Group Blog
 
All blogs
 

ที่มา -- Core Route


“ขอร้อง อย่าชวนไปญี่ปุ่น”


เพราะชวนทีไร ........ต้องไปทุกที !!!!



ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ติดใจ ไปที่ไหนก็ถูกปาก เวลาใครชวนเลยห้ามใจไม่ได้
ต้องยอมแคะกระปุก หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามไปทุกครั้ง
หากถามว่าญี่ปุ่นมีเสน่ห์อย่างไร ฉันตอบเลยว่า
“ก็ความที่เป็นญี่ปุ่นนั่นแหละ”
ไม่ต้องอธิบายให้มาก ลองนึกถึง ซูชิตลาดนัดที่ฮิตไปทั่วเมืองไทยดูสิ …..
ที่ว่าอร่อย แต่จะรู้ได้ยังไงว่าของจริงเป็นยังไง ถ้ายังไม่เคยสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นซักครั้ง
แล้วไปสัมผัสมาแล้วเป็นอย่างไร...
ก็ติดใจอย่างฉันนี่ไง ใครชวนก็ไป
ถ้าไม่ระวังให้ดี..โรคทรัพย์จางอาจถามหาได้ งานนี้แพทย์ที่ไหนก็รักษาไม่ได้


ฉะนั้น อย่าชวนไปญี่ปุ่น(บ่อยๆ)…..ฉันขอร้อง


Me and Miles




 

Create Date : 10 เมษายน 2552    
Last Update : 10 เมษายน 2552 11:29:15 น.
Counter : 289 Pageviews.  

ขอร้องอย่าชวนไปญี่ปุ่น ตอน วันยุ่งๆที่โตเกียว ! --- (un)Lucky day in Tokyo

 




วันยุ่งๆที่โตเกียว !
(un)Lucky day in Tokyo


แย่แล้ว ตั๋วรถไฟหาย !!!!!

เมื่อเช้านี้ฉันขึ้นรถไฟสายรอบเมืองที่สถานี Tokyo มารู้ตัวอีกทีว่าหาตั๋วหายก็ตอนหาตั๋วรถไฟเตรียมจะลงป้ายหน้านี่หล่ะ เทวดาเล่นตลกกับฉันอีกแล้วนี่ หาตั๋วรถไฟเจอาร์เท่าไหร่ก็หาไม่เจอ อีกสองวันก็จะต้องใช้ตั๋วนี้ขึ้นรถด่วนชินกันเซ็นไปโอซาก้าเสียด้วยสิ
สงสัยจะถูกมือดีขโมยไปแน่ๆ อะไรกัน ! หัวขโมยกลางมหานครโตเกียวทำงานกันแต่เช้าตรู่เลยเหรอ
โอ้ยๆๆทำไมฉันถึงโชคร้ายอย่างนี้
แล้วจะออกจากสถานีรถไฟยังไงล่ะเนี่ย !!!








รถไฟจอดเทียบสถานี Suidobashi ฉันตัดสินใจลงจากขบวนรถและวิ่งรี่ไปหาเจ้าหน้าที่สถานีเพื่อแจ้งความทันที หวังว่าหัวขโมยตัวดีคงไปไหนได้ไม่ไกล ฉันรัวภาษาอังกฤษใส่นายสถานีด้วยความตกใจ
Excuse me, I just lost my JR rail pass in the train coming from Tokyo station this morning . Someone on that train might stole it. Please help me !!

นายสถานีเกาหัวแกรกๆ แล้วรัวภาษาญี่ปุ่นกลับมาไม่ยั้ง
อะ ชิ เตะ ทะ มา โก อัท สึ ชิ อา โน รุ ฮา ……. เดสก๊า ?
กิงโกะ กูลิโกะ กา เม มา สึ อา โน ….. กุดาไซ !!!
(นี่คือตัวอย่างสมมุติกรุณาอย่าพยายามแปล )

เอาใหม่ฉันลองพูดให้ช้ากว่าเดิม
..... “ I lostttttt JR ticccckettttt on THAT trainnn , helppppp !!!!
ชู ชิ คา โม เนะ โน บิ ตะฮา ซา หิ !#$%*#

………………………………………………..

คุยกันตั้งนานเหมือนพี่แกไม่รู้เรื่องเลยซักกะนิด ไม่ได้การล่ะ อย่างนี้สงสัยคุยกันทั้งวันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ฉันโบกมือบ้ายบายซาโยนาระแล้วตัดสินใจนั่งรถไฟย้อนกลับไปที่สถานีโตเกียวอย่างเดิม
หวังว่าสถานีขนาดใหญ่คงจะหาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ไม่ยากหรือไม่งั้นนายสถานีคงพอคุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้(มั้ง)




<


ถึงสถานีรถไฟโตเกียว (Tokyo Station ) สถานีรถไฟศูนย์รวมของรถไฟทุกสายใจกลางมหานครโตเกียว ที่นี่คนพลุกพล่านเดินกันขวักไขว่อย่างที่ฉันคาดการไว้ คราวนี้คงจะพอหาคนช่วยฉันได้ล่ะ ฉันมองซ้ายมองขวา เห็นมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก ใส่สูท มือหนึ่งถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ ก้มหน้าก้มตาเดิน เดิน เดิน เป็นหุ่นยนต์ไม่สนใจใคร ฉันก็ไม่สนใจประชิดตัวแล้วจู่โจมขอความช่วยเหลือทันที
Excuuuuu…….. !!!!!!

ยังไม่ทันจะจบประโยค Excuse me คนแล้วคนเล่าก็เมินผ่านฉันไป มีแต่สายตาตอบฉันมาว่า “ฉันกำลังรีบอย่ามายุ่งกับฉัน”
...... โอว คิดแล้วอยากจะร้องไห้กลางสถานีโตเกียว


............................................................


แต่อยู่ดีดี ฉันเกิดปิ้งไอเดียขึ้นมาได้ วันก่อนที่ผ่านมาแถวนี้ ฉันจำได้ว่ามี Travel Service Center อยู่ตรงไหนซักแห่งภายในสถานีนี่แหล่ะ ที่นั่นต้องมีคนพูดภาษาอังกฤษได้อย่างแน่นอน ฉันเดินวนหาทั่วสถานี เห็นป้ายเคาน์เตอร์ travel service อยู่ลิบๆ มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ ฉันดิ่งตรงไปหาผู้หญิงคนนั้น
เอ่อ...... Excuse me . Can you speak English ?
ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามอง
Yes . May I help you ?

ไชโย !! เค้าพูดภาษาอังกฤษได้ ฉันตะโกนภาษาไทยออกมาดังลั่นกลางสถานีโตเกียวด้วยความดีใจสุดขีด ไม่ผิดหวังจริงๆ ฉันเก็บกดอาการดีใจเอาไว้ก่อนแล้วค่อยๆเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เค้าฟัง….







ฉันได้กระดาษโน้ตมีข้อความเป็นภาษาญี่ปุ่นมา 2 แผ่น ผู้หญิงคนนั้นเขียนให้ฉันบอกว่า แผ่นแรกให้ยื่นให้กับนายตรวจตั๋วที่ประตูทางออกของสถานี ส่วนแผ่นที่ 2 นี้ใช้สำหรับติดต่อที่ เคาน์เตอร์ติดตามของหาย (Lost and Found ) และติดต่อนายสถานีของสำนักงาน JR Station ฉันทำตามที่เค้าบอกทุกประการ พอเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเห็นกระดาษโน้ตก็ยิ้มแล้วเปิดประตูพิเศษให้ฉันออก(ไป)จากสถานีทันที ไม่ต้องคุยให้เมื่อยมือ

จากนั้นฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ Lost and Found แล้วก็ทำอย่างเดิม ฉันยื่นกระดาษโน้ตแผ่นที่ 2 โดยไม่ต้องเอ่ยปากซักคำ เจ้าหน้าที่ก็กุลีกุจอไปเปิดสมุดบันทึกดูประวัติอย่างขะมักเขม้น ซักครู่ใหญ่เจ้าหน้าที่เดินหน้ามุ่ยกลับมา และรัวภาษาญี่ปุ่นใส่ฉันอีกแล้ว

โดโมะ ชิสุกะ ไจแอนด์ แอ่นแอนแอ้น #&*%

ดูจากท่าทางประกอบโบกไม้โบกมือแบบนี้ แสดงว่าหาไม่เจอแน่ๆ ฉันเดินคอตกหมดหวังกลับมาที่สำนักงานของ JR Station เป็นความหวังสุดท้าย พร้อมยื่นกระดาษอันเดิม

ทาโร่ โดมิโน่ นากาโน อัทชิเตะ อิรูโยะ

เจ้าหน้าที่คนใหม่รัวมาอีกแล้ว คราวนี้หนักกว่าเดิม นายสถานียื่นเอกสารหนึ่งแผ่นมาให้กรอก ซึ่งในนั้นมีแต่ภาษาญี่ปุ่นอีกตังหาก แล้วฉันจะอ่านออกมั๊ย ? พอเหอะ ตอนนี้ฉันอารมณ์ห่อเหี่ยวสุดขีด ไม่พร้อมจะรับฟังอะไรอีกแล้ว





แต่อยู่ดีดี ฉันเกิดปิ๊ง!ไอเดียขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นความคิดที่เยี่ยมมาก เลิศสุดๆรับรองมันต้องเวิร์ค มันต้องเวิร์คแน่ๆ คิดได้ฉันรีบเปิดคู่มือภาษาญี่ปุ่นเดี๋ยวนั้น
“ โดโสะ อิชโช นิ คิตเตะ กุดาไซ”
............... ได้โปรดตามฉันมา เถอะขอร้อง

วะตาชิ .... เด็งวะ โมชิ โมชิ .... มินาโกะ my friend
.................ฉัน โทรหา มินาโกะ เพื่อนฉัน พร้อมทำท่าโทรศัพท์ประกอบ

อะนะตะ กับ มินาโกะ ฮานาชิ ฮานาชิ
................ คุณ กะ มินาโกะ คุยกันคุยกัน เข้าใจมั๊ย

นับว่าเป็นการเอาตัวรอดที่มั่วมากๆแต่ได้ผลดีเกินขาด นายสถานีพยักหน้าหงึกๆ และพาฉันเดินไปยังตู้โทรศัพท์ที่ใกล้ที่สุด ฉันโทรหามินาโกะ หลังจากที่นายสถานีกับมินาโกะได้คุยกัน มินาโกะก็แปลให้ฉันฟังอีกทอดนึงว่า นายสถานีจะทำการ fax เรื่องตั๋วเจอาร์พาสของเราไปยังทุกสถานีที่อยู่ในโตเกียว หากมีใครพบเห็นหรือเก็บได้ก็จะโทรไปแจ้งมินาโกะทันที

<

กว่าจะเสร็จเรื่องราวก็ปาไปเกือบเที่ยง ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้ทาน หลังความตื่นตระตกเริ่มคลาย ความหิวก็เข้ามาแทนที่ ฉันเดินเข้ามินิมาร์ทข้างทาง ซื้ออะไรเล็กน้อยๆใส่ปากไปก่อน จากที่นึกว่าจะไปเที่ยวช้อปปิ้งที่ไหนดี ฉันเปลี่ยนแผนเข้าวัดกระทันหัน เหมือนที่แม่ฉันพูดไว้เปี๊ยบ คนเราจะเข้าวัดก็เมื่อตอนมีทุกข์เนี่ยแหละ !!

ฉันขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงสถานีอะซากุสะ( Asakusa Station ) เพื่อไปไหว้พระที่วัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว







วัดเซ็นโซจิ (Asakusa Kannon Temple) หรือที่เรารู้จักกันว่า “วัดโคมใหญ่” ขึ้นจากสถานีรถไฟมาก็เห็นโคมใหญ่สีแดงมาแต่ไกล ไม่ผิดแน่นอน หากเราเดินเข้าวัดผ่านโคมใหญ่ที่ประตูกำแพง คามินาริมอน (Kaminarimon Gate) ซึ่งมีรูปปั้นเทพแห่งเจ้าพายุและสายลม ด้านหลังของประตู ก็จะได้พบกับ ถนนคนเดินนากามิเสะ (Nakamise) ถนนร้านค้าความยาว 1 กิโลกว่าๆ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ตั้งแต่ร้านเล็ก ร้านใหญ่ไปจนถึงแผงลอยอาหาร สินค้าหลากชนิด ตั้งแต่กิโมโน ของใช้ ของที่ระลึก และขนมพื้นเมือง ฉันพยายามเดินอย่างใช้สมาธิไม่สนใจสิ่งยั่วยุรอบข้าง ด้วยเหตุที่ว่าจะต้องเก็บตังค์ไว้เผื่อซื้อตั๋วรถไฟอันใหม่
จนกระทั่งมาถึง ประตูกำแพงโฮโซมอน (Hozomon Gate) แปลเป็นไทยคือประตูแห่งคลังมหาสมบัติ ผ่านพ้นประตูนี้ก็เข้าสู่อาณาเขตของวัดอย่างแท้จริง

ฉันเข้าไปไหว้พระอย่างที่เพื่อนญี่ปุ่นฉันสอนไว้
1 . ให้อธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2. โยนเหรียญที่อธิษฐานนั้นลงไปกล่องไม้ด้านหน้า
3 .จากนั้นให้โค้งคำนับ 2 ที ตบมือ 2 ทีและก็โค้งคำนับอีก 1 ที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
คงไม่ต้องบอกว่าอธิษฐานอะไรนอกจาก...ขอให้ตั๋วเจอาร์พาสกลับมาหาลูกเถิด



<


จากวัดโคมใหญ่ ฉันมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟชินชุกุ –โกเอ็นเมะ (Shinjuku - Gyoenmae Station) ฉันมาชินจุกุ ไม่ใช่ว่าฉันเปลี่ยนใจจะมาช้อปปิ้งอย่างที่ใครๆคิดหรอกนะ ฉันมาที่นี่ ก็เพราะมาตามหาความช่วยเหลือต่างหาก
“ ท่ามกลางความโชคร้ายทั้งมวล
หากลองมองให้ดี อาจเห็นหนทางสว่างซ่อนอยู่ ”

ก่อนที่จะมาโตเกียว ด้วยความที่เพื่อนเป็นห่วงว่าฉันจะต้องมาโตเกียวคนเดียว เลยให้นามบัตรพ่อของเขาซึ่งเปิดร้านขายของอยู่ที่ชินจูกุนี่แหล่ะพร้อมย้ำนักย้ำหนาว่าหากมีปัญหาอะไรให้รีบมาหาพ่อเค้าได้เลย
นั่นสิ เมื่อเรามีปัญหาเราก็ควรเข้าหาผู้ใหญ่ จริงมั๊ย ?

ฉันมาตามหาความช่วยเหลือจากคนบนนามบัตรใบนั้น ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันมาหาเค้าทำไม ฉันไม่ได้โทรนัดไว้ก่อนก็ไม่รู้จะเจอไหม รู้แต่ตอนนี้ฉันกำลังทำตามสัญชาติญาณบอก



..................................................................



ฤ สัญชาติญาณจะแกล้งฉันอีกรอบ ฉันเดินวนหาหลงผิดหลงถูกมาตั้งนาน ยังไม่เห็นวี่แววร้านคุณพ่อเลย เห็นหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของผ่านมา (ยังไม่เข็ด) เลยเข้าไปถามทาง พ่อหนุ่มก็ชี้มือชี้ไม้ประกอบการรัวภาษาญี่ปุ่น ฉันพยายามทำความเข้าใจว่า คงให้เดินไปทางนี้ประมาณนี้แหละ(มั้ง)
ในที่สุด ฉันก็เดินมาถูกทาง พนักงานในร้านออกมาเปิดประตูโค้งคำนับต้อนรับพอคุณพ่อเห็นฉันก็รีบออกมาทักทายทันที โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณพ่อ ถึงแม้ฉันไม่รู้จักเค้ามาก่อน แต่ ณ วินาทีนั้นฉันรู้สึกอบอุ่นและโล่งใจขึ้นมาอย่างประหลาด

แต่ช้าก่อน ! อย่าเพิ่งดีใจไป วันนี้มันยังไม่จบง่ายๆหรอก เพราะหลังจากนั้นฉันก็รู้ทันทีว่า
“คุณพ่อ ...พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น”






ผ่านมาได้จวนหมดวัน ฉันลืมไปเลยว่าเมื่อเช้านี้ฉันทุกข์ใจแค่ไหน เพราะตอนนี้ฉันกำลังอยู่บนรถ Mercedes Benz S500 ชมวิวรอบมหานครโตเกียว ไล่ตั้งแต่ ชินชุกุ พระราชวังอิมพีเรียล กินซ่า รอปปองงิ ดินเนอร์สุดหรูที่โรงแรม The New Otani ปิดท้ายด้วยการชมวิวมหานครโตเกียวยามค่ำคืนที่ โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)




... ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าภาษาญี่ปุ่นไม่ได้สร้างปัญหาให้ฉันอีกต่อไป
หากเราใช้หัวใจคุยกัน ….
ก่อนจะหมดวันยุ่งๆวันนี้ไป กลับมาถึงที่พักฉันได้รับข้อความจากมินาโกะที่โทรมาฝากไว้

รู้ไหม ? เค้าโทรมาบอกว่า เค้าเจอตั๋วรถไฟของฉันแล้วล่ะ !!





ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ และทุกคนที่เข้ามาอ่านนะค้า


เรื่องตอนอื่น :
- กิน ดิบ ดิบ (Raw Eat)
- เสียงเรียกจาก Fukuoka ราเม็น (The Sound of Hakata Ramen)
- อาบดิน แช่น้ำร้อน ...เที่ยวบ่อนรกกลับเจอสวรรค์ที่ “ เบ็บปุ ”
( Beppu Hell or Heaven )









 

Create Date : 09 เมษายน 2552    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2552 23:27:57 น.
Counter : 228 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Me and Miles
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอบคุณทุกคนที่แวะมาพัก ในห้องรับแขกของมาย

© All Rights reserved 2009
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในwww.memiles.bloggang.com
Friends' blogs
[Add Me and Miles's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.