สุภารัตถะ บล็อก
Group Blog
 
All Blogs
 

นักเขียนคนโปรด


....หลายคนอาจจะชอบอ่านหนังสือหลายหลาก แต่บางคนก็อ่านแบบอย่างที่ชอบไม่กี่อย่าง จขบ.สงสัยจัดอยู่ในพวกหลัง ความจริงไม่ค่อยรู้เรื่องแวดวงวรรณกรรมกับเขา.. แต่ก็จะชอบอยู่กับการอ่านอย่างที่ชอบ หลวงเมือง..มักจะเอาธรรมะมาเขียนเป็นวรรณกรรม เป็นนักเขียนที่จขบ.ชอบอีกคนหนึ่ง

วันนี้แวะไปมติชน เลยก็อปงานของหลวงเมืองมาให้อ่านกัน อัพบล๊อกแบบขายผ้าเอาหน้ารอดมั่กๆ ช่วงนี้รับงานกับเพื่อนเยอะ แล้วก็เลยเบื่อคนเบื่อชีวิต ไม่อยากเกิด (-_-)" นี่ก็ต้องออกไปอีกแล้ว.. Y_Y เรื่องนี้สั้นๆ ก็สนุกดีนะ..


คอลัมน์ นาฏกรรมเมืองหลวง
หลวงเมือง
จากมติชนสุด ฉบับวันที่ 21-27 เม.ย.49

เรื่อง... ผู้ที่ต้องเกิด

เมื่อเราจะไปเกิดก็รู้ว่าทำไมต้องเกิด แต่เกิดแล้วกลับลืมหมดเลย ขณะเดียวกันก็พยายามดำเนินชีวิตไปสู่จุดประสงค์อันบังคับให้เกิดนั้น ทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร จะพาเราและผู้เกี่ยวข้องไปสู่ชะตากรรมแบบโลกๆ หรือแบบมนุษย์ๆ อย่างไรบ้าง

เราคือผู้ไม่มีร่างกาย อาหารเครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคจึงไม่มีความหมายแก่เรา นอกจากนี้ยังไม่มีสิ่งที่สำคัญแก่ความเป็นอยู่ในโลกได้แก่เวลา เพราะที่ที่เราอยู่ไม่ใช่โลก ไม่มีอาทิตย์ให้เราหมุนรอบ ไม่มีดวงจันทร์หมุนรอบเรา และเมื่อไม่ต้องกิน งานที่ทำเพื่อแลกกับอาหารจึงไม่จำเป็น ไม่ว่าสุจริตหรือทุจริต พวกเราอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก็มี อยู่ตามลำพังก็มี แต่ไม่รู้เรื่องกัน

ยกเว้นมีสายใยเส้นหนึ่งผูกล่ามจิตเราไว้กับจิตดวงอื่นอย่างไม่มีทางหลุด เราก็ไม่รู้ว่าอะไรหรือทำไม จนกว่า...

จิตอื่นที่ผูกล่ามอยู่กับจิตของเรา จะไม่ขาดจากกันแม้อยู่ไกลสุดขอบฟ้า หรือใครจะเกิดก่อนกันนานสักเท่าใด เมื่อเราเกิดทันทีที่จำความได้ เรารู้ว่าเราคือเด็กชายถิ่น พ่อเราชื่องัก แม่ชื่อฮวย เราไม่มีพี่น้อง เราเป็นของพ่อแม่โดยไม่มีใครมาแย่งความสำคัญของเราในครอบครัวไปได้

พ่อแม่เป็นของเราแต่ผู้เดียว พวกเขารักเราที่สุด รักยิ่งกว่าชีวิตด้วยซ้ำ เราต้องการสิ่งใดต้องได้ นอกจากครั้งหนึ่งเราเคยขออนุญาตพ่อรับเต้าหูใส่กระบะไม้วางขายหน้าตลาดซึ่งเขาไม่ยอม บังคับให้เราไปโรงเรียน

ต่อมาเมื่อเราอายุได้ 8 ขวบ คืนหนึ่งเรานอนอยู่กับพ่อแม่ เราฝันว่าเราเป็นหนู ซุ่มซ่อนหากินในบ้านพ่อแล้วพ่อใช้กรงที่มีชิ้นเนื้อมะพร้าวเผาไฟใส่เป็นเหยื่อล่อ หนูคือตัวเราเข้าไปจะกินเหยื่ออันหอมหวนจึงติดกรงออกไม่ได้ ในความฝันนั้นเราพยายามกัดลวดหาทางออก

ในฝันนั้นว่าเป็นเวลาเช้า พ่อหิ้วกรงไปวางหน้าบ้านซึ่งติดทางเดิน เทน้ำมันลงไปที่เราจนชุ่มโชก เสียงแม่เราร้องเอะอะ แต่ช้าไป พ่อจุดไม้ขีดไฟก้านหนึ่งโยนลงไปที่กรง ไฟก็ลุกพรึ่บท่วมตัวหนูซึ่งก็คือเรา

ตั้งแต่นั้นไม่ว่าจิตของเราไปไหน จะมีสายใยเส้นหนึ่งล่ามเราไว้กับจิตอีกดวงหนึ่งคือพ่อเรานั่นเอง ส่วนแม่จะทำกรรมใดไว้แก่พ่อก็มิรู้ แต่ก็ต้องเกิดมาเป็นเมียพ่อร่ำไป

เราตกใจตื่นร้องเอะอะเอ็ดตะโร ตะกายหนีความฝันของเราเองจนตกที่นอน พ่อแม่ตื่น แม่กอดและปลอบเราจนหลับไปอีก

บ้านพ่อเราใหญ่โตสวยงาม หน้าบ้านมีคลองสายยาว ถ้าพ่อไปธุระจะใช้เรือจ้าง และขากลับจะเหมาลำนอนหลับมาตลอดทาง บางครั้งแม่ก็ไปกับพ่อ เราอยู่กับคนทำงานในบ้าน

วันหนึ่งพ่อแม่ไปธุระแต่เช้า เรานึกอยากกินข้าวต้มกับไข่เจียวใส่กากหมู จึงใช้ตะหลิวตักน้ำมันหมูในอวยเขียวซึ่งมีกากหมูใส่กระทะตั้งเตาอั้งโล่ ได้ยินเสียงคนพายเรือร้องขายขนมที่ท่าน้ำหน้าบ้าน จึงวิ่งลงไปจะซื้อขนมกิน ซื้อแล้วก็นั่งกินอยู่ตรงนั้น สักครู่มีเสียงร้องว่าไฟไหม้เห็นควันไฟพลุ่งขึ้นที่ครัวทางหลังบ้าน ไม่รู้จะทำอย่างไร คนในบ้านฉวยปี๊บตักน้ำวิ่งขึ้นบันได เอาน้ำขึ้นไปดับไฟ มีคนหกล้มตกบันไดด้วย

สักครู่ไฟก็ลามมาถึงเรือนใหญ่ เราวิ่งขึ้นไปแล้วเข้าไปในห้องเพื่อหยิบรถไฟไขลานที่พ่อซื้อให้ เมื่อเราเข้าไปในห้องรู้สึกร้อนมาก หายใจก็ไม่ออก มองไม่เห็นอะไรเลย แล้วไฟก็ล้อมรอบตัวเรา

บ้านทั้งหลังไหม้หมดโดยรวดเร็ว เราเห็นเรือจ้างลำหนึ่งแล่นเร็วมาจอดท่าน้ำ พ่อวิ่งขึ้นบันได แม่ตามพ่อขึ้นมาเห็นแต่เสาไม่กี่ต้นก็เป็นลมหมดสติต้องมีคนมาช่วยแก้ไข ส่วนเรายังวนเวียนอยู่กับพ่อแม่และบ้านที่ไฟไหม้ เราอยู่แถวนั้นอีก เห็นพ่อแม่ที่เคยมั่งมีกลับยากจนแทบไม่มีกิน แต่โชคดียังมีที่ดินเหลืออยู่พอปลูกกระท่อมอาศัยไปได้ ต่อมาพ่อมีเงินอีกเพราะขายที่ดินบางส่วน แต่แม่ตรอมใจตาย เราไม่รู้ว่าจิตของแม่ล่องลอยไปไหน ไม่มีสายใยผูกพันกับเราเลย

แล้วพ่อก็ตาย เราเห็นจิตของพ่อออกจากร่าง มีสายใยล่ามติดอยู่กับจิตของเรา ต่อมาจิตของพ่อเลื่อนลอยหายไป แต่สายใยระหว่างเรายังอยู่

เรากลับมาอยู่ที่เดิมของเราอีก ถ้าเราจะไปเกิดก็รู้ว่าทำไมต้องเกิด แต่เกิดแล้วกลับลืมหมด ขณะเดียวกันก็พยายามอย่างยิ่งจะดำเนินชีวิตไปสู่จุดประสงค์ที่บังคับให้เกิด ทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร จะพาเรากับผู้เกี่ยวข้องไปสู่ชะตากรรมแบบคนๆ หรือแบบโลกๆ อย่างไรบ้าง

เราไม่มีร่างกาย อาหารเครื่องนุ่งห่มยารักษาโรคไม่มีความหมายแก่เรา นอกจากนี้ยังไม่มีสิ่งที่สำคัญมากแก่ความเป็นอยู่อย่างโลกๆ คือ เวลา เพราะที่เราอยู่ไม่ใช่โลกไม่มีอาทิตย์ให้เราหมุนรอบ ไม่มีดวงจันทร์หมุนรอบตัวเรา และเมื่อไม่ต้องกิน งานที่ต้องทำเพื่อแลกอาหารจึงไม่จำเป็น ไม่ว่าจะสุจริตหรือทุจริตก็ตาม เราอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก็มี ตามลำพังก็มี แต่ไม่รู้เรื่องกัน

เว้นแต่มีสายใยหนึ่งผูกล่ามจิตเราไว้กับจิตดวงอื่นโดยไม่มีทางหลุด เราก็ไม่รู้ว่าอะไรหรือทำไม จนกว่า...




 

Create Date : 22 เมษายน 2549    
Last Update : 22 เมษายน 2549 10:28:33 น.
Counter : 1443 Pageviews.  

“สุชาติ สวัสดิ์ศรี” นำทัพนักเขียน ไล่ “แม้ว” พ้นนายกฯ


สุชาติ สวัสดิ์ศรี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2549 18:07 น.

“สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ออกแถลงการณ์ ประกาศนำทัพเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ “ทักษิณ” ลาออก ระบุชัด หมดความชอบธรรม บริหารประเทศด้วยความไม่สุจริต และทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

วันนี้ (20 ก.พ.) เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่มีตัวแทนประกอบด้วย เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์, ศิริวร แก้วกาญจน์, สร้อยแก้ว คำมาลา, นกป่า อุษาคเนย์, ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ โดยมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นประธานที่ปรึกษาได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง โดยในจดหมายแถลงการณ์ระบุความไม่ชอบธรรมในการบริหารประเทศเอาไว้ว่า

...เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้เกาะติดอุณหภูมิทางความคิดและอารมณ์ของชาติบ้านเมือง ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความห่วงใยมาโดยตลอด ดังที่ประชาชนทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า องคาพยพของสังคมไทยหลายส่วนกำลังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการเป็นผู้นำประเทศของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมของนายกรัฐมนตรี ด้วยการบริหารปกครองประเทศอย่างไม่สุจริต คิดกระทำการสิ่งใดล้วนแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง หาใช่เพื่อมวลชนและประเทศชาติไม่

ตราบจนบัดนี้ ความเชื่อมั่นจากแทบทุกภาคส่วนในสังคม ที่มีต่อผู้นำรัฐบาลได้หมดสิ้นลงแล้ว เพราะเหตุว่า นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำประเทศที่ดี พฤติกรรมของเขาห่างไกลจากการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย

ไม่ว่า ในด้านคุณธรรม ศีลธรรม หรือจริยธรรมขั้นพื้นฐาน ยังไม่นับรวมถึงการขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ อันนำไปสู่ความแตกแยกของชนในชาติ หรือของความสัมพันธ์ในสังคมโลก

กล่าวได้ว่า นายกรัฐมนตรีไม่เป็นมิตรต่อกระบวนการและระบอบประชาธิปไตย ทั้งการบิดเบือนและการละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งการแทรกแซง ครอบงำ และคุกคามการปฏิบัติงาน ไม่ว่าฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงการแทรกแซงสื่อและองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น กรณีถอดถอนรายการโทรทัศน์หลายรายการที่วิพากษ์การบริหารงานของรัฐบาล อีกทั้งยังมีการปิดเว็บไซต์ ปิดวิทยุชุมชน ปิดกั้นการชุมนุม ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนพลเมืองตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แปรรูปทรัพยากรสาธารณะ แก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนธุรกิจของวงศ์ตระกูล รวมถึงพวกพ้องเครือญาติ ทั้งในและนอกประเทศ หรือที่เรียกกันว่า คอร์รัปชันเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเรียกอีกอย่าง ว่า โกงโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีล่าสุด คือ การขายหุ้นในกลุ่มชินวัตรมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาทให้ต่างชาติ โดยปิดซ่อนเงื่อนงำเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี อันเห็นได้ถึงความจงใจใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการสถาปนาอำนาจและความร่ำรวยให้กับตนและกลุ่มพวกพ้องของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

อีกกรณีที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในสามจังหวัด อันนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายที่ยากต่อการควบคุมในปัจจุบัน

ณ วันนี้ กล่าวได้ว่า นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หมดความชอบธรรมในการเป็นผู้บริหารประเทศแทบทุกด้าน ฉะนั้น การกล่าวอ้างถึง 19 ล้านเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามาบริหารประเทศ ที่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้กระทำมาโดยตลอด จึงไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการถ่ายโอนอำนาจจากประชาชนให้แก่รัฐบาลแค่การเลือกตั้งเพียงวันเดียว ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนพลเมืองมอบให้ทั้ง 19 ล้านเสียงไปหมดสิ้นแล้ว ด้วยการนำความไว้เนื้อเชื่อใจจำนวนนั้นไปรับใช้เป้าหมายทางการเมืองส่วนตนดังกล่าว แทนที่จะใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านั้นทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม นำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องชอบธรรม และแน่นอนว่าพฤติกรรมทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานั้น ล้วนส่งผลเกี่ยวเนื่องต่อความมั่นคงของชาติอย่างไม่อาจปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย อันเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มนักคิดนักเขียนทั่วทุกภาคของประเทศ จึงขอเรียกร้องให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหมดความชอบธรรมในการเป็นผู้บริหารประเทศ ได้แสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อความผาสุกร่วมกันของคนในชาติ มา ณ โอกาสนี้


.........................
ถ้าถามว่ามีใครอยากไล่ใครไหม...คงไม่มี
ใครๆ ก็อยากให้บ้านเมืองสงบ มีผู้นำที่ทำเพื่อประเทศจริงๆ แบบนั้น ใครๆ ก็พร้อมจะสนับสนุนให้ปกครองชาติกันแบบชั่วกาลนาน..(เหมือนพ่อหลวงของเรา)




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 12:49:15 น.
Counter : 553 Pageviews.  

อาลัย..กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


...จำได้คลับคล้ายเคยอ่านวิจารณ์บทหนึ่ง ทำนองว่าถ้า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และนักเขียนอีกบางท่าน หากเสียชีวิตไป คงไม่มีใครเขียนเรื่องสั้นทำนองรักแผ่นดินบ้านเกิดอีกมากนัก เพิ่งอ่านได้ไม่นาน .. แท้ๆ

วันนี้..โทร.ไปคุยกับเพื่อนเก่า ถามข่าวคราวสบายดีไหม เพื่อนบอกยุ่งๆ เศร้าๆ จขบ.ไม่แปลกใจเรื่องยุ่งๆ แต่ไอ้เศร้าๆ นี่มันอะไรกันนะ?? เลยถามว่าทำไมเศร้า เพื่อนตอบว่าเพื่อนนักเขียนเสียชีวิตตอนเช้า ก็เลยถามต่อว่าใครเหรอ? เพื่อนตอบว่ากนกพงศ์ นักเขียนซีไรท์ จขบ.ก็รู้สึกคุ้นๆ ชื่อ เหมือนเคยอ่านบทความที่เขียนไว้ที่ด้านบนมา.. เพราะโดยส่วนตัว จขบ.ไม่รู้เรื่องแวดวงวรรณกรรมเอาเสียเลย ไม่รู้จักนักเขียนและผลงานเท่าไรนัก อีกทั้งเพื่อนเก่าคนนี้ ก็เพิ่งได้เบอร์ติดต่อกันด้วยความยินดีมาได้ไม่นาน.. ไม่กี่วัน

เพื่อนเล่าว่า กนกพงศ์ มาเช่าบ้านอยู่ที่นครศรีฯ แล้วก็สนิทกับครอบครัวของเธอพอสมควร ไปมาหาสู่กัน ข่าวการเสียชีวิตของนักเขียนซีไรท์ ทำให้ตกใจและช็อคกันพอสมควร เพราะคิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ หลังเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันก็เสียชีวิต โดยที่แฟน(ภรรยา)ของนักเขียนก็ยังไม่ได้แจ้งบอกใครๆ ด้วยซ้ำ เป็นการจากไปชนิดกะทันหัน แบบที่เพื่อนๆ ไม่ได้โอกาสเห็นหน้าหรือพูดจากันอย่างมีชีวิตอีก..

..ศพเดินทางกลับจังหวัดพัทลุง ที่ควนขนุนไปแล้วในบ่ายวันที่ 13 ก.พ.49 (วันมาฆบูชา) ส่วนวิญญาณคุณกนกพงศ์ คงได้ไปถึงทุกที่ตามที่เขาอยากไป..

จขบ. ฝากความห่วงใยถึงญาติสนิทของนักเขียนที่อบู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะกับคนรักของคุณกนกพงศ์ อย่างไรเสียก็ขอให้เข้มแข็ง..

ด้วยความเสียใจ อย่างจริงใจ

...................
มาอัพบล๊อกทันทีหลังซ่อมคอมพ์เสร็จ..เพราะเสียตั้งแต่เมื่อวาน
วันนี้เป็นวันมาฆบูชา พรุ่งนี้เป็นวันวาเลนไทน์ เป็นวันแห่งความรักที่ติดกันถึงสองวันทีเดียว
อ่านบทความวันมาฆบูชาในบล๊อก
.......มาฆบูชา วันแห่งรักแท้
อ่านข่าวคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 12:54:30 น.
Counter : 885 Pageviews.  

หนังสือจากเสมสิกขา

ไปเว็บเสขิยธรรม เห็นหนังสือออกใหม่ เลยเอามาฝาก..



โยงใยที่ซ่อนเร้น (The Hidden Connections)
ฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เขียน
วิศิษฐ์ วังวิญญู ณัฐฬส วังวิญญู และ สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๔๒๔ หน้า ราคาพิเศษ : ๒๗๒ บาท ราคาปกติ : ๓๒๐ บาท

การผสมผสานมิติทางสังคม ศาสตร์แห่งการรับรู้ และชีววิทยาของชีวิต เพื่อนำไปสู่วิทยาศาสตร์ที่ยั่งยืน
เมื่อเรามองดูโลกรอบๆ ตัว เราพบว่า เราไม่ได้ถูกโยนเข้ามาในความไร้ระเบียบอย่างสะเปะสะปะ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบอันยิ่งใหญ่ เป็นเพลงซิมโฟนีของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ทุกๆ โมเลกุลของร่างกายเรา ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตและจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอื่นๆ ในอนาคตต่อไป ในแง่นี้ร่างกายของเราจะไม่ตาย แต่จะมีชีวิตต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้เพราะว่าชีวิตจะดำรงอยู่ต่อไป...เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เราอยู่กับจักรวาลเช่นเดียวกับอยู่บ้าน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้ ทำให้ชีวิตของเรามีความหมายอันลึกซึ้ง


หนังสือสนุก
สำหรับผู้ที่ต้องการแหวกออกนอกกรอบ
กระแสหลักของสังคม
ส.ศิวรักษ์ แปลและเรียบเรียง
พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน ๒๕๔๘, ราคา ๑๒๐ บาท ตีพิมพ์เนื่องในมงคลการ ปีระกา ๒๕๔๘

ส่วนหนึ่งจาก ปรารมภ์ ของ ส.ศิวรักษ์ ในหนังสือดังกล่าวนี้
"... ด้วยเหตุผลต้นปลายดังได้อธิบายมา เล่มล่าสุดของข้าพเจ้าจึงให้ชื่อว่า หนังสือสนุก สำหรับผู้ที่ต้องการแหวกออกนอกกระแสหลักของสังคม โดยที่ปีระกาศกนี้ นอกจากข้าพเจ้าจะมีอายุครบ ๖ รอบนักกษัตรแล้ว มิตรสหายหลายคนก็มีอายุครบ ๕ รอบด้วย ที่ใกล้ตัวก็มีนายพิภพ ธงไชย และนายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ยังที่ไกลตัวออกไป หากถือได้ว่าเธอเป็นกัลยาณมิตร ก็คือนางออง ซาน ซูจี แห่งสหภาพพม่า ซึ่งเป็นพุทธสาวิกา ที่ปฎิบัติอหิงสธรรมในทางสังคมและการเมือง อย่างควรแก่การก้มหัวให้ยิ่งนัก โดยที่องค์ทะไลลามะแห่งธิเบตก็จะมีพระชนม์ครบ ๗ รอบทศวรรษด้วยเช่นกัน

ที่ว่ามานี้คือ ท่านที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับเรา โดยไม่จำต้องเอ่ยถึงชาตกาลครบ ๙๙ ปีของท่านอาจารย์พุทธทาส ณวันที่ ๒๗ พฤษภาคมนี้ก็ได้ แม้ท่่านจะตายจากไปแล้ว แต่ความเป็นอมตะของท่านก็ยังคงให้เราได้ร่วมกันฉลองในทางการปฏฺบัติธรรมอย่างสำคัญ โดยที่ปีหน้า ชาตกาลของท่านจะครบศตวรรษอีกด้วย

ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสร่วมจัดงานต่างๆ แต่บุคคลที่เอ่ยนามมาแล้วนี้ ณ กาละและเทศะที่ต่างกันออกไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจริญอัปปมาทธรรมเป็นประการสำคัญ

ขอให้ถือหนังสือเล่มน้อยๆ นี้ เป็นพยาน ที่ข้าพเจ้าขอมีส่วนร่วมด้วยบ้างกับโอกาสอันสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วนี้

แม้ข้อเขียนนั้นๆ หลายชิ้นเป็นคำแปล แต่ก็เชื่อว่า น่าจะเป็นคุณประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเิปิดกว้างกับการรับรู้อะไรๆ ที่แผกไปจากที่ได้จากกระแสหลัก แม้ในทางศาสนธรรม ข้าพเจ้าก็นำถ้อยคำที่นอกพุทธศาสนาออกมาให้ได้สัมผัสกันด้วย โดยหวังว่าที่รวบรวมมาเสนอนี้ คงมีส่วนช่วยเกื้อกูลได้บ้างในทางความงาม ความจริง และความดี .. "

ส.ศ.ษ.
วิสาขปุรณมี
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘


อนาคตของพุทธศาสนา
ซอลยาล รินโปเจ ปาฐกถา ทาคินี แปล
ศูนย์ไทยธิเบต
พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน ๒๕๔๘ จำนวน ๕๖ หน้า
ราคา ๗๐ บาท

อนาคตของกระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไร? เมื่อโลกสมัยใหม่มีปัญหาเพิ่มทวีคูณขึ้นทุกที พุทธศาสนามีคำตอบสำหรับโลกสมัยใหม่หรือไม่ ? เหล่านี้คือคำถาม ที่ผู้จะสามารถค้นหาได้จากหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ โดยหนังสือเล่มนี้แปลมาจากหนังสือ The Future of Buddhism เป็นการรวมบทความต่างๆ ของ ซอลยา รินโปเจ ลามะชาวธิเบต 4บทความเข้าไว้เพื่ออธิบาย และชี้ให้เห็นถึงหนทางข้างหน้าของพระพุทธศาสนา ที่มิใช่มีเพียงแต่ภายนอกแต่ยังเข้าไปถึงภายในลึกสุดของจิตใจมนุษย์ ได้แก่ อนาคตของพระพุทธศาสนา หัวใจทางจิตวิญญาณของการแพทย์ธิเบต สัจจะกับทัศนะที่ผิด และ ความเข้าใจผิด


มีหนังสืออีกหลายเล่มที่น่าสนใจ



เปลี่ยนรางชีวิต
มาซารุ คาตาโอกะ : เขียน, มุทิตา พานิช : แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ราคาปกติ : ๑๐๐ บาท ราคาพิเศษ : ๘๐ บาท

หนังสือที่เน้นการ "ค้นพบทางของตัวเองและเดินไปทตามทางนั้น" แต่ทางเดินนั้นไม่ได้มีเพียงทางเดียว เบื้องหน้าคุณมีรางวางอยู่หลากหลาย จะเปลี่ยนรางเมื่อใดอยู่ตัวคุณเอง ไม่ต้องกลัวถูกปลดจากงานหรือการเปลี่ยนงาน...
ยุคนี้เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงแนวคิด เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงมีโอกาสอีกมากมาย ที่จะเปลี่ยนจากรางเก่าขึ้นสนิมมาเป็นรางใหม่ที่รางไหนจะเป็นรางที่ให้ "ดัชนีความสุข" ได้สูงที่สุดสำหรับคุณ

หากหนังสือเล่มนี้เป็นประกายความคิดให้คุณได้ก็จะดียิ่ง

สนใจสั่งซื้อได้ที่ //www.suan-spirit.com




 

Create Date : 19 กันยายน 2548    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 13:10:31 น.
Counter : 657 Pageviews.  

เรื่องสั้นซีไรต์ปี 48

*.....แต่ก่อนคิดว่า รางวัลซีไรต์แต่ละปี จะให้รางวัล ทั้งนิยาย เรื่องสั้น และบทกวี ทั้งสามชนิด
....แต่ภายหลัง เพื่อนในวงการน้ำหมึกอธิบายให้ฟังว่า แต่ละปี จะมอบให้กับงานเขียนชนิดเดียว เช่น ปีนี้เรื่องสั้น ปีถัดไปก็นิยาย ปีถัดไปอีกก็บทกวี ถึงได้..ถึงบางอ้อ ... (ทำไมเฉิ่มจริงๆ เรา..)

และต่อไป .. จะมีการมอบรางวัลให้กับงานอีกประเภทนึง คือบทละคร

สำหรับปีนี้ ปี'48 ถึงคิวรางวัลเรื่องสั้นพอดี
ประกาศผลแล้ว หลังจากประกาศเรื่องสั้นผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 8 เล่ม มาสักระยะ..ได้แก่
1. เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี
2. ต้นไม้ประหลาด ของ อุเทน พรมแดง
3. นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได ของ จักรพันธุ์ กังวาฬ
4. นิทานกลางแสงจันทร์ ของ ประชาคม ลุนาชัย
5. เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให ้เขาฟัง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์
6. ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร
7. สายลมบนถนนโบราณ ของ มาโนช พรหมสิงห์
8. อุบัติการณ์ ของ วรภ วรภา

คือเรื่อง "เจ้าหงิญ" ของบินหลา สันกาลาคีรี ขอแสดงความดีใจ กับนักเขียนหนุ่มอารมณ์ดี ที่เขียนเรื่องสั้นในรูปแบบคล้ายนิทาน...




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2548    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 12:47:57 น.
Counter : 2028 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

suparatta
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร..
..ท่านนาคารชุนะ..
วิภาษวิธี..เกริ่นนำ..ตอนจบ..

๐ สมุดเยี่ยมและบ่นได้..
**ทางลัด**
๐ สารบัญทักทาย(ทั้งหมด)
๐ ชวนคุย&ฟังเพลงปี48(ทั้งหมด)
๐ นอนดูจันทร์..(ส่วนตัว)

**log in หน่อยน่า..



Google.co.th
Friends' blogs
[Add suparatta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.