Actions speak louder than words. ปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
Group Blog
 
All Blogs
 

เป็นทั้ง "ครู" และ "แม่ค้า" ได้มั้ยเอ่ย

จุดเริ่มต้นของการเป็นครู

เพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมาชวนให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง CRM เพื่อให้นศ.ได้ฟังจากผู้มีประสบการณ์ตรงบ้าง

เตรียมการสอนไปอย่างดีและแน่นเอียด ต้องการยัดเยียดเด็กสุดฤทธิ์ บวกกับความตั้งใจเต็มร้อย ทำให้สอนด้วยความมันส์ในอารมณ์ (ไม่รู้นศ.มันส์ด้วยรึป่าว) และเพิ่งค้นพบความสุขใจชนิดใหม่ คือ การภูมิใจเล็กๆที่ได้มีส่วนใน"การสร้างคน"นั่นเอง

ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า "อาจารย์" เลยเพราะรู้สึกอาจเอื้อมเกินไป ขออนุญาตเรียกตัวเองว่า "ครู" ดีกว่า จังหวะพอดีกับที่อีกมหาวิทยาลัยขาดอาจารย์สอนวิชา IMC เลยมีผู้ให้โอกาสอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต้องสอนทั้งเทอม สัปดาห์ละ 2 วัน วันละชั่วโมงครึ่ง ขับรถไปไกลแสนไกล แต่รู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก

พอถึงหัวข้อเรื่องการสร้างแบรนด์ได้บอกเด็กว่าตัวเราก็สามารถสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองได้ ว่าอยากเป็น "นางสาวรัดติ้ว" หรือ "นางสาวเรียบร้อย" พร้อมทั้งยกคุณสมบัติของแบรนด์ตั้งแต่ attribute, benefit, value และ personality นศ.เริ่มเห็นภาพ และมาทักในชม.ถัดไปว่า "อาจารย์คอยดูนะ หนูกำลังสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง และหนูจะเอาเอ วิชานี้ให้ได้"

แค่เปลี่ยนความคิดของ "นางสาวรัดติ้ว" มา rebranding เป็น "นางสาวเจี๋ยมเจี้ยม" ได้หนึ่งคนก็คิดว่าดีใจที่สุดแล้ว จะไกลแค่ไหนก็จะขอสอนจนสุดความสามารถ สร้างลูกตัวเองมาได้แล้ว ตอไปนี้จะอุทิศตัวปั้นลูกให้คนอื่นบ้าง

ขอเป็นแค่อณูเล็กๆแค่ขี้ผง มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมนี้
ขอแค่มีความตั้งใจ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็จะไม่ยอท้อ
ตอนนี้ได้เติมเต็มชีวิตจนเต็มที่แล้ว
ถึงร้านเปิดไปเป็น ไแม่ค้า"
ก็จะสละเวลามาเป็น "ครู" สัปดาห์ละ 2 วันต่อไป
จนกว่าเค้าจะเลิกจ้าง เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ






 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 20:40:52 น.
Counter : 353 Pageviews.  

จากมนุษย์เงินเดือนมาเป็นแม่ค้า

ตัดสินใจอยู่นานว่าจะลาออกจากงานประจำที่เงินเดือนค่อนข้างสูงดีหรือไม่
ลึกๆแล้วเสียดายงาน เสียดายเงิน เสียดายโอกาสในการพบปะผู้คนในวงการต่างๆ

แต่เมื่อประสบอุบัติเหตุรถชนจนหมดสติ พอฟื้นขึ้นมา
ก็คิดได้ว่าโชคดีนะที่ยังไม่ตาย เพราะมีอะไรอีกหลายอย่างในชีวิต
ที่ตั้งใจจะทำแล้วยังไม่ได้ทำเต็มตัว เนื่องจากเป็นลูกจ้างเค้าอยู่
เงินเดือนสูงก็มาพร้อมกับตำแหน่งที่แบกรับหนักอึ้ง
รวมถึงความคาดหวังของนายจ้าง เราเองก็เอาเปรียบใครไม่เป็นซะด้วย

เมื่อรักษาตัวจนหายพบว่า สภาพร่างกายอ่อนแอกว่าเดิม
บวกกับอายุที่ใกล้จะ 50 ขวบอยู่รอมร่อ
ตรากตรำทั้งเรื่องงานเรื่องลูกมานานนัก
จะพักก็ไม่ได้ ทำงานให้เค้าต่อไปก็ไม่คุ้มกับค่าจ้างที่เค้าจ่าย
เนื่องจากร่างกายเริ่มอ่อนเพลียง่าย ทำงานดึกดื่นเหมือนเดิมไม่ไหว
ทำไงดีล่ะคิดมากจัง มรดกก็ไม่มี
3 หนุ่มก็ยังต้องเรียนอีกไกล
บ้านก็ต้องผ่อน หนักใจจังวุ้ย

กลับมาตั้งสติเป็นไงเป็นกันยื่นใบลาออกก่อน
เพราะเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบใคร
แม้แต่พักร้อนก็ไม่ได้ใช้ ช่วยเค้าจนวันสุดท้าย
กลับบ้านเกือบ 2 ทุ่ม รู้สึกเป็นอิสระแย้ว

มาเริ่มต้นคิดว่าจะทำอะไรดี
แล้วเริ่มทำการ Survey ตลาด
โชคดีที่มีเพื่อนเป็นเจ้าของโรงงาน OEM
ต้องการสร้าง Brand เราเองก็ทำด้าน
Brand Name และ Retail บวกกับประสบการณ์
ด้านการขายและการตลาดกว่า 20 ปี
เลยคิดว่าน่าจะทำได้

ว่าแล้วก็เริ่ม Present Concept ของเรา
เพื่อขอพื้นที่ห้าง มีห้างนึงให้โอกาสเรา
เริ่มมาทำ P&L ว่าจะไปรอดหรือไม่
ดูแล้วตัวเลขไม่น่าเกลียด
ว่าแล้วก็ทำการออกแบบร้าน
เพื่อทำภาพ Perspective นำเสนอ
ถ้าผ่านก็ได้เซ็นต์สัญญาเช่าพื้นที่แน่นอน

เพื่อนๆช่วยเป็นกำลังใจให้แม่ค้าหน้าใหม่คนนี้ด้วยนะค้า
รอดูผลจากห้างแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ
ขอบอกว่างานนี้สู้ตาย ถ้าได้พื้นที่เมื่อไหร่
3หนุ่มคงมีงานพิเศษทำเพื่อหารายได้แน่ๆ




 

Create Date : 06 กันยายน 2550    
Last Update : 6 กันยายน 2550 7:40:58 น.
Counter : 744 Pageviews.  

เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจ

เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจ

เรามักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วย “ความคาดหวัง”บ่นเสมอว่า “ลูกไม่ได้ดั่งใจ” เมื่อความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ถามตัวเองสักนิดว่า เราเลี้ยงลูกแบบไหน ตามใจไปรึเปล่า อบรมสั่งสอนเพียงพอมั้ย หรือว่ามีหน้าที่หาเงินให้ลูกใช้ ขับรถรับส่งลูก หาที่เรียนพิเศษให้ แล้วใช้ความคาดหวังของเราเป็นตัวตั้ง เอาผลการเรียนของลูกเป็นคำตอบสุดท้าย ถ้าคุณเลี้ยงลูกแบบนี้ลูกก็อาจจะบ่นอยู่ในใจเหมือนกันว่า “พ่อแม่ไม่ได้ดั่งใจหนู” เพราะคุณกำลังเอาตัวเองเป็นตัวตั้งโดยไม่คิดว่าลูกนั้นมีความเป็นตัวตน มีความคิดเป็นของเค้าเอง เด็กยิ่งโตเท่าไหร่ก็มีความเป็นตัวตนสูงเท่านั้น หน้าที่ของคนที่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนั้นต้องประกอบด้วยการอบรมสั่งสอนและดูแลให้เค้ามีความสุขตามอัตภาพเข้าไปด้วย นั่นคือหน้าที่ที่แท้จริง

การเลี้ยงดูนั้นต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ ความใกล้ชิด และความผูกพันอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากยิ่งนัก ผู้เขียนเองก็ทำได้ไม่มากในตอนแรกต้องค่อยๆปรับวันละนิดให้เกิดความเคยชิน จากคะแนนเต็ม 100 ยอมรับว่าเริ่มต้นให้คะแนนตัวเองแค่ 20 เอง และก็หาข้ออ้างต่างๆนานาว่าที่เราทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจากเหนื่อย ต้องทำงานนอกบ้าน ต้องทำงานบ้าน ต้องมีภาระเลี้ยงลูก ทำให้เกิดความเครียด ต้องการเวลาพักผ่อนฯลฯ สาระพัดข้ออ้างและข้อแก้ตัวที่จะใช้ปลอบใจตัวเองว่าที่ทำได้แค่นี้เพราะอะไร แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นถ้าลองไตร่ตรองดีๆจะพบว่าเป็นข้ออ้างที่เราอ้างขึ้นมาเพื่อปลอบใจตัวเองโดยเอาความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสุขส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เมื่อเวลาผ่านไปแล้วพบว่า “ลูกไม่ได้ดั่งใจ” ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก ได้แต่มานั่งถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราทำหน้าที่ “ดีที่สุด”หรือยัง ลองทำใจเป็นกลางวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล จะได้คำตอบเองว่าเพราะอะไรลูกถึง “ไม่ได้ดั่งใจ”

หลายครอบครัวที่ลูกชอบเรียนแผนกศิลป์ แต่พ่อแม่อยากให้เรียนวิทย์ ในเมื่อลูกไม่อยากเป็นแพทย์หรือวิศวะก็ไม่เข้าใจว่าจะให้ลูกไปเรียนวิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ เพื่ออะไร ลองนึกย้อนวัยดูสิว่าช่วงไหนของชีวิตที่เรามีความสุขมากที่สุด ก็คือช่วงวัยรุ่นนี่แหละที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นช่วงที่สนุกสุดๆ เป็นช่วงที่เพื่อนมีอิทธิพลมากมายกับชีวิต เป็นช่วงที่ต้องลุ้นผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดชะตากรรมในอนาคต ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใกล้ชิดลูกไม่พอ สิ่งแวดล้อมและคนใกล้ชิดจะมีปัจจัยอย่างยิ่งในการเปลี่ยนชีวิตพวกเค้า หลายคนคบเพื่อนดีก็ดีไป แต่หลายคนที่หลงผิดและหาทางกลับไม่ได้

อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ว่าทำไมเราไม่ตั้งโจทย์ใหม่ว่า “ทำอย่างไรให้เราได้ดั่งใจลูก” จะดีกว่ามั้ย เป็นการวิเคราะห์ทั้งตัวเองและความต้องการของลูกเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันว่าโจทย์ที่ตั้งไว้นั้นถูกใจทั้งสองฝ่ายหรือไม่ มีความเข้าใจตรงกันหรือเปล่า มีความต้องการสอดคล้องกันและพร้อมที่จะจับมือเพื่อเดินไปในเส้นทางเดียวกัน มิใช่ปล่อยให้เส้นทางที่จะเดินเป็นเส้นทางคู่ขานอีกต่อไป เมื่อทำอย่างนี้แล้วคงจะหาคำตอบที่ “ได้ดั่งใจ” ทั้งสองฝ่ายนั่นเอง








 

Create Date : 06 สิงหาคม 2550    
Last Update : 6 สิงหาคม 2550 13:14:16 น.
Counter : 422 Pageviews.  

การเลือกโรงเรียนให้ลูก

การเลือกโรงเรียนให้ลูก

การจะหาโรงเรียนให้ลูกเรียน ควรจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
1. ค่าเทอม (ต้องอยู่ในกำลังที่พอส่งได้ และคิดไกลถึงระยะเวลา 12 ปีขึ้นไป)
2. ระยะทาง (ไม่ไกลจนเกินไปและทำให้ลูกต้องเป็นทุกข์ในการเดินทาง)
3. สิ่งแวดล้อม (เพื่อนสภาพแวดล้อม ความปลอดภัยในรร.)
4. หลักสูตรและ วิธีการสอน (ดูว่าเหมาะกับลูกเราหรือไม่ และเด็กมีความสุขในการเรียนหรือเปล่า)

การศึกษาทางเลือกในบ้านเรานั้น มีแนวทางอยู่ไม่มากนัก ที่ฮิตมากๆก็ได้แก่ แนวสาธิต แนวคาทอลิค แนวอินเตอร์ หรือแนวสองภาษา ปัจจุบัน พ่อ แม่ เริ่มตื่นตัวและเลือกเฟ้นรร.ให้ลูกอย่างจริงจัง ซึ่งแต่ละแนวก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่พ่อแม่บางกลุ่มก็เห็นว่ารร.ที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์ที่พวกเขาต้องการ จึงเป็นที่มาของรร.ทางเลือกแนวใหม่ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูล และแนววอลดอร์ฟ

"โฮมสคูล" (โรงเรียนบ้าน) ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก และกระแสแนวคิดยุคใหม่ของบรรดาพ่อแม่ ผู้ปกครองยุคโลกไร้พรมแดนเวลานี้ กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ต่อสังคมไทย ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 นั่นคือการทำบ้านให้เป็นโรงเรียน ถือเป็นการศึกษาทางเลือกที่กำลังจะเฟื่องฟูในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะทำให้หลายครอบ ครัวหันกลับมาใส่ใจบุตรหลานอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง พวกเขาเหล่านี้มีความต้องการไม่เหมือนคนอื่น สรุปได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พ่อแม่มีหลักการและอุดมการณ์ความเห็นต่างไปจากระบบการศึกษาในโรงเรียน ไม่อยากเห็นการแข่งขัน และอาจจะมีเรื่องความไม่มั่นใจคุณภาพการศึกษาร่วมด้วย กลุ่มที่ลูกไม่ชอบโรงเรียนไปแล้วร้องไห้ ผู้ปกครองคิดว่าสอนเองดีกว่า และกลุ่มสุดท้าย ลูกมีคุณสมบัติเป็นพิเศษ เป็นเด็กอัจฉริยะ เรียนไม่เหมือนคนอื่น หรือเป็นเด็กพิเศษประเภทสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ ออทิสติก เวลาเรียนแล้วมีปัญหา

ส่วนการศึกษาแนววอลดอร์ฟของรูดอล์ฟ สไตเนอร์นั้น เป็นเกิดจากการศึกษาของนายแพทย์ พร พันธุ์โอสถ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปัญโญทัย ที่ไปทำการศึกษาแนวนี้ในสถาบันของวอลดอร์ฟที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 3 ปี วอลดอร์ฟ เห็นว่า การศึกษาไม่ได้เป็นเรื่องของการลงทุนทางธุรกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแสวงหากำไร แต่เป็นการสร้างคน โดยมองว่าการศึกษาจะต้องพัฒนาคนในทุกมิติ คือ ทั้งมิติทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ

พ่อ แม่ในปัจจุบันจึงมีแนวทางในการเลือกรร.ให้ลูกมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงความชอบของลูกด้วยไม่ใช่ยึดตามความคิดของตนเองโดยไม่สอบถามความสมัครใจของผู้เรียน เข้าทำนองถูกใจเราแต่ไม่ตรงใจลูก




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2550    
Last Update : 6 สิงหาคม 2550 13:16:52 น.
Counter : 11343 Pageviews.  

มนุษย์เงินเดือนกับการเลี้ยงลูก

มนุษย์เงินเดือนกับการเลี้ยงลูก

เจอคำถามจาก “มนุษย์เงินเดือน” มากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกวัยเรียน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กว่าทำอย่างไรเมื่อลูกไปรร.ในขณะที่เราในฐานะมนุษย์เงินเดือนก็ต้องเลิกงาน 5 โมงกว่า ลูกของเราต้องจะทำอย่างไรในเวลา 2-3 ชม.หลังเลิกเรียน จากประสบการณ์ตรงในฐานะเป็นมนุษย์เงินเดือนแถมไม่มีมรดกหรือพ่อแม่อุปถัมภ์ ต้องก่อร่างสร้างตัวจากศูนย์แถมยังมีลูกเร็วอีกต่างหาก ยอมรับว่าเหนื่อยแทบขาดใจเนื่องจากไม่มีญาติพี่น้องเป็นตัวช่วยเลย ชีวิตจะเริ่มต้นแต่เช้ามืดควักลูกจากที่นอนจับอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปหลับต่อในรถ ถึงรร.เช้าหน่อยหาอาหารเช้ารับประทานแถวรร. ต้องเลือกรร.ใกล้ที่ทำงานเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกมากหน่อย หรือบางครั้งลูกมีปัญหาที่รร.จะได้มีเวลาพบคุณครูประจำชั้น เมื่อใกล้เวลาทำงานก็รีบเผ่น ตอนเย็นลูกจะเลิกประมาณ 3 โมงสำหรับเด็กเล็ก ก็มีหลายวิธีนะคะ ตั้งแต่ให้นั่งรถรร.มาที่ทำงาน (ถ้านายใจดีและเข้าใจ) มานั่งทำการบ้านรอเวลากลับพร้อมกัน หรือให้เรียนพิเศษสอนการบ้านที่รร.เลย กลับบ้านจะได้พักผ่อนเต็มที่ ของผู้เขียนเองเนื่องจากรร.ไม่มีนโยบายรับสอนพิเศษต้องใช้วิธีฝากไว้กับภรรยาภารโรงค่ะ โดยเค้าสงสารเลยรับดูแลให้

เวลาลูกไม่สบายเราสองคนสามีภรรยาต้องเก็บพักร้อนไว้สำหรับลูกอย่างเดียวเท่านั้นคือผลัดกันลาพักร้อนเพื่อดูแลลูก เชื่อหรือไม่ว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราไม่เคยลากิจหรือลาป่วยเลย ชีวิตนี้ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้จนกว่าลูกจะโต หน้าที่ของการเป็นพ่อเป็นแม่นั้นเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ต้องพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกจริงๆ ใครไม่พร้อมก็อย่ามีดีกว่า เพราะการทำให้เค้าเกิดมาต้องมาพร้อมกับคำว่า “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ไปตลอดชีวิตของเรา ต้องเตรียมทั้งแรงกายที่จะทุ่มเทในการหาเงิน เก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของเค้าอย่างน้อยก็ 20 ปีกว่าจะเรียนจบหรือหาเลี้ยงตัวเองได้ ต้องเตรียมแรงใจในการอบรมสั่งสอนให้เค้าเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม เราไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนเก่งแต่เน้นให้ลูกเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า เน้นให้ลูกมีความสุขกับการดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องไปแข่งขันกับใครนอกจากตัวเอง เน้นให้ลูกรู้จัก“การรับ”และ “การให้”ตลอดจน “การแบ่งปัน” เน้นให้ลูกไม่ประมาทกับชีวิต เน้นให้เค้าทำวันนี้ให้ดีที่สุดและดีกว่าเมื่อวาน

อยากจะให้กำลังใจพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเช่นเดียวกับเราสองคนว่าไม่ยากหรอกค่ะในการฟันฝ่า เพราะเราทั้งคู่ทำมาแล้ว โดยเลี้ยงลูกด้วยตัวเองถึง 3 คน ตอนลูกเล็กๆเค้าต้องไปอยู่ตาม Nursery ตอนปิดเทอม พอโตหน่อยก็อยู่กันเอง บอกอย่างไม่อายเลยว่าเราเพิ่งจะมี “บ้าน” เป็นของตนเองเมื่อวัยใกล้ 50 นี่เอง เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเราไม่ประมาทกับชีวิตจัดสรรงบประมาณเพื่อทุ่มเทเรื่องเรียนและการดูแลลูกเป็นหลัก ที่เหลือเป็นเงินออม เมื่อพร้อมถึงค่อยคิดเรื่องปัจจัยอื่นที่ตามมา เวลา 24 ชม.หรือเงิน 100 บาทของเราทั้งคู่เมื่อเทียบด้วย “ตัวเลข”อาจไม่แตกต่างจากคนอื่น แต่เมื่อเทียบด้วย “มูลค่า”เราจัดสรรแตกต่างจากคนอื่นมากมายนัก ลองจัดสรรตัวคุณเองดูนะคะคุณจะอัศจรรย์ใน “มูลค่า” ที่คุณค้นพบก็เป็นได้








 

Create Date : 06 สิงหาคม 2550    
Last Update : 6 สิงหาคม 2550 13:17:55 น.
Counter : 969 Pageviews.  


แม่น้องเม่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่น้องเม่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.