....ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ไหญ่ แก้วน้ำ จานชาม บันได โคมไฟ ที่สวยงาม ขอบรั้ว และริมทางเดิน ต้นหญ้าอยู่ ในสนาม ... บ้านนี้จะงามไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ.......
Group Blog
 
All Blogs
 

สีข้าวตามสั่ง ผลิตเองขายเอง

ข้าวกล้องอินทรีย์ หอม นุ่ม สด ใหม่ จากชาวนาตรงสู่ผู้บริโภค จากยุ้งฉางส่งตรงถึงหม้อข้าว





ผลิตผลจากสวนสันป่ากาย ที่ราบลุ่มน้ำแม่ปิงและน้ำแม่กวง อำเภอสารภี เชียงใหม่ นาเราเป็นนาข้าวอินทรีย์ เพาะปลูกตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับการรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร รหัสรับรอง TAS : 3413 เป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ( Organic Thailand ) ใช้ตราสัญลักษณ์ได้ตามกฎหมาย

ข้าวกล้องของเรา เป็นข้าวทำมือผลิตกันเองภายในครัวเรือน เล็กๆ ผ่านกระบวนการเพาะปลูกที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต จึงเป็นข้าวที่ดีที่สุดต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เราปลูกเอง ดูแลทุกขั้นตอนด้วยความใส่ใจ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปัจจัยการผลิตที่ผลิตเองและหาได้ภายในท้องถิ่น ทุกขั้นตอนการผลิต การทำงานเราเน้นพึ่งพาตัวเอง ใช้แรงงานคนเป็นหลัก และเป็นคนในท้องถิ่นเพื่อการกระจายรายได้ สร้างความมั่นคงของเราร่วมกับชุมชนในระยะยาว และเป็นการช่วยกันรักษาวัฒนธรรมการทำนาแบบดั้งเดิมด้วย ไม่เพียงแค่อิ่มกายเท่านั้น เรายังเติมเต็ม ชีวิตและจิตวิญญาณอีกด้วย

ผลิตเองขายเอง นาเรามีเนื้อที่ 6 ไร่เศษ ปีหนึ่งนาเราผลิตข้าวได้ไม่มากนัก เลี้ยงคนได้ไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น เหลือจากกินก็พอแบ่งขายได้บ้าง เราต้องการขายสินค้าในระบบสมาชิก เพื่อให้ครอบครัวที่สั่งข้าวกับเรา มีข้าวกินตลอดทั้งปี เรามีของดีมีคุณภาพเราก็อยากนำเสนอ แน่นอนเรากินอย่างไร ท่านก็ได้กินอย่างนั้น ได้แบ่งปันสิ่งดีๆสู่กันมันสุขใจ

เราจึงโฆษณาหาลูกค้าเอง จากชาวนาสู่ผู้บริโภคโดยตรง เป็นการเกื้อกูลกันทั้งสองฝ่าย ท่านก็ได้ของดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัยกิน กินทุกมื้อ กินทุกวัน เราเองก็ได้จำหน่ายข้าวในราคาที่มีเหตุผล มีแรง มีพลัง ที่จะทำเกษตรอินทรีย์ต่อไป โดยท่านอาจสั่งซื้อเป็นครั้งคราว หรือจองซื้อแบบประจำตลอดปีตามความสะดวก เราก็จะเก็บสต็อกข้าวไว้สำหรับท่านทั้งปี

สีข้าวตามสั่ง ทันทีที่ท่านสั่งซื้อ เราจะนำข้าวเปลือกออกมาจากยุ้ง สีเป็นข้าวกล้องตามท่านสั่ง นำมาเข้าเครื่องกะเทาะเปลือก แล้วคัดแยก ฝัดเอาเอาข้าวลีบ เศษฟาง เปลือกข้าวที่ปะปนอยู่ออกจนสะอาดได้ข้าวกล้อง แล้วนำมาบรรจุในถุงๆ ละ 1 กก. พร้อมระบุวันที่ผลิตที่แน่นอน ข้าวทุกถุงต้องผ่านมือเราอย่างพิถีพิถัน มีที่มาที่ไปสามารถตรวจสอบได้ และเพื่อความมั่นใจว่า นาเราเพาะปลูกแบบอินทรีย์เป็นอย่างไร ท่านสามารถเยี่ยมชมนาของเราได้ตลอดทั้งปี และในอนาคตเราจะสร้างกระท่อมที่พักไว้บริการแบบโฮมสเตย์อีกด้วย

เนื่องจากเปลือกข้าว เป็นบรรจุภัณฑ์ธรรมชาติที่สามารถรักษาและคงคุณภาพข้าวไว้ได้ดีที่สุด ฉะนั้นข้าวกล้องจะเริ่มเสื่อมคุณภาพทันที หลังจากวินาทีแรกที่โดนกะเทาะเปลือกออกไม่ว่าจะเก็บรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม อายุการเก็บรักษาข้าวกล้องที่มีคุณภาพจะอยู่ที่ไม่เกิน 1-2 เดือน สำหรับการนำไปทำข้าวกล้องงอกนั้นไม่ควรเกิน 15 วัน เพื่อป้องกันข้าวกล้องมีมอด กลิ่นอับ เหม็นหืน และเพื่อผลประโยชน์ที่คุ้มค่า ควรซื้อข้าวกล้องที่ผลิตสด ใหม่ จากแหล่งที่เชื่อถือได้ พร้อมระบุวันผลิตที่แน่นอน และสุดท้ายถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณค่าของสารอาหาร ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่มีสต๊อกข้าวกล้อง แต่เราจะเก็บสต๊อกไว้ในรูปข้าวเปลือก และสีข้าวตามสั่งเท่านั้น

เหมาะสำหรับ ผู้ที่รักและใส่ใจต่อสุขภาพทั่วไป ผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินและเกลือแร่ ผู้ป่วยที่ต้องการบริโภคข้าวที่ไร้สารปนเปี้อน หรือเป็นของฝากแด่ผู้ที่เคารพนับถือในโอกาสต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
















 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2553 5:18:36 น.
Counter : 2310 Pageviews.  

ข้าวอารมณ์ดี ข้าวกล้องงอก

ขออินเทรนด์กับเขาบ้าง...นะ


พลัน....ที่เข้าสู่ศักราชใหม่ ๒๕๕๒ กระแสข้าวกล้องงอกก็ดังเป็นพลุแตก ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็มีแต่คนพูดถึงข้าวกล้องงอก หรือไม่ก็น้ำข้าวกล้องงอก แอบดีใจเล็กๆ แทนเกษตรกรชาวนา อย่างน้อยพวกเขาก็มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือแม้แต่การต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น

เหตุผลของเรื่องพลุแตกที่ว่า ก็คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่อง"สุขภาพ" เพราะว่าคนเราหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ คำว่าสุขภาพเนี่ยะแหละสามารถนำมากล่าวอ้าง แล้วอยู่เหนือประเด็นอื่นได้ทุกประเด็น

บางครั้งสิ่งที่มีคุณค่าใกล้ตัวก็ถูกมองข้าม ไม่เห็น ไม่รู้คุณค่าอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น เรื่องของ พืช ผักพื้นบ้าน สมุนไพร หรือแม้แต่ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้านตลอดจนสัญชาติญาณที่จะเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานของการดำรงค์ชีวิต

ยอมรับว่าตัวเองก็เคยเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ อาจเป็นเพราะความเผอเลอหรือความตั้งใจ ที่ปล่อยตัวเองไปตามกระแสแห่งการบริโภคแบบไม่บันยะบันยัง มาพักหลังนี้ เริ่มรู้สึกและคิดได้ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ชี้ทางนำพา (หรือว่าอายุมากขึ้น)

หันกลับมาเริ่มเรียนรู้ สังเกตุ และใช้ชีวิต อย่างเรียบง่าย ละเอียด พึงพาตัวเองมากขึ้น มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าหากคนเราเดินช้าลง จะมองโลกได้งดงามขึ้น เราคงมองโลก(เบี้ยวๆ)ใบนี้ อย่างแปลกแยกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ชักจะปรัชญาเกินไปแล้ว หันมาเรื่องข้าวกล้องงอกอารมณ์ดีกันเถอะ

ในฐานะที่เป็นชาวนา(คนสุดท้าย) เลยไปค้นหาข้อมูลเรื่องข้าวกล้องงอกอารมณ์ดีมาฝากกัน

ข้าวกล้องงอก ข้าวอารมณ์ดี
ปัจจุบันกระแส การรักสุขภาพขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความเร่งรีบของวิถีประจำวันที่ทำให้คนใช้ร่างกายหนักขึ้น เผชิญมลพิษมากขึ้น ประกอบกับมีโรคอุบัติใหม่เพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้มีการหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นตามไปด้วย จนในขณะนี้ แม้กระทั่งอาหารหลักอย่าง "ข้าว" ก็มี "ข้าวสุขภาพ" หลากหลายรูปแบบ ออกมาให้เลือกรับประทานกัน หนึ่งในข้าวสุขภาพที่กำลังอยู่ในความสนใจในกลุ่มรักสุขภาพก็คือ "ข้าวงอก"




เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ใช้เวลากว่า 20 ปี ในการค้นคว้าและพัฒนาการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้าวงอก ว่า การกินข้าวงอกเพื่อสุขภาพนั้นเริ่มต้นจากประเทศจีน จากนั้นก็เลยไปที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะแพร่ไปทั่วโลก

"ใน ข้าวทุกประเภททุกสายพันธุ์จะมีสารที่เรียกว่า กาบา (Gaba - Gamma-Aminobutyric acid) แต่ก็จะมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป มีงานวิจัยออกมาว่า สารกาบามีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งทำให้จิตใจสงบ ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท และยังมีแป้งน้อยกว่าข้าวธรรมดาถึง 4 เท่า เหมาะต่อผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน ทั้งยังทำให้คลายเครียด ลดความกังวล และทำให้อารมณ์ดี หลายๆ คนเลยให้ชื่อเล่นของข้าวงอกว่า ข้าวอารมณ์ดีครับ"

ผอ.มูลนิธิข้าวขวัญ อธิบายต่อไปว่า สำหรับคนที่ไม่เคยทราบข้อมูลเกี่ยวกับข้าวงอกมาก่อนเลยนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า "ข้าวงอก" คือ ข้าวที่เอาเปลือกออกแล้ว แต่ยังไม่ได้ขัดสี ลักษณะก็คือ "ข้าวกล้อง" ทั่วไปที่รู้จักกันนั่นเอง การจะนำข้าวมาทำข้าวงอกนั้น ต้องใช้ข้าวกล้องเท่านั้น จะพันธุ์ใดก็ได้ งอกได้เหมือนกันหมด

"ส่วน ที่จะงอกได้ คือ ส่วนที่เป็นจมูกข้าว นั่นเป็นสาเหตุให้การทำข้าวงอก ต้องทำจากข้าวกล้องเท่านั้น เพราะข้าวกล้องยังไม่ได้สีเอาจมูกข้าวออกไป ถ้าเป็นข้าวสารขาวๆ นั่น เขาสีออกไปหมดแล้ว จมูกก็หลุด เอามาแช่ยังไงก็ไม่งอก เพราะส่วนที่งอกได้มันไม่มีแล้ว ในส่วนของสารกาบา ในข้าวกล้องธรรมดาก็มี แต่ในข้าวงอกจะมีมากที่สุด คือ ประมาณ 15 เท่าของข้าวกล้องธรรมดา ถ้ามองในเชิงปรัชญา การงอกของข้าวงอกมันหมายถึงชีวิต เมล็ดข้าวจะมีพลังชีวิตขณะที่มันกำลังงอก"

เดชาอธิบายว่า ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวงอกก็ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียวนักในประเทศไทย เพราะมีภูมิปัญญามานานแล้วในภาคเหนือและอีสาน ที่มีการทำ "ข้าวฮาง" ที่มีกรรมวิธีคล้ายคลึงกับการทำข้าวงอก แต่จุดประสงค์ไม่ใช่ทำไปรับประทานเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการทำให้ข้าวนุ่มขึ้น รับประทานง่ายขึ้น โดยในแต่ละชุมชนก็จะมีวิธีการทำแตกต่างกันออกไปตามการสืบทอดของแต่ละแห่ง

สำหรับวิธีการทำข้าวงอกสูตรของ ผอ.มูลนิธิข้าวขวัญ ก็ไม่ยากเย็นอะไร เคล็ดลับเพียงอย่างเดียวที่เขาแนะนำ ก็คือ ข้าวที่จะนำมาเพาะ ต้องเป็นข้าวกล้องใหม่ๆ ที่สีเอาเปลือกออกมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จึงจะดี แต่ข้าวกล้องที่บรรจุในถุงขายตามศูนย์การค้าทั่วไปก็พอจะเพาะได้ เพียงแต่ก่อนจะนำมาเพาะ ควรทดลองเพาะแต่น้อยๆ ประมาณ 5-10 เมล็ดเสียก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเพาะแล้วจะขึ้นหรือไม่

"ไม่ ยากเลยครับ นำข้าวกล้องที่เราต้องการจะเพาะเป็นข้าวงอกไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้น พอเช้า เราก็เทน้ำทิ้ง แล้วเอาผ้าเปียกมาห่อข้าวนั้นไว้ให้ชื้นและอุ่นๆ จากนั้นพอเย็น เราก็มาเปิดดู ถ้ามันงอก ตรงจมูกข้าวมันจะมีตุ่มสีขาวๆ นูนขึ้นมา นั่นแสดงว่าเพาะขึ้น แต่ถ้าเป็นหน้าหนาว อากาศเย็น มันจะขึ้นยากหน่อย พอแช่ไว้ 1 คืน อาจจะต้องห่อผ้าไว้ 2 วันจึงจะขึ้น และจากเท่าที่ทราบว่ามีการวิจัย เห็นว่าจังหวะที่ดีที่สุดที่จะนำมาหุง ก็คือช่วงที่งอกได้ประมาณ 1 มิลลิเมตรครับ"

เดชา อธิบายวิธีการเพาะข้าวงอกต่อไปว่า เมื่อเพาะแล้วเห็นว่าข้าวกล้องที่เพาะงอกขึ้นมา 1 มิลลิเมตรแล้ว ก็นำไปหุงตามปกติ ข้าวที่หุงได้จะนุ่มกว่าข้าวกล้องธรรมดา แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกแช่ข้าวทุกครั้งที่จะรับประทาน ก็สามารถทำเก็บไว้ได้ ด้วยการแช่ข้าวและห่อด้วยผ้าเปียกจนงอก พองอกได้ที่ ก็นำไปตากจนแห้ง ใส่โหลไว้เหมือนข้าวสารปกติ แต่ถ้าจะทำเก็บไว้มากๆ ต้องระวังเรื่องของมอดแมลงอยู่สักหน่อย เพราะข้าวกล้องงอกจะมีกลิ่นหอมมากกว่า การรบกวนจากมอดแมลงจะมากกว่าข้าวสาร

นักพัฒนาข้าวรายนี้ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ข้าวกล้องที่นิยมรับประทานกันมี 3 สี คือสีขาว จำพวกข้าวกล้องหอมมะลิขาว, สีแดง เช่น ข้าวกล้องมันปู ข้าวกล้องหอมมะลิแดง หรือข้าวหอมกุหลาบแดง และสีดำคือข้าวกล้องหอมนิล เป็นต้น

"ใช้ ข้าวกล้องอะไรก็ได้ครับ ข้าวมันปูก็จะเป็นที่นิยม แต่จะหาซื้อยากหน่อย เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสนำข้าวมันปูไปทำน้ำอาร์ซีป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง ข้าวมันปูจึงเป็นที่นิยมซื้อหามากกว่าเพื่อน"

เดชา กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้กระแสข้าวกล้องงอกเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง วิตามินสูง มีวิตามินอี ธาตุเหล็ก แมงกานีส และแร่ธาตุดีๆ อื่นๆ อีกมากมาย และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนเป็นน้ำตาลของข้าวกล้องงอกจะน้อยกว่าข้าวสารปกติที่นิยมรับประทาน กัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลอย่างยิ่ง

เดชา กล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนหน้านี้ ที่จะมีการวิเคราะห์วิจัยข้าวงอก ก็มีการรณรงค์การรับประทานข้าวกล้อง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือคนทั่วไปที่สนใจรักสุขภาพก็หันมาบริโภค แต่ข้าวกล้องหุงสุกมีความแข็ง บางคนที่ไม่ชอบก็จำต้องรับประทานแบบไม่ค่อยมีความสุขนัก แต่ข้าวงอกจะตอบโจทย์ผู้ที่ไม่ชอบความแข็งของข้าวกล้องธรรมดาได้

"หุง แล้วจะนิ่มกว่าข้าวกล้องธรรมดาครับ และได้คุณค่าทางอาหารสูง เคี้ยวแล้วจะพอดีๆ ไม่เหมือนข้าวสารหอมมะลิที่จะแฉะๆ ก็ทำให้คนที่รักสุขภาพที่ไม่ชอบความแข็งของข้าวกล้องธรรมดา มีทางเลือกของข้าวสุขภาพมากขึ้น และกินอย่างความสุขขึ้น"

ถึงตรงนี้ หลายคนอ่านแล้วอาจชักจะเริ่มสนใจเจ้าข้าวงอกนี้ขึ้นมาบ้าง แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน เดชาไขข้อสงสัยข้อนี้ว่า ขณะนี้ในเมืองไทยเท่าที่เห็น ยังไม่มีการทำข้าวงอกออกมาขายเป็นถุงอย่างข้าวสาร ข้าวเหนียว หรือข้าวกล้องอื่นๆ ในแต่ต่างประเทศพอจะพบบ้างแล้ว แต่อยู่ในรูปของซุปข้าวงอกสำเร็จรูปที่ชงน้ำร้อนพร้อมดื่ม

"ไม่ แน่ใจครับ ยังไม่เห็นว่?ทำเป็นข้าวงอกแพกถุงขาย แต่ถ้าเป็นข้าวกล้องใหม่ๆ นำมาเพาะเองมีเยอะครับ ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็หาซื้อได้ตามกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เช่นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สุรินทร์ ยโสธร สุพรรณบุรีครับ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ตามปั๊มที่มีร้านขายของเกษตรอินทรีย์ครับ ซื้อไปเพาะได้" เดชา สรุป

ด้าน ผศ.ดร.สุดารัตน์ เจียมยั่งยืน อาจารย์ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง "ผลของการงอกต่อสมบัติและการเปลี่ยนแปลงทางคุณค่าอาหารบางประการของ ข้าวกล้องหอมมะลิไทย" ระบุว่า เท่าที่ทดลอง ปรากฏว่า ข้าวกล้องหอมมะลิแดงจะแข็งกว่าชนิดขาว ทำให้งอกได้ยากกว่า

"ตอน นี้เน้นการศึกษาไปในส่วนของข้าวที่งอกแล้ว เราพบว่า ความแข็งของข้าวจะลดลงเมื่อเพิ่มเวลาการเพาะหรือการแช่ให้นานขึ้น นอกจากนี้ยังมีปริมาณวิตามินอีเพิ่มมากขึ้นประมาณ 2 เท่า และมีปริมาณเอนไซม์อัลฟาอะไมเลสมากขึ้น ข้าวงอกที่ผ่านการหุงสุกมีความนุ่ม มีกลิ่นข้าว การพองตัวของเมล็ดข้าวมากขึ้น และไม่มีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ ในส่วนของกรรมวิธีทำให้สุกของข้าวงอกนั้น จะสั้นกว่าข้าวสารปกติ คือใช้เวลาหุงสุกน้อยกว่า หุงสุกเร็วกว่า และข้าวที่ได้ออกมาก็นุ่มมากกว่า"

ในขณะที่ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรประจำโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้ศึกษาด้านคุณประโยชน์ของข้าว กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลก็มีการจัดอบรมรวมถึงเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของกรรมวิธีการเพาะ ข้าวงอกและประโยชน์ด้านสุขภาพของข้าวงอก

"ใน ข้าวงอกมีสารกาบาสูงกว่าข้าวกล้องธรรมดา 15 เท่า สารกาบานี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะมันเป็นสารสื่อประสาททำให้ลดและคลายความกังวล เป็นยาแก้เครียดอย่างอ่อน ซึ่งใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการเครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ดีกว่าการให้ยาแก้เครียด ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแฮงค์ คือ มีสารจากยาตกค้างจนบางครั้งทำให้เมื่อตื่นในตอนเช้า ผู้ป่วยมีอาการไม่สดชื่น"

ภญ.ผกากรอง ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า งานวิจัยของเธอยังไม่ได้ทำถึงการดูการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลของ ข้าวกล้องงอก แต่ในต่างประเทศ มีการนำข้าวกล้องมาเป็นอาหารประจำของผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากข้าวกล้องมีความหยาบ เนื่องจากไม่ได้ถูกขัดสี ดังนั้น ร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลจึงสม่ำเสมอ

"ก็ มีเหมือนกันที่ผู้ป่วยเบาหวานของเรา มีปัญหาน้ำตาลขึ้นสูงแบบพรวดพราดหลังรับประทานข้าวขาวธรรมดา ซึ่งเราพบว่า ข้าวขาวที่ถูกขัดสีออกไปหมดนั้น จะเหลือแต่คาร์โบไฮเดรตล้วนๆ ซึ่งจะย่อยเร็ว ทำให้น้ำตาลในแป้งออกมาสู่ร่างกายมากและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้น้ำตาลในร่างกายผู้ป่วยเบาหวานจะไม่คงที่และสูงเร็วพรวดพราด และยังไม่ได้วิจัยไปถึงเรื่องน้ำตาลในข้างกล้องงอก แต่เชื่อว่าน่าจะดีกว่าข้าวขาวแน่นอน เพราะในต่างประเทศก็ให้ผู้ป่วยเบาหวานกินข้าวกล้อง เพราะย่อยยาก ร่างกายค่อยๆ ดูดซึม ทำให้น้ำตาลออกมาสม่ำเสมอ ข้าวกล้องงอกซึ่งไม่ได้ขัดสีเหมือนกัน ก็น่าจะดีต่อผู้ป่วย แถมยังมีสารกาบาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวกล้องธรรมดา 15 เท่าอีกด้วย" เภสัชกรผกากรอง ทิ้งท้าย


หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากร้านเฮลท์มี




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2552 7:33:31 น.
Counter : 1587 Pageviews.  

กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา

เผลอไปหน่อยเดียว อีกไม่กี่วันปี 2551 ก็จะผ่านพ้นไปอีกแล้ว "วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือ" เกินเรามักจะได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อยๆ ในห้วงของความสนุก ความสุข ในชีวิต และก็อีกเหมือนกัน "เวลามันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน" ในยามทีพบความมืดมนของชีวิตอีกเหมือนกัน

อย่างไรก็ตามแต่ เวลาก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรงเสมอมา และก็คงเป็นอย่างนี้ตลอดไป อาจจะไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า เวลา เป็นสิ่งที่เป็นอมตะในจักภพ

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ซื้อไม่ได้ ขายก็ไม่ได้เช่นกัน

ชักนอกเรื่องไปกันใหญ่ ไม่เห็นเกี่ยวกับข้าวกล้องอะไรตรงไหนเลยฟร๊ะ อิอิ
ที่พูดเรื่องเวลาเพราะเหลือบไปเห็น"เวลา" ว่า ในปี 2551 เราไม่ได้เขียนอะไรๆ ลงในบล๊อคเลย ขืนถ้าเหลือบช้าไปอีกไม่กี่วันคงไม่มี record ในปี2551 แน่ๆ

มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า ประมาณเอาว่าปีนี้มีกิจกรรมในชีวิตเยอะซะเหลือเกิน ทำอะไรกสนุกกับชีวิตไปเสียหมด เลยดูเหมือนว่าเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว



เป็นอันว่า จากที่เคยทำนา 2 ไร่ ปีนี้เพิ่มพื้นที่ปลูกมาอีก 4 ไร่ รวมทั้งหมดเป็น 6 ไร่ จะว่าไปแล้วก็ไม่หวังอะไรมากหรอก ดีกว่าปล่อยให้วัชพืชมันขึ้น ตัดตอนมันซะบ้าง เพราะตั้งแต่เข้าครอบครองมาพื้นที่ตรงนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เราปลูกข้าวอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต ลืมบอกไปว่าครั้งนี้ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพราะติดใจในความหอม และนุ่ม นั่นเอง
จะว่าไปแล้ว เราเองก็กินข้าวกล้องมาหลายปีแล้ว รู้แต่เพียงเปลือกๆว่าข้าวกล้องดีต่อสุขภาพ อย่างโน้น อย่างนี้ เหมือนที่เคยท่องสมัยเรียน มาวันนี้เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับข้าวกล้อง เพื่อเพิ่มพูนปัญญา ให้ตัวเองซะหน่อย


อันนี้อ่านแล้วโดน ใจมากๆ
สุขภาพดีอยู่ที่สมองกับใจ ไม่ใช่ยากับหมอ
เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ

คนไทยโชคดีที่มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก จนสามารถส่งไปเลี้ยงหลายประเทศได้ กลายเป็นครัวของโลก แต่คนไทยก็โชคร้ายที่กลายเป็นคนขี้โรคไม่แพ้หลายประเทศที่ไม่มีอาหารสมบูรณ์อย่างไทย

ตามหลักแล้ว ถ้ากินดีก็น่าจะอยู่ดี มีสุขภาพดี แต่ถ้าคนไทยอยู่ไม่ดี สุขภาพแย่ แสดงว่าไม่รู้จักกิน ไม่รู้จักอยู่ กินไม่เป็น อยู่ไม่เป็น ไม่ใช่เพราะขาดอาหาร แต่ขาดสารอาหาร ขาดความสมดุล กินมากเกินไป กินขยะมากกว่ากินของดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

คนไทย 1 ใน 4 มีน้ำหนักเกิน คือ อ้วน อันเป็นที่มาของหลายโรค คนไทยครึ่งหนึ่งไขมันในเลือดสูง เป็นเบาหวาน จึงไม่แปลกที่สาเหตุของการตายอันดับหนึ่ง คือ โรคหัวใจ-หลอดเลือด ขณะที่มะเร็งมาเป็นอันดับสอง เป็นโรคภูมิแพ้ 12 ล้านคน

ชมรมอยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข รณรงค์ให้คนกินข้าวกล้อง บอกว่ากินข้าวกล้องไม่ต้องกินยา ที่กินยาทั้งบ้านทั้งเมืองเพราะกินแต่ข้าวขาว ข้าวขัดสีจนแทบไม่เหลือสารอาหาร ตัวเองกิน “ขยะ” ขณะที่หมูได้กินของดี ด้วยเหตุนี้ จึงควรกินอย่างมีข้อมูล จะได้กินอย่างมีคุณค่าและสุขภาพดี

ถ้าค้นหาข้อมูลก็จะรู้ว่า ข้าวกล้องมีใยอาหารสูงกว่าข้าวขาว 8 เท่า ใยอาหารทำให้ระบบย่อย ขับถ่ายเป็นไปด้วยดี ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ลำไส้เล็กให้สะอาด ไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาว 8 เท่า บี 2, 4 เท่า วิตามินอี 7 เท่า โปรตีน 2 เท่า

ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่า ถ้าขาดวิตามินบี 1 ทำให้เบื่ออาหาร นอนหลับยาก ความคิดสับสน สมองมึนงง อารมณ์แปรปรวน หากขาดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชาตามปลายมือปลายเท้า รุนแรงมากขึ้นอาจเป็นอัมพาต และโรคหัวใจวายได้

ประโยชน์ของวิตามิน B1 ช่วยให้รู้สึกเจริญอาหาร ช่วยให้สมองไม่มึนงงไม่สับสนมองโลกในแง่ดี มีความคิดอ่านดี ให้พลังงานแก่ประสาท และสมอง ช่วยให้ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อทำงานดีสัมพันธ์กัน ช่วยรักษาโรคเหน็บชา ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น ช่วยให้ไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ

วิตามินบี 2 ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก ช่วยให้ผมและเล็บแข็งแรง และผิวหนังแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต้อกระจก ช่วยให้ระบบประสาท หู และตา ทำงานดี ช่วยให้ไม่เกิดโรคปากนกกระจอก และแผลในปากเปื่อย ช่วยไม่ให้เกิดแผลโคนลิ้น หรือลิ้นแตก

วิตามินอีมีความสำคัญมาก มีคุณสมบัติที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้ มีรายงานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าวิตามินอี ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคต้อกระจก ป้องกันโรคสมองเสื่อมบางอย่างเช่น พาร์กินสันและอัลไซเมอร์ ช่วยลดความเสื่อมสภาพของผิวหนัง และอื่นๆ

รู้อย่างนี้ไม่ใช่ว่าต้องวิ่งไปซื้อวิตามินจากร้านขายยามากิน ดีที่สุด คือ กินจากอาหาร จากธรรมชาติ ซึ่งมีหลายอย่าง หลายวิตามินและแร่ธาตุผสมผสานกัน ทำให้เกิดความสมดุลมากกว่า วิตามินอีมีมากในข้าวกล้อง ผักใบเขียว เมล็ดธัญพืช ถั่วชนิดต่างๆ

การกินอาหารด้วยสมองและด้วยใจ หมายถึงการกินเพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่กิน กินแบบนี้ทำให้ “อร่อยด้วยใจ” ได้ และอร่อยกว่าอร่อยด้วยลิ้นมากนัก เพราะอร่อยอย่างลึกซึ้ง มีความสุข ไม่กังวลเหมือนคนกินอร่อยปาก ซึ่งก็กลัวว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่ เพราะรู้ดีว่ากินแบนนั้นอาจเป็นโทษ อย่างการกินสุกๆ ดิบๆ อร่อยดีนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น

คนเราถ้ากินอยู่อย่างมีสติ ก็จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆ อย่างแน่นอน



กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา
โดย ชมรมอยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข

กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล “กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา” ถ้าอย่างนั้นกินข้าวขาวก็ต้องกินยานะซิ ครับ คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว และเวลานี้คนไทยที่กินข้าวขาวกันมาทั้งบ้านทั้งเมือง จึงต้องกินยากันเป็นทิวแถว คนไทยเวลานี้กำลังเจ็บป่วยจากโรคที่ไม่น่าจะเป็น หรือโรคที่น่าจะป้องกันได้เสียแต่เนิ่น ๆ ด้วยการรู้จักกินให้ถูกวิธีตั้งแต่ต้น คนไทยมีอัตราความอ้วน 25 – 30% ของประชากร คือ คนไทย 4 คน จะอ้วน 1 คน คนไทยเป็นไขมันเลือดสูง 50% ของประชากรที่อยู่ในเมือง เด็กไทยเป็นไขมันเลือดสูง 25% (อายุต่ำกว่า 6 ปี) และ 70% (อายุ 6 – 15 ปี) ถ้าคือ 170 มก./ดล. เป็นเกณฑ์ คนไทยตายด้วยโรคหัวใจหลอดเลือด เป็นอันดับแรก และตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 2 ทั้งคนไทย ยัง…ฮัด…เช้ย…เพราะโรคภูมิแพ้ 12 ล้านคนทั้งประเทศ โรคเหล่านี้ล้วนป้องกันได้ ถ้าคนไทยรู้จักกินข้าวกล้อง ก่อนอื่นข้าวกล้องคืออะไร? คนไทยสมัยใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่น และเด็ก ๆ แทบจะไม่รู้จักข้าวกล้องเลย ข้าวกล้องก็คือ ผลิตผลจากข้าวเปลือกที่สีเพียงรอบเดียว ในข้าวกล้องจะมีเปลือกขั้นในบาง ๆ อยู่ อุดมด้วยสารเส้นใย ถัดเข้าไปเป็นชั้นของวิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามิน บี ยังมีโปรตีน ซึ่งมีกรดอะมิโน จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด จะพร่องไปบ้างก็คือ ลัยซีน ตรงขั้วจะมีจุดขาว ๆ อยู่จุดหนึ่ง เราเรียกว่าจมูกข้าว เป็นต้นอ่อนของข้าวนั่นเอง ถ้านำไปปลูกจุดนี้ก็จะแตกยอดอ่อนออกมางอกขึ้นเป็นต้นข้าวต่อไป จุดจมูกข้าวนี้จะอุดมด้วยวิตามินอี ข้าวกล้องยังมี เซเลเนียม แมกนีเซียม และเกลือแร่สำคัญอีกหลายตัวด้วย ถ้าสีข้าวต่อไปอีก 1 – 2 ครั้ง เส้นใยและจมูกข้าวบางส่วนหลุดไปก็เป็นข้าวซ้อมมือ ที่เรียกชื่อนี้ก็เพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงสี ชาวบ้านจะตำข้าวด้วยสากตำมือ หรือครกกระเดื่อง ข้าวที่ได้จากการตำกับข้าวที่สี 2- 3 ครั้ง มีคุณภาพใกล้เคียงกัน และถ้าสีไปขัดอีกหลาย ๆ ครั้ง เส้นใย วิตามิน โปรตีน และจมูกข้าว จะหลุดไปหมด ก็เหลือ ข้าวขาว ได้มีการเปรียบเทียบคุณค่าอาหาร ระหว่างข้าวกล้องกับข้าวขาว โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กันยายน 2535 กับข้อมูลจากต่างประเทศ ได้ผลดังนี้คือ

สารเส้นใย โปรตีน ไขมัน B1 B2 E เซเลเนียม
ข้าวกล้อง 3.4 7.8 3.4 0.61 0.15 0.7 38.81
ข้าวขาว 0.4 3.9 1.1 0.09 0.04 0.1 30.80


จะเห็นได้ว่า ข้าวกล้องมีเส้นใยสูงกว่าข้าวขาว ถึง 8 เท่า มีโปรตีนสูงกว่า 2 เท่า วิตามิน B1 และ B2 สูงกว่า 8 เท่า และ 4 เท่า ส่วน E ก็สูงกว่า 7 เท่า ตามลำดับ เรารู้แล้วว่าโรคอ้วนนั้น เกิดจากการกินแคลอรี่มากเกิน โดยเฉพาะคนไทยนั้นอ้วนเพราะการกินแป้งและข้าวขาว บางคนคิดว่าถ้าไม่กินอาหารมัน ๆ ไม่กินข้าวมันไก่ ไม่กินข้าวขาหมู ไม่กินแกงกะทิ ก็จะไม่อ้วน บางคนเรียนรู้ว่าอาหารตะวันตกทำให้อ้วนได้ เพราะไขมันสูงเหลือเกิน แต่นิสัยประการหนึ่งที่ตัดไม่ขาด คือการกินข้าวจุ ๆ มื้อไหนไม่ได้ข้าวเต็ม ๆ จาน จะรู้สึกเหมือนไม่อิ่ม เพราะฉะนี้ จึงจุข้าวไปมื้อละมาก ๆ เจ้ากรรมที่ว่าข้าวที่เรานิยมกินกันทั่วบ้านทั่วเมือง ล้วนแต่เป็นข้าวขาวทั้งนั้น ผลก็คือคนกินอ้วนไปตามระเบียบ ที่มาของความอ้วนอีกประเภทหนึ่งก็คือการกินของหวาน คนกลุ่มนี้รู่อยู่เหมือนกันว่า กินของมันๆ กินอาหารตะวันตกทำให้อ้วน จึงตั้งหน้าตั้งตาอดอาหารที่มีไขมัน เมื่อทักถามขึ้นมาทีไรว่าทำไมถึงอ้วน ก็มันจะบอกว่า “ไม่รู้ซิ วัน ๆ ฉันไม่ได้กินอะไรเลยนะ” บางคนถึงกับอดข้าวมื้อเย็นด้วยซ้ำ แต่ลูกหลานมักจะรู้ดีกว่า จัดการมาฟ้องลับหลังว่า “คุณแม่กินขนมหวานเยอะเลยค่ะ” บ้างก็ยอมรับว่า ตนเองกินน้ำอัดลมเยอะ ถึงตรงนี้เราต้องรู้ว่า การกินของหวานไม่ว่าทองหยิบ ทองหยอด น้ำอัดลม หรือคุกกี้ ไอศกรีม เมื่อกินเข้าไปมาก ร่างกายไม่ได้ใช้ ก็จะสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วนอยู่ดีนั่นแหละ

ทีนี้เอาใหม่ ถ้าเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่บัดนี้ ลองหันมากินข้าวกล้องดูซิครับ ข้าวขาว 1 ทัพพี ให้ 264 แคลอรี ถ้าหันมากินข้าวกล้อง 1 ทัพพีให้พลังงาน 218 แคลอรี เท่ากับว่าความอิ่มที่เท่ากัน การกินข้าวกล้องจะรับแคลอรีน้อยกว่าถึง 17% นั่นประการหนึ่ง แต่ยังมีความจริงที่ซ่อนอยู่ในนั้นอีก คือ ในกระบวนการเผาผลาญแป้งให้เป็นพลังงาน ร่างกายต้องใช้วิตามินบี เป็นตัวกระตุ้นการเผาผลาญให้เกิดพลังงานขึ้น ในกรณีของการกินข้าวกล้อง ซึ่งมีวิตามินบีอยู่พร้อม เมื่อกินเข้าไปเท่าไหร่ ก็จะเกิดการเผาผลาญแป้งในเม็ดข้าวที่กิน ให้เกิดพลังงานอย่างเต็มที่ แม้ด้วยปริมาณแคลอรีน้อยกว่า แต่เมื่อเผาผลาญในเซลล์ ก็จะเผาผลาญได้อย่างหมดจด เกิดเรี่ยวแรงอย่างเต็มที่ เราเห็นกรณีตัวอย่างเช่นนี้ได้ชัด อย่างกรณีของกุลีขนของที่โรงสีสมัยก่อน พวกเขากินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ จึงเกิดเรี่ยวแรงได้อย่างเหลือเฟือ แบกกระสอบข้าวกระสอบละ 100 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย ๆ ทั้งวี่ทั้งวัน ตรงกันข้ามกับการกินข้าวขาว เนื่องจากมีแต่แป้งขาวล้วน ๆ วิตามินบีเกือบไม่เหลือเลย กินเข้าไปจะเผาผลาญให้เป็นพลังงาน ก็ขาดวิตามิน ผลก็คือ ไม่สามารถเผาผลาญให้หมดจดได้ เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยเกิด ขณะเดียวกันข้าวขาวที่เหลืออยู่ เพราะไม่มีวิตามินบีมาช่วยเหลือ ก็มีอันต้องเก็บสะสมไว้ โดยเปลี่ยนแป้งที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นไขมัน พอกไว้ที่พุง แก้มก้น และหน้าอกหน้าใจไปเสีย ผลก็คือ เจ้าตัวจะอ้วนง่าย และไม่มีเรี่ยวแรงไปพร้อม ๆ กัน กรณีนี้ก็เห็นได้ชัดเช่นกัน ดังตัวอย่างของคนสมัยนี้ทั่วประเทศ ทั้งอ้วนง่ายและขาดเรี่ยวแรง แม้ว่าจะยากจนลงถึงขั้นตกงาน เกิดคนว่างงานทั่วประเทศถึง 2 ล้านคน แม้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานจะพยายามแก้ปัญหา โดยเชิญชวนให้ไปรับจ้างขนกระสอบข้าวสาร ท่านเห็นใจ กลัวจะถูกครหาว่า “กดขี่ทารุณแรงงานไทย” สู้อุตส่าห์สั่งการให้ลดขนาดกระสอบข้าว เหลือเพียงกระสอบละ 50 กิโลกรัม กระนั้นก็ตาม คนตกงานผู้กินข้าวขาว แม้มีงานมารออยู่ข้างหน้า แต่ก็ถอดใจไม่เห็นมีใครไปสมัครสักรายเดียว นี่แหละครับหนักไม่เอา เบาไม่สู้ ของคนไทยผู้กินข้าวขาว

ข้าวกล้องดีต่อสุขภาพ

โดย พญ. ลลิตา ธีระสิริ คนไทยกินข้าวกล้องมาหลายพันปี เพิ่งหันมากินข้าวขาวเมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เอง การที่บรรพบุรุษของเรารู้จักกินธัญพืชที่มีประโยชน์มหาศาลเป็นอาหารหลัก ทำให้คนไทยมีสุขภาพดี และสามารถสืบทอดลูกหลานมาจนเป็นพวกเราในทุกวันนี้ เราหลงผิดคิดว่าข้าวขาวดีกว่าข้าวกล้องเป็นอาหารที่ดีที่สุด คนทั่วโลกจึงหันมาสนใจข้าวกล้อง รวมทั้งคนไทยผู้รักสุขภาพจำนวนหนึ่งด้วย เมื่อชมรมอยู่ร้อยปีฯ คิดจัดทำหนังสือสุขภาพเพื่อชักชวนคนไทยให้หันมากินข้าวกล้อง จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีการแจกแจงประโยชน์ของข้าวกล้องว่าดีอย่างไรต่อ สุขภาพ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพิจารณาเปลี่ยนมากินข้าวกล้องต่อไป

ข้าวกล้องเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เรารู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นอาหารกลุ่มสำคัญ 1 ใน 5 หมู่ ร่างกายต้องการเป็นอาหารประเภทนี้มากกว่าอาหารหมู่อื่นเสียด้วยเพราะเป็น กลุ่มที่ให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็นสองชนิดคือคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (simple carbohydrate) และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrate) คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวหมายความว่าเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียว หรือ 2 โมเลกุล ที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปแทบจะทันทีที่มันตกถึงท้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาย่อย เช่น น้ำตาลกลูโคลิน น้ำอัดลม น้ำตาลทราย น้ำหวาน เป็นต้น ส่วนคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นอาหารที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่า เป็นอาหารหยาบ โมเลกุลใหญ่ เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะต้องใช้เวลาในการย่อย กว่าจะได้น้ำตาลเดี่ยวที่จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ต้องกินเวลานาน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวสาลีโฮล์วีท ขนมปังโฮล์วีท เผือก มัน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ หากเรากินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเข้าไปเช่นกินน้ำอัดลม ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นในทันที ยกตัวอย่างเช่นในขณะที่เรารู้สึกโหย ซึ่งแปลว่าในขณะนั้นน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เรารู้สึกเพลีย อ่อนระโหยโรงแรง หากดื่มน้ำอัดลมเข้าไป คงจะมีความรู้สึกเหมือนกันว่าสดชื่นขึ้นมาทันที อาการเพลีย ๆ เมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง แปลว่าน้ำตาลในเลือดที่อยู่ในระดับต่ำแต่เดิมถูกแก้ในทันที ตรงกันข้าม หากใครรู้สึกโหยแล้วไปกินข้าวกล้อง เห็นทีจะต้องไปนอนรอสักครึ่งชั่วโมง รอให้ร่างกายค่อย ๆ ย่อย กว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นมาสูง ต้องการเวลาที่นานกว่ามาก แล้วเราก็เข้าใจผิดกันมานานว่า อะไรที่ไม่ต้องย่อยน่าจะดีกว่า ถ้าอย่างนั้นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวน่าจะดีกว่าซิ มนุษย์เราเข้าใจผิดมานานทีเดียว มีอยู่สมัยหนึ่งเราใช้กลูโคลิเลี้ยงเด็กแรกเกิดเสียด้วยซ้ำ ด้วยรู้ว่าเด็กแรกเกิดไม่มีเอนไซม์ย่อยแป้ง มีแต่เอนไซม์ย่อยนม ดังนั้นหากเอาน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวให้เด็กกินเสียเลย เด็กก็ไม่ต้องย่อย และน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าไปใช้ได้เลย ปรากฏว่ามีเด็กรุ่นหนึ่งที่ถูกแนะนำให้กินกลูโคลินตั้งแต่เกิด ปัจจุบันเลิกแล้วเพราะการฝืนธรรมชาติเช่นนี้จะเกิดอันตรายมากกว่า

การใช้น้ำตาลร่างกายต้องพึ่งอินซูลิน

เรารู้ว่าการที่น้ำตาลจะเข้าไปในเซลล์ร่างกาย จำเป็นต้องพึ่งอินซูลิน ถ้าอินซูลินมีไม่พอเราก็จะใช้น้ำตาลไม่ได้ น้ำตาลจะเหลือลอยอยู่ในกระแสเลือด กลายเป็นโรคเบาหวาน แต่ที่เราไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอินซูลินก็คือ ร่างกายไม่เคยผลิตอินซูลินสะสมไว้เพื่อเอาไว้ใช้ เมื่อใดก็ตามที่เรากินแป้งเข้าไป ระบบย่อยเปลี่ยนแป้งโมเลกุลใหญ่ ให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือด น้ำตาลโมเลกุลนี้จะไปกระตุ้นให้เซลล์ในตับอ่อนเริ่มผลิตอินซูลิน และระดับของอินซูลินจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ทีนี้ถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเข้าไป เช่นกินน้ำอัดลม น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อินซูลินมีน้อยกว่า ในภาวะเช่นนั้นปริมาณน้ำตาล และปริมาณของอินซูลินจะมีไม่สมดุลกัน น้ำตาลจะเหลืออยู่ในกระแสเลือดมาก ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นไขมัน และทำให้อ้วนในที่สุด
หากเรากินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเข้าไป ระบบย่อยต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นกลูโคส ดังนั้นกลูโคสที่จะเข้าไปในร่างกายจึงทยอยกันไปช้า ๆ เป็นอัตราเร็วที่พอดีกับการสร้างอินซูลินของร่างกาย กินข้าวปล้องกันเบาหวาน จะเห็นว่าการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะเหมาะกับสภาพทางสรีระของร่างกาย มากกว่า กลูโคสค่อย ๆ เข้าไปในร่างกาย พอ ๆ กับที่ตับอ่อนค่อย ๆ ผลิตอินซูลินออกมา วิธีกินแบบนี้ไม่เป็นการทรมานตับอ่อนของเรามากเกินไป ส่วนการกินน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำตาลทราย ของหวานนั้น ระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะบีบคั้นให้ตับอ่อนเร่งสร้างอินซูลินออกมาให้ทันใช้ ผลก็คือคับอ่อนถูกเค้น ถูกคั้น ถูกทรมานอยู่ทุกวัน จนที่สุดเมื่อร่างกายทนไม่ไหว และไม่ยอมสร้างอินซูลินออกมาตามใจปากของเจ้าตัวได้ ตอนนั้นแหละที่เราจะมีปัญหาอินซูลินไม่พอใช้ เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงและเป็นโรคเบาหวานทุติยภูมิ หรือเบาหวานที่เกิดกับคนที่มีอายุในที่สุด
มีการศึกษาในชนเผ่าอินเดียนแดงก่อนหน้าปี 1940 เทียบกับอินเดียนแดงปัจจุบันพบว่า แต่ก่อนเมื่ออินเดียนแดงกินข้าวโพด ข้าวฟ่าง เมล็ดพืชซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต เชิงซ้อนเป็นอาหารหลัก ปรากฏว่าไม่มีอินเดียนแดงคนไหนเป็นเบาหวานเลย แต่เมื่ออินเดียนแดงหันมากินอาหารแบบคนอเมริกัน ที่มีแป้งขัดขาว กินน้ำอัดลม ปรากฏว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานในอินเดียนแดง เท่ากับคนอเมริกัน ยังมีการศึกษาในชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในอิสราเอล ที่กินแต่ธัญพืชเป็นอาหารหลักในตอนแรกก็ไม่พบว่ามีคนไหนเป็นเบาหวาน แต่เมื่ออาหารการกินเปลี่ยนไป เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวมากขึ้น ปรากฏว่าเกิดเบาหวานในชั่วอายุคนแรก รวมทั้งคนรุ่นลูกก็ได้ โรคเบาหวานสืบทอดมาเป็นกรรมพันธุ์ด้วย แสดงว่าอาการการกินมีส่วนอย่างยิ่งในการเกิดโรคเบาหวาน การกินคาร์โบไฮเดรต เชิงเดี่ยว กินน้ำตาล ของหวาน น้ำอัดลมมากเกินไป ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่ทัน และเกิดโรคเบาหวานในที่สุด การกินข้าวกล้องซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เป็นวิธีหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ต้องอาศัยเวลาในการย่อย ซึ่งดีสำหรับการผลิตอินซูลิน อัตราความเร็วในการย่อยข้าวกล้องจะพอดีกับอัตราความเร็วในการผลิตอินซูลิน ซึ่งทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการกิน กับการใช้น้ำตาลของร่างกาย ไม่เป็นการบีบคั้นตับอ่อนให้ทำงานหนักเกินไป เพื่อถนอมตับอ่อนไว้ใช้นาน ๆ ก็จะไม่เกิดโรคเบาหวานทุติยภูมิดังกล่าว

ข้าวกล้องป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลไม่พอใช้ เปรียบเหมือนรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมันก็จะวิ่งไม่ออก น้ำตาลจะถูกร่างกายเปลี่ยนไป เป็นพลังงาน ในสภาพที่มีน้ำตาลน้อยร่างกายก็จะมีพลังงานใช้ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ไม่กระปรี้กระเปร่าเฉื่อยเนือย หากอดอาหารและเจาะเลือดดูจะพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างต่ำ โดยปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะมีค่าระหว่าง 60-110 มก./ดล. หากใครมีระดับน้ำตาลเกิน 110 มก./ดล. ถือว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงและถือว่าเป็นโรคเบาหวาน หากใครมีระดับน้ำตาลต่ำกว่า 60 มก./ดล. จะเกิดอาการไม่มีแรง และเป็นลมได้ แต่หากใครมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 80 มก./ดล. ถือว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือ ไม่ต่ำกว่าปกติ แต่ต่ำพอที่จะเกิดอาการดังกล่าวมาข้างต้น คนจำนวนนี้หากอดนอน หรือทำงานหนัก มีการใช้พลังงานที่มากกว่าปกติ มักจะทนไม่ได้ เพราะน้ำตาลจะถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีพลังงานสะสมไว้อยู่เลย จึงทำให้ไม่ค่อยฟิต ไม่แกร่งเท่ากับคนปกติ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้เพราะ กินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวมากเกินไป คนจำพวกนี้มักจะมีประวัติกินของหวาน กินน้ำอัดลมมาก เมื่อร่างกายได้น้ำตาลในปริมาณสูง มันก็จะไปกระตุ้นให้อินซูลินผลิตออกมามาก ๆ เพื่อให้พอดีกันกับระดับน้ำตาลที่สูงในกระแสเลือด เมื่ออินซูลินถูกหลั่งออกมามาก จะพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์อย่างรวดเร็ว ระดับน้ำตาลในเลือกก็ลดลงทันที จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงกว่าปกติ กลายเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ขณะเดียวกันเซลล์จะใช้น้ำตาลหมดในทันทีเหมือนไฟไหม้กองฟาง เป็นผลให้ เจ้าตัวหมดเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็ว วิธีแก้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นง่ายมาก เพียงแต่งดน้ำอัดลม น้ำตาลทราย ของหวานที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดียวให้หมด หันมากินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพื่อปรับความสมดุลระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดกับอินซูลิน อาการดังกล่าวก็จะหายไปหมด สำหรับคนไทยยิ่งแก้ง่ายมาก เพียงแต่เปลี่ยนจากข้าวขาวมากินข้าวกล้อง ก็จะสามารถแก้อาการดังกล่าว ข้าวกล้องจึงเป็นคำตอบในการรักษาอาการอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง เฉื่อยเนือย เวียนศีรษะ เป็นลมง่ายได้ดี

ข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูง

ปัจจุบันเรามีความรู้เกี่ยวกับสารเส้นใยเพิ่มมากขึ้น เดิมที่เราเข้าใจว่า สารเส้นใยช่วยในการขับถ่ายเท่านั้น แต่เรารู้แล้วว่าบทบาทของสารเส้นใยมีมากกว่าการช่วยระบาย สามารถป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน รวมทั้งป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่ ได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในแต่ละวันเราต้องการสารเส้นใยวันละ 20-25 กรัมขึ้นไป โดยทั่วไปการกินสารเส้นใยนั้น เราควรได้สารเส้นใยจากข้าว หรืออาหารแป้งอื่น ๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งควรได้จากผักและผลไม้ สำหรับผักและผลไม้ โดยเฉลี่ยจะมีสารเส้นใยประมาณ 2 กรัมต่อ 100 กรัม หากกินอาหารที่ประกอบด้วยผักและผลไม้ วันละ 5 ส่วนบริโภค ตามหลักสุขภาพ 12 ประการของชมรมอยู่ร้อยปีฯ ซึ่งแต่ละส่วนจะเท่ากับประมาณ 100 กรัม ก็จะได้สารเส้นใยจากผักและผลไม้ ประมาณ 10 กรัม ส่วนข้าวกล้อง เรารู้ว่าข้าวกล้อง 100 กรัมหรือ 1 ทัพพีมีสารเส้นใย 3 กรัม หากกินข้าวกล้องวันละ 5 ทัพพี ก็จะได้สารเส้นใยอีก 15 กรัม รวมแล้วเป็น 25 กรัม ตามที่ต้องการ ทีนี้หากคนตัวใหญ่ขึ้นมีลำไส้ยาวขึ้น ก็จะกินข้าวมากขึ้นเอง เมื่อกินข้าวกล้องก็จะได้สารเส้นใยมากกว่า 25 กรัมพอดีกับความต้องการของเจ้าตัว กินข้าวกล้องป้องกันโรคท้องผูก ในเมื่อข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูง จะทำให้กากอาหารมีมากขึ้น สารเส้นใยในอุจจาระจะช่วยอุ้มน้ำเอาไว้ ทำให้อุจจาระมีลักษณะนิ่ม ถูกขับออกมานอกร่างกายได้ง่าย สารเส้นใยยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายออกมาตรงตามเวลาอีกด้วย การเกิดอาการท้องผูกเป็นเพราะอาหารที่กินเข้าไปไม่มีสารเส้นใย เมื่อกากอาหารถูกดูดเอาน้ำออกไปหมด จะเหลือก้อนอุจจาระแข็ง ๆ ลำไส้ขับออกมาไม่ได้ บางคนท้องผูกมาก ถึงกับ 7-10 วันถ่ายครั้งก็มี เดิมทีเราคิดว่าท้องผูกนะไม่เป็นไร เพียงแต่ไม่ถ่ายเฉย ๆ แต่เดี๋ยวนี้เรารู้ว่าลำไส้ใหญ่ของเราไม่ใช่ท่อพีวีซี ดังนั้นอุจจาระที่คั่งค้างอยู่ ซึ่งเป็นของเน่าเสียแล้วนั้นจะมีสารพิษ ที่สามารถถูกดูดซึมกลับเข่าสู่ร่างกายได้อีก โดยผ่านทางเยื่อบุลำไส้ใหญ่ เมื่อท้องผูก ชาวบ้านรู้กันดีว่าจะทำให้ผิวพรรณไม่สดใส เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ทำให้เกิดแผลร้อนในในปาก และเกิดสิวนั้นเป็นเรื่องจริง อาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะสารพิษจากอุจจาระที่ไปคั่งในกระแส เลือดทำให้เกิดอาการดังกล่าว การแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับอาการท้องผูกดังกล่าว จนหมอไทยจะสั่งยารักษาที่มักจะเข้ายาระบาย เพื่อแก้ปัญหาสารพิษจากอุจจาระคั่งค้างดังกล่าวเสียก่อน จึงจะรักษาโรคกันได้ สำหรับคนที่มีอาการท้องผูก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ การหันมากินข้าวกล้องเพิ่มกากใย ทำให้อุจจาระนิ่มลง ทำให้ลำไส้มีแรงบีบตัวเพิ่มมากขึ้น อาการท้องผูกก็จะแก้ลุล่วงไปได้ จากประสบการณ์ ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีอาการท้องผูกบางคนถึงแม้จะกินน้ำมาก ๆ กินผักและผลไม้ปริมาณมากก็ตาม ปรากฏว่าอาการท้องผูกยังคงเป็นอยู่ แต่ถ้าเพิ่มการกินข้าวกล้องร่วมด้วย อาการท้องผูกจะแก้ได้ง่ายกว่า

กินข้าวกล้องป้องกันและควบคุมไขมันในเลือดสูง

สารเส้นใยในอาหารก็เหมือนกับฟางข้าว ที่หากเอามัดรวมกันก็จะสามารถซับอะไรต่อมิอะไรติดตัวมันไว้ เมื่อถูกขับถ่ายออกมานอกร่างกาย สารที่เส้นใยซับไว้ก็จะผ่านออกมาด้วย แต่ก่อนเมื่อน้ำมันหกเป็นฝ้าในทะเล เขาจะมีวิธีการซับเอาน้ำมันออก โดยเอาฟางข้าวมามัดติดกันยาว ๆ ล้อมคราบน้ำมันเอาไว้ ฟางข้าวจะดูดซับเอาน้ำมันไปติดตัว วงของคราบน้ำมันก็จะเล็กลง เมื่อฟางข้าวชุ่มน้ำมันดีแล้วเขาก็จะเอาออกไปกำจัดทิ้ง แล้วเอาฟางใหม่มาล้อมไว้อีก ทำเช่นนี้จนกว่าคราบน้ำมันจะหมด ในลำไส้ของเราก็เช่นเดียวกัน หากมีสารเส้นใหญ่อยู่ด้วย ไขมันที่เรากินเข้าไปอาจจะล้นเกินไปบ้าง ก็จะถูกสารเส้นใยซับเอาไว้ แล้วถูกนำออกไปนอกร่างกายเป็นอุจจาระ วิธีนี้จะทำให้ไขมันมีโอกาสซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่า เป็นการควบคุมระดับไขมันในเลือดไปในตัว คนที่มีไขมันในเลือดสูง หากหันมากินข้าวกล้องเป็นประจำ จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ง่ายกว่า รวมทั้งจะมีระดับไขมันในเลือดเป็นปกติในระยะยาวอีกด้วย



สารเส้นใยในข้าวกล้องป้องกันและรักษาเบาหวาน

สารเส้นใยในข้าวกล้องอีกนั่นแหละที่จะทำหน้าที่คอยระวังระดับน้ำตาลในเลือด ของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ข้าวกล้องยังช่วยตับอ่อนผลิตอินซูลิน ช้า ๆ แต่สม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันเบาหวาน เช่นเดียวกันกับการทำหน้าที่ซับน้ำมันในอาหารทิ้ง สารเส้นใยในข้าวกล้อง ก็จะคอยซับน้ำตาล ที่เราอาจกินเข้าไปล้นเกินทิ้ง เป็นการป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงอีกด้วย ใครก็ตามที่เป็นเบาหวาน และหันมากินข้าวกล้องเป็นประจำ จะพบว่าระดับน้ำตาลที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ควบคุมได้ยาก จะไม่ค่อยแกว่งมากนัก บางรายสามารถลดยาได้ และหากสามารถลดน้ำหนักตัวลง และเปลี่ยนนิสัยการกินได้ ก็อาจไม่ต้องใช้ยาควบคุมเบาหวาน ในที่สุด

กินข้าวกล้องป้องกันมะเร็ง

สารเส้นใยในข้าวกล้องมีส่วนอย่างยิ่งในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นได้ดังนี้ มะเร็งสำไส้ใหญ่ส่วนน้อยประมาณ 15% จะเกิดจากพันธุกรรม แต่ส่วนใหญ่จะเกิดจากการกินอาหารไม่เหมาะสมดังนี้ อาหารสัตว์ที่มีโปรตีนและไขมันสูง ไม่มีสารเส้นใย เมื่อกินเข้าไปใช่ว่าจะถูกย่อยได้หมด เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะคงค้างอยู่ในลำไส้ เช่น เนื้อวัวค้างอยู่กว่า 40% เนื้อหมูไก่ค้างอยู่ 30% โปรตีนและไขมันเหล่านี้เมื่อถูกเข้ากับน้ำย่อย ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นยางเหนียว ๆ ติดหนึบกับลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ไขมันในเนื้อสัตว์จะเรียกเอาน้ำดีออกมาย่อย ซึ่งก็จะต้องคลุกเคล้าปนไปกับก้อนเนื้อสัตว์นั้น เมื่อกากอาหารจากเนื้อไปติดกับผนังลำไส้ใหญ่ดังกล่าว ก็เท่ากับมันอุ้มเอากรดน้ำดีไว้ด้วย กรดน้ำดีตัวนี้เองที่ทำให้เกิดเรื่อง คือในลำไส้ใหญ่ จะมีแบคทีเรียที่กินกรดน้ำดีต่อทำให้เกิดสารเสียเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มสกา ทอลและอินดอล ซึ่งพบว่าทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังพบว่าทำให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากได้ด้วย ดังนั้นใครก็ตามที่นิยมกินข้าวขาวกับเนื้อสัตว์ นม ไข่ ให้รู้ไว้ว่าในข้าวขาวมีสารเส้นใยน้อยมากคือเพียง 0.4 กรัมต่อ 100 กรัมเท่านั้น ในขณะที่เนื้อสัตว์ นม ไข่ไม่มีสารเส้นใยอยู่เลย กากอาหารก็จะค้างอยู่ในลำไส้ ไม่ถูกขับออกมาในเวลาอันควร มีสารก่อมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ในตัวตลอดเวลา ก็จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งดังกล่าว มากกว่าคนที่กินข้าวกล้องและกินผักผลไม้มากพอ การกินข้าวกล้องเพื่อทำให้ขับถ่ายได้สะดวก จึงสามารถป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ จะเห็นว่าในสมัยเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่คนไทยยังมีข้าวซ้อมมือกิน อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในคนไทยน้อยมาก แต่ปัจจุบันที่เรากินข้าวขาวและเปลี่ยนมากินเนื้อสัตว์ นม ไข่เพิ่ม มากขึ้น ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้อัตราการตายจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขึ้นมาเป็นอับดับสาม รองจากมะเร็งปอดและตับ หันไปกินข้าวกล้องก็จะปลอดภัยจากโรคร้ายมากกว่า

กินข้าวกล้องแล้วไม่อ้วน

เนื่องจากข้าวกล้องมีสารเส้นใยมาก ทำให้อยู่ท้อง การกินข้าวกล้องจะทำให้ไม่ค่อยหิว ไม่ต้องกินจุกจิก เป็นการควบคุมน้ำหนักไปในตัว การกินข้าวกล้องจึงเหมาะมากสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก อีกประการหนึ่งข้าวกล้องมีวิตามินบีพร้อมใช้ จึงถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้มากกว่าการกินน้ำตาล น้ำหวาน หรือข้าวขาว กินนิดเดียวก็ได้พลังงานมาก ก็เลยทำให้ไม่อ้วนเหมือนการกินข้าวขาว ข้าวกล้องมีวิตามินบีหลายตัว ในข้าวกล้องที่มีเยื่อหุ้มข้าวอยู่ครบ เยื่อนี้จะหุ้มเอาวิตามินบีไว้หลายตัว เช่น บี 1 บี 2 ไนอาซีน กรดแพนโทเทนิค เป็นต้น ทำให้ข้าวกล้องมีสีออกน้ำตาลนวล ซึ่งเป็นสีของวิตามินบี ผิดกับข้าวขาวที่ถูกขัดเอาวิตามินบีออกไปหมด จนข้าวเป็นสีขาว แล้ววิตามินบีที่มีประโยชน์ถูกขัดออกไปเป็นรำข้าวหมด วิตามินบีเหล่านี้มีหน้าที่สำคัญ ๆ คือ
- ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง ทำให้ความจำดี อารมณ์ดี ไม่เครียดง่าย
- ช่วยในการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ รวมทั้งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ - ช่วยในการรักษาโรคเหน็บชา
- ช่วยทำให้เยื่ออ่อนในร่างกายแข็งแรง เช่น เยื่อตา เยื่อบุในปาก ผู้สูงอายุที่มักแสบตาเวลาโดนแสงจ้า หรือกินอาหารรสจัดไม่ได้ กินเผ็ดแล้วแสบปาก นั่นเป็นเพราะขาดวิตามินบี 2 หากหันมากินข้าวกล้องเป็นประจำก็จะแก้อาการนี้ได้เอง
- ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ในร่างกายของเราเมื่อต้องการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน ร่างกายต้องการวิตามินบีหลายตัว ซึ่งมีพร้อมในข้าวกล้องมาช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย

เมื่อกินข้าวกล้องเราก็จะได้วิตามินบีครบที่จะเอาไปสร้างพลังงาน ผิดกับการกินข้าวขาว ที่ไม่มีวิตามินบี
พร้อม ใช้ การกินข้าวกล้องก็จะทำให้เราได้พลังงานจากข้าวที่กินเข้าไปหมดจดกว่า ไม่เหลือน้ำตาล ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันใต้ผิวหนัง กินข้าวกล้องจึงทำให้ไม่อ้วนอีกโสตหนึ่งด้วย

ข้าวกล้องมีวิตามินอี ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ถูกกะเทาะเอาเปลือกออกเท่านั้น เยื่อหุ้มข้าวจึงอยู่ครบ จมูกข้าวก็ยังอยู่ จมูกข้าวตรงนี้เองที่เป็นที่อยู่ของวิตามินอี ส่วนข้าวขาวเมื่อถูกขัดไปเรื่อย ๆ เมล็ดข้าวขาวจะแหว่งทุกเมล็ด ตรงจมูกข้าวซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินอีจะหายไป ตกลงข้าวกล้องมีวิตามินอี ส่วนข้าวขาวไม่มี วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญ หนึ่งในสามตัว คือ เบต้าแคโรทีน ซี และอี ดังนั้นการกินข้าวกล้อง จึงเป็นเท่ากับได้สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติเข้าไป เรารู้ว่าผู้ร้ายทางสุขภาพสมัยใหม่ นี้เราโทษอนุมูลอิสระซึ่งมีอยู่ทั้งในอาหาร น้ำ และในอากาศที่เราหายใจเข้าไป อนุมูลอิสระจะเข้าไปทำร้ายร่างกาย ให้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น เป็นรอยตีนกา ฝ้า กระ ข้ออักเสบ ต้อกระจก หลอดเลือดอุดตัน ทำให้เป็นโรคหัวใจ อัมพาต กระทั่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หากเราได้สารต้านอนุมูลอิสระ จากอาหารโดยกินผักสดผลไม้สดให้เพียงพอ คือวันละ 5 ส่วนบริโภค และกินข้าวกล้องเป็นประจำ เราก็จะได้สารต้านอนุมูลอิสระครบถ้วน ข้าวกล้องจึงเป็นอาหารกันแก่ ป้องกันความเสื่อมของร่างกายในทุกส่วน ป้องกันผิวเหี่ยวย่น ป้องกันหวัด รักษาโรคภูมิแพ้ ป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันกระทั่งมะเร็ง แล้วทำไมยังจะกินข้าวขาวกันอีกเล่า ข้าวกล้องมีเซเลเนียม สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญได้แก่ เบต้าแคโรทีน ซีและ อีแล้ว ร่างกายยังต้องการโคเอนไซม์ในการทำงานต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่เซเลเนียมอีกด้วย ที่จริงเซเลเนียมมีมากในข้าว หากเรากินข้าวกล้องก็จะได้เซเลเนียมมากกว่าข้าวขาว การได้เซเลเนียมเข้าไปเป็นประจำ ก็เท่ากับว่าเป็นการเสริมปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายได้มากขึ้น นี่คือบทบาทของข้าวกล้อง ในแง่ที่เป็นแหล่งของเซเลเนียม กินข้าวกล้องป้องกันอาการของวัยหมดประจำเดือน ข้าวกล้องเป็นอาหารหลักของคนไทย และข้าวกล้องก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายทั้งป้องกันโรค ป้องกันแก่ ทำให้กระฉับกระเฉง ทำให้อายุยืนยาว อยู่อย่างมีความสุข โดยไม่เจ็บป่วย ตามเจตนารมณ์ของชมรมอยู่ร้อยปีฯ ทางชมรมฯ จึงสนับสนุนให้กินข้าวกล้องเป็นอาหารหลัก แทนการกินข้าวขาว
ท่านสมาชิกชมรมฯ ควรเป็นผู้นำในการกินข้าวกล้อง เพื่อเป็นแบบอย่างทางสุขภาพ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงคุณูปการของข้าวกล้อง นอกจากนี้เมื่อรู้ว่าข้าวกล้องมีประโยชน์อย่างไรแล้ว ก็ควรจะช่วยกันเผยแพร่ ชักชวนคนมากินข้าวกล้องมาก ๆ คนไทยจะได้มีสุขภาพดี ไม่ต้องใช้จ่ายแพง ๆ เป็นค่าซ่อมสุขภาพในยุคไอเอ็มเอฟ ลองนับดูซิว่าในบทความนี้ข้าวกล้องจะป้องกันและรักษาโรคได้กี่โรค ได้คำตอบแล้วทางชมรมฯ ไม่มีของขวัญให้หรอก นอกจากความมีสุขภาพดี หากคุณหันมากินข้าวกล้อง




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2551    
Last Update : 18 ธันวาคม 2551 6:07:37 น.
Counter : 5138 Pageviews.  

ข้าวญี่ปุ่น มือใหม่หัดปลูก

หลังจากที่ได้รับคำแนะนำและให้ข้อมูลเป็นอย่างดี จากสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง
โดย พี่วิชัย คำชมพู ก็เลยตัดสินใจปลูกข้าวญี่ปุ่นโดยไม่ลังเล

เราจะมีข้าวญี่ปุ่นกินแล้ว ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า กวก.1 กวก.1 กวก.1
ความคิดชักนำให้มือและเท้าเริ่มต้นออกเดินทาง

ข้าวญี่ปุ่นที่ปรับปรุงสายพันธุ์และเหมาะสมกับประเทศไทยมี 2 พันธุ์
กวก.1 ข้าวเจ้า
กวก.2 ข้าวเหนียว


ผมไม่รู้หรอกว่ามันย่อมาจากอะไร แต่เดาว่ากรมวิชาการเกษตร ทั้งสองสายพันธุ์เป็นข้าวที่ไม่ไวแสง หมายความว่าความยาวช่วงแสงตอนกลางวันไม่มีอิทธิพลต่อการ
ออกดอกของข้าว แต่ถ้าเป็นข้าวที่ไวต่อแสง พวกนี้ต้องการความยาวช่วงแสงตอนกลางวันอย่างน้อยค่าหนึ่ง ขึ้นอยู่แต่ละพันธุ์จะไม่เท่ากัน มันถึงจะออกดอออกรวง



ลักษณะที่ควรรู้เบื้องต้นของข้าวญี่ปุ่น
- เม็ดสั้น ป้อม อ้วน ตุ้ย
- อากาศหนาวจะให้ผลผลิตดี
- ตอบสนองต่อปุ๋ยดีมาก
- ไม่ชอบน้ำท่วมขังมากนัก
- ระแง้เหนียว ต้องใช้เครื่องนวด
- สูญเสียการงอกเร็วถ้าเก็บไม่ดี
- อร่อย นุ่ม อิอิ จริงจริง (เคยชิมที่ฟูจิ)




ต้นเตี้ยสูงประมาณ 80 ซม.
อายุเก็บเกี่ยว 105- 115 วัน
ระยะเวลาตกกล้า 18 - 25 วัน
การปลูกการดูแลจะเหนื่อย และต้องอดทน อิอิ



สีสรร สุก เหลืองทอง พลับพลึง ตราตึงใจยิ่งนัก



อีกไม่นานก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว คราวนี้ชิม กินฟรี เท่าไหร่ก็ไม่ต้องเสียตังค์ 555



นกหนู ไม่ค่อยกวนน้ำท่าไม่ท่วมนาน ผลผลิตคงจะดีบ้างนะ


ขอบอก ระแง้ข้าวญี่ปุ่นเหนี่ยวโครตเลย ทดลองฟาดอย่างที่เคยกับข้าวทั่วไป
สิบกว่าครั้ง มีเม็ดข้าวกระเด็นมา ไม่ถึง 10 เม็ด

สรุปว่า ถ้าไม่ใช่เครื่องนวด ไม่ได้กิน ว่างั้นเถอะ
คิดหนักอยู่เหมือนกันถ้าจะปลูกข้าวญี่ปุ่นอีก




อันนี้ วิถีดั้งเดิมสั่งสมกันมา ชั่วนาตาปี ลองผิดลองถูก ปรับปรุ่งแก้ไข
สุดท้ายได้อย่างที่เห็น ภูมิปัญญาคนรุ่นก่อนแท้ๆ ขอขอบคุณบรรพบุรุษจากใจจริง

จะพยายามรักษาใว้เท่าที่จะสามารถ



จากดินกลายเป็นรวง



จากรวงในก็ร่วงโรยลงเป็นข้าวเปลือก



สุดท้าย อยากบอกว่า มีความสุข อิ่มเอมใจ ที่ได้กินข้าวที่ผลิตเอง

อย่างนี้จะเรียกระบบเศรษฐกิจแบบ "ผู้บริโภคเป็นผู้ผลิต" ได้มั้ยครับ




และครั้งต่อไปเราจะปลูกข้าวอะไรดีน้า........
ขอขอบคุณผู้ติดตามชม ทุกท่านครับ




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 6:40:24 น.
Counter : 9555 Pageviews.  

ถึงเวลาเขี้ยวงู สันป่าตองบ้าง......

เพื่อป้องกันการสับสน ข้าวพันธุ์ สันป่าตอง 1 หรือที่รู้จักกัน อีกชื่อว่าเขี้ยวงูสันป่าตอง เป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วน ข้าวพันธุ์เหนียวสันป่าตอง เป็นพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้เฉพาะในฤดูการทำนาเท่านั้น ทั้งสองเป็นข้าวเหนียวเหมือนกันครับ



กลับมาอีกครั้ง มิตรรัก ชาวนาทุกๆท่าน อิอิ
และแล้ว.....ฤดูการเก็บเกี่ยวผ่านไป ผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเราก็มีเพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือนถึงปีหน้า เราไม่ต้องซื้อข้าวกินอีกต่อไปแล้ว มีข้าวเจ้ากินแล้ว ปลูกข้าวเหนียวกินบ้าง ในอนาคตอยากจะปลูกข้าวญี่ปุ่น กำลังหาแหล่งเมล็ดพันธุ์อยู่เหมือนกัน ใครรู้บอกด้วยนะ

แหล่งซื้อพันธุ์ข้าว ด้วยความที่ว่าเป็นชาวนามือใหม่ ไม่รู้ว่าช่วงเวลาซื้อข้าวเจื้อ(พันธุ์ข้าว) เลยนึกไปคนเดียวคิดไปคนเดียวเองว่า ไปซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ผ่านมาแล้วเสร็จ ก็ล่วงเลยมาถึงเดือนธันวาคม เกือบวันพ่ออ่ะ แต่เราก็ตามสูตรคนโบราณที่ว่า "ปลูกข้าววันแม่ เกี่ยววันพ่อ"
กลางเดือนธันวาคม โทรไปถามที่สหกรณ์การเกษตรบ้านธิ ที่เดิมที่เคยซื้อข้าวหอมมะลิ 105 นั่นแหละ ปรากฎว่าพันธุ์ข้าวเจื้อ สันป่าตอง 1 หมดไปตั้งนานแล้ว ถามไปถามมาเจ้าหน้าที่บอกว่าเขาขายตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนมาแล้ว ตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว ..และเหตุด้วยปีนี้ข้าวเหนียวที่เชียงใหม่ราคาแพงกว่าปีก่อนมาก ชาวบ้านเลยหันกลับมาทำนากันอีก พันธุ์ข้าวสั่งมาขายเท่าไหร่ก็หมด เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว....
อืม........เราช้าไปแค่เดือนเดียวเอง

หลังจากวันนั้น ก็โทรไปสอบถามที่สหกรณ์การเกษตรหลายๆอำเภอ ...สารภี สันกำแพง สันทราย แม่ริม แม่แตง หางดง สันป่าตอง แม้กระทั้งศูนย์วิจัยข้าวสันป่าตองที่ขึ้นกับกรมการข้าว ทุกที่ตอบเหมือนกัน--- หมดแล้วครับ/ค่ะ
Q แล้วจะมีเข้ามาใหม่มั้ยครับ
A ไม่รู้เหมือนกันครับ/ค่ะ สั่งเข้าไปแล้วไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ลองโทรมาเช็คเรื่อยๆะกัน..@#.(7&*4%)8^#$95*&*-=k6%)$$r.]\l'o[j][k;g
อืม..... แล้วปีนี้จะได้ปลูกข้าวมั้ยเนี๊ยะ

28 ธันวาคม 2549 ก่อนวันทำการสุดท้ายของปีหนึ่งวัน บังเอิญเข้าไปที่เวบกรมส่งเสริมการเกษตร,สำนักขยายเมล็ดพันธุ์พืช,ศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์พืชที่ 7 เชียงใหม่ ได้ที่อยู่และเบอร์โทรมา ไม่รีรอที่จะโทรไปสอบถาม คำถามเดิมแหละครับ... เจ้าหน้าที่(คุณนาวิน) ...เหลือแค่ 200 กระสอบ....แต่เขาสั่งจองและจ่ายเงินไว้หมดแล้ว ปีนี้ข้าวแพง เพราะเชียงใหม่น้ำท่วม คนเลยมาปลูกข้าวนาปรังกันเยอะผลิตเท่าไหร่ก็ไม่ทัน อีกแล้วเหรอ.......

ฟังคำพี่เค้าพูดไปและก็อึ้งไป นี่ขนาดแหล่งผลิตนะเนี๊ยะ ขืนไปรอที่สหกรณ์การเกษตรตามที่เขาแนะนำ จะเป็นอย่างไรหนอ (ก็คงอดนะซิ)
สุดท้าย ก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ แล้วนิ ขอแบ่งพี่เขา 1 กระสอบดื้อๆเลย อ้อนวอน บรรยาย ต่างๆ นาๆ ชักแม่น้ำทั้งสิบเลยก็ว่าได้ เกิดมาไม่เคยเลยอย่างนี้ สุดท้ายพี่เข้าก็ใจดี หรือรำคาญเราก็ไม่รู้ ยอมแบ่งให้มา 1 กระสอบ (ไม่ได้ฟรีนะ หนึ่งกระสอบ 25 กก.ราคา 300 บาท) เมื่อตกลงก็รีบเข้าไปเอาโดยทันทีกลัวเข้าเปลี่ยนใจ ศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์พืช อยู่ใกล้ๆงานพืชสวนโลกนั่นแหละ

ขอขอบคุณ คุณนาวิน ,ศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์พืชที่ 7 เชียงใหม่ มาไว้โอกาสนี้ด้วย
ได้มาละ มีใบรับรองด้วย

เมื่อมาถึงบ้านเปิดดู ปรากฏว่าข้าวที่ได้มานั้น ใหม่จริงๆ ใหม่มากๆ ด้วย ยังไม่พ้นระยะพักตัวเลย ...อันนี้ความรู้นะครับ ปรกติข้าวเปลือกต้องใช้ระยะพักตัวหลังเก็บเกี่ยวประมาณ 6 - 8 อาทิตย์ ถึงจะสามารถเอาไปเพาะปลูกได้ ถ้าไม่พ้นระยะพักตัว มันจะไม่งอกครับ แต่มีวิธิทำให้มันพ้นระยะพักตัวเร็วขึ้น คือให้เอาไปตากแดดซัก 3 แดด เท่านี้ก็เรียบร้อย พร้อมสำหรับเพาะปลูกแล้ว

และปีนี้เอง ฤดูหนาวที่เชียงใหม่หนาวมาก และก็ยาวนานด้วย ซึ่งความแห้ง และความหนาวเย็นนี้เองส่งผลให้การเจริญเติบโต การแตกยอดแตกตา ของต้นกล้าช้าไปกว่าฤดูฝนอย่างเห็นได้ชัด
แช่น้ำสองวัน ผึ่งลมสองวัน แล้วหว่านลงแปลงอีกหนึ่งอาทิตย์ ได้อย่างที่เห็น ช้ามากๆ

แล้วก็ ผ่านไป 4 อาทิตย์ ต้นกล้าโตได้ขนาดเนี๊ยะ

เขียวดีจังเลย แปลงที่เห็นใช้พันธุ์ข้าวแค่ครึ่งกระสอบสามารถปลูกดำได้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ใช้ปีหน้า ต้องประหยัดของหายาก


ดูซิ หนึ่งเดือนโตได้แค่เนี๊ยะ


เมื่อต้นกล้าเกือบได้ที่ ก็ต้องเตรียมแปลงนา พื้นที่เพาะปลูก ไถนาอีกแล้ว แต่จ้างเขานะ ไม่ได้ไถเอง แบบว่าเรื่องไถไม่ค่อยถนัด อิอิอิ

ไถแล้ว ไถอีก ไถจนหมด จนไม่มีให้ไถ วะฮะฮ่า

แล้วไม่ช้า ไม่นาน ก็ได้เวลาปลูกข้าว ซะที



ผ่านไปสองอาทิตย์ แตกต้นแตกกอ เริ่มเขียวขึ้นมาบ้างแล้ว


ต้องดูแล ใจใส่ต่อไปจนกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้ง
สองอาทิตย์ที่ผ่านมา หมอกควันเต็มเชียงใหม่เลย อากาศก็ยังเย็นอยู่ อากาศแปรปรวนจังเลยปีนี้ เขี้ยวงูจะให้ผลผลิตดีไหมหนอ ...

วันเวลา..ผ่านไป
23 พ.ค. 2550 วันข้าวออกรวงก็มาถึง "วันข้าวออกรวง" เขาหมายความกันว่า เป็นวันที่รวงข้าวออกจากยอดโพล่พ้นใบธง ได้ปริมาณ 80 % ของพื้นที่นา เขาให้กำหนดเป็นวันออกรวง กะประมาณโดยสายตาเอาอ่ะ
ตามตำราบอกว่าหลังวันข้าวออกรวง
21 วัน ให้ปล่อยน้ำออกจากนา
28 - 30 วัน เป็นวันเก็บเกี่ยว



อย่างนี้ 80 % ได้ม่ะ



รวงใหญ่ๆ อวบๆ



ชูช่อ รอวันเก็บเกี่ยว


เจอกันอีกที ในวันเก็บเกี่ยว


17.06.50 วันเก็บเกี่ยว จะว่าไปแล้วข้าวในนายังสุกไม่ทั้งหมดหรอก ต้องเกี่ยวถึง 2-3 รอบ
แบบว่าสุกเหลืองพร้อมเกี่ยวก็มี กำลังเป็นน้ำนมก็มี กำลังออกรวงก็มี
หรือแม้แต่ต้นที่ยังไม่ออกรวงก็มี เป็นคำถามที่ค้างคาใจ ชาวนามือใหม่อีกแล้ว ว่าเพราะอะไร ใครรู้บอกบ้างดิ
และก็เป็นความจริงอีกอย่างที่ว่า ...
+ การทำอะไรไม่ตรงตามฤดู ไม่เป็นตามธรรมชาติ
+ การทำนาเจ้าเดียว โดยรอบข้างไม่ได้ทำด้วย
มันจะโดนศัตรูธรรมชาติทำลายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นกกับหนู ก็มันไม่มีที่นาแปลงอื่นให้ช่วยแบ่งเบา ก็เลยต้องโดนรุม แต่เพียงผู้เดียว
เสียหายมาก โดยเฉพาะ "นก" นกกระติ๊ด คนเมืองเรียกว่านกผีด
ฝูงหนึ่งเป็นร้อยๆ ปากแข็งๆของมัน จะรูดเอารวงข้าวที่กลำลัง
เป็นน้ำนม ดูดกินแต่น้ำ รวงแล้วรวงเล่า ต้นแล้วต้นเล่า
แล้วรวงนั้นก็กลายเป็นข้าวลีบ จะดักก็เอ็นดูมัน ก็ได้แต่ไล่ตามโอกาส เสียหาย เสียหาย


แค่นกยังไม่พอ พอข้าวสุกเหลืองได้ที่ หนูก็เริ่มปฎิบัติการ
กัดกินข้าวเป็นกองๆ มีให้เห็นทั่วเลย
นอกจากนี้ยังมี นกเขา นกพิราบ ที่คอยแวะเวียนมากินข้าวเปลือกอีก เห็นมั้ยมีแต่ศัตรู
ทำให้ผลผลิตที่ออกมา ไม่ใกล้เคียงกับตอนที่คาดไว้ที่ข้าวออกรวงเลย
ไม่เป็นไร อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ แบ่งคืนสู่ธรรมชาติบ้าง กอบโกยจากมันมาเยอะล่ะ คิดอย่างนี้ก็สบายใจ
แต่ที่ได้ก็เพียงพอสำหรับกินในครัวเรือน ข้าวหอมมะลิก็ยังกินไม่หมด เลย


เกี่ยวเสร็จแล้วตากแดด 3 - 4 แดด ก็ขนข้าวมากอง พร้อมจะฟาด


หลังจากที่เสียเม็ดเหงื่อไป เราก็ได้เม็ดข้าวกลับคืนมา
ใช้แรงงาน ไม่มีขาดทุน ไม่มีกำไร เหนื่อยพัก นอนตื่นแล้วก็หาย ได้กำไรอย่างเดียวคือ กำไรชีวิต


ถึงจะได้น้อยกว่าที่ตั้งใจ แต่ก็มีแต่เม็ดใหญ่อย่างนี้


ปล.
+ลองเอาไปสี เอามานึ่งกินแล้วปรากฎว่านิ่มและหอมอ่อนๆ
+มีคนเคยบอกว่า ความนิ่มขึ้นอยู่กับระยะเวลาการตากข้าว หลังเกี่ยว
+ ฤดูการต่อไปจะปลูกข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 (ข้าวเจ้า)
+ ได้พันธุ์มาแล้วจากสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง ครับ
+ ขอบคุณพี่วิชัย ที่กรุณาเม็ดพันธุ์ เดี๋ยวจะยืมเครื่องนวด
ด้วยครับ (ข้าวญี่ปุ่นระแง้เหนียว ฟาดไม่ยอมหลุดง่าย)
+ ข้าวญี่ปุ่นตกกล้าไปแล้วเมื่อ 08.07.50

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาครับ
สนุกกับชีวิต อยู่กับธรรมชาติ




 

Create Date : 28 มกราคม 2550    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2550 7:50:31 น.
Counter : 8083 Pageviews.  

1  2  

BongKoch
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





View Larger Map
Friends' blogs
[Add BongKoch's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.