่ตัวอย่าง ที่จริงเหตุการณ์เด็กไม่รู้กาละเทศะมีอยู่ทั่วกทม. ไปไหนก็หนีไม่พ้น เจอบ่อยจนรักเด็กไม่ลง

สำหรับดิชั้น เด็กเกิดมาไม่ได้เป็นผ้าขาวนะคะ เด็กเกิดมานั้นแค่เป็นมนุษย์แท้ๆ มนุษย์ที่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรผิดอะไรชอบอะไรชั่วอะไรดี เราที่โตแล้วมีหน้าที่ชี้ทางให้เค้าเดินไปในทางที่ถูกที่ดี เด็กเกิดมามีแค่สัญชาตญาณ หิวก็ร้อง เบื่อก็เล่น ถ้าคุณปล่อยให้เค้าทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณมันก็ไม่ต่างจากการเลี้ยงลูกให้เป็นโจร

พ่อแม่บางคนไม่ห้ามลูกเพราะอยากให้เค้าโตมาแบบมั่นใจในตัวเองกล้าแสดงออก แต่ที่จริงมันคือผิด กล้าแสดงออกกับสร้างความเดือดร้อนมันต่างกัน เด็กทำถูกทำดี คุณต้องสนับสนุน ถ้าลูกดูทีวีแล้วเต้นตามหรือร้องเพลงตามอย่าไปล้อเค้า ส่งเข้าโรงเรียนครูอ้วนอะไรก็ว่าไป ถ้าเด็กอยากได้อะไรก็กรี๊ดๆๆๆๆ แล้วคุณปล่อย นั่นมันไม่ใช่และ ลูกคุณโตมามีสิทธิ์เป็นโจรเป็นฆาตกร

มีลูก ไม่ได้เป็น free pass ให้คุณก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ถ้าคุณคิดไม่ออก แยกแยะไม่ได้ว่าควรจะเลี้ยงลูกยังไงดี เดี๋ยวนี้หนังสือตระกูลเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะมีขายเกลื่อนตลาด เดินเข้าร้านไปเลือกได้เลย ถ้าไม่สามารถไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ดิชั้นแนะนำก็ได้แค่ให้พยายามเดินทางสายกลางนิดนึง ทางสายกลางอยู่ตรงไหน ตรงที่ดีสุดกับเลวสุดมาเจอกันตรงกลาง เด็กร้อง คุณจะตบปากให้มันหยุดก็ไม่ดี ปล่อยให้ร้องก็ไม่ดีเพราะมันสุดขั้วเหมือนกัน คุณอาจจะต้องหลอกล่อด้วยของรอบกายแทน หรืออธิบายให้ฟังว่าร้องไม่ได้นะครับ คนอื่นหนวกหูนะ ถ้าไม่ร้องเดี๋ยวจะให้กินขนม เป็นต้น

ข้ออ้างที่ว่า "มันยังเด็ก มันไม่รู้ภาษา" นั่นคุณกำลังดูถูกเด็กและคุณก็ขี้เกียจเลี้ยงลูกด้วย ดิชั้นรู้เพราะดิชั้นเคยเป็นครูประถมมาก่อน อนุบาลก็เคยเล่นด้วยมาเยอะ เด็กที่สามารถชูนิ้วกลางเนี่ยรู้ภาษาแล้วนะคะ มีการเรียนรู้ มีการเลียนแบบแล้ว เด็กป. 1ที่โรงเรียน พูดรู้เรื่องทุกคน สั่งอะไรก็ทำถูก เด็กนะคะ ไม่ใช่สุนัข

ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ




 

Create Date : 31 มีนาคม 2553    
Last Update : 31 มีนาคม 2553 12:00:08 น.
Counter : 218 Pageviews.  

Welcome to my life [part IV] - บ้านแสนสุข part II

สวัสดีค่ะ

วันนี้มาต่อจากเมื่อวานตามสัญญา คนเราพูดอะไรไว้ ถ้าไม่ทำตามคำพูด คำพูดก็จะไร้ความหมาย แอบสอนภาษาอังกฤษหนึ่งประโยค ดิชั้นก็เป็น a woman of her word ก็ต้องรักษาสัญญา

เรื่องที่ 2 "ตึกแถวหลังบ้าน"
อย่างที่บอกว่าหลังบ้านครึ่งนึงติดกับตึกแถว ซึ่งเกือบทั้งโครงการดูเหมือนจะไม่มีคนอาศัย มีอยู่ครอบครัวเดียวที่เห็นๆว่าอาศัยอยู่ก็ดั๊นมาติดกับบ้านดิชั้น

ขึ้นชื่อว่าตึกแถว คือเป็นตึก ไม่มีกำแพง ส่วนที่อยู่อาศัยก็คือเต็มพื้นที่ และห่างจากส่วนของบ้านดิชั้นแค่ไม่กี่คืบ ซึ่งห่างจากห้องนอนพี่ชายดิชั้นเพียงไม่กี่ศอก ซึ่งห่างจากห้องนอนดิชั้นเพียงไม่กี่วา

ไม่ว่าพวกเขาจะคุยกัน เล่นกัน ด่ากัน ทำอาหารกัน ทำกิจกรรมกัน บ้านเราจะรับรู้ความเป็นไปแทบทั้งหมด

ดิชั้นไม่ทราบจริงๆว่าบ้านเค้ามีผู้อยู่อาศัยทั้งหมดกี่ชีวิต แต่ทุกวันเราจะได้ยินเสียง หญิงสูงวัย หญิงยังไม่สูงวัย เด็กหญิง เบบี๋ ชายหนุ่ม ชายสูงวัย ปะปนกัน สมมติฐานก็คือ เค้าน่าจะอยู่กันหลายคน

เวลา family fun time บนโต๊ะอาหารของเราก็มักจะมีเสียงแจมมาจากบ้านข้างๆ ถ้าเป็นเพลงก็คงจะคล้ายๆเราร้องเพลง Mariah Carey แล้วมี Eminem มา featuring ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

พ่อ: กับข้าววันนี้ใช้ได้นะแม่ ใครเป็นคนทำ
แม่: ในหลวง
ลูก: หนูว่าแม่ทำเองอร่อยกว่า
ข้างบ้าน: ไอ้แก่ เมิงอยากตายใช่มั้ย กูพูดด้วยดีๆ มึงต้องตวาดกูใช่มั้ย มึงพูดดีๆไม่ได้เมิงออกไปเลย ไสหัวไปจากบ้านกูเลย

เป็นต้น

คนทำงานอย่างเรา เวลานอนมันต้องเป็นเวลา ไม่งั้นเราจะตื่นขึ้นด้วยอาการอิดโรยโหยหาหมอนอ่อนเปลี้ยเพลียพาลอยากจะโทรลางาน บ่อยๆเข้าใต้ตาก็จะพาลละม้ายคล้ายกับหลินปิง

ดิชั้นเซ็ทเวลานอนไว้ที่ไม่เกินเที่ยงคืน เพื่อที่จะตื่นไม่เกินหกโมงเช้าเพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และพร้อมจะออกไปต่อสู้กับจราจรยามเช้าและงานหนักยามสาย งานหนักยามบ่ายและการจราจรยามเย็น

เวลาจะนอน ดิชั้นต้องมีองค์ประกอบที่เกื้อหนุนกันหลายอย่าง เช่น แสงสลัวๆ เสียงเพลงเบาๆ เตียงนุ่มๆ หมอนข้างน่ากอด หมอนฟูๆ

และตั้งแต่เพื่อนหลังบ้านมีเบบี๋ ค่ำคืนเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป

บางคืนขณะกำลังฟังเพลงกึ่มๆ หนังตากำลังหนักๆ เบบี๋ไม่พอใจ กรีดร้องแว๊กๆๆๆๆ

บางคืน ขณะที่ทุกคนกำลังหลับไหล ทุกสิ่งรอบข้างเงียบสงัด เบบี๋ตื่นมากลางดึก มองไม่เห็นใครในความมืด เบบี๋ไม่พอใจ กรีดร้องแว๊กๆๆๆๆ

บางคืน คุณแม่บ้านบ้านนั้น ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาเตรียมของไปขาย เช้าตรู่หมายถึงเช้ามากจริงๆ ประมาณตีสาม จ๊ะเอ๋กับชายแก่ที่เพิ่งกลับมา ก็เปิดศึกกันตามสไตล์ เบบี๋ไม่พอใจ กรีดร้องแว๊กๆๆๆๆ featuring เสียงด่า

การที่เบบี๋ร้องบ่อยๆ คนเราน่าจะสามารถพัฒนาความสามารถในการเมินเฉยและหลับต่อได้ เหมือนเวลาที่รถบรรทุกวิ่งผ่านบ่อยๆ แต่เบบี๋บ้านนี้ร้องครั้งนึงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง สถิติที่เคยตื่นมานอนฟังคือชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ตีสามถึงตีสี่ครึ่ง เราอาจตื่นมาด้วยความรำคาญ แต่ซักพักมันกลายเป็นกังวล กลัวเบบี๋ตายไม่มีใครดูดำดูดี สุดท้าย immune system เราไม่ทำงานเพราะกังวลนี่แหละ

ห้องนอนพี่ชายเป็นห้องที่ตั้งได้ฉากกับห้องนอนเบบี๋มาก เวลาเด็กร้องพี่ชายดิชั้นจะตื่นก่อน มีครั้งนึงดิชั้นตื่น แต่ไม่ใช่เพราะเสียงเด็ก แต่เป็นเสียงพี่ชายออกไปยืนตรงระเบียง ตะโกนบอกข้างบ้านว่า "ช่วยดูเด็กด้วยคร้าบบบบ เด็กร้อง คนจะหลับจะนอน พ่อแม่ทำไมไม่ดูแลลูก" น่าแปลก เสียงเด็กซักพักก็เงียบไป ไม่รู้เพราะพ่อแม่มากล่อมหรือเพราะเด็กมีสามัญสำนึกว่าไม่ควรก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

แต่กระนั้นทุกวันนี้เราก็ยังนอนขวัญผวากลัวเด็กร้องอยู่

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
oongbink@yahoo.com
twitter.com/TheOong




 

Create Date : 25 มีนาคม 2553    
Last Update : 25 มีนาคม 2553 11:03:32 น.
Counter : 285 Pageviews.  

Welcome to my life [part IV] - บ้านแสนสุข

สวัสดีค่ะ

วันนี้จะมาเล่าเรื่องบ้านให้อ่านกัน

ท้าวความซักนิดก่อน บ้านดิชั้นเป็นบ้านเดี่ยว อาศัยอยู่กับ 4 คนมาตั้งแต่สมัยที่ซอยยังไม่เจริญ เมื่อก่อนข้างบ้านฝั่งนึงเป็นบ้านแม่ค้าส้มตำ อีกฝั่งนึงเป็นสวน หลังบ้านเป็นสวน หน้าบ้านเป็นถนน เราอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขสี่คน พ่อ แม่ ลูก ลูก

และแล้วความเจริญก็เข้ามา ในซอยเรามีคอนโด เรียกว่าคอนโดอาจจะฟังดูยิ่งใหญ่ไป เอาเป็นห้องเช่าขนาดพอจิ้งหรีดดิ้นตาย เจ้าของที่เกิดงก มีที่สามเหลี่ยมเล็กๆอยากหารายได้ เลยสร้างห้องเช่าเก็บเงินรายเดือน คนมาอาศัยก็จะเป็นคนประเภทที่สามารถนอนห้องแคบๆหลับได้ มีเงินจ่ายรายเดือนไม่ต้องมาก คุณภาพมนุษย์ในซอยก็เจริญลงตามประเภท

นอกจากนั้น หลังบ้านที่เคยเป็นสวนก็ถูกความเจริญแผ่ปกคลุม ครึ่งหนึ่งแปลงร่างเป็นตึกแถว อีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นสวนร้าง (คิดว่าเจ้าของสวนขายที่ครึ่งนึงไปแล้วรวย ไม่ต้องทำมาหากินอีกต่อไปก็เลยปล่อยสวนตามยถากรรมไว้รอขาย) ซึ่งหลังบ้านดิชั้นครึ่งหนึ่งจะชนกับหลังตึกแถว อีกครึ่งนึงจะชนกับสวนร้าง (หรือจะเรียกว่าป่า??)

บ้านซ้ายมือที่เคยเป็นร้านส้มตำที่หล่อเลี้ยงเส้นเลือดเรามาก็ตัดสินใจขาย พ่อดิชั้นก็เลยซื้อไว้แล้วให้คนเช่า ซึ่งก็ดี เราก็เลือกคนเช่าที่สงบเสงี่ยมนิดนึง

เข้าเรื่องค่ะ

เรื่องที่ 1 "ปีเตอร์"
แต่ก่อนที่บ้านไม่ค่อยมีปีเตอร์ นานๆมันจะไต่พื้นมาให้เห็นที เราก็พ่นยาใส่ให้มันจากไป ปัจจุบันไม่รู้มันอพยพหรือขยายพันธุ์มาจากไหน ดึกๆจะค่อยๆย่องมาตามพื้นมืดๆ เวลาหิวน้ำย่องลงบันไดมาตอนดึกๆ จะต้องเดินสะดุดปีเตอร์ทุกครั้งไป

ที่บ้านมีคนที่ไม่กลัวปีเตอร์อยู่สามคน สามคนนั้นไม่ใช่ดิชั้น

ทุกครั้งที่เจอปีเตอร์ชั้นจะย่องไปสะกิดให้พี่ชายมาจัดการมัน ซึ่งพี่ชายนิยมใช้สันติวิธี ส่วนใหญ่คือจะไม่ลุกออกจากกิจกรรมหน้าจอคอมฯและแนะนำให้ดิชั้นไปสร้างสันติกับปีเตอร์ (-*-) ถ้าไม่มีที่พึ่งอื่น ดิชั้นก็จะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เช่นบีบน้ำตา ตะโกน แกล้งบ้า ถอดปลั๊กเครื่องคอม ประท้วง อะไรก็ว่าไปตามแต่โอกาส แต่ถ้าพ่ออยู่ก็ใช้แพลนบี คืออ้อนพ่อให้พ่อจัดการ มาตรการของพ่อมีอย่างเดียวเท่านั้นคือ ประหาร ป้าบเดียวเท่านั้น แล้วก็ต้องมานั่งสวดแผ่เมตตากันไป

แพลนซี เดินขาสั่นไปหยิบไบก้อนมารมควันแมลง

ปีเตอร์มีธรรมชาติที่ประหลาดมาก เมื่อถูกฆ่า เหมือนมันมีหัวหน้าหน่วยจัดการส่งลูกน้องมาแทนตัวที่ตายไป ไม่เกินสองวัน ดิชั้นจะเจอปีเตอร์หน้าตาคล้ายตัวเดิม เดินวนเวียนอยู่ที่เดิม ราวกับไอ้ที่สวดแผ่เมตตากันไปนั้นมันฟื้นคืนชีพได้ ราวกับมันมีองค์กรอยู่เบื้องหลัง มีการวางแผน มีหัวหน้า-ลูกน้องไล่หลั่นกันเป็น Organization tree

Peter Incident 001
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นั่งทานข้าวกลางวันกันพร้อมหน้า พ่อทำน้ำหก กำลังเอื้อมมือไปดึงทิชชู่ออกมาจากกล่อง ทิชชู่แบบม้วนเวลาดึงมันเหมือนดึงออกมาเป็นท่อ ทายซิอะไรดำๆอยู่ในท่อ??

แน่นอน ไอ้ดำตัวนั้นโดนกำจัดในพริบตา

Peter Incident 002
ผ่านมาไม่นาน ภาพติดตายังไม่หาย ตื่นเช้าตรู่กำลังจะไปทำงาน เปิดประตูห้องน้ำเข้าไป อ๊ะ นั่น อะไรดำๆอยู่ที่พื้นเกือบเหยียบแล้วเชียว

วิ่งไปหาไบก้อนด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วปีเตอร์ก็สิ้นฤทธิ์ด้วยสารเคมี ร่างไร้วิญญาณลงไปนอนรวมกับกองของเหม็นก้นส้วมตลอดกาล

พ่อเริ่มสงสัย ทำไมปีเตอร์ย้ายถิ่นฐานมาบ้านเรามากนัก (แต่เรากลับสงสัยว่ามันน่าจะส่งตัวแทนมาสแตนบายบ้านละคน รอก่อการร้าย) บังเอิญแกเกิดฉุกนึกอะไรไม่ทราบ ปีนขึ้นไปบนหลังคา มองไปที่สวนหลังบ้าน (ไม่ใช่สวนบ้านดิชั้น แต่เป็นสวนร้างที่อยู่หลังบ้าน) ฝั่งที่ติดกับกำแพงตึกแถว นั่นก็คือ อ่างน้ำที่เกิดโดยน้ำมือมนุษย์ที่สาดน้ำโสโครกไม่ลงท่อ ไหลซึมออกมาจากบ้านตัวเอง!! มันส่งกลิ่นเน่าเหม็นมาเตะจมูก มิน่าล่ะ บางวันมันก็โชยๆมา เราก็ได้แต่บ่นๆๆไม่รู้ว่ากลิ่นอะไรหรือใครตาย

มิน่า ปีเตอร์มันคงได้กลิ่นเลยย้ายถิ่นมา

เรื่องที่ 2 "ตึกแถวหลังบ้าน"
พล่ามเรื่องปีเตอร์นานไปนิด ขอไปปั่นงานก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาต่อ แต่ถ้ามีเสียงคอมเม้นเว้าวอนเยอะๆ จะพยายามมาจบในคืนนี้

ขอบคุณที่ตามอ่านค่ะ





 

Create Date : 24 มีนาคม 2553    
Last Update : 24 มีนาคม 2553 14:56:00 น.
Counter : 219 Pageviews.  

1  2  3  

EmilyWeird
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add EmilyWeird's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.