ในชั่วพริบตาเดียวของจักรวาล





หากเราย่นย่อระยะเวลา
ตั้งแต่จุดกำเนิดของจักรวาฬทางกายภาพ หรือ จักรวาล(cosmos)
มาจนถึงปัจจุบัน ให้เท่ากับ 24 ชั่วโมง โดยถือว่า "Big Bang" เกิดขึ้นตอนเที่ยงคืน
จากการเทียบเวลาจริงที่ใกล้เคียง เราพบว่า
ดวงอาทิตย์ของเรา เกิดขึ้นก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว หมื่นล้านกว่าปี หลังการเกิด Big Bang
หรือเท่ากับเวลาผ่านมาแล้ว16:48 ชั่วโมง

หลังจากนั้น โลก ซึ่งยังมีสถานะเป็นกลุ่มก้อนก๊าซ ที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงอยู่ หลังจากนั้น
ก๊าซเริ่มเย็นจนกลายเป็นผิวที่แข็ง จนความร้อน แรงกดดันของมวล และพลังงาน
จากส่วนประกอบที่มีกัมมันตภาพรังสีสูง ได้ขับก๊าซและไอน้ำออกมา ก่อเกิดเป็นมหาสมุทร
และสร้างชั้นบรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลักขึ้นมา
และขณะนี้เป็นเวลา16:53 น.

แล้วการสร้างโมเลกุลของน้ำตาล และกรดที่มีความซับซ้อนขึ้นมาเป็นวัตถุดิบหลักพื้นฐาน
ให้กับการเกิด 'เซลล์ที่มีชีวิต' เซลล์แรกขึ้นมาราวๆ 700 ล้านปี หลังจากที่โลกก่อตัวขึ้น
ขณะนี้เป็นเวลา17:46 น.
29,000 ล้านปีหลังจากนั้น หรือจาก 17:46 ถึง 22:24 เป็นช่วงวิวัฒนาการจากแบคทีเรียเซลล์เดียว
ไปสู่การหายใจและการสร้างพลังงานให้ตัวเอง
โดยการหมัก,การสังเคราะห์แสง,การหายใจ ไปเป็น 'เซลล์ยักษ์'
และเป็นการปูทางไปสู่ การเกิด 'Eukaryote' หรือเซลล์ที่มีนิวเคลียส

และหลังจากสัตว์หลายเซลล์รุ่นแรกอย่าง แมงกระพรุน และพยาธิตัวตืด
จะถือกำเนิดขึ้นมา ก็เมื่อ 600 ล้านปีที่แล้ว
และนี่ ก็เป็นเวลา 23:02 น.แล้ว

ครั้นพอเวลาประมาณ 23:11 น.(90ล้านปีต่อมา)สัตว์จำพวกที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรก ก็ปรากฏ
เวลา 23:37 น. เริ่มกำเนิดไดโนเสาร์
เวลา 23:39 น. นกตัวแรกโผบิน
เวลา 23:57 น. ลิงเริ่มออกมาปีนป่าย
กว่าที่พวก Hominids ซึ่งเป็นบรรพบุรุษ เริ่มแรกของมนุษย์สมัยใหม่ จะปรากฏขึ้เมื่อ 4 ล้านปีที่แล้ว
เวลาก็ล่วงมาถึง 23:59:37 น.แล้ว

ต่อมาอีก 15 วินาที จะถึง 24:00 น. หรือเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว
พวก Homo habilis ที่มีสมองใหญ่กว่า
มีลักษณะทางกายภาพปราณีต และฟันเล็กกว่า และยังพัฒนาทักษะในการล่าสัตว์
โดยใช้เครื่องมือที่ทำจากหินได้
พวก Homo Sapiens หรือมนุษย์สมัยใหม่รุ่นแรก เกิดขึ้นประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว
ก่อนเวลาเที่ยงคืนเพียง 2 วินาทีกว่าๆเท่านั้น
การเพิ่มขนาดของสมอง การยืดตัวตรง การเดินสองเท้า
พัฒนาการของแขนและมือที่สัมพันธ์กับดวงตา
รวมทั้งการสื่อสารอย่างแสดงอารมณ์ ผลที่ตามมา คือ ภาษาพูด
ครั้นล่วงเข้าถึง 16,000 ปี ก่อนคริสตกาล บรรพบุรุษเราเริ่มวาดภาพบนผนังถ้ำ

บัดนี้เป็นเวลา 23:59:59.9 น.
นั่นคือเหลืออีก 0.1 วินาที ก็จะเที่ยงคืน และที่เหลือ ก็คือ ประวัติศาสตร์ของพวกเรา

ค.ศ. 1543 เริ่มปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์โดยผ่านงานเขียนของ Nicolaus Copernicus
กลางศตวรรษที่ 17 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ
กลางศตวรรษที่ 18 ประชาธิปไตยเริ่มมีตัวตนในยุโรป
ค.ศ. 1803 รถจักรพลังไอน้ำ
ค.ศ. 1819 เรือกลจักรไอน้ำ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค
ค.ศ. 1825 มีรถไฟสายพาณิชย์
ค.ศ. 1837 ประดิษฐ์โทรเลข
ค.ศ. 1885 รถยนต์ที่มีเครื่องสันดาปภายใน
ค.ศ. 1901 การสื่อสารทางวิทยุข้ามมหาสมุทร
ค.ศ. 1903 การบินที่ใช้น้ำมัน
ค.ศ. 1958 เครื่องบินเจ็ทพาณิชย์ข้ามแอตแลนติคสายแรก
ค.ศ. 1960 ดาวเทียมสื่อสาร
ค.ศ. 1977 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
ค.ศ. 1990 อินเทอร์เนท
จะเห็นได้ว่า
ยุคทุนนิยมเพิ่งมาอยู่บนโลกเราแค่ 1.44 ใน 1,000 ของ 1 วินาที บนนาฬิกาจักรวาลของเราเท่านั้น
แล้วคุณเห็นอะไรบ้าง จาก บิ๊กแบง จนถึง อินเทอร์เนท


ปี ค.ศ. 1521 เมื่อแมกเจลแลน เดินทางไปรอบโลกสำเร็จ
ชาวยุโรป จึงยอมรับว่า นครวาติกัน มิใช่ศูนย์กลางของโลกอีกต่อไป
ปี ค.ศ. 1610 ที่กาลิเลโอใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาว
เราได้เรียนรู้ว่า โลกของเรา ไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบสุริยะ หากแต่เป็นดวงอาทิตย์
ปี ค.ศ. 1920 เมื่อแชพลีย์ ได้ศึกษาการเคลื่อนที่ของกระจุกดาวรอบดาราจักรทางช้างเผือก
เราได้รู้ว่า ดวงอาทิตย์ของเรา ไม่ใช่ศูนย์กลางของดาราจักร
หากแต่ศูนย์กลางที่แท้จริง อยู่ห่างออกไป 28,000 ปีแสง
ปี ค.ศ. 1936 ผลสรุปการศึกษาดาราจักรของฮับเบิ้ล
ทำให้เรารู้ว่า ดาราจักรทางช้างเผือกของเรา ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล
และไม่ได้มีความพิเศษเหนือดาราจักรอื่นๆ อีกนับแสนล้านดาราจักรเลย
แต่ไม่ว่ามนุษย์จะมีความพิเศษมากกว่านั้นหรือไม่ก็ตาม
ดวงอาทิตย์ก็จะสิ้นแสงในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้าแน่นอน









 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2558 14:11:04 น.
Counter : 310 Pageviews.  

น้ำซุปแห่งสารเคมี





นักวิทยาศาสตร์ ได้ตั้งสมมติฐานเป็นที่ยอมรับกันว่า เมื่อราวพันล้านปีที่ผ่านมา
ขณะที่โลกกำลังเย็นตัวลง ไอน้ำในอากาศ ได้กลั่นตัวเป็นหยดน้ำตกลงมารวมกัน
ชะเอาสารเคมีมากมาย ทั้งในอากาศและพื้นดิน ผสมรวมกัน ปนเปอยู่ในก้นอ่าง
ซึ่งพัฒนาเป็นทะเลในที่สุด
น้ำ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีเหล่านี้ ยังถูกฉายกราดด้วยคลื่นพลังงาน จากดวงอาทิตย์
พลังงานจากจักรวาล และพลังไฟฟ้า จากสายฟ้าฟาด
พลังงานเหล่านี้ได้ทำปฏิกริยา ต่อแร่ธาตุบนพื้นโลกกว่าร้อยชนิด ทำให้มันหลอมรวมกัน
หรือแยกจากกัน ทำให้มันมีสภาพเป็นประจุไฟฟ้า 2 ชนิด คือบวก และ ลบ
ไฟฟ้าต่างขั้วจะดูดกัน ขั้วเดียวกัน จะผลักกัน ดังนั้นสารเคมีจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
อะตอม และ โมเลกุลเล็กๆ จับกันเป็นโมเลกุลใหญ่ กลายเป็นสารเคมีพื้นฐานที่จะนำมาสร้างชีวิต
เช่น กรดอะมิโน กรดนิวคลิอิก กรดไขมัน ฯลฯ ผสมปนเปอยู่ในทะเล
นักวิทยาศาสตร์ เรียกน้ำทะเลช่วงนี้ว่า 'น้ำซุปแห่งสารเคมี'

หลายล้านปีผ่านไป สารเคมีที่ลอยเคว้งคว้างไร้จุดหมาย เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน
กรดอะมิโนเริ่มจับกลุ่มกันกลายเป็น สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก เอ้ย! สิ่งที่เรียกว่า'เนื้อ' หรือ 'โปรตีน'
กรดนิวคลิอิค จับตัวกันเป็นรหัสพันธุกรรม ซึ่งสามารถบันทึกขั้นตอนการทำงานของสารเคมีอื่นๆ
และ สามารถถอดรหัสการทำงาน เพื่อสร้างสารเคมีตัวใหม่เหมือนตัวเองได้ ทำให้เกิดการ'แพร่พันธ์'
กรดไขมัน กับ กรดอะมิโน จับตัวกันกลายเป็นสารใหม่ๆ
'เกลือแร่' ถูกดึงมาเป็นส่วนประกอบของโมเลกุลสำคัญ ที่นำมาซึ่งชีวิต
'วิตามิน' ทำหน้าที่เร่งปฏิกริยาเคมีให้เร็วขึ้น โดยสนับสนุนสารเคมีที่เรียกว่า'เอนไซม์'
'ไขมัน' เริ่มต้องเข้ามาโอบล้อมสารเคมีจำนวนมากที่มีคุณค่าเหล่านี้ กลายเป็นผนังเซลล์
ซึ่งยอมให้สารสำคัญเดินเข้าไปและผลักสารเคมีที่เป็นขยะออกมา
จะด้วยความบังเอิญ หรืออะไรก็แล้วแต่ 'ชีวิตกำเนิดแล้ว'

ชีวิตใหม่สามารถทำงานซ้ำๆ โดยสายพันธุกรรม ทำหน้าที่กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ชีวิตใหม่ดูดสารเคมี เกลือแร่ วิตามิน เข้าไปข้างใน สะสม และสร้างทุกสิ่งที่เหมือนตัวมัน
ทำให้มันขยายใหญ่ขึ้น และแตกเป็นสอง 'สิ่งมีชีวิตเริ่มแพร่พันธ์'
ช่วงพันล้านปีของกระบวนการเคมี ถ้าผิดพลาด มันก็จะสูญสลายไป หากถูกต้อง มันก็จะดำรงอยู่
และหากทำได้ดีกว่าบรรพบุรุษ มันก็จะกลายพันธ์เป็นชีวิตใหม่ที่คงทนกว่า
เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะ จากหนึ่งเซลล์เป็นสองเซลล์ 
และเริ่ม 'วิวัฒนาการ' เปลี่ยนพลังงานจากแสงแดด
มาใช้ประโยชน์ หรือ 'คลอโรฟิลด์' และนี่คือ 2 สิ่งมหัศจรรย์

1)รหัสพันธุกรรม(Genetic Code) ทำให้เรียนรู้จดจำวิธีดำรงชีพ
2)คลอโรฟิลด์(Chlorophyll) ทำให้พืชเปลี่ยนพลังงานจากดวงอาทิตย์ 
มาใช้แปรรูปเป็นพลังงานเคมี
โดยเชื่อมน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าด้วยกัน แล้วซ่อนพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในนั้น
ทำให้ได้สารเคมีตัวใหม่ เรียกว่า 'กลูโคส'

ต่อมาธรรมชาติ ได้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตอีกกลุ่ม ซึ่งไม่มีคลอโรฟิลด์เหมือนพืช
สิ่งมีชีวิตพวกนี้ จึงต้องมี ปาก มือ และเคลื่อนไหวได้
เมื่อ 400 ล้านปีก่อน ในยุคนั้นคือ ยุคCarboniferous เป็นยุคที่เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์
ในบรรยากาศโลก ซึ่งทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง และมีอุณหภูมิสูงมาก
เป็นยุคที่ดำรงมาประมาณ 70ล้านปี
โลกเรามี 25% เป็นพื้นดิน 75% คือมหาสมุทร
 ในตอนนั้นมีเพียงทวีปเดียว นักวิทยาศาสตร์เรียก Pangaea
แพนเกีย เป็นทวีปก่อนมีสิ่งมีชีวิต คาดกันว่า 
มันถูกปกคลุมด้วยพืชอย่างหนาแน่น สูงเสียดฟ้าหลายร้อยฟุต 
ขณะที่บนพื้นดินทั้งทวีป ก็สุมหนาไปด้วยซากพืชเน่า หนาหลายร้อยหลายพันฟุตในบางแห่ง
กระบวนการนี้ดำรงอยู่ประมาณ 70ล้านปี จนเมื่อ 300ล้านปี
 ก่อนอุกกาบาตชนโลกจนเปลือกโลกปริแตกซากพืชหมักหมม จมลงสู่ใต้ดินลึก 
และถูกแรงอัดมหาศาลมายาวนานกลายสภาพเป็นของเหลว 
ที่ต่อมาเราเรียกว่า'น้ำมัน'
[ก่อนมนุษย์จะรู้จักเอาน้ำมันมาใช้ เราใช้ถ่านหิน ซึ่งคือเปลือกนอกสุดของกองพืชซากหมักหมม
ที่ดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ มาสะสมเอาไว้ในตัวเอง เมื่อ 300ล้านปีก่อน
น้ำมันถูกค้นพบครั้งแรก ปีค.ศ.1850 ที่โรมาเนีย 
และมาบูมจริงๆ ปีค.ศ.1859 เมื่อมีการขุดพบที่เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา 
จนนำไปสู่การปฏิวัติเศรษฐกิจของมนุษย์อย่างเทียบไม่ได้เลยกับการพบถ่านหิน]

ส่วนประกอบของอากาศในระดับความสูงน้ำทะเลบนโลก คือ
ไนโตรเจน 78.08% ออกซิเจน 20.95% อาร์กอน 0.93%
คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% นีออน 0.0018% ฮีเลียม 0.0005% 
คริปตอน 0.0001% และ ซีออน 0.0001% 
 ความเข้มข้นที่พอดีของออกซิเจนที่ทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้
แต่น้อยเกินกว่าที่จะทำให้ไฟลุกติดขึ้นเอง ในที่ที่มีอากาศแห้ง
แม้ออกซิเจนเป็นก๊าซที่ทำปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆได้ไวมาก
แต่ความเข้มข้นของมัน ก็ยังคงอยู่ในระดับเท่าเดิมมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
นี่คือความสมดุลของชั้นบรรยากาศ ที่ก่อเกิดสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย

50 ล้านปีต่อมา ไดโนเสาร์เริ่มปรากฏ 
ทวีปหลักๆบนโลกมีเพียง 2ทวีป1)Laurasia และ 2)Gonwanaland 
โลกเข้าสู่ยุคJurassic(Melosoic) และดำรงมาจนสิ้นสุดเมื่อ 65ล้านปีก่อน
เพราะโดนอุกกาบาตชนอีกครั้ง จนแยกออกเป็น 5ทวีปใหญ่ 

จนเมื่อมนุษย์พัฒนาเผ่าพันธ์ และอพยพไปในทวีปต่างๆ
ประชากรโลก มี 500ล้านคน ในปีค.ศ.1000
และก้าวกระโดดเป็น 1พันล้านคนในปีค.ศ. 1800
กว่าที่โลกจะมีถึง 1พันล้านคน ต้องใช้เวลา 200,000ปี 
และกว่าที่เราจะมีถึง 2พันล้านคนในปีค.ศ. 1930 นั้นใช้เวลา 130ปี 
แต่มนุษย์ใช้เวลาเพียง 30ปีเท่านั้น ในการเพิ่มเป็น 4พันล้านคน
ในปีค.ศ. 1974 เป็น 5พันล้าน ในปีค.ศ. 1987 ในเวลา 14 และ 13 ปีตามลำดับ 
สุดท้ายเป็น 6พันล้านคน ในปีค.ศ. 1999 หรืออีก12ปีหลังจากนั้น 
และเราจะมีมนุษญ์ 1หมื่นล้านคนในปีค.ศ. 2030 หรือเร็วกว่านั้น
(เราคงต้องพึ่งอุกกาบาตอีกครั้ง)









 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2555 17:09:33 น.
Counter : 352 Pageviews.  

โซ่ตรวนอันผุกร่อนของศาสนาคริสต์กับการเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์และเหตุผล





ค.ศ.500-1400 ของยุโรป เกิดสงคราม Crusade ระหว่าง คริสเตียนกับมุสลิม
ระหว่างปี ค.ศ.1095-1291 มีสงครามครูเสดระดับใหญ่ เกิดขึ้น8ครั้ง
รวมเวลาประมาณ200ปี ของสงครามแย่งชิงJerusalem ที่พระคริสต์ถือกำเนิด

แผ่นดิน Jerusalem อาหรับเป็นผู้ครอบครองมาตั้งแต่ ค.ศ.659(ศตวรรษที่7)
ครั้น ถึง ค.ศ.1100 พวกคริสต์ได้อ้างว่าที่นี่คือสังเวชนียสถานของคริสต์ เช่น เยรูซาเลม ที่ซึ่งพระคริสต์ถูกตรึงกางเขน
เมืองนาซาเรท ที่พระเยซูใช้ชีวิตอยู่ และสถานที่อื่นๆ ที่พระเยซูทรงแสดงปาฏิหาริย์ในอดีตกว่าพันปี
ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจอิสลามทั้งสิ้น จึงต้องไปแย่งคืน
โดยใช้เหตุจูงใจ เช่น ทาสที่ดินที่สมัครไปรบ จะเป็นไทพ้นทาส นักโทษสมัครไปรบก็จะพ้นโทษ
คนชั่วทำบาปทำกรรมใดๆ ก็จะพ้นบาป กองทัพคริสต์ส่วนใหญ่จึงมีสภาพใกล้กองโจร เกิดขาดเสบียง
ก็ปล้นดะรายทาง
ไม่เว้นแม้แต่เมืองคริสต์ด้วยกัน เป็นเหตุให้
พวกคริสต์โรมันคาทอลิกซึ่งขึ้นกับสันตะปาปาที่กรุงโรม และนิกายกรีกออโธดอกซ์
ซึ่งขึ้นกับสังขบิดรที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล รบกันเอง
และเป็นเหตุให้ คริสต์กรีกออโธดอกซ์ อ่อนแอลง จนต้องเสียเมืองคอนสแตนติโนเปิลให้แก่พวกอิสลามตุรกี
กลายเป็นเมืองอิสตันบูลทุกวันนี้
นี่คือความพ่ายแพ้ประการแรกของชาวคริสต์ ในสงครามครูเสด

ประการที่สอง คือหลังสงคราม พวกฝรั่งที่มารบได้พบเห็น วัฒนธรรมอิสลามในปาเลสไตน์ที่ดีกว่า สูงส่งกว่า
ทำให้เกิดความคิดแปลกแตกแยก จนเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด
คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นที่เยอรมนีในศตวรรษที่16


ยุโรปเหนือ ส่วนใหญ่เป็นProtestants ยุโรปใต้เป็นCatholic นิกายCalvin เป็นรูปแบบหนึ่งของProtestants
John Calvin(ค.ศ.1509-1564) คือนักบวชฝรั่งเศสผู้ทรงอำนาจ สถาปนานครเจนีวา ให้เป็นเมืองอิสระ


การคัดค้าน ศาสนจักรของ Martin Luther(ค.ศ.1483-1546) ผู้สถาปนานิกายโปรเตสแตนท์
ท่ามกลางความเสื่อมของศาสนาคริสต์ในยุโรป
นำไปสู่ 'สงครามศาสนา' ระหว่างฝ่าย คาธอลิก และ โปรเตสแตนท์ ในเวลาต่อมา
เนื่องจากโปรเตสแตนท์สอนให้แยกอำนาจศาสนจักร และรัฐ ออกจากกัน
เมื่อมีการแยกตัวออกจากโรม ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในองค์กรศาสนา เปิดโอกาสให้ เกิดมีกษัตริย์ของรัฐชาติใหม่ในยุโรป
หันมานับถือโปรเตสแตนท์
ทำให้อำนาจของรัฐมีเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดทรราชน้อยใหญ่ไปทั่วยุโรป ทำให้ศาสนจักรโรมันคาธอลิก
ก็เพิ่มความเป็นอำนาจนิยมสูงขึ้น
โดยใช้เหตุผลว่า ต้องมีอำนาจมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับพวกโปรเตสแตนท์
ก่อให้เกิดการประหัตประหารกันเอง ระหว่างชาวคริสต์ กินเวลากว่า 30 ปี
จนท้ายที่สุด โซ่ตรวนอันผุกร่อนของศาสนาคริสต์ ที่เคยผูกมัดสังคมยุโรปเอาไว้ตั้งแต่ต้น ก็ขาดสะบั้นลง
ก่อให้เกิดการปลดปล่อยครั้งสำคัญ นั่นก็คือ
การเปิดทางให้กับการ'พัฒนาอย่างก้าวกระโดด' ในระดับ'ปฏิวัติ' ของสิ่งที่เรียกขานกันว่า 'วิทยาศาสตร์'


Leo tolstoy ไม่เคยเชื่อว่า'วิทยาศาสตร์'นั้นสามารถ จะนำมาใช้แทนที่'ศาสนา'ได้
เนื่องจากศาสนาเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับธรรมชาติของมนุษย์ อย่างที่ไม่อาจแยก ขาดจากกันได้
หรือ "ศาสนาคือสัมพันธภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ระหว่างตัวเขา กับจักรวาลอันไม่สิ้นสุดและไม่รู้จบ"
และมันเป็นสัมพันธภาพที่มีมาก่อนหน้า ที่ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ จะถือกำเนิดขึ้นมา


Copernicus ผู้ประกาศว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ปีละครั้ง และโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ต้องตายไปแล้วกว่าร้อยปี กว่าทฤษฎีของเขา จะเป็นที่ยอมรับ
เพราะฉนั้น อย่าหวังว่าจะเปลี่ยนอะไรๆ ภายในเวลาที่คุณต้องการ

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน
หลังจากการค้นพบตอนบ่าย แล้วประกาศให้เป็นที่รับรู้กันในตอนค่ำ
สำหรับวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งที่สามารถศึกษาได้คือ 'สมอง' เท่านั้น
มิใช่ 'จิต' เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่อาจทดสอบหรือพิสูจน์ได้
จุดสิ้นสุดของความเป็นไปได้ คือ จุดที่ความเชื่อความรู้ของเรา และเทคโนโลยีที่สามารถจะตรวจสอบได้ในขณะนั้น
เพราะ
"คนเป็นมาตรวัดทุกสิ่ง ว่าอะไรเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร"
Man is the measure of all things;of what is ,that it is,of what is not,that it is not.
Protagoras.
ก่อน ค.ศ. 480-410 ปี




ทำไมจึงไม่เขียน?
พระพุทธเจ้า พระเยซู โสกราตีส บุคคลในตำนานและประวัติศาสตร์
ต่างมีชีวิตอยู๋ในสังคมที่มีภาษาเขียน และเป็นผู้มีความรู้ อ่านออกเขียนได้ แต่ต่างเลือกที่จะเผยแพร่
ความคิดตนเอง ด้วยภาษาพุดเท่านั้น สิ่งที่เรารู้ในวันี้ คือสิ่งที่เขาเอื้อยเอ่ย เป็นถ้อยคำประโยคเมื่อร้อยเมื่อพันปีก่อน
โดยผ่านการจดบันทึกของสานุศิษย์ทั้งสิ้น

ทำไมจึงไม่เขียน?
โสกราตีส ผู้ประกาศว่า เขาไม่รู้อะไรเลย เป็นผู้ที่ไม่ยอมเขียนอะไรเลย
เพราะเขาเห็นว่า การสนทนาและถกปัญหาแบบ dialogue เป็นวิถีที่จะนำไปสู่ความเข้าใจจริง ทางปรัชญาได้อย่างแท้จริง
การตรึงตัวอักษรไว้อย่างตายตัว ไม่สามารถ ก่อให้เกิดบทสนทนาในฉับพลัน และนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ง่าย

วิถีแห่งพุทธ ได้ตระหนักมานานว่า การแยกแยะเชิงมโนทัศน์ด้วยตา และ ตรรกะ เป็นการสร้างความจริงได้เพียงบางแง่มุม
และละเลยบดบังความจริง แง่มุมอื่นๆไปพร้อมๆกัน การเขียนจึงเป็นการตรึงภาษา และตรรกะอันลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้น

ความจริงประการหนึ่ง ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ก็คือ การอ่านออกเขียนได้
เป็นคุณสมบัติของชนชั้นสูงเท่านั้น การอุบัติขึ้นของภาษาเขียน จึงมาพร้อมกับการปกครอง แบ่งแยกชนชั้นอย่างเข้มข้น
ตัวอักษร กรือการเขียน มิได้ถือกำเนิดมาเพื่อให้คนสามัญทั่วไปใช้ ในขณะที่ศาสดาทั้งหลาย
พยายามสื่อสารกับมวลชนคนหมู่มาก ที่อ่นไม่ออก เขียนไม่ได้ มิใช่กับราชา ขุนนาง พ่อค้า ผู้มั่งมีในลาภยศ
ซึ่งคนเหล่านี้ ไม่สามารถ ซึมซับความคิด ของคนที่พวกเขารู้สึกว่าต่ำต้อยกว่าตัวเองได้ ดังเช่น อวจนะของพระเยซูที่ว่า
"การจูงอูฐให้เดินลอดรูเข็ม ยังจะง่ายเสียกว่า การให้คนร่ำรวย ก้าวเข้าประตูสวรรค์ไปสู่อณาจักรของพระเจ้า"





Seven Deadly Sins
บาปมหันต์ทั้ง 7

Lust - ตัณหาราคะ
Gluttony - ความตะกละ
Avarice - ความละโมบ
Sloth - ความเกียจคร้าน
Anger - ความโกรธ
Envy - ความอิจฉาริษยา
Pride - ความยโสโอหัง

ความยโสคือบาปขั้นสูงสุด นัยว่ามันคือการยึดติดกับตัวเองมากที่สุด
ว่ากันว่า สมัยก่อนหน้าที่จะมาลงตัวที่เล็ข 7 อันศักดิ์สิทธ์
พระชาวอียิปต์หรือกรีก นั่งนับนิสัยชั่วร้ายได้ 8 ชนิดด้วยซ้ำ
บาปที่หายไป คือ Dejection - ความซึมเศร้า ซึ่งถูกนำไปรวมกับ ความเกียจคร้าน
และ Vainglory - ความเย่อหยิ่งจองหอง นำไปรวมกับความยโสโอหัง
Envy - ความอิจฉาริษ คือบาปใหม่ที่เพิ่มเข้ามา





Alchemy
วิชาเล่นแร่แปรธาตุ

เป็นศาสตร์เก่าแก่สืบย้อนไปไกลถึงยุคอียิปต์โบราณ และมาเฟื่ยงฟูสุดขีดในยุโรป
ระหว่างศตวรรษที่ 16-17 อันเป็นรอยต่อ ที่สังคมตะวันตก กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์
ที่ถือเอาหลักเหตุผลนิยม เป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ และเป็นบรรทัดฐานของความจริง
การเล่นแร่แปรธาตุ มีทั้งความเป็นศาสตร์ และ ไสย หรือเป็นวิชา หรือ อวิชชา รวมกันอยู่
คือ มีด้านที่ต่อมาพัฒนาเป็นวิชาเคมี และด้านที่ไปทางอำนาจลึกลับ พลังจิต
ในบริบทของยุคฟื้ฟูศิลปวิทยา ที่เพิ่งสลัดตัวเองออกจาก อำนาจล้นฟ้าของศาสนจักรในโลกตะวันตก
นี่นับเป็นความอหังการที่น่ายกย่องของมนุษย์ ที่จะสวมบทแทนที่พระเจ้า
ที่ใฝ่ฝันจะลุกขึ้นมาเอาชนะธรรมชาติของสรรพสิ่ง(แปรเหล็กให้เป็นทอง)
และเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์(การเป็นอมตะ)

อวิชชา เปรียบเหมือน ปมของเชือก ที่ผูกซ้อนกันไว้เป็นชั้นๆด้วยปัญญา
คนเราย่อมสามารถแก้ปมเหล่านั้นออกได้ จนถึงปมสุดท้าย
แต่เมื่อปมสุดท้ายของเชือก ถูกแก้ออกแล้ว เชือกเส้นนั้นกลับหายไป
เพราะมีปม จึงมีเชือกอยู่ พอหมดปม เชือกก็ไม่ดำรงอยู่
เราจะพบความจริงของคำว่า 'อนัตตา' เมื่อการปฏิบัติธรรม เดินทางมาถึง
ปมสุดท้ายของอวิชชา ว่า ปมและเชือก มันไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงเลยตั้งแต่ต้น




 

Create Date : 18 กันยายน 2553    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2556 12:31:04 น.
Counter : 617 Pageviews.  


Valentine's Month


 
หิรัญม้วนแผ่นดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add หิรัญม้วนแผ่นดิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.