Group Blog
 
All blogs
 

10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป..ลาวเหนือ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง




10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป... ลาวเหนือ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง









ไม่ได้ up ซะนาน คราวนี้กลับมาพร้อมทริปลาวเหนือ หวังว่า10 อันดับดังต่อไปนี้ จะพอเป็นGuideฉบับรวบรัดให้กับทุกคนที่กำลังจะไปเที่ยวหรือใครก็ตามที่สนใจนะคะ รู้สึกเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เหมือนเดิม เจ้าค่า.............






1.Local Eating: แป้งจี่ Fast-foodฉบับลาว






แป้งจี่ของลาวแท้ๆ ดูก็รู้ว่าได้อิทธิพลบาเก็ตต์(baguette) ของฝรั่งเศสมาเต็มๆ Fast-foodฉบับลาวที่หน้าตาคล้ายแซนวิชไม่มีผิดเพี้ยน ต่างก็เพียงไส้ของลาวจะใส่สารพัดและยัดลงไปในขนมปังเป็นปริมาณมาก อัดแน่นจนล้นทะลักตัวขนมปังออกมา ไส้มีหลายอย่างตั้งแต่หมูสับ หมูแดง แฮม ตับบด ไก่ทอด ไข่ดาว ผักสลัด มะเขือเทศ แตงกวา แครอท หอมหัวใหญ่ ต้นหอม ทาเนยใส่ซอสพริก มีให้เลือกทั้งก้อนเล็ก กลาง ใหญ่ ตามความพอใจของผู้กิน แค่อันเดียวก็อิ่มแปล้แทนข้าวหนึ่งมื้อได้เลยล่ะค่ะ





How to find: มีอยู่ทั่วไป ตามข้างทาง

ราคา: ประมาณอันละ 10000-20000 กีบ หรือประมาณ 40-80 บาท ก็ถ้ากลัวกินไม่หมดก็สั่งขนมปังครึ่งเดียว ราคาประมาณ 30 บาท

Note: แป้งจี่ของลาว ไม่เหมือนกับข้าวจี่แถวหนองคายซะทีเดียว ของบ้านเราจะใส่หมูยอ กุนเชียง ปริมาณพอคำ แต่ของลาวจะเป็นแป้งจี่อันใหญ่ยักษ์ ที่เวลาจะกินต้องอ้าปากให้กว้างที่สุด พอกัดแล้วก็จะมีไส้ร่วงทะลักทะล้นตามมา แบบว่ากินยังไงก็ท่าไม่สวย แต่อร่อย ก็อย่าได้แคร์ละกันค่ะ : )






2. Local Eating เฝอลาว ก๋วยเตี๋ยวใส่ซอสพริก






เฝอหรือก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารยอดฮิตที่เรารู้จักกันดี หาทานได้ง่ายและก็ไม่แปลกเกินรับประทาน ที่ลาวจะมีเฝอหลายประเภททั้งเฝอหมู ไก่ เนื้อวัว ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ใส่มักจะใส่เป็นชิ้นๆลวก ไม่ค่อยใส่ลูกชิ้น เหมือนพวกก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดบ้านเรานั่นแหละค่ะ

แต่จะกินก๋วยเตี๋ยวแบบลาวทั้งที ถ้าปรุงพริกป่นน้ำปลาน้ำตาลเหมือนทานอยู่บ้านเรามันจะไปได้รสชาติอะไรกันคะ.. จะให้อร่อยมันต้องโขยก !!! ค่ะ โขยกขวดซอสพริก(ที่นำเข้าจากไทย) ซึ่งวางเป็นเครื่องปรุงอยู่กลางโต๊ะนั่นแหล่ะ มันจะทำให้น้ำซุปเปลี่ยนเป็นสีแดงข้น รสชาติหวานๆเปรี้ยวๆอร่อยดี แต่ถ้ายัง deepไม่พอก็ให้แนมกับพริกขี้หนูหรือถั่วฝักยาวจิ้มกะปิ ซึ่งก็จะวางอยู่บนโต๊ะเช่นเดียวกันค่ะ





How to go: ควรเลือกร้านที่ดูสะอาด ลวกเนื้อสุกๆนะคะ
- เวียงจันทน์ : จำร้านเฝอเนื้ออร่อยได้ร้านนึง อยู่ริมทางหลวงจากด่านเข้าเมืองเวียงจันทร์ ตอนใกล้จะถึงเวียงจันทน์ จะเห็นร้านเพิงใหญ่ประมาณนึงอยู่ทางขวามือ เห็นมีรถเก๋งจอดแวะกินตามไหล่ทาง ก็ใช่เลยค่ะ
เฝอชามใหญ่ (ปริมาณเท่า 2 ชาม) ราคาประมาณ 60 บาท
- หลวงพระบาง : ร้านไม่มีชื่ออยู่ตรงข้ามวัดใหม่สุวรรณภูมาราม ขายตั้งแต่เช้าตรู่สามารถซดเป็นข้าวเช้ากันได้ ขายเฝอไก่กับน้ำเงี๊ยว มีแคบวัวเหมือนแคบหมูใส่ไปเพิ่มความอร่อยด้วย
เฝอชามละ 10000 กีบค่ะ


Note: ถ้าอยากลองก๋วยเตี๋ยวใส่ซอสพริกกับพริกขี้หนูจิ้มกะปิ สามารถหาทานได้ตามแถบอีสานตอนบนเช่นกันค่ะ งานนี้ไม่รู้ไทยลอกลาวหรือว่าลาวลอกไทยกันแน่ รู้แต่แซบอีหลีเด้อค่ะ !!







3. Drink: จิบ “ลาวเกรีย”








มีร้านอาหารชื่อดังร้านนึงในเวียงจันทน์ เค้าproudly present เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีที่ร้านนี้เท่านั้น ที่ทำเอาเมนูอย่างไหมไท กามิกาเซ่ต้องชิดซ้ายไปเลย....

ลาวเกรีย(Laogria) คอกเทลที่คิดค้นขึ้นมาเฉพาะร้านนี้ สูตรคิดค้นขึ้นเฉพาะแต่ไม่ใหม่เพราะเพี้ยนมาจากแซงเกรีย “Sangria” เครื่องดื่มแสนสดชื่นสัญชาติสเปนนั่นแหล่ะค่ะ พอเอ่ยถึงแซงเกรีย หลายคนคงร้อง อ้อ....กันแล้ว ต้นตำรับนั้นคือไวน์แดงหรือไวน์ขาวผสมผลไม้สดไม่ว่าจะเป็นส้ม เลมอน แอปเปิ้ล เบอร์รี่ และพีช เติมความหวานเล็กน้อยด้วยน้ำผึ้ง ใส่บรั่นดีหรือสปิริตและก็เติมความซ่าและความสดชื่น ด้วยโซดากับน้ำแข็งเป็นการปิดท้าย ตอนนี้ย้อนกลับมาทีลาวเกรียของเรากันบ้าง แทนที่เค้าจะใส่ผลไม้ฝรั่งอย่างเบอร์รี่ พีช หรือแอปเปิ้ล ก็เปลี่ยนมาเป็นผลไม้พื้นบ้านของลาวอย่างกล้วย สัปปะรด และก็มะนาวเป็นแว่นๆแทนยังไงล่ะคะ เป็นการดัดแปลงที่เข้ากันได้เยี่ยม จิบแล้วสดชื่นกันถ้วนหน้าเชียวค่ะ

เครื่องดื่มจะเสิร์ฟมาในเหยือกพร้อมช้อนสำหรับตักผลไม้ที่กองอยู่ก้นถ้วย จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนแนะนำว่าห้ามพลาด เอาเป็นว่าฉันขอย้ำอีกแรงว่า -อย่าพลาด- ก็แล้วกัน


How to go : ลาวเกรีย เหยือกล่ะ 20000 กว่ากีบ ที่ร้านขอบใจเด้อ อยู่ติดวงเวียนน้ำพุ ร้านนี้ดังบอกรถตุ๊กๆได้เลย (100 บาท/เที่ยว)






4 .Chill out : 1 dayจัมโบ้ทัวร์ เวียงจันทน์






จัมโบ้ (สามล้อบ้านเรา) เป็นพาหนะที่สามารถพาเราสำรวจเมืองหลวงประเทศลาวแห่งนี้ได้ภายใน1 วัน มายคิดว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากเพราะเหมือนว่าเรามาเที่ยวหนองคายแล้วได้เที่ยวต่างประเทศเป็นของแถม เก๋มั๊ยล่ะคะ






หลังจากที่เรานั่งรถข้ามสะพานมิตรภาพ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวเรียบร้อย ตรงที่ด่านนั้นก็จะมีรถตู้ รถบัสและจัมโบ้รออยู่สารพัด ยืนอยู่เฉยๆเดี๋ยวก็มีคนเดินเข้ามาถามเองว่าจะเหมารถรึเปล่า ก็บอกไปเลยว่า ทัวร์เมือง 1 วัน พาไปไหนบ้าง ตกลงราคาและเวลาจำนวนชั่วโมง เอาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง กันโดนโกง !


ปกติรถจะพาไป 6 ที่คือพระธาตุหลวง(พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทน์), ประตูชัย(สิ่งก่อสร้างที่หน้าตาคล้าย Arc de triomphe de l'Étoile ที่ปารีสเพราะเค้าได้อิทธิพลกันมา), แล้วก็แวะตลาดเช้า กินข้าวเที่ยง, ไปต่อกันที่วัดสีสะเกด, หอพระแก้ว(อดีตสถานที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกตของบ้านเรา) และสุดท้ายคือ วัดสีเมืองค่ะ(วัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวเวียงจันทน์) ปกติทัวร์ทั้งหมดก็ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่ที่ด่านประมาณ 10 โมงเสร็จส่งที่ด่านข้ามกลับประเทศไทยก็ประมาณบ่ายสามพอดี ราคา 1 วัน(5 ชั่วโมง)ประมาณ 500-600 บาทค่ะ






ที่ฉันแนะนำวิธีนี้ก็เพราะเป็นวิธีที่สะดวกดี ใครมาแถวนี้ก็ใช้วิธีนี้เสมอ แต่หากมีเวลามากกว่านี้ ก็ลองใช้เวลาค้างสักหนึ่งคืนสัมผัสบรรยากาศในเวียงจันทน์ก็ไม่เลวค่ะ


Note : ถ้าแค่ต้องการแค่นั่งรถจากด่านเข้าเมือง แนะว่าให้เดินไปขึ้นมินิบัสเอาเพราะถูกกว่าเหมารถจัมโบ้ หรือไม่ก็ขึ้นรถบัสสายนครเวียงจันทน์ตั้งแต่ท่ารถหนองคายหรืออุดรไปเลยซึ่งจะเข้าไปส่งถึงบ.ข.ส.เวียงจันทน์ค่ะ
ระยะทางจากด่านเข้าเมืองเวียงจันทน์ ประมาณ 30 กิโล ถ้าจำไม่ผิด ด่านปิดประมาณ 3-4 ทุ่มค่ะ







5. Natural : ถนนลอยฟ้า วังเวียง-หลวงพระบาง






บนเส้นทางจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางหรือถนนสาย13 เป็นเส้นทางวิ่งบนเขาตลอด13 ชั่วโมง ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยความอันตรายและฮาก(อาเจียนในภาษาอีสาน) เป็นปริมาณมากกันบ้าง แต่ก็คุ้มแสนคุ้มเชื่อสิ !

เส้นทางเริ่มต้นจากเวียงจันทร์ไปวังเวียงประมาณ 5 ชั่วโมง ถือเป็นการรับน้องเบาะๆ มีขึ้นเขาผ่านลำห้วยบ้างพอเป็นกระศัย ระหว่างนี้เราก็ชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางไป พอเริ่มพ้นเขตวังเวียงไปเท่านั้น อีก 8 ชั่วโมงต่อจากนี้จะมีแต่ความสุขแบบโหดหฤหรรษ์ละค่ะ

ระหว่างทาง รถจะแวะพักยืดเส้นยืดสายที่กาสี เพราะตั้งแต่กาสีเป็นต้นไป รถจะเริ่มไต่เขาไปเรื่อยๆ โค้งซ้ายโค้งขวา มารู้ตัวอีกทีก็ถึงยอดเขา จากนั้นรถก็จะวิ่งบนสันเขาอันแสนคดเคี้ยวตลอดเส้นทางสมกับคำเปรียบเปรยที่ว่าเป็น "ถนนลอยฟ้า " อย่างแท้จริง





รถจะพาเราขึ้นยอดเขาลูกแล้วลูกเล่า วิ่งลดระดับลงและไต่ขึ้นสู่ยอดภูเขาลูกต่อไป ตลอดสองข้างทางของถนนลอยฟ้าจะมิวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติที่สวยงามมาก มีทุ่งดอกบัวตองและดอกหญ้าหลากสีให้ชมเป็นระยะ แต่แน่หล่ะเมื่อเผลอมองไปข้างล่างก็เป็นเหวของแท้แน่นอนเช่นเดียวกัน และหากมองลึกเข้าไปในผืนป่าเราอาจเห็นชาวลาวภูเขาสะพายปืนอาก้าอีกด้วย ตื่นเต้นมั๊ยล่ะ


How to : - จากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบาง มีรถอยู่สองแบบ
แบบแรก เปรียบได้เหมือนบ.ข.ส. ขึ้นรถที่ เต 2 (station 2) ราคาประมาณ 90000 กีบ
- แบบที่สองเป็นรถบัส วีไอพีของเอกชน ตั๋วที่ได้จากเกสต์เฮาส์หรือ travel agency ราคา 115000 กีบ


Note: ราคาและเวลาเดินรถเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ควรcheck update ตอนใกล้เดินทางค่ะ
ไม่ต้องห่วงว่าเป็นรถบัสพัดลมหรือรถแอร์ เพราะรถแอร์วิ่งไปสักพัก ก็ปิดแอร์เหมือนกัน








6. Chill out : ธรรมชาติ วังเวียง






ว่าจะไม่กล่าวถึงวังเวียงซะแล้ว เนื่องจากมีประสบการณ์ถูกโกงที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้นหากนับกันที่ความงามทางธรรมชาติของวังเวียง ที่นี่ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ควรแวะเที่ยวมากแห่งหนึ่งเลยล่ะค่ะ

“วังเวียง” อดีตเมืองฐานที่ตั้งกองบินฝรั่งเศสแห่งนี้ เคยมีคนกล่าวไว้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดเมืองปาย บ้างก็อ้างว่าเป็นกุ้ยหลินเมืองลาวบ้างล่ะ จะอย่างไรก็ตามนั่นก็คงมาจากความงดงามทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์นั่นเอง
ที่วังเวียงเราจะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์จริงๆแบบไม่เคยสัมผัสมาก่อน ธรรมชาติทักทายคุณตั้งแต่เช้า โดยตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของหมอกขาว สายๆเราออกบริหารร่างกายด้วยการไปปีนถ้ำ เที่ยงพักกินข้าวเหนียวเติมพลังหลังพิงต้นไม้ข้างลากูนสีเขียวมรกตแถมด้วยการเล่นน้ำแหวกว่ายในลากูนพอเป็นพิธี บ่ายคล้อยได้เวลาไปล่องห่วงยางแม่น้ำซอง กิจกรรมสุดฮิตของวังเวียง ตกเย็นมาเดินเล่นทานข้าวในเมืองภายใต้ผืนฟ้าดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวง แล้วก็เข้านอนอย่างมีความสุข





ดังที่เล่าให้ฟัง ธรรมชาติที่นี่ยังสมบูรณ์อยู่มาก ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองแวะมา ก่อนที่ความเป็นเมืองจะบุกรุกที่นี่ในอนาคต


How to go : จากเวียงจันทน์ นั่งรถคันเดียวกับที่ไปหลวงพระบางแต่ลงที่วังเวียง ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
จากหลวงพระบาง นั่งรถคันที่ไปเวียงจันทน์แต่ลงที่วังเวียง ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง
หรือมีรถตู้เอกชนเวียงจันทน์-วังเวียง, หลวงพระบาง-วังเวียง ด้วยซื้อตั๋วที่นู่นได้เลย

Note: Activity ยอดฮิตของที่นี่
1. ล่องแก่ง หรือล่องห่วงยาง แม่น้ำซอง
2. เที่ยวถ้ำและลากูน – ที่วังเวียงมีหลายถ้ำให้เที่ยวชม ซึ่งมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม บางถ้ำมีลากูนมีเขียวมรกตอยู่ภายใน แต่คำเตือนต้องปีนป่ายและใช้กำลังน่องพอสมควร
3. ปีนเขา – วังเวียงมีหลายแห่งที่เหมาะกับการปีนเขา หากใครสนใจซื้อทัวร์ไปปีนเขาที่นู่นได้
4. Mountain Bike – สำหรับมนุษย์เสือภูเขาโดยเฉพาะ ซึ่งจะได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวลาวอย่างแท้จริง








7. Sightseeing : สุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมที่วัดเชียงทอง

สุดถนนสีสะหว่างวงตรงจุดที่แม่น้ำหลักสองสาย คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน(ปากคาน) มาบรรจบกัน ที่นี่คือที่ตั้งของสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้าง “วัดเชียงทอง”





วัดเชียงทอง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีโบสถ์(สิม)ทรงหลังคาปีกนกซ้อนเป็นลำดับลงมา 3 ชั้น เป็นศิลปะล้านช้างที่งดงามและสวยงามที่สุดในประเทศลาว บนยอดสิมประดับด้วยช่อฟ้า17 ช่อ บ่งถึงว่าเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง เมื่อชื่นชมศิลปะภายนอกตัวอาคารแล้ว ควรเข้าไปนั่งละเลียดชมความงดงามทางสถาปัตยกรรมภายในกันต่อ ซึ่งประกอบไปด้วยภาพลายฉลุลงรักปิดทองที่บานประตู และจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของลาว

ภายในอาณาเขตของวัด ยังมีสถาปัตยกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ เช่นโรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถ, หอพระม่าน และหอพระพุทธไสยาสน์ที่มีผนังสีชมพูบานเย็นประดับด้วยกระเบื้องสีบอกเล่าเรื่องราวทางศาสนา นิทานพื้นบ้านและชีวิตชาวหลวงพระบาง ซึ่งได้ลายอันมีเอกลักษณ์เหล่านั้นได้กลายสัญลักษณ์บนถุงดินสอ ผ้าทอ และของที่ระลึกของหลวงพระบาง





How to go : ตั้งอยู่สุดถนนสีสะหว่างวง ถนนใจกลางเมืองหลวงพระบาง
ค่าเข้าชม 10,000 กีบ







8. Shopping : ตลาดมืด หลวงพระบาง







แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตจากถนนที่ใช้สัญจรไปมา กลายเป็นสถานที่การรวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมายของทั้งนักขายและนักช๊อปใจกลางหลวงพระบางอย่างนี้ทุกๆคืน เรียกได้ว่าเป็นแหล่งซื้อของฝาก ของที่ระลึกราคาถูก มีตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ถุงดินสอ สมุด ปากกา กระดาษสา กรอบรูป ภาพวาด ภาพปัก ผ้าปูที่นอน โคมไฟ และอีกมากมาย ของขายแต่ละร้านดูเผินๆท่ามกลางความมืดอาจนึกว่าเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วของพวกนี้เป็นงานhand madeที่เลียนแบบกันมา ฉะนั้นฝีมือร้านไหนดีกว่ากันจะต้องเปรียบเทียบก่อนซื้อเพื่อความไม่ประมาทและได้ของดี สีสันของตลาดมืดมีแต่ความสนุกสนานท่ามกลางเสียงต่อรองราคาระหว่างนักช๊อปชาวไทยกับชาวลาวที่พูดไทยได้คล่องปรื่อ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ฉันชอบที่สุดของตลาดมืดก็คือ การที่ฉันได้เดินช้อปปิ้งภายใต้หลังคาดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ปราศจากแสงไฟนีออนมาบดบังความงามทางธรรมชาติ
ช่างแสนโรแมนติกเหลือเกินเชียวหล่ะ !


How to go : ตลาดมืดเริ่มตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเย็น แต่ละร้านก็จะปูวางกับพื้น ขายไปจนถึงสี่ทุ่ม สามารถใช้เงินไทยซื้อได้โดยมักจะถูกปัดราคาให้เป็นตามหลัก 20 บาทเช่น 20 40 60 บาท ควรพกธนบัตรย่อยไปเยอะๆค่ะ

Tips: อย่างที่บอกว่าของขายแต่ละร้านดูเผินๆอาจนึกว่าเหมือนกัน ให้ดูให้ดีนะคะ อย่างเช่นผ้าปูที่นอน ที่ลายด้านหน้ากับด้านหลังอาจเป็นคนละลายกัน และสีที่เห็นในตลาด พอมาเปิดไฟสว่างๆดูที่บ้านอาจเป็นคนละสีกับที่คิดไว้







9. View on Top: พระอาทิตย์ตกดินที่พระธาตุพูสี









พระธาตุพูสี เปรียบเสมือนหลักเมืองหลวงพระบางที่ตั้งอยู่บนยอดพูสี ภูเขาใจกลางเมืองของหลวงพระบาง การจะขึ้นไปชมนมัสการพระธาตุ จะต้องเดินขึ้นบันได328 ขั้นซึ่งประดับไปด้วยจำปาลาวหรือลีลาวดีของบ้านเราตลอดสองข้างทาง พอขึ้นมาถึงยอดพู รับรองว่าจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะไม่เพียงแค่จะได้ขึ้นมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบางแต่วิวบนพูสีนั้นก็สวยงามมากจนกลายเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยมถึงขนาดว่ามีแนะนำอยู่ใน guidebook ทุกเล่มเลยทีเดียว





How to go : อยู่บนถนนสีสะหว่างวง ถนนเส้นเดียวกับวัดเชียงทอง ทางขึ้นพูอยู่ตรงข้ามกับพระราชวังเดิมพอดิบพอดี
ไม่เสียค่าเข้าชม

Tips: แนะนำสำหรับตากล้องที่อยากไปชมพระอาทิตย์ตก ให้รีบไปแต่เนิ่นๆ เพราะมุมเด็ดๆสำหรับตากล้องนั้นมีที่ไม่มาก






10. Culture: ตักบาตรข้าวเหนียว หลวงพระบาง






โชคดีที่เราเป็นชาวพุทธเหมือนกัน เราจึงซาบซึ้งกับกิจกรรมนี้ได้มากกว่าใคร การตักบาตรข้าวเหนียว เป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์และความตั้งใจ แถมยังได้บุญ ตั้งแต่การที่เราตั้งหน้าตั้งตา ตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า ออกไปหาซื้อข้าวเหนียวที่ตลาด จนกระทั่งมาปูเสื่อนั่งรอเวลาพระออกบิณฑบาต การใส่บาตรข้าวเหนียวนั้นก็เสมือนใส่บาตรบ้านเรา เพียงแต่จะใช้วิธีการจกข้าวเหนียวร้อนๆเป็นก้อนๆ แล้วใส่ลงไปในบาตร ผู้ชายจะยืนใส่ ส่วนผู้หญิงจะนั่งพับเพียบใส่บาตรค่ะ พระจะเริ่มออกบิณฑบาตตั้งแต่ตีห้าครึ่งเป็นต้นไป พระสงฆ์จะออกเดินเป็นสายยาวและเดินอย่างรวดเร็ว คนที่ใส่จะต้องรู้จังหวะการจกให้ดี ถ้าเป็นมือใหม่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราจะจกช้าจนทำให้การจราจรติดขัดได้


Note: การซื้อข้าวเหนียว สามารถให้ที่ Guest House เป็นคนจัดการได้ แต่นั่นหมายถึงว่าคุณยินดีจ่ายค่าข้าวเหนียวกระติ๊บละ100 บาท
หากต้องการซื้อเองเพื่อความประหยัด ให้เดินหา จะมีแม่ค้านำข้าวเหนียวมาขายตามริมถนนหรือไม่ก็ไปซื้อที่ตลาดค่ะ
จริงๆที่ไหนของลาวก็มีตักบาตรข้าวเหนียว เพียงแต่บรรยากาศที่หลวงพระบางมันclassic เท่านั้นเอง


L.O.G. - หวานต้นจืดปาย



" ขอบคุณทุกcomment และทุกคนที่เข้ามาอ่านจ้า"



Free TextEditor

ติดตาม 10 Don't Miss ที่กำลังจะตามมา ...
ฮานอย เวียดนาม
มิวนิค เยอรมนี
ลอนดอน, อังกฤษ
ปราก, เชค


© All Rights reserved 2009
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในwww.memiles.bloggang.com




 

Create Date : 01 มีนาคม 2553    
Last Update : 1 มีนาคม 2553 11:54:17 น.
Counter : 1579 Pageviews.  

10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป...สวิสเซอร์แลนด์




10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป
...สวิสเซอร์แลนด์, Switzerland







เกริ่นนำ - สวิสเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่แปลกและมีเอกลักษณ์มาก ประเทศเล็กๆแค่นี้แต่มีภาษาราชการถึงสี่ภาษานั่นก็คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน และโรมาเนสก์ จึงเป็นที่มาของประเทศที่มีชื่อเรียกถึง 4 แบบซึ่งก็คือ Schweiz, Suisse, Svizzera และ svizra อยากรู้ว่าคนสวิสเค้าคุยกันเองยังไง ก็ต้องลองตามไปดูสิคะ .....








หวังว่า10 อันดับดังต่อไปนี้ จะพอเป็นGuideฉบับรวบรัดให้กับทุกคนที่กำลังจะไปเที่ยวหรือใครก็ตามที่สนใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำส่วนตัวล้วนๆ รู้สึกเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้





1. Local Eating: จิ้มจุ่มชีส Swiss Fondue








อันเนื่องมาจากสวิสขึ้นชื่อเรื่องชีส ดังนั้นอาหารประจำชาติจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง !!

สวิสฟองดู คือต้นตระกูลของฟองดูทั้งปวงซึ่งคำว่าฟองดูนั้นเพี้ยนมาจากภาษาฝรั่งเศส(Fondre)ที่แปลว่าละลายนั่นเอง เมื่อเอ่ยถึงฟองดูคนไทยอาจนึกไปถึงฟองดูแบบญี่ปุ่นที่เป็นการเอาเนื้อชิ้นๆไปจุ่มในกระทะมากกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเข้าใจอย่างไหนมันก็คือกริยาการ“จุ่ม” เหมือนๆกัน ต่างกันที่ของต้นตำรับนั้นเค้าจุ่มในหม้อต้มชีสสสล้วนๆ..

ฟองดูสวิสเป็นอาหารที่เกิดจากการผสมสุดยอดของชีสเนื้อแข็งของสวิสอย่างชีสเอมเมนทาล(Emmental)และชีสกรูริแยร์(Gruyere)เข้ากับเหล้าเชอรรี่(Kirsch)หรือไวน์ขาว นำทั้งหมดมาผสมผสานกันแล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆในหม้อทองเหลือง พอเริ่มร้อน ส่วนผสมทุกอย่างก็จะละลายคละเคล้ากลายเป็นของเหลวสีเหลืองทอง วิธีการรับประทานก็คือให้ใช้ส้อมจิ้มขนมปังหั่นลูกเต๋าลงไปจุ่มชีสแล้วเอาขึ้นมาทานได้เลย


จะเห็นว่ามื้อนี้ไม่มีเนื้อสัตว์เลยซักนิดมีแต่ชีส,ขนมปังและแอลกอฮอล์จากเหล้าเคียร์ชซึ่งจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นในหน้าหนาวของสวิสได้ดีนัก แต่ถ้ากินมาก..ความอบอุ่นนั้นอาจไม่ได้มาจากอาหารแต่เป็นจากห่วงยางรอบตัวแทน!!!!

Guide: หลังกินฟองดูจนอืดได้ที่ ปิดท้ายด้วยการจิบเหล้าเคียร์ชที่มีดีกรีแอลกอฮลล์40% สักหนึ่งชอต... รับรองหลับสบายทั้งคืน
How to go: ร้านอาหารทั่วไป หรือทำกินเองที่บ้านก็ได้ง่ายจัง ที่ซูริคก็มีร้านฟองดูดีดีหลายร้าน







2. Chill out : ทัวร์ชีสสิ ..Tour Cheesy !



“ลิ้มลองรสชาติของชีสอันดับหนึ่งของสวิสกันไปแล้ว งั้นไปบุกถิ่นที่มาของชีสที่ว่านี้กันต่อเลยดีกว่า”









Gruyeres เป็นชื่อของหมู่บ้านเล็กๆในจังหวัดไฟร์บอร์กที่สามารถส่งออกชีสกรูแยร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกได้ ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่มั๊ยล่ะคะ

เมืองกรูแยร์มีประชากรไม่ถึง2000 คนซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีสตั้งแต่ผู้เลี้ยววัวไปจนถึงคนทำชีส บรรยากาศนั้นดูเป็นแบบชาวบ้านแสนคลาสสิกจริงๆ ถึงแม้คนที่มาเที่ยวกรูแยร์ส่วนใหญ่นั้นจะตามกลิ่นชีสมา หวังว่าอยากมาสัมผัสวิธีการผลิตที่มาของรสชาติชีสนุ่มละมุนลิ้น แต่ไม่เพียงแค่พิพิธภัณฑ์และโรงงานผลิตชีส กรูแยร์ยังเป็นเมืองยุคกลางขนาดย่อมเยาที่มีทิวทัศน์อันทรงเสน่ห์ และมีกลิ่นชีสโชยในอากาศตลอดเวลาที่เราเดินไปตามถนนหินกรวดกลางเมืองอีกด้วย


How to go :
นั่งรถไฟมาลงที่Fribourg แล้วต่อรถประจำทาง ไปลงเมืองBulle จากนั้น ขึ้นรถประจำทางสาย 263 หรือ 2 A อีกหนึ่งต่อ หรือจากเมืองBulle ไปได้อีกทางด้วยรถไฟท้องถิ่นด้วย

Guide : แนะนำcheck สายรถและเวลาเดินทางอีกทีที่//www.sbb.ch/en/

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจที่กรูแยร์
1. ดูการทำชีส
- Prinky อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ จะให้ดีต้องไปก่อน 11 โมง
-โรงงานชีส La Maison du Gruyère – ดูข้อมูลเพิ่มที่//www.lamaisondugruyere.ch เสียค่าเข้าชม
2. ปราสาท Gruyères – ปราสาทยุคศตวรรษที่ 13 ช่วยประดับให้เมืองนี้ดูงดงามขึ้นอีก เปิดให้เข้าชม
3. Museum HR Geiger – พิพิธภัณฑ์ของ HR Geiger ผู้สร้างตัวประหลาดในภาพยนตร์เอเลี่ยน ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อแบบแพคคู่กับปราสาทได้







3. Chill out – ตามกลิ่นชอคโกแลต.. Chocolate factory



ด้วยเหตุผลแบบเดียวกับข้างบน นึกถึงสวิส ก็ต้องนึกถึงช๊อคโกแลตด้วยจริงมั๊ยคะ ?









สวิสไม่ได้ผลิตชอคโกแลตเป็นอันดับหนึ่งของโลกและสวิสก็ไม่ได้ปลูกโกโก้ซะด้วย แต่เพราะคนสวิสบริโภคชอคโกแลตมากติดอันดับต้นๆของโลกตังหาก

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าสวิสไม่ได้ผลิตชอคโกแลตเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ใครก็รู้ว่า ครั้นเอ่ยถึง Swiss chocolate นั่นหมายถึงชอคโกแลตชั้นเยี่ยม รสชาติดีค่ะ สวิสได้ผลิตชอคโกแลตออกสู่ตลาดโลกอย่างที่เรารู้จักกันดีเช่น ชอคโกแลตสามเหลี่ยมToblerone, Nestle, Lindt&Sprüngli, Wernli และ Frey เป็นต้น แค่ยกตัวอย่างก็น้ำลายไหลแล้ว และคิดดูว่าถ้าไปทัวร์โรงงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชอคโกแลต จะเคลิบเคลิ้มขนาดไหน


Guide :
-โรงงาน Lindt and Sprungli - เข้าชมฟรีแต่เค้าจัดเป็นmuseum เล็กๆไม่ใช่ทัวร์โรงงาน ข้อดีคือเข้าฟรีและได้ชิมชอคโกแลตด้วย
Howtogo:
ขึ้นสาย 165 (Bürkliplatz- Schooren) จนเห็นตึกโรงงาน ลงที่หน้าโรงงานเลย ที่นั่นขายชอคโกแลตราคาถูกกว่าด้วย

-โรงงานFrey chocolate : อยู่ที่เมือง Buch ได้ทัวร์โรงงานเลย 3 ชั่วโมงเต็มจันทร์-พุธเช้า แต่ต้องเข้าเป็นกรุ๊ปไม่น้อยกว่า 12 คน อายุมากกว่า 14 และต้องลงทะเบียนติดต่อขอเข้าชมก่อน มีค่าเข้าชมค่ะ //www.chocolat-frey.com

- Cailler's (Nestle) : อยู่ที่เมืองBroc ใกล้กับกรูแยร์ ถ้าไปดูชีสแล้วก็มาต่อที่นี่ได้ ทัวร์มีให้ชิมชอคโกแลตเล่นเดียวกัน เข้าฟรี !!







4. Natural : ล่องทะเลสาบ 4แคว้น Lake Lucerne Crusing


“หนึ่งในทะเลสาบที่ดีที่สุด สวยที่สุดของสวิส ที่ซึ่งผู้คนกว่า2ล้านคนไหลหลั่งมาท่องทะเลสาบต่อปี”











เรือนำเที่ยว 20 ลำรวมทั้งหมดจุคนได้กว่า 13,000 คนและจุดแวะชมกว่า 30 สถานีรอบทะเลสาบลูเซิร์นแห่งนี้ บ่งบอกถึงความอลังการและความยอดนิยมของที่นี่ได้เป็นอย่างดี

ทะเลสาบลูเซิร์นหรือชื่อภาษาเยอรมันเรียกว่า Vierwaldstättersee ซึ่งvier แปลว่า สี่ หมายถึงการที่ทะเลสาบมีอาณาเขตเชื่อมต่อกันของสี่แคว้นภาคกลางของสวิส (แคว้นลูเซิร์น, แคว้นชวิซ, แคว้นยูริ และแคว้นอุนเทอร์วาลเด็น) นั่นบ่งเป็นนัยถึงความสำคัญของสายน้ำกับการดำรงชีวิตของผู้คนท้องถิ่นในภาคกลางนี้อีกด้วย รอบทะเลสาบลูเซิร์นนี้โอบล้อมไปด้วยสวิสแอลป์ ซึ่งน้ำในทะเลสาบก็เกิดจากการละลายของหิมะบนยอดเขาในแถบนี้นั่นเอง น้ำสีฟ้าใสราวกับกระจกรายล้อมด้วยความเขียวขจีของป่าเขาในหน้าร้อนหรือขาวราวกับสำลีในหน้าหนาว กับไออากาศแสนบริสุทธ์จากธรรมชาติ หมู่นกนางนวลโผบิน บรรยากาศสุดยอดอย่างนี้ ที่เราสามารถใช้เวลาผ่อนคลายได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย ....


Guide: Recommended route จากฉันเอง

- ล่องเรือจากLuzern - Alpnachstad แล้วนั่งรถไฟขึ้นยอดเขา Pilatus ต่อ เส้นทางนี้จะได้ทั้งการล่องเรือและสัมผัสสวิสแอลป์ไปในคราวเดียวกัน ระยะเวลาล่องทะเลสาบประมาณ 1.30 ชม. ขากลับเพื่อให้เป็นการไม่เสียเวลาอาจนั่งรถไฟ S-bahnจาก Alpnachstad- Luzern เอาก็ได้
ค่าล่องเรือประมาณ 23 CHF ไปกลับ 38 CHF

- อีก route คือตามรอยWilliam Tell ซึ่งสามารถซื้อเป็นทัวร์เฉพาะ นั่งเรือ “William Tell express ไปตามรอยโดยเฉพาะ
Howtogo : เมืองลูเซิร์น //www.lakelucerne.ch










5. Sightseeing : เก้าอี้สามขา..ที่..เมืองหลวงของโลก (Center of the world)










เจนีวา เมืองหนึ่งในสวิสที่ไม่ได้มีศักดิ์เป็นเมืองหลวงของชาติ แต่นี่คือเมืองหลวงศูนย์กลางของสหประชาชาติตังหาก


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมืองเจนีวาเมืองเดียวนี้มีสำนักงานระหว่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 200 แห่ง ชื่อย่อ สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติประจำทวีปยุโรป(UNOG- the United Nations Office at Geneva), สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR- United nations High Commissioner for Refugees), องค์การอนามัยโลก (WHO- World Heath Organization), องค์การการค้าโลก (WTO- World Trade Organization) เป็นต้น
ย้อนรำลึกไปสมัยเด็กๆที่เรายังแต่งชุดสีฟ้าผูกผ้าพันคอ ก็เคยร่ำเรียนมาว่าแหล่งกำเนิดของสภากาชาดเกิดขึ้นที่นครเจนีวานี่เอง (ICRC -International Committee of the Red Cross) และหากยังจำกันได้ข่าวโด่งดังเมื่อปีที่แล้วที่มีการทดสอบเครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ใต้พื้นดินยุโรป โปรเจคยักษ์ขององค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (CERN- European Council for Nuclear Research) สำนักงานCERN ก็ตั้งอยู่ที่เจนีวาเช่นเดียวกัน


แต่สิ่งที่ฉันคิดว่าหากมาถึงเจนีวาแล้ว ไม่ได้มาเห็นเก้าอี้สามขา (the Broken Chair) ปฎิกรรมเก้าอี้ขนาดยักษ์ก็นับว่าพลาด!ทีเดียว เก้าอี้ที่ไม่ได้สวยสะอะไร หลายคนมาถึงแล้วก็มองข้ามไป แท้จริงแล้วก็เพราะไม่รู้ความหมายของมันตังหาก!

เก้าอี้สามขาถูกสร้างขึ้นในปี 1997 ตั้งอยู่ที่จัตุรัสPlace des Nations ด้วย ตัวเก้าอี้ตั้งประชันหน้าประตูทางเข้าสำนักงานสหประชาชาติ สร้างขึ้นโดยDaniel Berset ซึ่ง Paul Vermeulen อดีตประธานสมาคมHandicap international ที่ให้สร้างขึ้นหลังจากการประชุมนานาชาติที่เมืองOttawa แคนาดา ความหมายของมันก็เพื่อเป็นการต่อต้านสงครามและเก้าอี้สามขาก็เปรียบเสมือนผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามนั่นเอง ตอนแรกเก้าอี้ตั้งใจจะวางอยู่แค่ 3 เดือนแต่ด้วยเพราะความสำคัญจึงกลายเป็นตั้งอยู่ที่จัตุรัสPlace des Nations ตลอดไป

นี่แค่ตัวอย่างที่หยิบยกกันขึ้นมาเท่านั้น ความเป็นศูนย์กลางของนานาชาติยังมีองค์กรชื่อย่อต่างๆอีกมากเช่น UNHCHR, ILO, WIPO, WEF, EBU, GEN,UIT, AELE หรือ EFTA, ISO, OMPI เป็นต้น เท่านี้คงไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อคนทั้งโลกต้องมาที่นี่ แล้วเราจะพลาดไปได้อย่างไร



Note : จัตุรัสPlace des Nations - รอบจัตุรัสห้อมล้อมไปด้วยสำนักงานองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงสำนักงานUNด้วย

Guide: เยี่ยมเยือนสำนักงานระดับโลก
1. United nation Building – ทัวร์ตัวอาคารซึ่งจะได้เห็นที่ทำการรวมถึงห้องประชุมหากในวันนั้นไม่มีการประชุมอีกด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 10โมง-4โมงเย็น ปิดพักเที่ยง ค่าเข้าชม 10 CHF เด็กนักเรียน 5 CHF และอย่าลืมนำ passport ไปด้วย จองก่อนล่วงหน้าที่www.unog.ch

How to go : นั่งรถเมล์สายใดก็ได้ที่จะมา UN (สาย8,18, F, V, Z) รอที่ประตู pregny14 และอนุสาวรีย์เก้าอี้สามขาอยู่ด้านหน้าUN เลยค่ะ


2. International Red Cross and Red crescent museum – ประวัติความเป็นมาของกาชาดและเรื่องราวที่น่าสนใจ เปิดให้เข้าชมส่วนของพิพิธภัณฑ์ทุกวัน 10.00- 17.00 น. เที่ยง ค่าเข้าชม 10 CHF เด็กนักเรียน 5 CHF

How to go : รถเมล์สาย 8 ลงที่ Appia


3. CERN – เด็กไทยหัวใจวิทยาศาสตร์ทั้งหลายไม่ควรพลาดมาชมที่นี่ ซึ่งจะได้ทัวร์เมืองขนาดย่อมที่ตั้งขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปงานนี้ ฟรี !! ทัวร์ใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ควรจองก่อนล่วงหน้านานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จองก่อนล่วงหน้า 3 เดือนยิ่งดี //www.cern.ch

How to go : รถเมล์สาย 9 คันที่ป้ายหน้ารถเขียนว่าไป CERN วิ่งประมาณ 30 นาที







6. Sightseeing : ลิ้มรสอิตาเลี่ยน สไตล์สวิส Take a Italien Taste




“ไม่มีที่ไหนในสวิส ที่จะกินพิซซ่าได้อร่อยเท่ากับที่Lugano อีกแล้ว”









ก็แน่หล่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นร้านที่อร่อยขนาดไหนในสวิส ก็คงไม่มีทางได้บรรยากาศแบบนี้แน่

จริงๆแล้วฉันก็พูดอาจจะพูดเว่อร์ไปเล็กน้อย แต่คำกล่าวนี้มาจากความเป็นจริงที่ว่า สวิสจะมีดินแดนทางตอนใต้ที่ใช้ภาษาอิตาเลี่ยนเป็นภาษาหลัก(Italien Switzerland) ซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้น “Ticino” แคว้นที่ตั้งของเมืองลูกาโนนั่นเอง ทิซิโน่มีความเป็นอิตาเลี่ยนมาก ไม่ใช่แค่มีชายแดนติดอิตาลี แต่เพราะเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอิตาลีมาก่อนประกอบกับสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ช่างแตกต่างกับส่วนอื่นของสวิสเซอร์แลนด์อย่างสิ้นเชิง ทำเอาคนที่เพิ่งลงยอดเขาจุงเฟรามาอาจงงเป็นไก่ตาแตก ว่านี่เป็นประเทศเดียวกันจริงหรือนี่!! ดังนั้นบรรยากาศที่ว่าแตกต่างของฉัน ก็เพราะว่าคุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ในอิตาลีเลยล่ะ


ย้อนกลับมาที่ลูกาโนกันต่อ ลูกาโนมีเสน่ห์เป็นเมืองตากอากาศชื่อดังของสวิส มีทะเลสาบทอดยาวเป็นองค์ประกอบ ผู้คนส่วนใหญ่นิยมเดินเลียบเลาะไปตามแนวโค้งทอดยาวของทะเลสาบ หรือจะเลือกล่องเรือชิวๆก็ยังได้ ในขณะที่อีกกลุ่มอาจเลือกนั่งจิบกาแฟเอสเพรสโซพร้อมดื่มด่ำความมีชิวิตชีวาสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนกลางจัตุรัส Piazza Della Riformaเสร็จแล้วก็ออกสำรวจสถาปัตยกรรมลัดเลี้ยวไปตามซอกตึก ครั้นหลุดปากเผลอทักทายหนุ่มเป็นภาษาอิตาเลี่ยนก็ไม่ว่ากัน ...!!!


Guide:

- ที่ลูกาโน หรือเมืองอื่นๆในแคว้นทิซิโน ไม่เพียงแต่จะได้ลิ้มรสพิซซ่าแบบ original แล้วแต่รวมไปถึงอาหารอิตาเลี่ยนเมนูอื่นที่หาทานยากนอกประเทศอิตาลีอีกด้วย

- อยากได้บรรยากาศดีแบบประหยัด แนะนำว่าให้ซื้อPizzaจากร้านข้างถนนทั่วไป แล้วเอาไปนั่งกินที่เก้าอี้ริมทะเลสาบ จากพิซซ่าธรรมดาๆ จะกลายเป็นพิซซ่าอร่อยสุดยอดเลยล่ะ

- จัตุรัส Piazza Della Riforma มีตลาดนัดทุกวันอังคารกับศุกร์ ช่วง 8.00-12.00 น.

How to go: นั่งรถไฟมาโลด มีหลายขบวนหลายเวลาให้เลือกจากเมืองใหญ่ทั่วสวิส และมีขบวนเชื่อมต่อกับ Florence และ Venice ของอิตาลีด้วย







7. Sightseeing : แซงค์ มอริทซ์ สถานที่พักผ่อนของมหาเศรษฐี
St Moritz .. A Millionaire choice











สถานที่แบบนี้มันก็เหมาะกับฐานะของเราๆอยู่แล้ว ดินแดนติดอันดับรีสอร์ตฤดูหนาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลก เป็นสถานที่โปรดปรานของมหาเศรษฐีและดาราฮอลลีวูด แม้แต่เจ้าฟ้าชายชาลส์ก็มีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นี่เช่นกัน

แซงค์มอริทซ์เป็นเมืองมีภูมิทัศน์ที่งดงามปกคลุมไปด้วยภูเขาหิมะตลอดทั้งปี มีเส้นทางสกีที่ยาวและตื่นเต้นแสนดึงดูดใจ ใจกลางเมืองประดับด้วยทะเลสาบแซงค์มอริทซ์อันใสสะอาด(ถึงแม้จะแข็งกลายเป็นน้ำแข็งอยู่บ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งนอกจากภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ แซงค์มอริทซ์ยังมีบรรยากาศความเป็นเมืองซึ่งมีร้านค้าBrand Name ระดับโลกมากมายที่ยกcollection ขึ้นเขามาให้ช๊อปกันถึงที่และยังขึ้นชื่อเรื่องnightlifeที่แสนสนุกสนานเร้าใจอีกด้วย

เอกลักษณ์ของแซงค์มอริทซ์ อีกอย่างหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ ที่นี่คือหนึ่งในดินแดนส่วนน้อยขอสวิสที่ยังคงใช้ภาษาโรมาเนสก์ในการสื่อสาร (ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่จะพูดภาษาเยอรมันได้) ทำให้เราได้อีกอรรสรสหนึ่งของการเที่ยวสวิสด้วยค่ะ


Guide : ไม่ต้องตกใจ ต่อให้แซงค์มอริทซ์ จะหรูเริ่ดแค่ไหน ก็ยังมีที่ให้คนธรรมดาอย่างเราๆพอซุกหัวนอนได้บ้างเช่น Youth hostel (Jugendherberge) St. Moritz คืนละ 36 SF ในช่วง low season หากเป็นหน้าฤดูกาล คืนนึงตกประมาณหัวละ 50 SF








8.View on Top: เมืองหลวงในอ้อมกอดของสายน้ำ Capital in a hug



เมืองหลวงของสวิสเซอร์แลนด์ไม่ใช่เมืองซูริค อย่างที่หลายคนเข้าใจ แท้จริงคือ “เมืองเบิร์น” ตังหากค่ะ









มันก็น่าแปลก เป็นเมืองหลวงของประเทศทั้งที แต่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเดินทาง และสนามบินกลับอยู่ที่ซูริคทั้งสิ้นก็เพราะที่สวิสเซอร์แลนด์ เค้าไม่สนใจหรอกว่าเมืองไหนจะโมเดินซักเท่าไหร่ เพราะเมืองเบิร์นคือเมืองหลวงเก่าแก่ของพวกเขามานานแสนนาน ตลอดช่วงอายุประวัติศาสตร์การรวมรัฐจนกลายเป็นประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั่นแหล่ะค่ะ เมืองเบิร์นยังมีเสน่ห์ต้องตาเพราะเป็นเมืองยุคกลางที่ยังคงความงามไว้ได้อย่างน่าทึ่งสมกับตำแหน่งเมืองมรดกโลกของยูเนสโกที่ได้รับมาตั้งแต่30 ปีก่อน

ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเบิร์นนั้นโอบล้อมด้วยแม่น้ำแอร์(Aare) ซึ่งการจะชมเมืองเบิร์นให้ได้งดงามที่สุดนั้นจะต้องชมวิวจากมุมสูง ซึ่งมองลงมาจากสวนพฤกษชาติ (Botanical garden) ทางตอนเหนือหรือที่สวนกุหลาบ (Rosengarten) ทางตะวันออกของเมือง เท่านี้ คุณก็จะได้ภาพเมืองยุคกลางในคุ้งน้ำ ที่สวยเริดกลับมาอวดคนอื่นให้อิจฉาจนตาร้อนผ่าว และยังกลับมาอวดคนอื่นได้อีกว่ามาเมืองเบิร์นไม่ได้เห็นแค่“บ่อหมี”เท่านั้น


Howtogo:

- Botanical garden – อยู่ทางตอนเหนือของเมือง เดินข้ามสะพาน Lorrainebrüke ไปหรือไม่ก็ข้ามสะพาน Kornhaus brükeซึ่งอยู่ใกล้ตัวเมืองกว่าแล้วเดินเลี้ยวไปทางซ้าย

- Rosengarten – อยู่ทางตะวันออกของเมือง เดินเลยบ่อหมีขึ้นเนินไปแล้วเดินเลี้ยวไปตามถนน ถ้าไปหน้ากุหลาบบาน ก็จะมีกุหลาบสวยๆให้ถ่ายรูปด้วย







9. Sight seeing : Tour สวิสด้วยรถไฟ



เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า “รถไฟสวิส” เป็นระบบที่ดีเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในโลก









ที่ไม่ว่าเราจะไปแห่งหนตำบลใดของสวิส เราก็สามารถใช้บริการรถไฟนี้เพื่อไปถึงยังจุดหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็วหรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปยังรสบัส เรือ รถกระเช้าขึ้นเขาก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย ดังนั้นไปเที่ยวสวิสเมื่อใด พกสวิสพาส(Swiss pass)ไว้ สะดวกสบายไปกว่าครึ่ง อย่างเช่น หากลงเครื่องรับอรุณที่ซูริคแต่เช้า แล้วอยากไปดูน้ำพุJet d”Eauที่เจนีวาก่อนเที่ยง ก็ทำได้เพียงนั่งรถไฟไปแค่3 ชั่วโมงเท่านั้น ตอนเย็นนึกได้ว่ามีนัดกับเพื่อนที่ลูเซิร์น แค่นั่งรถไฟกลับมาก็สามารถมาทันดินเนอร์ได้สบายๆ

ฉันขอบอกว่านอกจากความสะดวกแล้ว การนั่งรถไฟที่สวิสนั้นก็ไม่น่าเบื่อเลยเพราะตลอดเส้นทางยังได้เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์สองข้างสุดอลังการ ภาพทุ่งหญ้าเขียวขจีแต้มด้วยสีขาวของดอกหญ้าประดับด้วยวัวนมตัวใหญ่และภูเขาหิมะสีขาวโพลนที่ตัดกับความเขียวของทุ่งหญ้าเป็นฉากหลัง วิวสวยสุดขาดใจจริงๆ ดูยังไงก็ไม่เบื่อ !!!


Guide : เส้นทางสายท่องเที่ยวที่เค้า recommend มาแล้วว่า “วิว”เริ่ด

1 .Glacier Express
เส้นทาง Zermatt - Brig - Andermatt - Chur - Davos/St-Moritz
ใช้เวลาตลอดเส้นทาง 7 ½ ชม. เส้นนี้ recommend ว่าสวยจริง เมืองต่างๆตลอดเส้นนี้ล้วนแต่เป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ต ซึ่งรถจะวิ่งท่ามกลางภูเขาหิมะ ไปตามเส้นทางคดเคี้ยวต่างๆ รับรองวิวอลังการมาก หากใครจะไปแซงค์มอริซท์ ก็ต้องใช้บริการรถชมวิวขบวนนี้เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนไปถึงจุดหมายอยู่แล้วค่ะ

2. GoldenPass Panoramic
เส้นทาง Lucerne - Interlaken Ost - Zweisimmen - Montreux
เส้นทางท่องเที่ยวแสนฮิตตอนกลางของสวิส ที่จะได้นั่งรถชมวิวทะเลสาบและวิวสวยๆตลอดเส้นทาง และเป็นเส้นทางที่นักเดินทางนิยมนั่งเพื่อต่อไปยอดเขาจุงเฟรา

3.William Tell Express
เส้นทาง Lucerne - Lake Lucerne - Flüelen - St. Gotthard - Bellinzona - Lugano or Locarno
ขบวนนี้จะวิ่งจากลูเซิร์นไปสุดที่เมืองลูกาโน นั่นหมายถึงจะวิ่งจากเมืองสวิสที่ใช้ภาษาเยอรมันเข้าสู่ดินแดนสวิสอิตาเลี่ยน แนะนำให้ฟังวิทยุท้องถิ่นขณะนั่งอยู่บนรถไฟขบวนนี้ สิ่งที่ได้ยินผ่านหูฟังจะเปลี่ยนจากเยอรมันเป็นภาษาอิตาเลี่ยนโดยไม่รู้ตัว

4. Bernina Express
เส้นทาง Chur/Davos/St. Moritz - Berninapass - Poschiavo - Tirano
วิวเส้นทางนี้ก็หรูเริ่ดอลังการเกินคำบรรยายเช่นกันเพราะวิ่งผ่านแคว้นGraubünden ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนเทือกเขาแอลท์ของสวิส

5. Chocolate Train
เส้นทาง : Montreux - Broc
ขบวนนี้จะใช้รถหน้าตาเก่าๆเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศคลาสสิคและกลิ่นไอของช๊อคโกแลต ก็ถ้าอ่านข้างบนมาแล้วตัดสินใจจะไปชิมชีสกรูแยร์ และบุกโรงงานเนสเล่ก์ล่ะก็ ให้จองขบวนนี้เลยค่ะ ลองดูข้อมูลเพิ่มสำหรับคนที่จะไปจริงๆเพราะเค้ามีจัดเป็นแพคเกจทัวร์รถไฟด้วย

6. Palm Express
เส้นทาง St. Moritz - Lugano
เส้นทางแสนพิเศษสุดๆ เพราะจะได้วิ่งเข้าดินแดนตอนบนของอิตาลี (Lake Como- Italy) เป็นการเที่ยวสองประเทศในคราวเดียว ส่วนวิวก็ยังสวยๆสุดๆเป็นบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนเลยล่ะค่ะ ถ้าจะนั่งเส้นทางนี้ต้องมีวีซ่าเข้าอิตาลีด้วยนะคะ ดูให้ดีดีว่าวีซ่าเช็งเก็นที่มีเป็น multiple entry ถ้าเป็นsingle entry ก็อดค่ะ !!








10. Culture: สกีกับหิมะ Snow and Ski



สกีกีฬาที่ประเทศไทยไม่มี เพราะถ้าหิมะตกในบ้านเราได้
โลกคงกลับตลปัตรไปแล้ว !!










ดังนั้นเมื่อเป็นของหายากสำหรับพวกเรา ครั้นไปเยือนดินแดนแห่งหิมะ ก็เลยเป็นกิจกรรมที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด !!

สวิสเซอร์แลนด์ประเทศที่มียอดเขาสูงปกคลุมอยู่ทั่วประเทศ ฉะนั้นไม่ว่าจะไปมุมไหนของประเทศก็มีให้เล่นทั้งนั้นแหละค่ะ ฤดูเล่นสกี จริงๆแล้วจะเริ่มในหน้าหนาวช่วงประมาณต้นเดือนธันวาคมไปจนถึงปลายๆมีนาหรือก็เมื่อหิมะหนาตัวพอประมาณนั่นแหล่ะค่ะ แต่จริงๆแล้วที่สวิสนั้นสามารถเล่นสกีได้ทั้งปีแม้กระทั่งในหน้าร้อน ขึ้นอยู่กับว่าหิมะที่อยู่บนยอดยังหนาตัวพอรึเปล่าซึ่งจะเป็นภูเขาลูกไหนอาจต้องสอบถามเป็นช่วงๆไป
ฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจไปหรอกนะคะ หัวอกคนไทยเหมือนกันฉันเข้าใจดีว่า กว่าจะลางาน เก็บตังค์ ขอวีซ่าแล้วมาถึงสวิสได้มันยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน แต่ยังไงก็ตาม ขอให้มาให้ถึงสวิสเหอะไม่ว่ามาฤดูกาลไหน ก็ได้เห็นหิมะ..สัมผัสสกีแน่นอน!!!

Guide :

- แนะนำสำหรับคนอยากเรียนสกี มีclass ระยะสั้น 1-5 วันสำหรับผู้เริ่มต้น ราคาเริ่มที่ประมาณ 130 SF ถ้าช่วงหน้าหนาวจะมีคอร์สมากกว่านี้ บางทีก็มีคอร์สแค่ครึ่งวันด้วย ถ้าอยากรู้เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
//www. snowsports.ch –ในนี้จะมีข้อมูลแต่ course เรียนที่ update และสถานที่เรียนตลอดทั้งปี แต่เอ่อ สำหรับคนรู้ภาษาเยอรมันกะฝรั่งเศสเท่านั้นนะค่ะ

- แนะนำกิจกรรมอีกอย่างที่น่าสนใจไม่ต้องใช้ skill เค้าเรียกว่า Snowtubing หรือนั่งยาง เอ๊ย นั่งห่วงยางแล้วลื่นปรื๊ดค่ะ หาเล่นตามเนินเขาเตี้ย ดังต่อไปนี้
Skilift Survih, Samedan/Engadin
Grotzenbüel, Braunwald
Untertrübsee, Engelberg/Titlis ** อันนี้ใกล้ๆ คนไทยชอบไป****
Bussalp, Grindelwald
Fun Park, Les Diablerets
Tobagganing Park, Leysin
Driving Range, Crans-Montana

- ปิดท้ายด้วยรายชื่อ Top Ski Resort ของสวิส
(ข้อมูลจาก lonely planet)
Arosa , Graubünden
Crans-Montana, Valias
Davos, Graubünden
Grindelwald, Bernese Oberland
Klosters, Graubünden
Saas Fee, Valais
St Moritz, Graubünden
Verbier, Valias
Wengen, Bernese Oberland
Zermatt, Valias












" ขอบคุณทุกcomment และทุกคนที่เข้ามาอ่านจ้า"


ติดตาม 10 Don't Miss ที่กำลังจะตามมา ...
โซล, เกาหลีใต้
ลาวเหนือ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง
ฮานอย เวียดนาม
มิวนิค เยอรมนี
ลอนดอน, อังกฤษ
ปราก, เชค



© 2009 ALL RIGHTS RESERVED





 

Create Date : 16 กันยายน 2552    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2553 1:02:33 น.
Counter : 3047 Pageviews.  

10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป...โซล เกาหลี





10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป...โซล
Seoul , South Korea




มายหวังว่า 10 อันดับดังต่อไปนี้ จะพอเป็นGuide ฉบับรวบรัดให้กับทุกคนที่กำลังจะไปเที่ยวหรือใครก็ตามที่สนใจนะคะ

Note: 10 รายการดังต่อเป็นคำแนะนำส่วนตัวจากมายล้วนๆนะคะ รู้สึกเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้




1.Local Eating: ต๊อก ป๊อก กิ ข้างถนน และ คาลกุกซู เกี๊ยวสุดอร่อย


เวลาไปเที่ยวต่างถิ่น สิ่งที่ควรทำมากที่สุดก็คือการทำตามอย่างคนของเขาทำกันจะได้เข้าถึงรสชาติแบบLocal ของแท้ เช่นเดียวกันกับเรื่องอาหารล่ะค่ะ หากเราไปถึงถิ่นแล้วยังไปกินในภัตตาคารสวยหรูแทนที่จะชิมอาหารท้องถิ่นข้างถนน ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเข้าภัตตาคารชั้นเลิศในบ้านเราล่ะค่ะ





- ต๊อก ป๊อก กิ(Tteokbokki) คือเมนูอาหารข้างถนนที่มายอยากแนะนำเป็นอย่างแรก เพราะว่ามันฮิตสุดๆโดยเฉพาะในหมู่วัยเรียน ต๊อกป๊อกกิน่ะเค้าเรียกว่าเป็น Fast Food เกาหลี เปรียบได้ดั่งร้านขายลูกชิ้นปิ้งตามฟุตบาทบ้านเราที่เดินๆไปเวลาหิวๆ ก็จะนึกถึงต๊อกป๊อกกิทันทีเลยล่ะค่ะ หน้าตาต๊อกป๊อกกิตอนแรกดูจะไม่เป็นมิตรกะคนไทยอย่างเราๆซักเท่าไหร่ เพราะดูเป็นแป้งท่อนๆเหนียวๆต้มกับผักต้มในซอสสีแดงๆ ออกจะไม่น่ากินซะด้วยซ้ำ แต่พอเห็นคนเกาหลีมุงกินกันเท่านั้นล่ะ มันแทนคำพูดโฆษณาบอกความอร่อยของมันได้เป็นอย่างดี

รสชาติของต๊อกป๊อกกิ ตัวแป้งจะออกรสจืดอมหวานแต่เข้ากับซอสสีแดงที่ได้มาจากโกชูจัง(ซอสพริกเกาหลี)ได้ดี ส่วนผักต้มในซอสก็เปื่อยนุ่มกำลังดี และยังซึมซับรสชาติของซอสเข้าไปอย่างเข้มข้น เอาเป็นว่ารสชาติสอบผ่านแถมยิ่งกินไปกินไปก็ยิ่งถูกปากแฮะ ที่ชอบที่สุดก็คือบรรยากาศในการกินต๊อกป๊อกกิ เวลาเราสั่งแล้วเค้าก็จะตักใส่จานกระดาษพร้อมน้ำชาแก้วเล็กมาจิบคู่กันต๊อกป๊อกกิติดคอ ได้อาหารมาก็ยืนกินรุมอยู่รอบร้านรถเข็นนั้นเลยค่ะ นี่แหละLocal จริงๆ !!



- คาลกุ๊กซู (Kalguksu) ต่อไปก็ถึงคราวของบะหมี่เกี๊ยวสุดอร่อย จริงๆจะเรียกบะหมี่ก็ไม่เชิง แต่คือเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบเกาหลี ที่แต่ละร้านนวดแป้งทำขึ้นเอง ร้านที่อยากแนะนำนั้นโด่งดังมากและขอบอกว่าต้องมาลองให้ได้เพราะอร่อยจริงๆค่ะ ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เมียงดงนี่เองชื่อว่าร้าน Myeongdong Gyoja

ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งขายแค่เกี๊ยวนึ่ง หรือ ก๋วยเตี๋ยว หรือก๋วยเตี๋ยวใส่เกี๊ยว เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะกินเกี๊ยวอย่างเดียวหรือ ก๋วยเตี๋ยวใส่เกี๊ยวก็อร่อยทุกเมนู มายConfirm! บะหมี่เกี๊ยวร้านนี้เด็ดที่น้ำซุปด้วยซึ่งได้มากจากการเคี่ยวนานถึง 6 ชั่วโมง ส่วนเส้นบะหมี่เกาหลีก็ไม่ต้องพูดถึง นุ่มลิ้นสุดๆ(พูดจริงๆนะ ไม่ได้เวอร์) ร้านนี้จะคนแน่นตลอดเวลา แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่ชอบแย่งกินกับใคร กว่าจะหาเวลาเหมาะเจาะเข้าไปทานได้ก็เกือบ 3 ทุ่ม (ร้านปิดสามทุ่มครึ่ง) ทานเสร็จเค้าก็ปิดร้านพอดีเลยค่ะ ร้านMyeongdong Gyoja มีอยู่สองสาขา แต่อยู่ที่เมียงดงเหมือนกัน บนถนนเส้นเดียวกันอีกตังหาก ! ถ้าเดินเข้าเมียงดงมาได้เดี๋ยวก็เจอค่ะ


Guide : อยากลองกินต๊อกป๊อกกิ ดงต๊อกป๊อกกิอยู่ที่ซอยซินดัง มีร้านต๊อกป๊อกกิข้างถนนว่า 30 ร้าน
How to go : สถานีรถไฟ Sindang เดินออกทาง exit 4 เข้า Sindang-dong

-ส่วนคาลกุ๊กซูที่ร้าน Myeongdong Gyoja ราคาชามละ 5500 วอน เกี๊ยวนึ่งเข่งละ 5500 วอนเช่นกัน
How to go : สถานีรถไฟใต้ดินเมียงดง ออก Exit 7 เดินเข้าตรอกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็สาขาใหญ่เจออยู่ทางขวามือ อีกสาขาก็เดินถัดไปอีกสองบล๊อค หน้าร้านมีรูปเกี๊ยวกับบะหมี่เกี๊ยวสีแดงๆ





2.Cuisine : ตามรอยกิมจิ





บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินใครๆพูด หนุ่มกิมจิ สาวกิมจิ เครื่องสำอางแดนกิมจิ และอีกหลายๆกิมจิ ซึ่งเราทุกคนก็ล้วนแต่เข้าใจตรงกันว่า คำว่า “กิมจิ” นั้นหมายถึงประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง และด้วยความที่กิมจิเป็นตัวแทนประเทศซะขนาดนี้ เมื่อไปเยือนถึงถิ่น เราควรจะทำความรู้จักกับมันให้มากขึ้น มากกว่าเห็นมันเป็นแค่เครื่องเคียงในเซ็ตเมนูอาหารญี่ปุ่น จริงมั๊ยคะ ?

ก่อนที่กระแสKorean waveจะซัดมาถึงเมืองไทย เชื่อว่ามีหลายคนหรือแม้แต่ในปัจจุบันคิดว่ากิมจิเป็นอาหารญี่ปุ่น (ทั้งๆที่เข้าใจถูกว่าสาวกิมจิคือสาวเกาหลี !) แต่หลังจากกระแสคลื่นกิมจิซัดโจมตีเมืองไทยเข้าโครมใหญ่ ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักกิมจิและแน่นอนว่าเริ่มคุ้นเคยกับ“กิมจิ” หลากหลายประเภทมากขึ้นซะด้วยซ้ำ

กิมจิของเกาหลีแท้ๆมีมากมายหลายสิบชนิด นอกเหนือไปจากผักกาดขาวดองที่เรากินกันเป็นประจำ กิมจิเกาหลีเกิดจากการนำผักชนิดต่างๆมาหมักดองด้วยรสชาติที่แตกต่างกัน คลุกเครื่องเทศได้ที่ก็เอาไปดองในโอ่งปิดฝาเอาไว้ ผ่านไประยะเวลาหนึ่งก็เปิดออกมา นำไปรับประทานได้ทันที ซึ่งกิมจิที่ทำจากผักแต่ละชนิด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำและการทานที่แตกต่างกันด้วย

ยกตัวอย่างเช่น Tongbaechu Kimchi (กิมจิผักกาดขาวแบบที่เรากินกัน) , Kkakduki (กิมจิหัวไชเท้าหั่นลูกเต๋า) หรือ Dongchimi (กิมจิหัวผักกาดชนิดหนึ่ง) ทั้งหมดนี้มักจะทำในช่วงฤดูใบไม่ร่วงเพื่อมีผักเก็บไว้ทานตอนหน้าหนาว ส่วนในหน้าร้อนเค้าจะทำกิมจิที่เรียกว่าChonggak เป็นกิมจิหัวไช้เท้าทั้งดุ้นมาดอง เพราะมันเสียยากกว่าผักชนิดอื่นค่ะ ส่วนOisobagi หรือกิมจิแตงกวายัดไส้ก็เหมาะกับการทานในหน้าร้อนเช่นเดียวกันเพราะความเย็นของเนื้อแตงกวานั้นก็ช่วยคลายร้อนได้ดีค่ะ

ความสำคัญของกิมจิ นอกจากจะเป็นของประจำคู่โต๊ะอาหารทุกมื้อของคนเกาหลีแล้ว เค้าว่าเวลาชายจะเลือกนาง จะต้องดูฝีมือการทำกิมจิด้วย !
ยิ่งทำได้อร่อยมาก ก็ยิ่งมัดใจสามีได้อยู่หมัด!
ซึ่งความอร่อยและฝีมือทำกิมจิ ล้วนแล้วแต่เป็นสูตรที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เรียกว่าเป็นของUnique ประจำบ้านที่เป็นสมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ อย่างนี้ก็แสดงว่า
.........ยิ่งรุ่นลูกกิมจิอร่อยแค่ไหน
สมัยรุ่นย่ารุ่นยายก็คงยิ่งมีเสน่ห์เท่านั้นสินะ ! ...............


Guide :
อยากรู้เรื่องกิมจิ : ต้องไป พิพิธภัณฑ์กิมจิ อยู่ที่ Coex Mall //www.kimchimuseum.or.kr
อยากเรียนทำกิมจิ : ต้องไป
Han’s cooking academy //www.hancooking.co.kr
Son’s Home //www.sons-home.com
อยากกินกิมจิ : ร้านไหนๆก็มีกิมจิค้า !!!


3. Drinking: นมกล้วย ยี่ห้อบิงเกระ




จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนแนะนำให้ลองชิมเจ้านมกล้วยนี้ รู้แต่ว่าทุกครั้งที่ไปเกาหลี ลงเครื่องปุ๊ปก็แวะFamily mart หน้าสนามบินเพื่อหาเจ้านมกล้วยนี้เป็นอาหารเช้าปั๊ป ที่มายยกเจ้านมกล้วยขึ้นมา แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่แค่ความหอมมมมมหวานอร่อยของนมกล้วยหอมนี้หรอกนะคะ แต่มันคงต้องเป็นอะไรที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับคนเกาหลีด้วย

ท่ามกลางนมพาสเจอไรซ์ที่มีให้เลือกมากมายบนตู้แช่นมในมินิมาร์ท เจ้านมกล้วยบิงเกระสีเหลืองนวลวางตัวเป็นเจ้าพ่อตู้แช่เพราะมีอายุกว่า 35 ปีแล้ว อยู่มานานจนคนเกาหลีรู้สึกว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติอย่างหนึ่ง จนบางคนบอกว่า “เราโตมาด้วยกัน”

นอกจากความผูกพันด้วยระยะเวลาแล้ว ขวดบรรจุนมกล้วยบิงเกระยังเป็นอะไรที่เป็นเกาหลีมากๆที่ตั้งใจออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายโอ่งฮังการิ(Hanggari) โอ่งคู่บ้านคู่เมืองไว้หมักซอสปรุงรสกับดองกิมจิ ผลที่ได้ก็คือประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งหน้าตาถูกใจจำง่าย แถมรสชาติก็ยังถูกปากคอเกาหลีอีกด้วย จะถามว่าถูกใจแค่ไหน ก็แค่การันตีด้วย35ปีที่ผ่านมา เจ้านมกล้วยไม่เคยต้องRepackaging เพื่อการตลาดเลยก็เท่านั้นเอง

ฉะนั้นไปครั้งเกาหลีต่อไป ลองจิบนมกล้วยแทนโซจูกันดีมั๊ยคะ ?

Guide: รู้ไหมว่าสาวๆ Girl’s generation และพระเอกคิมแรวอน เค้าเป็นpresenterโฆษณาให้กับเจ้านมกล้วยนี้ด้วยล่ะ

How to find it : หาซื้อได้ตามร้านค้าและมินิมาร์ททั่วไป



4. Shopping : บ้าแบรนด์ที่เมียงดง


หากถามว่า ช๊อปปิ้งที่ไหนมันส์ที่สุดในโซล มายตอบอย่างไม่ลังเลใจเลย
ว่า “เมียงดง” แน่นอน !!!

คนไทยเรียกเมียงดงว่าสยามสแควร์เกาหลี พื้นที่สี่เหลี่ยมแหล่งช๊อปปิ้งสุดฮิตของวัยรุ่น เหมาะกับการเกาะติดtrend เกาหลีเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าอะไรin อะไรout ไม่ต้องถามGURU แค่เดินเข้าไปในเมียงดง หาที่นั่งร้านกาแฟติดริมกระจกแล้วมองผู้คนผ่านไปผ่านมา แค่นี้เราก็จะได้ซึมซับUpdate fashion กันได้ง่ายๆแล้วล่ะค่ะ

เสน่ห์ของเมียงดงมีตั้งแต่เช้า สาย บ่าย ค่ำและดึก สรุปก็คือทั้งวันทั้งคืน เพราะที่นี่ไม่ได้มีแต่เพียงร้านค้าแบรนด์เนม แต่ยังมีร้านกาแฟให้จิบยามเช้า กลางวันก็มีร้านอาหารขึ้นชื่อ เย็นๆค่ำๆก็มีแผงลอยขายเสื้อผ้าข้างทางและร้านขายอาหารรถเข็น ดึกๆก็จะคึกคักไปด้วยแสงสีจากบาร์และสถานบันเทิง ของที่ขายอยู่ในเมียงดงมีหลากหลายจริงๆ ตั้งแต่เสื้อผ้าแบบตลาดนัมแดมุน(อารมณ์ประตูน้ำ)ไปจนถึงเสื้อผ้าไฮโซ กระเป๋าก็มีตั้งแต่สารพัดเกรดตั้งแต่ราคาเบาๆยันขนหน้าแข้งร่วงกรู

ส่วนเครื่องสำอางเกาหลีสารพัดยี่ห้อที่มีทั้งหมดในประเทศแห่งนี้ทั้ง Skin food , Etude, It’s Skin, Tony Molly, The Face shop หรือ Missha นั้นมีมากกว่า1 Shop อยู่ในเมียงดง ยังไม่รวมร้านCD, DVD ร้านของที่ระลึก โปสเตอร์ ปฏิทิน กล่องดินสอ ยางลบ แก้วน้ำดงบังชิงกิ มีมากมายหลายร้านละลานตาเลยล่ะค่ะ

Guide :
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 4 Myeongdong Station

ตลาดอื่นๆที่น่าสนใจ
- ตลาดนัมแดมุน
ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยังเรือรบ ตลาดราคาประหยัดเปรียบได้กับจตุจักรบ้านเรา แค่เดินดูก็เพลินแล้ว
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 4 Hoehyeon Station Exit 5

- ตลาดทงแดมุน
มีทั้งตลาดบนดิน ตลาดใต้ดินและอีก5 ตึกที่ขายเสื้อผ้าทั้งส่งและปลีก รวมถึงกระเป๋า รองเท้า ตุ้มหูและ accessoriesสารพัด เหมือนประตูน้ำที่มีplatinumอยู่5ตึก
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 2,4,5 Dongdaemun Station

- ตลาดอิแตวอน
อยู่ใกล้เมียงดง ย่านนานาชาติเหมือนถนนข้าวสาร ขายพวกกระเป๋าเดินทางและของที่ระลึกซะมากกว่า
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 6 Itaewon Station

- ตลาดยีฮวา หรือย่านชินชน
ย่านของเด็กมหาลัย เพราะเป็นตลาดนัดหลังมหาลัยหญิงยีฮวา(Ehwa woman Uni.) และมหาลัยฮงงิก(Hongik Uni.) แต่ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาหรอกที่ love ที่นี่เพราะแม้แต่ฉันเองก็ติดใจตลาดนี้เหมือนกัน
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 2 Sinchon Station

- ตลาดนัดเครื่องใช้ไฟฟ้ายงซาน
ไม่รู้ว่าจะเรียกตลาดหรืออาณาจักรดี แหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโซล ราคาถูกกว่าปกติประมาณ 10-15 %
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 4 Sinyongsan Station





5. Shopping: อินซาดง





.....มายยกให้ “อินซาดง” คือสถานที่ประทับใจมากที่สุดในโซล ....

และก็น่าเสียดายที่หลายคนพลาดบรรจุอินซาดงอยู่list และก็เป็นที่ที่ทัวร์ไม่พาไปซะด้วย

อินซาดง (Insa-dong) หรือถนนอินซา คือย่านของเก่าของโซลที่เริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆและกลายเป็น destinationแนะนำตามนิตยสารท่องเที่ยวในช่วงพักหลังมานี้ เสน่ห์ของอินซาดงอยู่ที่ความเฉพาะตัวของเค้านี่แหล่ะที่มีร้านขายของเก่าตลอดแนว จึงเปรียบเสมือนเป็นย่านรวมศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลี ซึ่งร้านของเก่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีสภาพโทรมตามของที่ขาย แต่กลับผันตัวเองกลายเป็นแกลอรี่ขนาดย่อมให้เราเดินเลือกชมงามศิลปะ หากสนใจก็สามารถซื้อหากลับไปได้

อย่างที่บอกว่าอินซาดงเปรียบเสมือนแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลี ดังนั้นนอกจากร้านขายของเก่า เรายังได้พบกับร้านขายงานหัตถกรรมเกาหลี ร้านน้ำชาโบราณ ร้านอาหารตามอย่างฉบับพื้นเมืองแท้ๆ และบ่อยครั้งขณะที่เราเดินไปตามถนนอินซา เราจะได้พบกับรถเข็นขายขนมพื้นเมืองที่ให้เราชิมพร้อมสาธิตวิธีการทำฟรีๆ ยังไม่รวมการแสดงพื้นเมืองอื่นๆที่มีให้เห็นบ่อยๆบนถนนแห่งนี้ และสำหรับคนที่ชอบช๊อปปิ้ง อินซาดงจะทำให้คุณหลงรักโดยไม่รู้ตัวค่ะ

Guide: สีสันของอินซาดง มีมากที่สุดในวันเสาร์-อาทิตย์ซึ่งจะปิดเป็นถนนคนเดิน ขอแนะนำให้ใช้เวลาซักนิดเพื่อการจิบกาแฟที่นี่ค่ะ
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 1 ลง Jonggak Station Exit 3
รถไฟใต้ดินสาย 3 ลง Anguk Station Exit 6
รถไฟใต้ดินสาย 5 ลง Jongno3-ga Station Exit 5





6.Sightseeing: พระราชวังมรดกโลก






บนตึกสูงเสียดฟ้าของกรุงโซล หากมองลงมาเบื้องล่างจะเห็นพื้นที่สีเขียวและอาคารสถาปัตยกรรมโบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอนแทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงสมัยใหม่ แถมยังดูกลมกลืนอยู่ในสภาพดีไร้รอยขีดข่วนจากความเจริญยุคใหม่อีกตังหาก

ฉันกำลังพูดถึงพระราชวังชางด๊อกกุง พระราชวังมรดกโลกสร้างขึ้นในปีค.ศ.1405 ที่ถึงจะไม่ใช่พระราชวังแรกของกรุงโซล แต่ก็เพราะความสมบูรณ์ของตัวอาคาร, ความงดงามของสิ่งก่อสร้าง, ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประกอบกับสภาพที่ตั้งที่ฉากหลังเป็นภูเขา รวมไปถึงบรรยากาศความเขียวชอุ่มของต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่รายรอบ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่เอาชนะใจฉันและใครต่อใครได้ไม่ยาก

ฉันเคยอ่านเจอว่า ผู้รู้เค้ายกให้ชางด๊อกกุงเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมพระราชวังที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออก คำพูดนี้ถึงฉันจะไม่สามารถเข้าใจมันได้ลึกซึ้งเนื่องจากไม่มีความรู้ทางด้านสถาปัตย์เลยสักนิด แต่เท่าที่ฉันสัมผัสได้คือ ความลงตัวของสิ่งก่อสร้างรอบอาณาบริเวณของพระราชวังที่ประกอบไปด้วย ประตูชั้นนอก ประตูชั้นใน ท้องพระโรง ห้องทรงงานและที่ประทับของพระราชา ที่ประทับของมเหสี กลุ่มห้องพักผ่อนของพระราชา สวนหลังวังที่เรียกว่าสวนลับ(Secret Garden) สระน้ำ ศาลาสำหรับพักผ่อนหย่อนใจและห้องอ่านหนังสือสำหรับปลีกวิเวกท่ามกลางภูมิทัศน์อันแสนร่มรื่นงดงามของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุร่วมหลายร้อยปีโดยต้นที่อายุมากที่สุดคาดว่ามีอายุถึง750 ปีเลยทีเดียว

ตลอดการทัวร์รอบพระราชวัง จะมีguideเกาหลีแต่งตัวชุดฮันบกในวัง นำทัวร์ด้วยversion Korean English ที่ถึงฉันจะฟังไม่ค่อยออก แต่ฉันก็รู้สึกเพลิดเพลินตลอดการชมเลยล่ะ

สุดท้าย ฉันอยากแนะนำว่า หากคุณอยากจะเลือกชมพระราชวังเพียงแห่งเดียวจากพระราชวังหลายๆแห่งในกรุงโซล
ฉันว่าเลือก”ชางด๊อกกุง” สิ ไม่ผิดหวังแน่นอน


Guide :
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 3 Anguk Station Exit 3
ค่าเข้าชม : 3000 won การเข้าชมต้องเข้าเป็นรอบๆพร้อมมีเจ้าหน้าที่ของเขาเป็น guideพาเดินทัวร์ มีภาษาเกาหลี อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น จะเลือกภาษาไหนก็ต้องเช็คดูรอบเวลาด้วยค่ะ
//www.cdg.go.kr

พระราชวังอื่นที่น่าสนใจ
Gyeongbokgung palace - พระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในกรุงโซล สร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1392 สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงภายในคือท้องพระโรงเคียนจองเจียนและศาลากลางน้ำเคียงเพียวรู เป็นจุดหมายยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งที่คนไทยชอบมา
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 3 Gyeongbokgung Station Exit 5




7. Natural : เกาะนามิ


เกาะนี้ใครเล่าไม่รู้จัก และมายเชื่อว่าหลายคนรู้จักเกาะนี้ดียิ่งกว่ามายซะอีก...





เกาะนามิเผยโฉมครั้งแรกจากการเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่เกาหลีเรื่อง“ WINTER LOVE SONG” ซี่รี่ที่โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วเกาหลีและเอเชีย แต่เดิมเกาะนามิเป็นสวนสาธารณะธรรมดาๆที่คนเกาหลีนิยมมาออกกำลังกาย ขี่จักรยาน เดินเล่น หรือปิกนิกกันในครอบครัว บางคนก็เรียกว่าเป็นเกาะคู่รักเหมาะกับการนัดพบ สวีทวี๊ดวิ้วหรือเดินจับมือท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติค ถึงแม้ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนเกาหลีกับเกาะนามิยังไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก แต่ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็คือปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งก็เป็นผลจากละครนั่นแหละค่ะ

เกาะนามิ ตั้งอยู่ที่เมืองชุนชอน(Chuncheon)จังหวัดคังวอนโด(Gangwon-do) เก๋ไก๋ตรงที่เป็นเกาะกลางแม่น้ำฮันรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวมีส่วนที่กว้างที่สุดกว้าง 6 กิโลเมตร เราจะต้องนั่งเรือข้ามฟากไปยังเกาะประมาณ 5 นาทีค่ะ ส่วนชื่อของเกาะมาจากชื่อของนายพลนามิ ทหารสมัยพระราชาเซโจแห่งราชวงศ์โชซอนที่ถูกฝังอยู่ที่นี่นั่นเอง

สิ่งแรกที่เห็นเมื่อข้ามเข้าสู่เกาะนามิ ก็คือซุ้มประตูที่มีลวดลายการ์ตูนเป็นภาพนูนสีสันสดใส ลอดซุ้มประตูเข้ามาก็จะเจอเหมือนฉากในละครทันที ฉากต้นสนสีเขียวเรียงขนานเป็นทิวยาวตลอดความยาวของเกาะที่แสนจะโรแมนติกสุดสุด แนวต้นสนนี้เปรียบเสมือนเป็นถนนหลักของเกาะซึ่งถนนก็จะแตกย่อยออกเป็นซอกซอยไปยังจุดต่างๆของเกาะต่อไป
ดูไปเดินมา มายว่ารู้สึกเหมือนสวนรถไฟบ้านเรา บรรยากาศบนสวนรถไฟ เอ้ย เกาะนามิเนี่ยดีมาก สุดchill และหากมีคนคู่ใจมาด้วยก็จะโรแมนติคเป็นที่สุด


Guide: เกาะนามิตั้งอยู่ที่เมืองชุนชอน ซึ่งเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องไก่ผัดซอสพริกหรือดักคาลบี้( DAKKALBI) อย่าลืมแวะทานกันด้วยล่ะ
How to go :
- จากโซลขึ้นรถทัวร์ที่ Dong Seoul Bus Terminal ลงที่ท่ารถGapyeong Bus Terminal. จากนั้นก็ต่อรถเมล์(1000 won)หรือแท๊กซี่ไปยังท่าเรือgapyeongประมาณ 10 นาที ค่าเรือไปกลับรวมค่าเข้าเกาะ 5000 Won
- ถ้ากลัวหลงเอาแบบง่ายสุดๆแต่จ่ายแพงหน่อย โดยการโดยสารรถบัสเฉพาะกิจไปเกาะนามิขึ้นที่อินซาดง(Insadong) กรุงโซล รถออก9:30 น.กลับจากเกาะนามิตอน 16:00 น.

ค่ารถไปกลับ 15000 won ถ้ารวมเฟอรรี่และค่าเข้าเกาะก็ 23000 won
โทรจองที่ Nami Island Seoul Center 02)753-1245~8





8. Chill out : ตามรอยละคร (Hallu Tour)





คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 3-4ปีหลังมานี้ ความแรงของseriesเกาหลีส่งผลให้มีแฟนละครจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าประเทศเกาหลีกันไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งคนเหล่านั้นจะเข้ามาทำอะไรได้นอกจากเข้ามาตามรอยซี่รี่เรื่องโปรดนั่นแหล่ะค้าาาา

และไม่ใช่เพียงพี่ไทยเท่านั้นนะคะที่โดนกระแสKorean wave นี้ไปเต็มๆแต่คือทั้งจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเล อินโด และยังข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรไปดึงคนอเมริกามาตามเข้าประเทศกันอีกตังหาก แล้วคิดดูนะคะว่าซี่รี่ดังๆของเกาหลีมีตั้งกี่สิบเรื่อง แค่แฟนละครเรื่องเดียวยกคณะมาเที่ยว เท่านี้ทางการเกาหลีก็นอนรับทรัพย์ยิ้มแก้มปริกันแล้วล่ะค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น เราจะมองกันที่ปลายเหตุอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะต้นเหตุความแรงนี้ก็เกิดจากความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและเอกชนคนทำหนังกันอย่างจริงจังนั่นเองค่ะ ดูเอาเล่นๆเป็นตัวอย่าง หากคุณมีหนังโปรดในดวงใจสักเรื่องนึง แล้วลองเข้าไปใน website การท่องเที่ยวของเขาสิคะ  //english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_4_2.jsp ในนั้นมีรายละเอียดถี่ยิบเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายหนังทุกตอนสำคัญ ดูแล้วก็เข้าใจว่าพวกเค้าประสบความสำเร็จกันได้อย่างไร


Guide: เอาเฉพาะเรื่องที่ดังในบ้านเราละกัน

- Coffee prince เจ้าชายกาแฟ : ร้านกาแฟฉากสำคัญของเรื่อง นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ลงที่ Hongik University เดินออกทาง Exit 4 เดินเข้าซอยที่มีร้านมินิมาร์ท Seven Springs อยู่หัวมุม ต่อมาจะเดินมาเจอกับสามแยกให้เลี้ยวซ้าย เดินมาตามทางเจอถนนใหญ่เลี้ยวไปทางขวา เดินขึ้นเนินตามถนนไปเกือบสุดเลยร้านอยู่ขวามือ

- Princess Hour เจ้าหญิงวุ่นวาย กับเจ้าชายเย็นชา : Teddy Bear Museum ที่เกาะเชจู //www. teddybearmuseum.com

- Alone in love ขอรอรักด้วยหัวใจ : Café Forest ร้านคาเฟ่ประจำที่พระเอกดองจินและนางเอกอึนโฮมาเจอกันบ่อยๆ อยู่ที่บันดัง จองซาดง (분당 정자동) ใกล้กับ HI MART และร้านหนังสือเกียวโบ (Kyobo Bookstore) สาขากังนัม ที่ทำงานพระเอกและสถานที่ที่พระเอกนางเอกเจอกันครั้งแรก

- จูมง : โรงถ่ายหนังจูมง (Samhanji Theme Park) ไปกวางจู และนั่งรถเมล์สาย160หน้าสถานีรถประจำทาง ลงที่ท่ารถYeongsanpo แล้วเปลี่ยนรถไปยังGongsanmyeon จากนี้จะต่อ Taxi หรือจะรอรถเมล์ไปยังโรงถ่ายก็ได้

- Fullhouse : นั่งเรือจากท่าซัมม๊อก(Sammok ) เมืองกวางย๊อกซี ประมาณ10 นาที ใกล้กับสนามบินอินชอน (Incheon International Airport)

- Witch Yui-hi ยัยแม่มด....อะไรสักอย่าง และคิมซัมซุน : N Seoul Tower นั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 หรือ 4 ลงChungmuro Station exit 2 หรือ 4 ต่อรถเมล์สีเหลืองสาย 2 ขึ้นภูเขานัมซาน( Mt. Namsan) ลงหน้า N Seoul Tower

- คิมซัมซุน : ร้านอาหาร Bon Apetit ปัจจุบันเป็นร้าน Todai Restaurant บุฟเฟห์อาหารญี่ปุ่น นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ลงที่ Samseong Station Exit 2 เดินไปแล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกแรก ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ

- แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง : Daejanggeum theme park อยูที่ MBC studio เมืองกวางจู

- Winter Sonata เพลงรักในสายลมหนาว, Spring Waltz, Autumn in My Heart และ Summer Scent : 4 เรื่องที่บ้าน Four season’s House





9. View on Top : N seoul Tower


ไม่มีที่ไหนที่จะเป็นจุดชมวิวกรุงโซลที่เยี่ยมที่สุดได้เท่า N Seoul Tower หอคอยบนภูเขากลางกรุงนี้อีกแล้ว






N Seoul Tower หรือหอคอยกรุงโซลตั้งอยู่บนภูเขานัมซาน ภูเขาที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวง หอคอยสูง236.7 เมตรต่อกับภูเขาที่สูง 243 เมตร รวมทั้งหมดก็เกือบครึ่งกิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลโน่นแหนะ หอคอยนี้สร้างตั้งแต่ปีค.ศ.1969 ตัวย่อN มาจากNew Look หรือมุมมองใหม่ของกรุงโซลซึ่งก็คือจากมุมสูงปรี๊ดนั่นเองค่ะ

บนหอคอยมีทั้งหอชมวิว ส่วนจัดแสดง ร้านอาหารหมุนได้ 360 องศา คาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก และบนภัตตาคารN Grill นี้เองที่เป็นโลเคชั่นสุดเจ๋งให้กับซี่รี่เกาหลีหลายๆเรื่อง อย่างเช่น เป็นร้านอาหารที่พระเอกและพระรองDanielสุดเท่ห์ทำงานอยู่ในละครเรื่องWitch Yui-Hiที่เคยฉายทางวิก7สีไงคะ

วิวบนหอคอยกรุงโซลสุดเจ๋งค่ะ มีอากาศหนาวๆที่เย็นกว่าข้างล่าง มองเห็นทิวทัศน์กรุงโซลไกลสุดหูลูกตา แค่นั่งมองไปเรื่อยๆปล่อยใจสบายๆก็เพลินสุดๆเลยค่ะ หรือถ้าจะขึ้นมาชมสีสันกรุงโซลยามค่ำคืนบนนี้ก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว


Guide: การขึ้นภูเขานัมซานมีได้หลายวิธีทั้ง รถเมล์ แท็กซี่ หรือเดิน ! แต่ไหนๆจะขึ้นทั้งทีแนะนำให้ขึ้นกระเช้า(Namsan cable car) ดีกว่าได้อารมณ์กว่าเยอะค่ะ
How to go :
- นั่งกระเช้าขึ้น N seoul
นั่งรถไฟใต้ดินสาย 4 ลงMyeongdong Station exit 3 เดินไปทางPacific Hotel และเดินขึ้นเขาอีกประมาณ 10 นาทีไปสถานีNamsan cable car.
กระเช้า: ไปกลับ 6800 won เที่ยวเดียว 4800 won
- นั่งรถขึ้นN seoul
นั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 หรือ 4 ลงChungmuro Station exit 2 หรือ 4 ต่อรถเมล์สีเหลืองสาย 2 ขึ้นภูเขานัมซาน( Mt. Namsan) ลงหน้า N Seoul Tower
- หากไม่อยากเสียตังค์ขึ้นชมวิวบนหอคอย ก็สามารถชมวิวมุมสูงแบบฟรีๆจากลานด้านนอกได้เหมือนกัน





10. Culture : ใส่ชุดฮันบก





ชุดฮันบก(Hanbok) คือชุดประจำชาติเกาหลีใต้ ที่เราคงคุ้นตากันดีอยู่แล้วตามซี่รี่จักรๆวงศ์ฉบับเกาหลีที่ฉายกันทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าชุดฮันบกแต่ละชุดมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งก็สามารถบอกยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่นั้นได้ ซึ่งแน่หล่ะ หากเป็นชาวบ้านธรรมดา ก็คงไม่มีลวดลายอะไรมาก แต่หากเป็นชุดของชนชั้นสูงก็จะประณีตงดงามเป็นพิเศษค่ะ

ชุดฮันบกของสตรี ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลักๆ 3 ชิ้นซึ่งง่ายมากๆนั่นก็คือชุดแสกยาวกลอมเท้า เสื้อคลุมตัวนอก และก็ผ้ารัดใต้หน้าอกค่ะ การสวมใส่ก็ง่ายมากๆเช่นเดียวกัน เพียงแค่ใส่ชุดตัวใน สวมเสื้อคลุม และก็รัดโบว์ แค่นั้นก็เสร็จแล้วค่ะช่างต่างกับชุดไทยของเราซะเหลือเกิน (แต่ของเรานั้นสวยกว่าจริงมั๊ยละคะ)

ชุดฮันบกถูกออกแบบให้มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง ชุดที่เราเห็นพองๆกระโปรงคลุมโปงซะขนาดนั้นแท้จริงเค้าตั้งใจค่ะ ซึ่งไม่เพียงแค่ตั้งใจให้อำพรางส่วนโค้งเว้าแต่ให้เข้าใจผิดคิดว่ากำลังท้องอยู่ด้วยตังหาก เหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะในสมัยก่อนเกาหลีใต้นั้นเป็นดินแดนสู้รบมีทหารต่างชาติจำนวนมาก วีธีเอาตัวรอดของผู้หญิงอย่างหนึ่งก็คือการใส่ชุดฮันบกเนี่ยแหล่ะค่ะ

แต่แล้วเหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ชุดฮันบกในชีวิตประจำวันอีกต่อไป แต่จะนำมาใส่เมื่อมีช่วงเวลาสำคัญของชีวิตค่ะ


Guide : อยากใส่ชุดฮันบกถ่ายรูปฟรีๆ
- หน้าท้องพระโรงเมียงเจียงเจียน (Myeongjeongjeon) ที่พระราชวังชางเกียงกุง (Changgyeonggung Palace) ประมาณ 14.00 น. พร้อมการแสดงจำลองการฉลองวันประสูติของพระราชา
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 4 Haehwa Subway Station Exit 4 เดินไปทางมหาวิทยาลัยโซลประมาณ 10 นาที
- หน้าศาลาเคียงเพียวรู(Gyeonghoeru) ที่พระราชวังเคียงบอกกุง (Gyeongbokgung) ทุกวันยกเว้นวันอังคาร 9.30 -17.00น.
How to go : รถไฟใต้ดินสาย 3 Gyeongbokgung Station Exit 5




"ขอบคุณทุก comment และทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ"

ติดตาม 10 Don't Miss ที่กำลังจะตามมา ...
ลาวเหนือ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง
ฮานอย เวียดนาม
มิวนิค เยอรมนี
ลอนดอน, อังกฤษ
ปราก, เชค







 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2553 0:56:31 น.
Counter : 1599 Pageviews.  

10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป...ไทเป

 


10 อันดับไม่ควรพลาดเมื่อไป...ไทเป
Teipei , Taiwan




พักหลังนี้ เห็นมีคนไปเที่ยวไต้หวันกันมากขึ้นนมาก และคนที่เข้ามาเยี่ยมblog นี้ ก็มากขึ้นมากด้วยเช่นกัน ขอบคุณที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนการเดินทางของทุกคนค่ะ ... Me and Miles update 05/05/2010

หวังว่า10 อันดับดังต่อไปนี้ จะพอเป็นGuideฉบับรวบรัดให้กับทุกคนที่กำลังจะไปเที่ยวหรือใครก็ตามที่สนใจนะคะ

Note: 10 รายการดังต่อเป็นคำแนะนำส่วนตัวจากมายล้วนๆนะคะ รู้สึกเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้


1. Local Eating: ของกินตลาดนัด

คติของมาย “กินไก่ที่ไนท์มาร์เก็ต ชานมไข่มุกที่กงกวน และวัยรุ่นกินลู่เว่ย”




อย่างน้อยต้องลองกินทั้งหมดที่ว่ามานี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอยังมี ของทอดตลาดนัด โรตีไต้หวัน ซาลาเปาทอด ปลาหมึกย่าง ไข่เจียวหอยนางรม น้ำแข็งใส มะม่วงเฟรปเป้ และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน เอาเป็นว่าถ้าเผลอหลุดเข้าตลาดนัดกลางคืนละก็ ขากลับเราจะเดินพุงโย้ออกมาเลยล่ะ


ตลาดนัดกลางคืนที่ขึ้นชื่อเรื่องของกินของไทเป คงต้องยกให้ตลาดซื่อหลิน (Shilin nightmarket) เค้าหล่ะ โดยเฉพาะไก่ทอดHotstar ที่ขนาดใหญ่เกือบครึ่งตัวบวกแป้งทอดฟูๆเข้าไปอีก ทำให้ไก่ทอดมีขนาดใหญ่บิ๊กเบิ้ม สองคน(ไทย)กินยังเกือบตาย สมแล้วที่เค้าโฆษณาว่า “Large Fried Chicken” ไก่หมักเครื่องเทศได้เข้ารสมาก ทีเด็ดอยู่ที่แป้งทอดที่รสชาติกลมกล่อมได้ที่ ไม่รู้ใส่อะไรบ้างรู้แต่กินแล้วทำให้อยากกินต่อไปเรื่อยๆ มองซ้ายมองขวาเห็นสาวญี่ปุ่นถือไก่ซ้อนกัน 2ชิ้นแล้วกัดทีเดียว! มายขอยกนิ้วให้เลย


เข้าสู่ชานมไข่มุกกันบ้าง ที่ต้องบอกว่ามาถึงไต้หวันแล้วไม่ได้ชิมชานมไข่มุกต้นตำรับถือว่าพลาดดดดดมากๆ ชิมไข่มุกไต้หวันของแท้ ช่างหวานนุ่ม หยุ่นๆเคี้ยวมันสุดๆ อร่อยจริงๆ
เชื่อแล้วว่าทำไมชานมไข่มุกถึงดังได้ทั่วเอเชีย ลองมาหลายเจ้าจนมาเจอกับร้านลุงชวน ที่ตลาดกงก๋วน (Gongguan nightmarket –แต่ขายกลางวัน !) ข้างมหาวิทยาลัยไต้หวันที่มีเด็กนักศึกษาต่อคิวรอกันอย่างจริงจัง
ให้สั่งว่าเอานมธรรมดาใส่ไข่มุก (ไม่ใช่ชานะ) ไข่มุกร้านนี้เค้าเด็ดจริง Confirm !





ปิดท้ายที่ ลูเว่ย (Lu-Wei) ของกินหน้าตาประหลาดหลายชนิดวางเรียงต่อกันเป็นตับอยู่หน้าร้าน ประกอบไปด้วยสิ่งที่หน้าตาเหมือนไส้กรอก ปลาทิพย์ หอยจ๊อ เต้าหู้แข็ง ชิกูว่า ข้าวอัดแท่ง เผือกอัดแท่ง สาหร่ายและผักหลากชนิด เวลาจะกินก็ให้หยิบสิ่งที่เราจะกินใส่ตะกร้า แต่หยิบเพียงชิ้นเดียว
ถ้าเป็นผักก็หยิบมา 1 ใบ พอให้คนขายรู้ เพราะเค้าจะคิดราคาเป็นขีดไม่ได้ขึ้นกับปริมาณที่เราตักค่ะ
ข้อควรระวังก็คืออย่าหยิบเพลินเพราะของทุกอย่างจะมาอย่างละขีด สรุปคือเยอะมากๆ เมื่อเราเลือกของหน้าตาประหลาดเหล่านั้นแล้วเค้าก็จะเอาไปต้มกับซอสซีอิ๊ว แล้วก็เสิร์ฟโดยตัดทุกอย่างเป็นชิ้นพอดีคำมาให้
ใส่จานใหญ่ พร้อมแจกอาวุธเป็นตะเกียบคนละและจานใบเล็กคนละ 1 ชุด
ลูเว่ยเนี่ยฮิตมากในหมู่วัยรุ่นเนื่องจากเป็นของกินที่จะต้องทานร่วมกันร่วมกับการสนทนาอย่างออกรสชาตินั่นเอง


Guide:
ไก่ทอดHotstar- เพื่อนชาวไต้หวันการันตีว่าเป็นไก่ทอดที่อร่อยที่สุดในไต้หวัน แต่ไม่ต้องบอกก็รู้..เพราะดูจากคนที่รอต่อแถวก็เชื่อแล้ว

ชานมไข่มุก – จริงๆแล้วที่ฮิตของไต้หวันก็คือตัวไข่มุกตังหาก ซึ่งเมนูไข่มุกใส่นมสดนั้นฮิตมากกว่าชานมไข่มุกซะอีก

ลูเว่ย- สูตรเด็ดสำหรับคนไทยคือต้องกินคู่กับซอสพริกไต้หวันเท่านั้น ถึงจะมีรสชาติจัดจ้านถูกปาก อย่าลืมไปตักมาด้วยล่ะมันจะอยู่ในโถที่บางร้านไม่ได้เสิร์ฟมาตั้งแต่แรกแต่เราจะต้องเดินไปตักเอง





2. Cuisine : ต้นตำหรับเสี่ยวหลงเปาที่ดิน ไท่ เฟิง




หลายคนคงรู้จักเสี่ยวหลงเปา จากร้านที่มีขายในเมืองไทยกันแล้ว เสี่ยวหลงเปาก็คือเกี๊ยวจีนพอกัดเข้าไปจะมีน้ำซุปชุ่มอยู่ข้างใน ซึ่งต้นกำเนิดเสี่ยวหลงเปาก็มาจากไต้หวันนี่เอง
อีกเช่นกันถ้ามาถึงไต้หวันแล้วมาไม่ถึงดินไท่เฟิง ก็พลาดดดดมากๆอีกรอบ

ดินไถ่เฟิง(Din Tai Fung)ดังมากที่สุดในไต้หวันและมีสาขานับไม่ถ้วน คงไม่แปลกถ้าที่นี่จะมีพนักงานพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีไว้คอยต้อนรับ ดินไท่เฟิงการันตีความอร่อยโดยการขยายสาขาออกไปนอกประเทศแล้วทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ 15 สาขา ญี่ปุ่น 10 สาขา สิงคโปร์ 6 สาขา อินโดนีเซีย 4 สาขา เกาหลี 3 สาขา รวมไปถึงสาขาที่ฮ่องกง อเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย มายคิดว่าอีกไม่นานหรอก ดินไท่เฟิงคงมาบุกกรุงเทพแน่แน่

Guide : เกี๊ยวกุ้งหมูนึ่ง และ เกี๊ยวหมูผักนึ่ง เวลากินต้องคู่กับขิงหั่นฝอยและจิ้มจิ๊กโฉ





3. Drinking: กาแฟใส่เกลือ




เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนไปทั้งวงการกาแฟแม้กระทั่งนิตยสารชื่อดังอย่าง TIMES ฉบับวันที่ 15 มค 2009 ยังต้องเอาไปลง หลังจากที่ 85 c bakery café ร้านกาแฟแฟรนด์ไชส์ชื่อดังของไต้หวันเปิดตัวกาแฟสูตรใหม่ใส่เกลือเข้าไปด้วย ชื่อว่า Sea Salt Coffee มีทั้งแบบร้อนและเย็น ซึ่งอย่าเพิ่งดูถูกว่ามันจะเป็นไปได้ไง เพราะเกลือที่ใส่ลงไปนั้นสามารถเพิ่มรสชาติความหอมมันของกาแฟได้ และมายเองเชื่อว่าความเค็มนิดๆของกาแฟทำให้กระตุ้นต่อมรับรสของลิ้นเราอีกด้วยค่ะ


Guide: ร้าน85 c bakery café พบได้ทั่วไปในไทเป มีหลายสาขา สั่งเมนูที่ชื่อว่า Sea Salt Coffee แบบเย็นต่างกับร้อนตรงแค่ใส่น้ำแข็งเพิ่ม 3-4 ก้อน







4. Shopping : สุดระห่ำที่ซือต้า




ไต้หวันมีชื่อเสียงโด่งดังกับตลาดนัดกลางคืน ที่มีของใช้เสื้อผ้ามากมายมาให้เลือกสรร ช๊อปกันอย่างเมามันไม่แพ้ฮ่องกงหรือที่ไหนๆในโลก
แค่เฉพาะในไทเปก็มีตลาดที่ดังๆอย่างน้อย 5 แห่งแล้วค่ะ หลายคนที่เคยไปไต้หวันมาแล้วก็คงจะรู้จักตลาดซื่อหลิน(Shilin)เป็นอย่างดี เห็นได้จากว่ามักจะเป็นสถานที่ที่listอยู่ในรายการทัวร์เสมอๆ แต่วันนี้มายขอแนะนำอีกตลาดที่เก๋ไก๋สไลเดอร์ไม่แพ้กัน เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเรามากกว่า
....คือตลาดซือต้าค่ะ (Shita หรือ Shida nightmarket)
ตลาดซือต้าตั้งอยู่ใกล้กับ National Taiwan Normal University (ไม่ใช่National Taiwan University นะคะ) ดังนั้นถ้าจะเกาะติดเทรนฮิตสุดแนวของเด็กมหาลัยไต้หวันก็ต้องมาที่นี่เท่านั้น นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีกระเป๋า เครื่องใช้เก๋กู๊ดทันสมัย และร้านอาหารถูกใจวัยรุ่นอีกมาก รับรองมาที่นี่ไม่ตกเทรนด์แน่นอน


Guide: ที่นี่ยังมีร้านเครื่องเขียนขนาดใหญ่ราคาย่อมเยา รับรองคนรักเครื่องเขียนต้องชอบ

How to go: รถไฟใต้ดินสายสีเขียว(Xindian Line) ลงสถานีGuting หรือ Taipower Building Station





5. Natural : ซากุระที่ Yangminsan National Park




ครั้นเดือนมีนาคมมาเยือน ก็ทำให้มายนึกถึงเทศกาลการชมดอกซากุระอันแสนหวานอยู่ร่ำไป แล้วถ้าหากเรามีที่ชมซากุระดีดีที่ไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น และยังจ่ายเงินถูกกว่าด้วยล่ะ อันนี้ล่ะน่าสนใช่ไหมล่ะคะ

ที่นี่ว่าก็คือ อุทยานแห่งชาติยางมิงซาน(Yangminsan National Park) ที่คนท้องถิ่นเค้าเรียกว่าสวนหลังบ้านของคนไทเปล่ะค่ะ อุทยานแห่งชาติยางมิงซานมีชื่อเสียงจากการที่มีดอกไม้หลากชนิดหลากสีสัน และเมื่อถึงฤดูกาลซึ่งก็คือช่วงเดือนกพ.-มีค.นี่เอง ดอกไม้ที่นี่ก็จะอวดตัวงามสะพรั่ง กลายเป็นสวนดอกไม้ปกคลุมไปทั้งภูเขา เกิดเป็นงาน Flower Blooming Festival ขึ้น และแน่หล่ะไม่เพียงแต่มายจะได้เดินชมสวนดอกไม้ขนาดใหญ่
มายยังได้มีโอกาสปิกนิกใต้ต้นซากุระอย่างกับที่เค้าทำกันในญี่ปุ่นด้วย


Guide: มาถึงยางมิงซานอย่าลืมเดินให้ถึงเพื่อไปถ่ายรูปกับนาฬิกาดอกไม้ด้วย

How to go : นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดง(Danshui Line) ลงสถานี Jiantan แล้วต่อรถเมล์สายRed5 ถ้ากลัวขึ้นผิดตะโกนถามคนขับเลยค่ะ
ยางมิงซาน ? ยางมิงซาน ? (อย่าลืมใส่สำเนียงจีนด้วย!)

//www.ymsnp.gov.tw







6. Sightseeing: เมืองเก่าจิ่วเฟิ่น Jioufen






เมืองเก่าอันทรงเสน่ห์ ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลทางตะวันออกของกรุงไทเป ใกล้กับเมืองท่าKeelung จิ่วเฟิ่นอาจไม่คุ้นหูในหมู่คนไทย เพราะเท่าที่สังเกตจะมีแต่คนไทยที่พูดภาษาจีนได้ หรือไม่ก็คนไทยที่มีคนไต้หวันนำเที่ยวเท่านั้นที่ช่วยพามาพบกับเมืองอันแสนวิเศษแห่งนี้
จิ่วเฟิ่นโด่งดังในหมู่คนไต้หวัน จีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นเนื่องจากเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดัง “City of sadness tea house” ในปีค.ศ.1987 ความวิเศษของจิวเฟิ่นไม่เพียงแต่เป็นเมืองที่มีวิวทิวทัศน์อันงดงามที่ตั้งอยู่บนยอดเขา เผยให้เห็นเบื้องหน้าเป็นผืนท้องทะเลอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ส่วนบรรยากาศในเมืองเก่าจิ่วเฟิ่นก็ไม่ต้องพูดถึง สถาปัตยกรรมตึกเก่า โคมแดงประดับตามรายทาง และอาคารเรือนพักลูกจ้างโรงหนัง อาคารเก่าแก่ที่เป็นพระเอกของเมืองนี้ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโลเคชั่นชั้นเยี่ยมสำหรับการถ่ายรูปแต่งงาน
นอกจากนั้นจิ่วเฟิ่นยังรวมของกินพื้นเมืองอร่อยๆนับร้อยร้าน ร้านน้ำชาไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นนับสิบ ฉะนั้นเมื่อมาถึงไทเป ไม่ควรพลาด “จิ่วเฟิ่น” รับรองว่าเราจะได้สัมผัสกับความเป็นไต้หวันของแท้อย่างแน่นอน






Note: มายเปรียบจิ่วเฟิ่นได้กับอัมพวาบ้านเรา อาจไม่ใกล้เคียงซะทีเดียวแต่ก็คือสถานที่ที่รวมวัฒนธรรมเก่าแก่ ผู้คน สีสันและของกินอร่อยๆค่ะ

How to go : ขึ้นรถไฟ THR ไป Rueifang แล้วต่อรถเมล์ไป Jioufen ที่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟ หากไม่รู้ว่าจะไปยังไงเอาเป็นว่าขึ้นรถไฟไปลงที่ Rueifang ให้ได้ก่อนจากนั้นทำตามคนอื่นโลด







7. Chill out : หวีทกับแฟนที่ดันสุ่ย (Danshui)






สุดปลายรถไฟใต้ดินสายสีแดง(Danshui Line) คือเมืองตากอากาศแสนโรแมนติคดั้นสุ่ย(Danshui) เมืองปริมณฑลของกรุงไทเป เดิมดั้นสุ่ยมีชื่อว่าHuwei ซึ่งก็มาจากภาษาโบราณแปลว่าทางออกสู่แม่น้ำค่ะ เมืองดั้นสุ่ยเลียบตลอดความยาวของแม่น้ำดั้นสุ่ย แต่นั่นอาจจะธรรมดาเพราะกรุงเทพเราก็เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน แต่ที่นี่พิเศษกว่าเพราะทางการเค้าทำสร้างถนนคนเดินเลียบแม่น้ำอันแสนกว้างขวางและสวนสาธารณะตลอดแนวแม่น้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน เลยจากถนน Zhongzheng ถนนสายหลักของเมืองที่เรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ร้านน้ำชาสมัยเก่าและชานมไข่มุกสมัยใหม่นี้ไป สุดฝั่งแผ่นดินของดั้นสุ่ยด้านบนคือFishermen’s Wharf Walking Area แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เหมาะกับการสวีทเป็นอย่างมาก

Fishermen’s Wharf เป็นทั้งจุดลงเรือของNorthern Coast Blue Highway และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจโดยเริ่มจากสะพานValentine’s Bridge สะพานข้ามช่องแคบของแม่น้ำเชื่อมเข้ากับทางเดินยกระดับกว้างเท่ากับถนน 2 เลนสูงเท่ากับตึกสองชั้นแต่อนุญาตสำหรับคนเดินเท่านั้น ชั้นล่างเป็นส่วนขายอาหารริมน้ำ ส่วนด้านบนคือทางเดินสำหรับชมวิวเท่านั้น ทางเดินยกระดับจากพื้นทำให้เรามองเห็นวิวทิวทัศน์ของผืนท้องทะเลสาบอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ดั้นสุ่ยเหมาะสำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือไม่ก็พระอาทิตย์ตกดิน แต่ต้องระวังหากมาคนเดียว คุณอาจจะเหงาจับใจ

How to go : สถานี Danshui สถานีสุดท้ายของรถไฟใต้ดินสายสีแดง(Danshui Line)







8. View on Top : แหงนคอดูตึก 101






ตึกTeipei 101 สูงเสียดฟ้า แต่ก่อนเคยรั้งตำแหน่งตึกสูงที่สุดในโลก ตึกไทเป101 นั้นแสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของไต้หวันและยังสะท้อนการเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก
ตัวตึกตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงไทเป มีทั้งหมด 101 ชั้น ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์ราชการของกรุงไทเป ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมระดับ 5ดาว
หน้าตาของไทเป101 จะเห็นเป็นปล้องต่อกันเป็นชั้นๆซึ่งคล้ายกับไม้ไผ่ ซึ่งสื่อความหมายว่าเป็นการก้าวหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไปของไต้หวัน ถ้ามาถึงไทเปอย่างน้อยก็ต้องแวะมาถ่ายรูปคู่กับเจ้าไม้ไผ่วักหน่อยล่ะค่ะ

Guide : ชมวิวมุมสูงบนตึกไทเปบนชั้น89ได้ ราคา 500 บาท






9. Culture : ไหว้พระที่หลงซาน





วัดหลงซาน วัดพุทธลัทธิเต๋าที่มีสถาปัตยกรรมงดงามน่าทึ่ง นอกจากความศักดิ์สิทธ์ที่รู้กันอย่แล้ว วัดหลงซานยังโด่งดังจากรูปแกะสลักมากมายที่ประดับอยู่รอบวัดนี้ แม้แต่ใครที่ไม่ใช่พุทธ ก็แวะมาชมสถาปัตยกรรมอันยอดเยี่ยมนี้ได้ มายว่าบรรยากาศในวัดที่ ทุกคนล้วนแต่ตั้งจิตอธิษฐานเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์ ประกอบกับการถวายของเซ่นไหว้ การเซียมซีแบบไต้หวัน และอื่นๆ ทำให้มายได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชิวิตของคนไต้หวันในอีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากการเรียนรู้ตามตลาดนัด

Guide: .ใกล้กับวัดหลงซาน มีตลาดนัด Hauxi ที่โด่งดังในหมู่ฝรั่งเนื่องจากเป็นแหล่งรวมของกินจากสัตว์แปลกๆ ตลาดงูและยาบำรุงกำลังหลายขนาน

How to go: รถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน(Nangang Line) ลงสถานี Longshan temple station






10. History : ประชาธิปไตยที่ CKS memorial hall





มายรู้สึกประทับใจกับสถานที่แห่งนี้มาก เหตุผลไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์น่าสนใจ แต่เป็นเพราะของจริงดูดีไฮโซ ยิ่งใหญ่อลังการไม่เหมือนในรูปเลยซักนิด
ดูจากรูปก่อนไปเที่ยวCKS memorial hall ก็เห็นเป็นตึกหลังคาและประตูแบบจีนสีฟ้าๆไม่เห็นจะสวยตรงไหน แต่เมื่อมาเห็นของจริง สถานที่แห่งนี้ช่างกว้างใหญ่และดึงดูดสายตาจนทำให้มายต้องนั่งลงค่อยๆละเลียดมองบรรยากาศรายรอบอย่างช้าๆ หากไม่มองเรื่องการเมือง CKS memorial hall คล้ายกับเป็นลานกิจกรรมอันกว้างใหญ่ของคนไต้หวันและเด็กวัยรุ่นกับกีฬา X-tream ด้านข้างยังมีสวนหย่อมเล็กๆที่เป็นแหล่งรวมของชมรมคนสูงวัยมานั่งโขกหมากรุกและจิบน้ำชาร่วมกัน
แต่หากมองเรื่องการเมืองจากมุมมองของเพื่อนชาวไต้หวัน CKS memorial hall ที่ครั้งหนึ่งเคยเปลี่ยนชื่อเป็น Democracy memorial Hall(หรือแม้ในปัจจุบันก็ยังใช้ชื่อนี้แล้วแต่คนจะเรียก)แสดงถึงประชาธิปไตยที่ไม่เคยราบรื่นในไต้หวัน เพราะอนุสาวรีย์คือสิ่งที่สร้างเพื่อสดุดีให้กับสิ่งที่ตายไปแล้ว (ย้ำอีกครั้งมาจากคำพูดของคนไต้หวันนะคะ –ไม่ได้กล่าวอ้างขึ้นเองแต่อย่างใด แต่เอ๊ะ ฟังดูแล้วมันคุ้นๆเหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัวชอบกล!)

Guide : CSK ย่อมาจากChiang Kai-shek (เจียงไคเช็ค) ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1976 ค่ะ

How to go : รถไฟใต้ดินสายสีแดงลงสถานี Chiang Kai-shek Memorial Hall



" ขอบคุณทุกcomment และทุกคนที่เข้ามาอ่านจ้า"


ติดตาม 10 Don't Miss ที่กำลังจะตามมา ...
โซล, เกาหลีใต้
ลาวเหนือ เวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง
ฮานอย เวียดนาม
มิวนิค เยอรมนี
ลอนดอน, อังกฤษ
ปราก, เชค




 

Create Date : 21 เมษายน 2552    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2553 13:02:15 น.
Counter : 6927 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Me and Miles
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอบคุณทุกคนที่แวะมาพัก ในห้องรับแขกของมาย

© All Rights reserved 2009
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในwww.memiles.bloggang.com
Friends' blogs
[Add Me and Miles's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.