Actions speak louder than words. ปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
Group Blog
 
All Blogs
 

น้องเม่นในวันนี้

ห่างหายจากการเขียน blog ไปนานเพราะต้องทำงานกับบริษัทที่ Singapore
หลังจากออกจากงานก็มาทำงานจิตอาสาเพื่อช่วยเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้โดยตรง
มีคำถามจากพี่ ป้า น้า อามาว่าปัจจุบันน้องเม่นเป็นอย่างไร

ปัจจุบันน้องเม่นเป็นหนุ่มน้อยวัย 26 ปี
ทำงานเป็น Assistant Media Planner อยู่ที่บริษัทโฆษณาข้ามชาติแห่งหนึ่ง
พร้อมทั้งเรียน MBA English Program อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาได้ปีนึงแล้ว
ส่วนพี่หมีก็จบปริญญาเอกทางด้านเคมี
จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในเดือนกรกฎาคมนี้
มดยักษ์ก็นเรียนจบปริญญาตรีทางด้าน Industrial Engineer
จาก SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อทางด้าน Financial Engineer
เห็นความสำเร็จของลูกแล้วคนเป็นแม่ก็หายเหนื่อย
คุ้มกับความทุ่มเท และความตั้งใจในการปั้นปฏิมากรรมชิ้นนี้ให้เป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์
ก็มีนิตยสารและสื่อต่างๆติดต่อมาขอสัมภาษณ์
ซึ่งปกติครอบครัวเราไม่ขออกสื่อ
หลายคนถามว่าเพราะอะไร
คำตอบก็คือเราทุกคนไม่ได้เพียบพร้อม 100%
เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้
กรณีของเราอาจใช้ได้กับบางครอบครัวและไม่เหมาะกับหลายครอบครัว

สิ่งที่เราทำได้ก็คือการให้คำปรึกษาส่วนตัว
และการนำทักษะและประสบการณ์ส่วนตัว
โดยใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรง
ทั้งทางด้านการศึกษาและการสื่อสารเพื่อการพัฒนา
มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับสังคม
โดยการจัด Workshop ฟังอย่างไรเมื่อลูกพูด และพูดอย่างไรให้ลูกฟัง
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใจดีแห่งหนึ่ง
จัดสรรงบประมาณมาจัดให้ฟรี

ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไปทำงานรับใช้สังคมโดยตรง
ด้วยการเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวแห่งหนึ่ง
เพื่อใช้ประสบการณ์และความรู้ที่ร่ำเรียนมา
ช่วยเด็กและเยาวชนผู้หลงผิดให้เป็นคนดีคืนสู่สังคม
แน่นอนว่า 80% ของเด็กเหล่านี้
มาจากเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้นั่นเอง
นอกจากนี้ผู้เขียนยังบังอาจไปปรากฏตัวตามเวทีปฏิรูปการศึกษา
เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้
เพื่อให้ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
หันมาทำการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง
ในเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาระบุว่า
เด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
แต่ในความเป็นจริงเด็กๆเหล่านี้ถูกกีดกัน
ถูกเขี่ยให้ออกจากระบบการศึกษา
จากสถิติในปัจจุบันเด็กไทยในชั้นป.1-ป.2
ประมาณ 700,000 - 900,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม 80% ของผู้ติดยาและอาชญากร
มาจากเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้
เพราะเด็กพวกนี้ไม่มีที่ยืนในสังคม
เพราะเด็กพวกนี้ไม่มีครูพิเศษและเชี่ยวชาญดูแล
เพราะด็กพวกนี้ถูกกีดกันจากผู้ปกครองเด็กด้วยกัน
ใครไม่มีลูกเป็นเด็กแบบนี้จะไม่มีวันเข้าใจ
เมื่อระบบการศึกษาไทยวัดกันด้วยเกรด
เด็กพวกนี้จึงโดนเขี่ยออกอย่างช่วยไม่ได้
ถึงเวลาหรือยังที่จะทำการปฏิรูปอย่างจริงจัง




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2558    
Last Update : 8 มิถุนายน 2558 8:21:19 น.
Counter : 941 Pageviews.  

ตอน ได้งานทำ ตอนที่ 2

เม่นบ่นปวดขามาก ต้องกลับมาแช่น้ำร้อนทุกวัน

แม่ก็สงสัยว่าคงเกิดจากรองเท้าที่ใส่

เพราะตั้งแต่กลับจากแคนาดา แม่เคยถามเม่นตอน

ไปสมัครงานว่าเม่นมีรองเท้าใส่รึเปล่า ตอนแรกเม่นบอกว่า

ไม่มี สักพักบอกว่าหาเจอแล้ว แม่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร

เพิ่งมาค้นพบว่ารองเท้าที่เม่นใส่ไปทำงานนั้น

คือรองเท้าหนังสมัยที่เม่นใส่ไปเรียนที่รร.อัสสัมชัญ

แม่เลยต้องหาข้อมูลรองเท้าสำหรับคนที่ใส่ยืนหรือเดินนานๆ

พบว่าคนที่เป็นหมอหรือเป็นไกด์มักใช้รองเท้า ecco เพราะจะออกแบบมา support การใช้งานประเภทนี้

 

ภาระกิจในวันต่อมาคือการลากเม่นไปซื้อรองเท้าโดยด่วน

ซึ่งเม่นใส่แล้ว ยิ้มแฉ่งบอกว่าหายปวดแล้วครับ  

 

แม่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่ๆที่ร้านถึงรักเม่น

โดยเฉพาะพี่พรที่เป็นแม่บ้าน เม่นทำงานทุกอย่าง

ที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นรับ order เสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

หาซ่อม มีด หลอด กระดาษเช็ดปากให้ลูกค้า

หรือแม้กระทั่งเก็บกวาดโต๊ะ และล้างแก้ว

เม่นบอกว่าคนเยอะมากพี่พรทำคนเดียวไม่ไหว

แม้กระทั่งเวลากลับบ้านตอนเลิกงาน

เม่นก็ยกมือไหว้พี่ๆทุกคนในร้านรวมถึงพี่พร

แม่ดีใจที่ลูกเป็นเด็กน่ารัก มีสัมมาคารวะ

เพื่อนๆที่ถามแม่ว่าทำไมให้ลูกไปทำงานนี้

แม่มักจะตอบว่าก็ฉันไม่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นไฮโซ

แม่เกลียดคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ และแม่มักจะสอนลูกทุกคน

ว่าเวลาทำงานต้องทำตัวให้น่ารัก อย่าสร้างศัตรู

และต้องรู้จักสังเกต แม่มักจะยกตัวอย่างคำถาม

เรื่องหมาออกลูกกี่ตัว มาสอนลูกว่า ถ้าเจอคำถามแบบนี้

ต้องตอบได้ในครั้งเดียว ไม่ใช่แค่เพียงตอบได้ว่ากี่ตัว

แต่ต้องรู้ว่าเป็นตัวผู้กี่ตัว ตัวเมียกี่ตัว สีอะไรบ้าง เป็นต้น

แม่ดีใจที่เม่นได้งาน ถึงแม้จะไม่ใช่บริษัทใหญ่โต

แต่เม่นก็ฉายแววเป็น rising star ได้ง่ายในบริษัทนี้

นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการเรียนรู้รสชาดของชีวิต

ก้าวต่อไปของเม่นจะเป็นอย่างไร ก็มีทั้ง พ่อ แม่

และทุกคนในครอบครัวคอยเอาใจช่วยและเคียงข้างตลอดเวลา

สู้ต่อไปทาเกชิ!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2555    
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 10:52:58 น.
Counter : 577 Pageviews.  

ตอน ได้งานทำ ตอนที่ 1

ตอนได้งานทำ สืบเนื่องจากความเดิมของตอนที่แล้ว

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=mae-nong-men เม่นใช้เวลา 1 เดือน กับ 10วัน ในการหางานทำ

เพื่อสานฝันในการเข้าวงการ FMCG แต่เม่นก็เจออุปสรรคมากมายในการสมัครงาน

เริ่มตั้งแต่เกรดอันน้อยนิดแค่ 2.4 ไหนจะประสบการณ์การทำงานที่เป็นศูนย์

และการเริ่มสมัครงานในช่วงที่แต่ละบริษัท

กำลังหมกมุ่นกับการทำ Budget โดยเฉพาะคนที่ทำงาน

มักจะรอโบนัสปลายปี กว่าจะขยับขยายย้ายงาน

ก็คงต้องเป็นต้นปีหน้า

เมื่อเข้าไปดูคุณสมบัติของบริษัทชั้นนำ

ก็ล้วนแต่ต้องการ candidates ที่จบป.โท

และมีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป

ทำให้เม่นต้องมาเริ่มตั้งต้นใหม่

เพื่อนแม่หลายคนก็เปิดโอกาสให้เม่นเข้าทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นด้าน Magazine, Training & Workshop หรือแม้กระทั่งบริษัทของน้าหน่า น้องสาวแม่

แต่เม่นก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานฝันในวงการ FMCG ต่อไป

แม่ชอบพาเม่นกับมดไปนั่งกินกาแฟและ Bagel ที่ au bon pain ทุกเช้าวันอาทิตย์ก่อนที่เรา

จะรวมตัวกันไปนวดตัวที่ Health Land แม่เห็นประกาศของทางร้านให้ walk-in interview ก็ชี้ให้เม่นดู เม่นทำการบันทึกเบอร์แล้วโทรไปสมัคร

เค้านัดไปสัมภาษณ์ที่เซ็นทรัลบางนา

แล้วนัดใหไปสัมภาษณ์ต่อในวันรุ่งขึ้น

ที่สำนักงานใหญ๋ สรุปว่าเค้าขอให้ลอง

ไปทำงานที่ พารากอน 1วันถ้าทำไหว

ก็จะรับเข้าทำงานเลย

แม่เริ่มกังวลเพราะรู้ว่าการยืน 8 ชม.ต่อวัน

สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อนนั้น บางคนถึงกับจับไข้

แต่เม่นก็จะขอไปลอง ปรากฏว่าก่อนไปเริ่มงาน 2วัน เม่นท้องเสียอย่างแรงถึงกับบอกว่าจะขอโทรไปเลื่อน เพราะกลัวไม่ไหว แต่แม่กับพ่อไม่เห็นด้วย แม่บอกเม่นว่าตัวแม่เองไม่เคยลาป่วย ถ้าไม่ได้นอนในรพ.แปลว่าต้องไปไหว แล้วก็ซื้อยาให้เม่นกิน และบอกว่าต้องไป ถ้าไม่ไหวจริงๆค่อยว่ากัน พ่อสำทับว่า เป็นลูกผู้ชายห้ามใจเสาะ เจอไม้นี้เข้าเม่นเลยจ๋อย ด้วยความกังวลของแม่ ทำให้ต้องไปแอบดูเม่นตอนพักเที่ยง เหมือนสมัยเม่นอยู่ชั้นอนุบาลเลยเนอะ แม่กับเม่นทำเป็นไม่รู้จักกัน แม่ก็เข้าไปซื้อกาแฟ แลัวก็กลับ ที่จริงตั้งใจเอายาไปให้เม่น แต่ด้วยความตื่นเต้นเลยลืม เม่นเล่าให้ฟัง ว่าสนุกมาก เจอฝรั่งเยอะมากได้ใช้ภาษาทั้งวัน ได้เห็นผู้คนมากมาย เม่นก็ตั้งใจบริการอย่างเต็มที่ วันแรกผ่านไป ทางร้านขอตัวเม่นไว้ที่สาขานี้เลย พี่ๆชอบเม่นมาก HR บอกว่า “ตอนแรกคิดว่า จะฝึกงานให้น้อง กลายเป็นว่าน้องมาช่วยงานพวกเรา” เพื่อนแม่หลายคนเห็นแม่โพสรูปเม่น

ที่แม่ตั้งฉายาว่า My Coffee Prince ใน Facebook หลายคนเข้ามาแสดงความยินดี หลายคนสงสัยว่า

ทำไมแม่กับพ่อถึงให้เม่นไปทำงานนี้

พ่อบอกว่าถ้าอยากจะเป็นนายคนก็ต้องเริ่มจากเบ๊

ส่วนแม่บอกเม่นว่าทีพวกไฮโซไปเสิร์ฟอาหารเมืองนอก

กลับมาคุยดูโก้เก๋ ถ้าเม่นยังเรียนต่อที่แคนาดา

ก็คงไม่พ้นงานเสิร์ฟอาหาร อยู่ที่นี่เม่นได้เป็นถึง

Manager โก้จะตายในสายตาแม่ และถ้าเม่นผ่าน

บททดสอบนี้ไปได้ ต่อไปเจออะไรก็ง่ายเหมือนปลอกกล้วย เพื่อนแม่ที่เป็นเจ้าของบริษัทที่ทำ Training เกี่ยวกับ

การสร้าง Imageและ การอ่าน Body Language ได้มาขอเม่นไปทำงานด้วยโดยสามารถทำจากบ้านได้

และแม่ก็เพิ่งทราบว่าสามีของเพื่อนแม่คนนี้

ยังเป็นเจ้าของบริษัท Burda ที่ผลิต Hello Magazine ช่างบังเอิญจริงๆ ไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบปี

เพื่อนแม่ก็เสนองานให้เม่นทั้งสองแห่ง

แต่พ่อมีความเห็นว่าถ้าเม่นมุ่งมั่นที่จะเข้าวงการ

FMCG ก็ไม่ควรไป เพราะถ้าไปแล้วเกิดได้งานที่ชอบ

ต้องลาออกเกรงใจเค้าเปล่าๆ  อีกอย่างถ้าทำที่

Au bon pain ซึ่งเป็นสาย QSR ก็สามารถที่จะเอา

ประสบการณ์ที่มีอยู่ไปต่อยอดได้ เม่นก็เลยทำที่นี่ต่อไป

ด้วยใจรักในวัฒนธรรมขององค์กร และความมุ่งมั่นส่วนตัว

แม่แอบไปดูเม่นทำงานบ่อยจนพ่อแซวว่า

นี่ถ้าเม่นได้ทำงานที่ Shell เหมือนพ่อ

แม่คงแวะเติมน้ำมันทุกวัน  ก็คนมันเห่อลูกทำไงได้

กิจวัตรของบ้านเราเปลี่ยนไป วันไหนที่พี่หมีสอนหนังสือ

แล้วเลิกทุ่มนึง แม่กับพี่หมีก็จะมารอรับเม่นที่ร้าน

เพื่อนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านพร้อมกัน โดยมีพ่อขับรถ

มารอรับที่โลตัสหน้าบ้าน คุณย่าและพ่อ

ก็รอกินข้าวเย็นซึ่งเปลี่ยนเวลาจาก 6 โมงเย็น

 

เลื่อนมาเป็นทุ่มครึ่ง น้องหมาก็เริ่มเหงาหงอย

เพราะกว่าจะมีคนกลับบ้านให้ดีใจก็มืดแล้ว

 




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2555    
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 10:56:39 น.
Counter : 1311 Pageviews.  

การเดินทางของน้องเม่น ตอน หางานทำ

การเดินทางของน้องเม่น

//topicstock.pantip.com/family/topicstock/2012/06/N12267033/N12267033.html

สืบเนื่องจากกระทู้ข้างบน ในที่สุดเม่นก็ตัดสินใจกลับบ้านเพื่อมาหางานทำ

แล้วค่อยดูๆไปว่าจะเอายังไงต่อ พ่อกับแม่ดีใจที่เม่นกลับมาทำให้บ้านมีชีวิตขึ้นเป็นกอง

ลูกๆยังเป็นเหมือนสมัยเด็ก วันไหนที่มดกลับบ้านก็จะมาปูผ้านอนเรียงกันเป็นตับ

อยู่หน้าเตียงแม่ เราดูหนังด้วยกัน ซื้อ KFC มานั่งกินกันหน้าทีวี มีหมา 4ตัวรายล้อม

ทำให้รู้สึกว่าลูกยังไม่โตกันเลย คนที่ดีใจกมาที่สุดน่าจะเป็นคุณย่า

ที่คอยทำของโปรดให้หลานกินทุกวัน น้องหมาก็ดีใจจนฉี่ราด

เพราะเค้าคงคิดถึงจากกันไปนาน

ตอนแรกแม่กังวลว่าเม่นจะคิดมากรึเปล่า

ที่ไม่ได้เรียนต่อ แต่เม่นก็ยังคงเป็นเม่นคนเดิมที่มองโลกในแง่ดีตลอดเวลา

เม่นเริ่มทำ CV ส่งใบสมัครไปตามบริษัท FMCG เกือบจะทั่วฟ้าเมืองไทย

เพราะสมัยนี้เค้าไม่ให้ walk in เข้าไปสมัคร ต้องสมัครผ่าน internet เท่านั้น

1 เดือนผ่านไปไม่มีที่ไหนตอบรับเลย เพื่อนแม่ก็ปลอบว่าคงเป็นช่วงทำ budget แมเริ่มเครียด ถึงกับซื้อแห้วมากินประชดซะงั้น

ด้วยหน้าที่การงานของแม่

ทำให้แม่ไม่สามารถฝาก CV ลูกกับใครได้เลย เพราะจะดูเป็นว่า

ใช้หน้าที่การงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และอีกประการหนึ่ง

หน้าที่ของแม่ต้องรักษาความลับของ candidates ทุกท่าน

โชคดีที่พี่ ป้า น้าอา รอบตัวที่รู้จักเม่นและแม่สมัยที่เคยทำงานมาด้วยกัน

บางคนเห็นเม่นมาตั้งแต่เด็กด้วยซ้ำ ผู้มีอุปการะคุณเหล่านี้ได้ช่วยกระจาย

CV ของเม่นไปยังบริษัท FMCG ที่มี connection อยู่ แม่ได้แต่หวังว่า

Network เหล่านี้คงช่วยให้เม่นได้ถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์บ้าง

แม่ก็ดีใจแล้ว เม่นขำแม่ทุกวันที่แม่เซ้าซี้ถามว่ามีบริษัทไหน

ติดต่อเข้ามารึยัง เม่นเลยบอกว่าเอางี้แล้วกันถ้ามีใครติดต่อมา

เม่นจะบอกแม่ทันทีเลย คงเบื่อที่แม่ถามอยู่ได้เนอะ

ตอนนี้ขอแค่เม่นได้งานทำก็พอ เพื่อที่ 3ปีต่อจากนี้

เม่นจะได้มีประสพการณ์พอที่จะยื่นใบสมัครเข้าเรียนต่อป.โท

และทำงานไปเรียนไป ส่วนความฝันที่จะเข้า management traineeนั้น

แม่ว่าคงยากเพราะเค้ารับแต่เด็กเกรดสูงๆ และจบยูดังๆทั้งนั้น

อย่างที่บอกชีวิตเม่น ไม่เคยมีอะไรได้มาง่ายๆเลยจริงมั้ย

แต่มองในแง่ดี อะไรที่ได้มาด้วยความพยายาม เม่นจะรู้ซึ้ง

ถึงคุณค่าและเก็บรักษาอย่างดีที่สุด

แม่อยากจะบอกว่าลูกของแม่อาจะเกรดไม่สูง

แต่แม่มั่นใจว่าEQ สูงแน่นอน  แถมทัศนคติในการมองโลก

และน้ำใจที่รู้จักการให้ที่มีอยู่ในตัวเม่นนั้น ไม่สามารถวัด

ด้วยเกรดหรือคะแนนใดๆได้ ต้องสัมผัสด้วยใจเท่านั้น

แม่ก็ได้แต่หวังว่าสักวันคงมีคนมองเห็นคุณสมบัติเฉพาะตัว

ที่ไม่มีบนใบ transcript เมื่อถึงวันนั้นลูกของแม่คงได้งานทำอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 14 กันยายน 2555    
Last Update : 14 กันยายน 2555 8:31:58 น.
Counter : 1388 Pageviews.  

ความคืบหน้าของน้องเม่น อดีตเด็กสมาธิสั้น และบกพร่องทางการเรียนรู้

สืบเนื่องจากกระทู้นี้

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=mae-nong-men&date=02-02-2012&group=1&gblog=12

เกือบสองปีที่แม่ปล่อยให้เม่นไปผจญภัยคนเดียวที่แคนาดา

เม่นใช้เวลา 8 เดือนในการเรียนภาษาเพื่อเตรียมสอบ IELTS

และแม่ก็ภูมิใจมากที่เม่นทำคะแนนได้ถึง 7.5

 เม่นไม่สามารถเรียนต่อที่ Ryerson ได้

เพราะขาดประสพการณ์ทำงานและต้องใช้คะแนน GMAT

 ซึ่งเม่นบอกแม่ว่าคงต้องใช้เวลานานกว่าจะสอบได้

ในขณะเดียวกันเม่นก็ยื่นเอกสารที่ Brocks University

ทางมหาวิทยาลัยตอบรับโดยมีข้อแม้ว่าต้องเรียน CAS Course ให้ผ่าน

เม่นพยายามอย่างสุดความสามารถ ตามศักยภาพที่มีอยู่

แต่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนธรรมดามากมายนัก

ถึงแม้เม่นจะพยายามแค่ไหนแต่เม่นก็ยังคงเป็นเม่นคนเดิม

ที่ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ  คะแนนเม่นขาดไปแค่ 2 คะแนน

ซึ่งแม่เคยบอกเม่นแล้วว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรอย่าได้แคร์

เพราะเม่นมาไกลเกินฝันมากมายแล้ว

จงเก็บเกี่ยวปัจจุบันซึ่งเป็นกำไรชีวิตของเม่นให้ได้มากที่สุด

เม่นขอเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์แนะนำให้เรียนซ้ำ

เม่นเริ่มคิดหนัก โทรมาปรึกษาแม่ 

แม่บอกเม่นว่าปัจจุบันมีอยู่ 2 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 ซึ่งเป็นทางเลือกที่เม่นไปขวนขวายหามา

คือเม่นจะลงเรียนคอร์สสั้นๆที่ Gorge Brown, Toronto

เกี่ยวกับInternational Business Management

เป็นเวลา 8 เดือน ระหว่างเรียนเม่นจะทำงานร้านอาหาร

เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ หลังจากเรียนจบ

ทางมหาวิทยาลัยมี Career Center จัดหางานให้

และได้วีซ่าทำงานต่อ 1 ปี มีรายได้ปีละ 45,000 เหรียญ

เม่นก็จะเก็บเงินและสอบ GMAT เพื่อเข้าเรียนต่อ MBA

ทางเลือกนี้เม่นคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี

โดยพ่อแนะนำว่าให้คำนึงถึง Career Path

ที่จะมาทำงานต่อในเมืองไทยในอนาคต

และรายได้ดังกล่าวอาจต้องเสีย Tax เป็นจำนวนมาก

ให้คำนวนดูว่าคุ้มมั้ย

ทางเลือกที่ 2

น้าหน่าต้องการให้เม่นมาช่วยงานด้านต่างประเทศของบริษัท

โดยจะให้เงินเดือนตามที่เม่นต้องการ

และเม่นจะทำงานไปเรียนไปก็ได้จนกว่าจะเรียนจบ

หรือเม่นจะทำงานช่วยน้าหน่าไป

จนกว่าจะได้งานเป็น Management Trainee

ที่บริษัท FMCG เช่น Unilever, P&G, Nestle, J&J,  etc (ตามที่แม่ใฝ่ฝัน)  

หลังจากนั้นค่อยเก็บเงินไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ที่เม่นอยากจะไป

เพราะตอนนี้เม่นก็ได้ภาษาที่แข็งแรงกว่าเดิม

เพียงพอที่จะดำเนินชีวิตในการทำงานได้แล้ว

แม่บอกเม่นว่าชีวิตเป็นของเม่นให้เม่นเลือกทางเดินเอาเอง

จะได้ไม่ต้องมาเสียดายภายหลัง

ไม่ว่าเม่นจะเลือกทางเดินไหน

พ่อกับแม่ก็พร้อมจะสนับสนุนเม่น

นั่นคือหน้าที่ของพ่อกับแม่ที่ต้องส่งเม่นให้ถึงฝั่ง

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2555    
Last Update : 9 กันยายน 2555 16:57:04 น.
Counter : 2425 Pageviews.  

1  2  

แม่น้องเม่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่น้องเม่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.