What is "real"?





What is "real"? How do you define "real"?
ความจริงกับสิ่งที่เรามองเห็น

ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง
ขนาดจะหดหายไป แต่มวลจะเพิ่มเป็นอนันต์ หรือ Infinity และเวลาจะหยุดนิ่ง
ซึ่งเป็นสภาวะที่เป็นไปไม่ได้
ไอน์สไตน์จึงสรุปว่า ความเร็วแสง เป็นความเร็วต้องห้าม ที่ว้ตถุใด จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงไม่ได้
ยกเว้นตัวแสงเอง หรือ อนุภาคโฟตอนของแสงเอง

กายหยาบของมนุษย์  มีข้อจำกัดในเรื่องความเร็ว
มันสามารถทนความเร่ง ได้ไม่เกิน 5 เท่า ของความเร่งจากแรงโน้มถ่วงโลก
(ความเร็วหลุดพ้นของโลก คือ 11.2 กม./วินาที หรือ 40,000 กม./ชม.)
เพราะเราจะสลบ และ ตายทันที ทำให้เราไม่สามารถเข้าสู่มิติที่ 4 หรือมิติที่เหนือกว่านี่ได้
เพราะร่างกายเราถูกออกแบบมา ให้ใช้ชีวิตในโลก 3 มิติ
จึงอาจมีเพียงจิต เท่านั้น ที่จะเข้าสู่มิติที่สูงกว่านี้ ได้

หากเพียงเราเข้าใจ และไม่ยึดติดในประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะรู้ว่า สสาร และเวลา มีขนาดไม่แน่นอน และไม่มีอยู่จริง
ไม่ใช่ความจริงแท้ของจักรวาล พร้อมที่จะหลอกให้ระบบประสาทสัมผัสของเรา แปลความหมายผิดไปได้เสมอ
จนทำให้เรามองเรื่องบางเรื่อง เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งที่จริงแล้ว เป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจมากกว่า

การที่เรามองเห็นหน้าตัวเองในกระจก ภาพความจริงที่เราเห็น ก็คือ ภาพที่สมองเรา แปลความหมายจากแสง
ที่สะท้อนจากวัตถุนั้น เข้าตาเรา ก็เพราะแสงมากระทบที่ผิวหนัง ทำให้อิเล็คตรอนของผิวหนังบนใบหน้าเราสั่น
เกิดพลังงาน จากใบหน้า เป็นโฟตอน พุ่งไปที่กระจก
หลังจากกระจก ได้รับแสงจากใบหน้าเรา อิเล็คตรอนในกระจก ก็จะสั่น และสะท้อนโฟตอน กลับไปที่ตาเราอีกที
เซลล์ประสาาทตา รับแรงกระแทกจากโฟตอน ก็จะสั่รอีกครั้ง แล้วส่งสัญญาณนั้น ไปที่สมอง แปลเป็นภาพขึ้นมา
จะเห็นได้ว่า พลังงานแสง ได้เปลี่ยนเป็นพลังงานกล แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นพลังงานแสงหลายรอบ
กลับไปกลับมา เป็นการ เกิดๆ ดับๆ หลายหน อย่างรวดเร็ว จนเราเข้าใจว่า ใบหน้าที่เราเห็นในกระจก
คือ รูปธรรม แท้จริงแล้ว คือการสั่น ของพลังงานรูปแบบหนึ่ง แล้วสมองเรา แปลภาพออกมาเป็นภาพมายา

สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เรามองเห็น ก็เป็นเพราะอนุภาคโฟตอนของแสง ตกกระทบวัตถุ
และอิเล็คตรอนในวัตถุ สั่นสะท้อนโฟตอน เข้าตาเรา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องโลก เปรียบเสมือน สายฝนโฟตอน
ตอนที่มันตกกระทบพื้นโลก และมันก็มีแรงกดดันต่อพื้นโลก เหมือนกับที่เรา ได้ยินเสียงสายฝนตกกระทบหลังคาบ้าน
แรงของสายฝนโฟตอน ตอนที่ตกกระทบพื้นโลก ทั้งหมดวัดเป็นค่าแรงดันได้ถึง300 ล้านตัน
โลกของเรา ถูกแรงผลักของโฟตอน 300 ล้านตันอยู่ตลอดเวลา แต่เหตุที่โลกไม่กระเด็นออกไป เพราะ
สนามแรงโน้มถ่วง จากดวงอาทิตย์ มีค่ามากกว่า แรงผลักของโฟตอนมากนั่นเอง



What is "real"?

Have you ever had a dream, that you were so sure was real?
What if you were unable to wake from that dream?
How would you know the difference between the dream world and the real world?
If this isn't real. What is "real"? How do you define "real"?
If you're thinking about what you can feel.... what you can smell,taste and see....
then "real" is simply electrical signals interpreted by your brain....
and this the world that you know,or not.

คุณเคยฝันไหม ที่คุณเชื่อ ว่ามันเป็นจริง?
ถ้าคุณไม่อาจตืื่นจากฝันนั้นได้ล่ะ
คุณจะรู้ความแตกต่างได้อย่างไร ระหว่างโลกในความฝัน กับโลกจริง?
ถ้าสิ่งนี้ไม่จริง อะไรคือ "จริง"? คุณจำกัดความมันว่ายังไง
ถ้าคุณคิดถึงสิ่งที่คุณรู้สึกได้ ดมกลิ่นได้ สัมผัสได้ และเห็นมัน
ถ้างั้น "จริง" ก็คือสัญญาณทางไฟฟ้า ที่แปลออกมาโดยสมองคุณ
และนี่ คือ โลกที่คุณรู้จัก หรือไม่ใช่.







 

Create Date : 30 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2558 13:42:09 น.
Counter : 304 Pageviews.  

Little Boy and Fat Man






ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945
Little Boy ระเบิดปรมาณูยูเรเนียม ถูกทิ้งลงจากเครื่องบิน B29 ลงสู่ฮิโรชิมา ที่ระดับความสูง 500 เมตร
เมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียม ในระเบิดปรมาณูถูกฉีกออกอย่างจงใจ พลังงานมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง
ในรูปแบบของการระเบิดทางนิวเดลียร์ แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้มจะถูกปลดปล่อยออกมา
เมื่อน้ำหนักเท่ากันปอนด์ต่อปอนด์ ระเบิดนิวเคลียร์ จะปล่อยพลังงานออกมามากกว่าระเบิดไดนาไมต์เป็นล้านเท่า
แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม ให้พลังงานออกมามากกว่าระเบิดเคมีที่เป็นเพียงการปลดปล่อยพลังงาน
ซึ่งควบคุมโดยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า
ร่างมนุษย์ประมาณหนึ่งแสนร่าง ที่ไหม้เป็นจุล ในขณะที่อีกจำนวนเท่าๆกัน ค่อยๆทุรนทุราย ตายตามไป
เพราะถูกไฟลวก และโรคจากพิษปรมาณู และรังสี  

สามวันถัดมา Fat Man ระเบิดปรมาณูพลูโตเนียม หรือ ไอ้อ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ Winston churchill
ก็ถูกทิ้งลงนางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม 1945 เป็นการระเบิดขึ้นกลางอากาศ
แรงอัด ที่ตามด้วยพายุบ้าคลั่ง ที่พุ่งทะลุทะลวง สู่ทุกทิศทุกทางด้วยความเร็ว 2,000 เมตร/วินาที
ภาวะสุญญากาศ ที่เกิด ณ จุดใจกลางระเบิด ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณนั้น ถูกดูดลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า
อุณหภูมิที่พุ่งขึ้นสูงถึง 5,000  องศาเซลเซียส  ทำให้ทุกสิ่งมอดไหม้ในพริบตา ทุกหย่อมหญ้า คือทะเลเพลิง
ท้องฟ้าจะมืดสนิทราวกับเกิดสุริยุปราคา ม่านหนาทึบสีดำนี้ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะหาขอบเขตมิได้

ราวสามนาทีผ่านพ้น ม่านมฤตยู จึงค่อยคลายความทึบทะมึนลง วินาทีที่มันสว่างวาบขึ้นตรงหน้าเรา
นั่นคือวินาทีที่ ปรมาณูระเบิด และเป็นวินาทีเดียวกับรังสีแกมมา,รังสีเอ็กซ์,รังสีอัลตราไวโอเลต,แสง,รังสีอินฟาเรด
(เริ่มต้นจากคลื่นที่มีความยาวน้อยที่สุด)ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 299,790 กม./วินาที


พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ในขณะที่ รังสีอินฟาเรดจะเผาไหม้ผิวเนื้อส่วนที่ถูกรังสี
หลังจากที่ Little Boy และ Fat Man ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จ ทุกสิ่งก็จบลงอย่างที่เห็น


The Bells Of Nagasaki








 

Create Date : 30 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2558 13:43:24 น.
Counter : 941 Pageviews.  

Before the devil knows you're dead,How we die?





Dr. Duncan MacDougall (c. 1866 – October 15, 1920)
ปีค.ศ.1907 ด.ร. แม็คดูกัล ทำการทดลองโดยให้คนที่กำลังจะตาย มานอนบนเตียงที่ชั่งน้ำหนักได้
ซึ่งพบว่าคนไข้ เมื่อตายแล้ว น้ำหนักร่างกายของเขาจะหายไป 3/4ออนซ์ หรือ 21กรัม จึงสันนิษฐานว่า
เป็นน้ำหนักของวิญญาณ แต่เมื่อทดลองกับสุนัข กลับพบว่าน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง จึงเชื่อว่ามันไม่มีวิญญาณ
ซึ่งในความเป็นจริง นั่นอาจจะเป็นน้ำหนักที่เกิดจากแรงดันเลือดที่หยุดลง และสามารถคำนวณได้


ลักษณะใบหน้า ที่เพิ่งปราศจากชีวิต แตกต่างจากใบหน้าของคนหมดสติอย่างเห็นได้ชัด
ภายในนาทีเดียว หลังจากหัวใจหยุดเต้น ใบหน้าของร่างคนตายจะเริ่มซีดขาว เสมือนซากที่ปราศจากเนื้อหาภายใน
เพราะจิตวิญญาณได้ถูกพรากไป ดวงตาจะขุ่นมัวราวกับมีเยื่อสีเทา คล้ายเมฆปกคลุม จนเราไม่อาจมองเข้าไปภายในให้เห็นได้
ความกลมนูนของมัน ไม่มีอะไรรองรับอีกต่อไป กล้ามเนื้อ หากไม่อยู่ในสภาพชักกระตุก ก็จะกลายสภาพปวกเปียก คล้ายชิ้นเนื้อที่แล่ไว้
ความยืดหยุ่นของผิวหนังจะเสียไป ประกายที่เคยมี เมื่อผิวหนังต้องแสงธรรมชาติจะหายไป ถึงจุดนี้ ชีวิตได้ดับสิ้นไปแล้ว

เมื่อการไหลเวียนของเลือดหยุดลง การตายของเซลล์ ก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์
แรกสุด ระบบประสาทจะตายก่อน ต่อไปก็เป็นเนื้อเยื่อ เกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ และท้ายสุด จะเป็นโครงสร้างที่เป็นเส้นใยต่างๆ
ภาวะช็อค Shock ทุกชนิด ให้ผลคล้ายคลึงกัน
กล่าวคือ ทำให้เซลล์ขาดการแลกเปลี่ยนสารชีวเคมี และ ออกซิเจน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เซลล์ตาย
สมอง เป็นอวัยวะที่อ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการขาดออกซิเจน และกลูโคส มันจึงตายได้อย่างรวดเร็ว
การสูญเสียเลือด อย่างรวดเร็ว ในปริมาณ 1/2 หรือ 2/3 ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจหยุดเต้น
เมื่อเสียเลือด ในตอนแรกๆ ความดันเลือดจะตกลง หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น อันเต็มความพยายามที่จะชดเชยเลือดที่ลดลง
ในการบีบตัวตัวของหัวใจแต่ละครั้ง ในที่สุด การปรับตัวภายใน ก็ไม่อาจทดแทนกับความสูญเสียนั้นได้
ความดัน และปริมาณเลือดที่ไหลไปสู่สมอง ลดต่ำลงเกินกว่าที่จะคงความรู้สึกไว้ได้ ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโคม่า

สมองส่วน Cortex จะตายก่อน แต่สมองส่วนที่อยู่ลึกลงไป อาทิ ก้านสมอง และ Medulla จะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ดังนั้นการหายใจ จะยังดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีการระส่ำระสายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด หัวใจที่เกือบจะไม่มีเลือดอยู่ภายในแล้ว ก็หยุดลง
ซึ่งในบางครั้ง มันจะสั่นระริกก่อน จากนั้นระยะดิ้นรนจึงเริ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการกระตุกของกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจาก
ภาวะความเป็นกรดในเลือด และก่อนจะจบลงด้วย การตายทางคลินิค(Clinical death)
How we die
Sherwin B. Nuland

"ความตาย มีประตูนับพันนับหมื่นสำหรับมนุษย์ ที่จะก้าวเข้าไป"
John Webster
The Duchess Of Malfi,1612.

ถ้าคุณอยากรู้ว่า วิญญาณของมนุษย์อยู่ในสมองหรือไม่
คุณแค่ตัดหัวแล้วถามดูได้ แต่ต้องถามเร็วๆนะ
เพราะสมองที่ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง 10-12 วินาที จะหมดสติทันที
และคุณอาจต้องบอกเจ้าของหัว ว่าให้ตอบคำถามด้วยการกะพริบตานะ
เพราะพอหัวตัดขาดความสัมพันธ์กับปอดแล้วจะทำให้ไม่มีลมขึ้นมาผ่านเส้นเสียง เขาจะพูดไม่ได้
Stiff : The Curious Lives Of Human Cadavers
Mary Roach


ที่ความสูง 25,000 feet บนเทือกเขา
เราจะรู้สึกเหมือนจมน้ำ ทุกลมหายใจเข้าออก จะมีเสียงดังคล้ายกลั้วคอ ศรีษะจะมึนงง จนยืนไม่ได้
และ เพราะแรงกดอากาศบนร่างกาย+ออกซิเจนที่มีน้อย
จนทำให้ของเหลวในร่างกาย ไหลท่วมปอด และสมอง ในที่สุดจะตายภายใน 24-48 ช.ม.


เมื่อหิมะถล่ม คนที่จมอยู่ใต้นั้น
โอกาสรอดฝากไว้ที่การทุ่มเทช่วยชีวิต
โอกาสรอด 85% ถ้าขุดหิมะทันใน 15 นาที
จะลดลงเหลือ 50% เมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง
และจะเหลือเพียง 20% หลังจากครบชั่วโมง
หลังจากนั้นก็ไม่ต้องหวังแล้ว


ร่างกายมีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 6,000 ล้านเซลล์
แบ่งตัวตลอดชีวิต 40 ครั้ง ถ้าไม่เสื่อมสลายก่อนเวลาอันควร
เราจะมีชีวิตเกิน 100 ปีขึ้นไป


การประหารโดยการแขวนคอ
เมื่อนักโทษถูกปมบ่วงของเชือก คล้องใต้มุมกราม แล้วตกลงมาในระยะ 5-7 ฟุต อย่างกระทันหัน
จะทำให้กระดูกสันหลังหัก และ เคลื่อนออกจากกัน ทีีตำแหน่งใต้กะโหลกศรีษะ
ประสาทไขสันหลังจะถูกฉีกออกเป็น 2 ส่วน ทำให้เกิดภาวะช็อค
เกิดอัมพาตของระบบทางเดินหายใจในทันทีทันใด และจะตายอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าหัวใจ จะยังคงเต้นต่อไปอีก 2-3 นาที


การประหารโดยเก้าอี้ไฟฟ้า
นักโทษจะถูกผูกติดกับเก้าอี้ให้แน่นหนา จากนั้นต่อขั้วไฟเข้าสองขั้ว
ขั้วหนึ่งต่อเข้าไปที่หมวกหนังที่บุทองเหลืองไว้
โดยใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำทะเลหรือน้ำเกลือจนโชกรัดไว้ด้วย
ขั้วไฟฟ้าอีกขั้ว เป็นแถบทองเหลืองหรือตะกั่ว
ใช้ร่วมกับฟองน้ำชุบน้ำเกลือจนชุ่ม รัดเข้าที่น่องซึ่งโกนขนออกหมดแล้วของนักโทษ
กระแสไฟฟ้าสลับ 2000 โวลต์ จะเข้าไปทำลายขั้วแม่เหล็กในสมอง
รวมถึงโครงสร้างประสาทของก้านสมอง
ทำให้อุณหภูมิสมอง สูงถึง 280-284 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้ายังเข้าไปทำลายอวัยวะต่างๆภายในจนเสียหาย

การประหารโดยการฉีดยา
ยาที่ใช้ฉีด ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยาทั่วไป ซึ่งเมื่อให้เกินขนาด ก็ส่งผลให้ตายได้
เริ่มแรกจะฉีด Sodium pentathol เพื่อให้หลับ
เข็มที่สองเป็น Pancuronium bromide เพื่อคลายกล้ามเนื้อ
และเข็มที่สามเป็น Potassium chloride เพื่อหยุดการเต้นของหัวใจ
ขั้นตอนการฉีดยาทั้งหมดนี้ ใช้เวลาประมาณ 20-30 วินาที

การจมน้ำในน้ำจืด
น้ำจะถกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านปอด ทำให้เลือดมีความเข้มข้นลดลง
สมดุลอันละเอียดอ่อนขององค์ประกอบทางเคมี และฟิสิกส์ของเลือดเสียไป
เม็ดเลือดแดงจึงแตกทลาย ส่งผลให้โปแตสเซียมปริมาณมาก หลั่งไหลเข้าสู่กระแสเลือด
โปแตสเซียม มีฤทธิ์เป็นพิษต่อหัวใจ โดยชักนำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ
การจมน้ำในทะเล
กระบวนการจะสลับเป็นตรงกันข้าม น้ำจะถ่ายเทจากกระแสเลือด เข้าสู่ถุงลมของปอด
ทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำ แต่ลักษณะนี้ ก็เกิดจากการจมน้ำในสระน้ำได้ เพราะคลอรีนมีพิษต่อปอด
ร่างกายมนุษย์ที่ปราศจากชีวิตนั้น หนักกว่าน้ำ และส่วนที่หนาแน่นที่สุดคือส่วนศรีษะ
ส่วนหัวจึจมลงก่อน และยังคงลอยอยู่ใต้น้ำ จนกว่ากระบวนการเน่าเปื่อยจะดำเนินไป
จนเกิดก๊าซในเนื้อเยื่อ มากพอที่จะทำให้เกิดแรงลอยตัว ยกเอาศพขึ้นสู่ผิวน้ำ
กระบวนการนี้ ใช้เวลาตั้งแต่ 2-3 วันจนถึง 2-3 สัปดาห์


''DNA มีส่วนที่เป็นสาระ คือ คุมให้เราสูง ผมดำ คิ้วหนา ตาสีฟ้า 10% 
อีก90%ที่เหลือ ไม่ทำอะไรเลย เป็นแค่เอกลักษณ์ของคนคนนั้น 
สัจธรรมคือ เราไม่จำเป็นต้องมีสาระมาก เอาแค่10%พอแล้ว
 ความไร้สาระ ก็จำเป็นกับชีวิต 
ปัญหาคือ จะทำยังไง ให้สาระ10%นั้น เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง กับมันจริงๆ''
พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ โจนสุนันท์






I hope they serve beer in hell.


คนที่ฆ่าตัวตาย ต่างกับ มือระเบิดพลีชีพอย่างไร?
คนที่ฆ่าตัวตาย เกิดจาก อารมณ์ของการไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแบบเฉียบพลัน
มือระเบิดพลีชีพ เกิดจาก การเห็นคุณค่าของชีวิต กับสิ่งที่กระทำนั้น อย่างยิ่งยวด
วัยรุ่นหนุ่มสาว ที่ฆ่าตัวตายเพราะความรักทุกวันบนโลกใบนี้ น่าเสียดายและน่าสังเวชที่สุด เพราะพวกเขายังไม่ได้รู้จัก
ความรักจริงๆ ด้วยเพราะความหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป
ความรัก ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ที่มนุษย์จะมีความเป็นเลิศได้เองในวัยเยาว์ เพราะการแก้สมการความรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สูตร ตรรกะ หรือ
มันสมองอันปราดเปรื่อง แต่ใช้ประสบการณ์ ความเข้าใจโลก
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่อยู่สะสมอายุได้มาก จะรู้จักความรักเหมือนๆกัน จนวันแก่ตาย บางคนก็ยังไม่รู้จักมัน
นัก'คิดสั้น'ไม่เคยมีเวลาครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิตและความตายล่วงหน้า เพราะมัวแต่ คิดเข้าออก ระหว่างตัวเองกับผู้อื่น
แต่สำหรับ นัก'คิดยาว'บางคน การฆ่าตัวตาย กลายเป็นศิลปะ ที่ต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่จะเรียนรู้
สิ่งที่น่าวิตกกังวลเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย คืออะไร?
คือ แม้ว่า การฆ่าตัวตาย จะเป็นกิจของตัวเอง แต่ศพของเรา กลับเป็นธุระของคนอื่น

ถ้าเรารู้วันตาย และรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ เราจะไม่แคร์สายตาคนอื่นว่าจะมองเราในรูปลักษณ์ใด
ทรัพย์สินมีค่าเพียงอากาศธาตุ เราจะสงบนิ่งยิ่งกว่าเรือที่จมนิ่งอยู่ก้นสมุทร อากาศที่เราสูด จะไหลผ่านไปทั่วร่าง
อาหารเช้าของเราจะอร่อยยิ่งกว่าทุกมื้อที่ใครๆเคยได้กิน น้ำทุกแก้วจะอร่อยยิ่งกว่าน้ำไหนๆที่เคยได้ดื่ม

ผมมักนึกคิดไปเสมอว่า ขณะผมขับรถอยู่ที่ความเร็ว 80km.-120/hour ผมจะหลับตาลง และเมื่อลืมตาขึ้นอีกที
รถผมได้พุ่งเข้าชนท้ายรถพ่วง หรือประสานงากับรถที่สวนเลนมา และในขณะที่เดินอยู่ริมถนนที่กำลังก่อสร้าง ผมได้ถูกรถกระบะ
ที่บรรทุกของมาเต็มท้ายรถ เฉี่ยวชนผมจากทางด้านขวา แล้วลากตัวผมไปกับพื้นถนนที่ยังสร้างไม่เสร็จ อะไรก็ได้..สักอย่าง...
คุณเคยนึกภาพ ตอนตัวเองตายมั้ย

How many lives do we live? How many times do we die?
They say we all lose 21 grams... at the exact moment of our death. Everyone.And how much fits into 21 grams?
How much is lost? When do we lose 21 grams? How much goes with them? How much is gained? Twenty-one grams.
The weight of a stack of five nickels. The weight of a hummingbird. A chocolate bar.
How much did 21 grams weight?

not seen
not mean
nothing

see ya soon




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2555    
Last Update : 21 กันยายน 2558 15:37:06 น.
Counter : 814 Pageviews.  

Cure





ทำไมไก่ถึงข้ามถนน


1. นักปรัชญา

Plato: เพื่อความดีสูงสุด

Aristotle: เพื่อบรรลุถึงศักยภาพ

Epicurus: เพื่อความสนุก

Decartes: ไก่คิด ไก่จึงข้าม

Karl Marx: เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

Immanuel Kant: ไก่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยตนเอง การเลือกข้ามถนนจึงเป็นไปโดยเจตจำนงเสรีของไก่

Jean-Paul Sartre: ด้วยรูปแบบของการกระทำโดยเจตจำนงดีและการเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยตนเอง ไก่พบกับความจำเป็นที่จะต้องข้ามถนน

Nietzsche: เพราะว่าถ้าไก่เฝ้ามองถนนนานเกินไป ถนนมันจะข้ามไก่

พระพุทธเจ้า: ถ้าท่านถามคำถามนี้ เท่ากับท่านได้ปฏิเสธธรรมชาติของความเป็นไก่แล้ว

ขงจื๊อ: เพราะบรรพบุรุษของมันข้ามถนนมาก่อนหลายชั่วไก่

เล่าจื๊อ: ถ้าถนนนั้นมีชื่อล่ะก็ สิ่งที่ไก่ข้ามก็ไม่ใช่ถนน

จวงจื๊อ: จริงๆ แล้ว มันเป็นไก่ที่กำลังฝันว่าเป็นมนุษย์ หรืออาจเป็นมนุษย์ที่ฝันว่าเป็นไก่



2. นักวิทยาศาสตร์

Darwin: เป็นอีกขั้นตอน (ในทฤษฎีวิวัฒนาการ) อันสมเหตุสมผลภายหลังจากที่มันลงมาจากต้นไม้

Albert Einstein: ไม่ว่าไก่ข้ามถนนหรือถนนเคลื่อนผ่านไก่ ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับกรอบที่ใช้อ้างอิง (ทฤษฎีสัมพันธภาพ)

Isaac Newton: มีความเป็นไปได้ดังนี้
1) ไก่ที่อยู่กับที่ ก็พยายามจะอยู่กับที่ ไก่ก็เคลื่อนที่ก็มีแนวโน้มจะข้ามถนน
2) มันถูกผลักโดยไก่ตัวอื่น
3) มันถูกดึงดูดโดยไก่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน

Stephen Hawkings: มันถูกกำหนดมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดบิกแบงแล้ว!

Achimedes: ถ้าหาคานยาวๆและจุดหมุนที่เหมาะสมให้ไก่ได้ล่ะก้อ มันก็จะไม่ต้องลำบากเดินข้ามถนนเองร๊อก..

Thomas Elva Adison: ถึงไก่จะข้ามถนนไม่สำเร็จ ในความพยายยามหนึ่งพันครั้งแรก ก็ไม่ได้แปลว่ามันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
อย่างน้อยๆ ไก่ก็รู้วิธีที่จะข้ามถนนไม่สำเร็จตั้งหนึ่งพันวิธี



3. นักคิดและนักเขียน

Johann von Goethe: หลักการแห่งไก่อันเป็นนิรันดร์ ทำให้มันต้องทำอย่างนั้น

Ernest Hemingway : เพื่อที่จะไปตายกลางสายฝน

Henry David Thoreau: เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีเจตจำนง ...และโยนทิ้งความเบาหวิวอันเหลือทนออกจากชีวิตไป

Ralph Waldo Emerson: มันไม่ได้ข้ามถนน แต่มันหลุดพ้น

Kafka: คำถามที่เร่งด่วนกว่านั้นคือ พนักงานระดับล่างคนหนึ่งตื่นมาในตอนเช้านั้นมีโอกาสที่จะพบว่าตัวเองกลายเป็นไก่ได้หรือไม่



4. บุคคลสำคัญของโลก

ฮิตเลอร์: มีทางให้ไก่เลือก 2 ทาง ข้าม หรือ ตาย!!!!

บินลาเดน: เปลี่ยนจากข้ามถนน เป็นข้ามศพแกดีกว่า ไอ้บุช!!!!

จูเลียส ซีซ่าร์: ไก่ไม่ได้ข้ามถนนเสร็จในวันเดียว

เติ้งเสี่ยวผิง: จะไก่ดำหรือไก่ขาวก็ไม่สำคัญ ขอให้ข้ามถนนได้สำเร็จก็พอ

มหาตมะ คานธี: ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับการที่ไก่จะข้ามถนน แต่ผมยินดีที่จะสละชีวิตของผม เพื่อปกป้องสิทธิของไก่ในการที่จะข้ามถนน

Arnold Schwartznegger: มันจะกลับมา (Chicken'll be back)

Neil Armstrong: ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ก้าวเล็กๆของไก่ตัวหนึ่ง แต่มันเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมวลหมู่ไก่ทั้งหลาย

Bill Gates: ผมเพิ่งจะวางจำหน่ายไก่อิเล็กทรอนิคส์ รุ่น 2010 มันไม่เพียงแต่ข้ามถนนได้ แต่สามารถวางไข่ เก็บไฟล์เอกสารสำคัญ
และสามารถทำงานร่วมกับไก่อิเล็กทรอนิคส์ รุ่น 2009 ได้ด้วย

John F. Kenedy: อย่าถามว่าไก่จะข้ามถนนหรือไม่แต่จงถามว่า ถนนจะยอมให้ไก่ข้ามหรือไม่

Richard M. Nixon: ไก่ไม่ได้ข้ามถนน ข้าพเจ้าขอย้ำ ไก่ไม่ได้ข้ามถนน

George W. Bush: เราไม่ได้สนใจว่าทำไมไก่จึงข้ามถนน เราเพียงแต่ต้องการรู้ว่า ไก่ตัวนี้อยู่ข้างเราหรือไม่
ไก่ตัวนี้เป็นศัตรูหรือเป็นมิตร ไม่มีความเป็นกลางเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

Barak Obama: ไก่ข้ามถนนเพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ไก่ต้องการความเปลี่ยนแปลง



5. คนดังในสังคมไทย

ป๋าเปรม: แล้วไก่มันจะเหนื่อยไหมล่ะลูก

จิ๋วหวานเจี๊ยบ: ไม่ใช่หรอกหนู พวกเราก็พูดกันเกินไป ไก่เก่ย ที่ไหนข้ามถนน ไม่มีหรอก ที่หนูๆเห็นน่ะมันแค่ออกมาเดินเล่นริมถนนเท่านั้นแหละ

คุณอภิสิทธิ์: คงต้องรอให้มันข้ามก่อน แล้วผมถึงจะให้ความชัดเจนได้ แต่ตอนนี้ขอให้พี่น้องชาวไทยทำใจดีๆ นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไปก่อน
ผมขอยืนยันว่าถ้าตราบใดมันยังไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ก็ยังเป็นสิทธิของไก่โดยสมบูรณ์

คุณชวน: เอ่อ ผมยังไม่ได้รับรายงานครับ ยังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้

คุณทักษิณ: มันคงอยากกลับบ้าน และมันคงอยากได้เงิน เอ๊ย ประชาธิปไตยของมันคืน
มันไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นเพียงความบกพร่องโดยสุจริตเท่านั้น ถ้าสังคมไทยเป็นประชาธิปไตยจริง
ควรจะให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้มันข้ามถนนหรือไม่

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล: เพราะไก่มันหลงทาง ถ้ามันใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองให้ดีๆ เชื่อฟังพ่อแม่ครูอาจารย์
ไก่ตัวนี้ก็จะเดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ใช่ไม่ใช่

จตุพร พรหมพันธ์: ไก่ที่ข้ามถนนในวันนั้น ไม่ใช่ไก่จริง เพียงแต่มีคนบางกลุ่มต้องการจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงเท่านั้น

ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ: มันต้องการจะบอกกับฟ้าว่า มันจะไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพวกอำมาตย์อีกต่อไปแหล่ววว…นิ

จักรภพ เพ็ญ: เพราะไก่ตัวนี้มันมีเส้น ถ้าเป็นไก่ธรรมดามันคงไม่มีโอกาสแบบนี้ ถ้าจะเล่นงานมันจริงๆ ต้องเล่นงานที่เจ้าของไก่

อาจารย์ใจ: ไก่ธรรมดาต้องใช้แรงงานในการเดิน ส่วนไก่ศักดินากลับได้นั่งรถขนไก่ ลุกขึ้นปฏิวัติเถิดไก่สยาม

เสธแดง: ถ้ามันแน่จริง ให้มันลองข้ามมาสิ กูนี่แหละจะเอาเอ็มเจ็ดสิบเก้ายิงกะบาลไก่ให้ดู!!!

เหลิม บางบอน: ไก่มันไม่ได้ข้าม แต่ไอ้ปื๊ดมันข้าม เยสโนโอเค!!!

หมัก ชิมไปด่าไป: ก็มันเป็นซะอย่างนี้ เขาสร้างสะพานลอยให้ข้าม ก็ไม่ข้าม พวกนักวิชาการก็กระเหี้ยนกระหือรือมาปกป้องกันดีนัก
ถ้าผมจะจับมันมาทำซี่โครงไก่ต้มฟักซะเลย ก็ไม่รู้ว่ามีใครจะเป็นจะตายหรือเปล่า (ไปสู่สุขคติเถอะนะครับ ท่าน)

ฮุนเซน: ถ้าอีกฟากของถนนเป็นเขตแดนของฝ่ายกัมพูชาก็ยิงได้ทันที!!!

รงค์ วงษ์สวรรค์: นาฑีนั้น นางไก่สาวกำดัด กำลังสะดิ้งกาย ย้ายฝ่าเท้าลามเลียไปตามถนนสายพิศวาส สำออย !!!

สุทธิชัย หยุ่น: ขรับ จากบทวิเคราะห์ตามแนวนโยบายของรัฐบาลแล้ว มีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้สูงขรับ ว่าไก่ตัวนี้จะข้าม ขรับ

สรยุทธ: ในขณะนี้ยังไม่แน่ชัดนะฮะ ว่าไอ้เจ้าไก่ตัวนี้มันข้ามถนนเพราะอะไร
แล้วมันควรจะข้ามหรือไม่ อย่างไร นะฮะ แต่ที่แน่ๆ เราคงไม่ปล่อยให้หลินปิงข้ามถนนเด็ดขาดนะฮะ

วัยรุ่น ดี๊ ด๊า: แบ่บ..แบ่บว่า ประมาณว่า ..ไก่กลัวจะไม่ intrend กลัวว่าจะไม่เดิ้น อะนะ
จึงต้องข้ามหนนเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองก็ป๊อบเหมือนกัล ..ประมาณเนี้ยะ.อะนะ ขอบ้อกกกก

หมอกฤษณ์สแกนกรรม: ชาติที่แล้วถนนมันเคยข้ามไก่มาก่อน คอนเฟิร์ม!!!!!!

อาจารย์แม่: ลูกๆ เคอะ แม่คิดว่าแทนที่ลูกๆ จะเอาเวลามานั่งวิเคราะห์ว่าไก่จะข้ามถนนเพราะอะไร
แม่ว่าลูกๆ น่าจะเอาเวลามากินกัสเซ่นกันดีกว่าไหมเคอะ อ้อ กัสเซ่น อร่อยมั้ยอ้ะ

ผู้พัน KFC: สงสัยว่าจะหลุดไปตัวนึงว่ะ!!!











เรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้มั๊ง


1.ยุงบินด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง...

2.ผีเสื้อบินด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมง...

3.เส้นผมคนรับน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัม...

4.เสียงกรนที่ดังที่สุดดังถึง 87.5 เดซิเบลล์

5.พอล แมคคาร์ที เป็นเจ้าของลิขสิทธิเพลงแฮปเบิร์ดเดย์ ถ้าจะนำมา
ออกรายการ ต้องซื้อลิขสิทธิก่อน...

6.เหรียญทองโอลิมปิกต้องมีแร่เงินผสมอยู่ 92.5 เปอร์เซนต์...

7.หอเอนเมืองปิซาเอนไปทางใต้...

8.กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 อาบน้ำทั้งหมด 3 ครั้งในชีวิต...

9.ฮิตเลอร์แสกผมข้างซ้าย...

10.ผู้หญิงที่เกาะฮาวายที่ทัดดอกไม้ที่หูข้างซ้าย แสดงว่ามีเจ้าของแล้ว

11.เราไม่สามารถฆ่าตัวตายด้วยการกลั้นหายใจได้...

12.ผู้หญิง 3.9 เปอร์เซนต์ไม่ชอบใส่กางเกงใน...

13.ฮิปโปผายลมทางปาก...

14.ประเทศซาอุดิอราเบียไม่มีแม่น้ำ...

15.กังหันทั้งโลกหมุนทวนเข็มนาฬิกา ยกเว้นที่ไอร์แลนด์...

16.เด็กนักเรียนอายุ15 ปีขึ้นไปในบังคลาเทศจะถูกจับเข้าคุกถ้า"โกงข้อสอบ"...

17.ปลาที่อาศัยในน้ำลึกเกิน 800 เมตร จะไม่มีตา...

18.ผมคนเราจะร่วงประมาณ 200 เส้นต่อวัน...

19.ตัว"โอ"เป็นสระที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ...

20.คนพูดประมาณ 120 คำต่อนาที

21.ฝ่ามือและฝ่าเท้าของคนเราไม่สามารถไหม้ได้...

22.เม่นชอบช่วยตัวเอง...

23.ถ้าปลาไหลไฟฟ้าอยู่ในน้ำเค็ม จะถูกช็อตตาย...

24.ขั้นบันไดในไทยจะเป็นเลขคี่...

25.เจ้าฟ้าชายชาลส์ชอบสะสมฝาโถส้วม...

26.คนมีโอกาสตายจากผึ้งต่อยมากกว่างูกัด...

27.ประเทศวาติกันมีประชากรประมาณ 1000 คน

28.เมื่อคุณจาม หัวใจคุณจะหยุดเต้นเสี้ยววินาที

29.มันเป็นไปมะได้อ่ะคับ ถ้าคุณจะจามโดยไม่หลับตา

30.เดิมโคคาโคล่าเป็นสีเขียว

31.ชื่อที่โหลที่สุดในโลกคือ Mohammed

32.กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น

33.แต่ ละโพหลังไพ่ แสดงถึงกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่จากประวัติศาสตร์
โพดำกษัตริย์เดวิด - ดอกจิก อเล็กซานเดอร์มหาราช - โพหัวใจ ชาร์ล เลอ มาญ - ข้าวหลามตัด จูเลียส ซีซาร์

34. อนุสาวรีย์ของใครสักคนที่อยู่บนหลังม้า และม้ายกสองขาขึ้นบนอากาศ แปลว่าคนนั้นตายในสงคราม

35.ถ้าม้ายกขาข้าเดียวแปลว่า เขาบาดเจ็บในสงคราม และตายจากการบาดเจ็บนั้น

36.ถ้าทั้งสี่ขาของม้าอยู่บนพื้น แสดงว่าตายโดยธรรมชาติ

37.ใน 4000 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสัตว์ชนิดใหม่ๆที่ถูกทำให้เชื่อง

38.เชคสเปียร์ เป็นคนคิดค้นคำว่า assassination (การลอบฆ่า) และ bump (ชน กระทบ)

39.หัวใจมนุษย์สร้างความดันเพียงพอที่จะปั๊มเลือดออกจากร่างกายไป 30 ฟุต

40. หนูสามารถสืบพันธ์ได้เร็วมาก ใน 18 เดือน หนูสองตัวจะสามารถมีทายาทมากกว่าล้านตัว

41.การใส่หูฟังแค่ชั่วโมงเดียว ทำให้แบคทีเรียในหูเพิ่มขึ้น700 เท่าตัว

42.ลิปสติกส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของเกล็ดปลา

43.เหมือนกับลายนิ้วมือ....ลายลิ้นทุกคนต่างกัน

44.นิตยสาร time ได้ยกย่องให้คอมพิวเตอร์เป็นบุคคลแห่งปีในปีค.ศ.1982

45. 70% ของผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ แต่มีเพียง 2.5% ที่เป็นน้ำจืด และมีเพียง 1% ที่มนุษย์นำมาใช้ได้

46. ร่างกายมนุษย์ ก็ประกอบด้วยน้ำ 70% เช่นเดียวกับโลก

47.บริษัทผู้ผลิตยาสีฟันดาร์ลี่เป็นเจ้าของเดียวกันกับที่ผลิตยาสีฟันคอลเกต

48.โดนัลด์ ดักส์ ถูกแบนในประเทศฟินแลนด์ เพราะมันไม่ได้สวมกางเกงใน

49.ภาพยนต์ เรื่อง nothing hill จ่ายค่าตัวจูเลีย โรเบิร์ต 15ล้านเหรียญ ( 660 ล้านบาท )
ในขณะที่พระเอกอย่างฮิว แกรนจ์รับค่าตัวเพียง 1 ล้านเหรียญ ( 45 ล้านบาท)

50. หมึกยักษ์ มีดวงตาใหญ่ที่สุดในโลก (50 ซ.ม.)

51.ขนมทอดกรอบตรา ปูไทย ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของเนื้อปู

52.ในน้ำทะเล 100 ตัน จะมีทองคำอยู่ประมาณ 4 กรัม

53.จำนวนแถวของข้าวโพดในแต่ละฝักจะเป็นเลขคู่

54.จิงโจ้เป็น!เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่เดินถอยหลังไม่ได้

55.ยุงชอบเลือดเด็กมากกว่าเลือดผู้ใหญ่

56.แมงมุมทอดรสชาติเหมือนถั่ว

57.ฟันของแมลงสาบอยู่ในท้อง

58.เม่นทุกตัวลอยน้ำได้

59.หมู มีโอกาสเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

60.นอกจากมนุษย์แล้ว หมีขั้วโลกและจิงโจ้ต่างก็จูบเป็น ส่วนลิงชิมแปนซีนั้นจูบแบบ "เฟรนช์คิส" ได้ด้วย

61.คนถนัดขวามีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนถนัดซ้ายถึง 9 ปี

62.Hippopotomonstrosesquippedaliophobia คือ ชื่ออาการของคนที่หวาดกลัวคำอ่านยาวๆ

63.ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม - มีนาคม มีแนวโน้มเป็นโรคจิตและโรคคลั่งมากกว่าเดือนอื่นๆ

64.แก้วไม่ได้เป็นของเเข็ง เเต่เป็นของเหลว

65.สมองคนเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักของร่างกาย แต่ใช้เลือดไปเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมด
และในสมองมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 85%

66.เลือดของกุ้งมังกรเป็นสีน้ำเงิน

67.อูฐสามารถหมุนหัว 180 องศา และโหนกข้างหลัง มีไว้เก็บไขมัน

68.รู้หรือเปล่าว่าเว็บgoogleไม่ได้มีประโยชน์แค่หาข้อมูล แต่เป็นเครื่องคิดเลข

69. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก


70. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย)
เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร

71. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง

72. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน

73. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก

74. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน

75. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง

76. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแ สงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า

77. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย

78. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์

79. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต

80. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร

81. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต

82. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน

83. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน

84. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี

85. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์

86. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

87. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน

88. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส
ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่

89. ในคืนเดือนมืดสนิท ปราศจากสิ่งใดขวางกั้นสายตา
เราสามารถมองเห็นแสง จากไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียว
ที่อยู่ไกลออกไปถึง 90 km.

90. Apache คืออินเดียนแดงเผ่าสุดท้าย ที่ยอมจำนนต่อรัฐบาลสหรัฐ







กัวไถหมิงTerry Gou / Foxconn Technology Group

วิศวกรถามประธานกัวไถหมิงว่า 
"ทำไมคนที่เหนื่อยเป็นพวกเขา แต่คนทีได้รับเงินกลับเป็นคุณ"

ระหว่างพวกเรานั้นมี 3 อย่างที่แตกต่างกัน


อย่างที่ 1 :

30 ปีที่ก่อนที่ผมก่อตั้งบริษัท ผมต้องใช้บ้านและครอบครัวเป็นเดิมพัน

แต่พวกคุณเพียงใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีส่งใบสมัครงานเข้ามาที่บริษัท

จากนั้นก็ได้เข้ามาทำงาน และก็สามารถเดินออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้

ผมกับคุณต่างกันตรงที่: สร้างกิจการ กับ ทำงาน


อย่างที่ 2 :

ผมต้องเลือกขั้วที่ทำการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

และสุดท้ายผมก็เลือกที่จะร่วมงานกับแอปเปิ้ล เพราะวิสัยทัศน์ของผมมักจะตัดสินใจสิ่งที่ถูกต้องเสมอ

ส่วนพวกคุณ การที่จะเข้าทำงานในแผนกไหนส่วนไหนนั้น

ก็จะต้องมากจากคัดสรรโดยดูจากประสบการณ์และการสอบคัดเลือก

พวกผมกับคุณต่างกันตรงที่: การเป็นคนเลือก กับ การเป็นคนถูกเลือก


อย่างที่ 3 :

ผมใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงในการคิดหาวิธีสร้างผลกำไร

เพราะการตัดสินใจแต่ละนโยบายจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ถือหุ้นและ พนักงานมากกว่าหมื่นคน

ขณะที่พวกคุณต้องคิดเพียงว่าทำอย่างไรจะดูแลครอบครัวของตัวเองให้ดีเท่านั้น

พวกผมกับคุณต่างกันตรงที่: ความรับผิดชอบที่แบกรับอยู่




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2554    
Last Update : 1 ตุลาคม 2558 11:17:25 น.
Counter : 382 Pageviews.  


หิรัญม้วนแผ่นดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add หิรัญม้วนแผ่นดิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.