Actions speak louder than words. ปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
Group Blog
 
All Blogs
 

ความคืบหน้าของ "น้องเม่น" อดีตเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้

สืบเนื่องจากกระทู้นี้
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=mae-nong-men&date=13-05-2011&group=1&gblog=11
เม่นพยายามสอบ IELTS อีกครั้ง
ครั้งนี้ฮึดมากทำคะแนนได้ถึง 7.5
ทางมหาวิทยาลัยตกลงรับ
ให้เม่นเข้าเรียน CAS course เป็นเวลา 8 เดือน
โดยมีข้อแม้ว่า คะแนนที่ได้ต้องไม่ต่ำกว่า 75%
ถึงจะรับเข้าเรียนต่อ MBA

ตอนแรกแม่กับพ่อตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนที่เยอรมัน
เพราะพ่อไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆกับเค้าเลย
พอรู้ว่าเม่นต้องเรียน CAS Course
ประกอบกับเราทั้งคู่ลางานยาวไม่ได้
ไปแล้วจะไม่คุ้ม เลยเอาเงินมาส่งเม่นเรียนดีกว่า
เม่นต้องย้ายเมืองจาก Toronto ไปอยู่ที่ St.Catherine
โดยนั่งรถเมล์ไปหาที่อยู่เอง หาที่เรียนเอง
ซึ่งแม่นึกไม่ถึงว่าเม่นจะทำเองได้

เม่นแอบบอกแม่ว่าหาที่พักได้แล้วไม่ต้องเป็นห่วง
แม่ก็เบาใจ แต่เพื่อนแม่แิอบโทรมาบอกว่า
เม่นยังไม่ได้ที่พัก ต้องนังรถเมล์ข้ามเมืองไปกลับทุกวัน
เนื่องจากเอาเงินไปจ่ายเค้าช้า
เค้าเลยให้คนอื่นไปก่อน
แม่ก็สงสัยว่าแชทกับเม่นทำไมเม่นบ่นเหนื่อย
ทั้งๆที่บอกแม่ว่าพักอยู่ใกล้ยู
พอแม่รู้ความจริงรีบ Skype คุุยกับเม่น
เม่นบอกว่าได้ที่พักแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเม่นเอาตัวรอดได้
แต่ประโยคที่ทำให้แม่น้ำตาไหลคือ
"ขอเม่นซื้อพัดลมได้มั้ยครับ"เพราะที่นี่ร้อนมาก
พี่เค้าแอบบอกแม่ว่าเม่นคงเลือกที่พักราคาถูก
เพื่อความประหยัดจึงไม่มีอะไรเลย
ใช้ห้องน้ำรวม อินเตอร์เน็ตก็ต้องไปใช้ที่ล็อบบี้
เม่นยอมลำบากเพราะกลัวพ่อกับแม่จะสิ้นเปลือง
แม่ต้องคอยเตือนเม่นว่าอย่าขี้เหนียวเกินความจำเป็น

เม่นตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่
แม่รู้ว่าสมองของเม่นอาจไม่ฉลาดเท่าคนอื่น
แต่เม่นมีความมานะ ความตั้งใจมากกว่าคนอื่นแน่นอน
บางครั้งแม่ก็แอบดีใจที่เม่นเป็น “เด็กพิเศษ”
เพราะการเป็นเด็กพิเศษนั้น
ทำให้เม่นเห็นคุณค่าของอะไรในชีวิตหลายอย่าง
ที่เด็กปกติมองข้ามไป
เม่นตระหนักและเข้าใจคำว่า “โอกาส”
เม่นรู้จัก “การให้” และ “การรับ”
เม่นรู้จักคำว่า “อดทน” และแน่นอน
เม่นมี “ความพยายาม” ในการ “สู้ชีวิต” มากกว่าเด็กทั่วไป
คุณค่าเหล่านี้เป็นเหมือนวิตามิน
และยาต้าน “อุปสรรค” ต่างๆที่เข้ามาในชีวิตเม่นได้เป็นอย่างดี

แม่เคยพูดเล่นกับเพื่อนบ่อยๆว่า
อยากให้ชีวิตเหมือนในหนังไทยจัง
แค่มีคำพูดว่า “สองปีผ่านไป” ตัวโตๆ
ลูกๆของแม่ก็จะเรียนจบทุกคน
แต่ในชีวิตจริงแม่ต้องนั่งลุ้นทุก shot
พี่หมีทำ Lab ไม่ผ่านสักที
เนื่องจากสารเคมีที่ใช้หายากมาก
แม่พยายามให้คนที่รู้จักในวงการเคมี
ช่วยหาทั้งในและนอกประเทศก็หาไม่ได้
เลยนั่งกังวลว่าหมีจะเรียนจบปริญญาเอก
ตามที่ตั้งใจไว้ภายในสองปีมั้ย

ส่วนเจ้ามด GPA ต่ำกว่า 2.00 จะติดโปร
และ 3ครั้ง ต้องโดนเชิญออก
มดได้รับเกียรติครั้งแรกตอนปี2เทอมสุดท้าย
แบบเฉียดฉิวคือ 1.99 เพราะอาจารย์
ใช้ค่า mean + SD
ทำให้พ่อกับแม่ต้องนั่งลุ้ต่ออีก 2 ปีว่าจะรอดมั้ย

สำหรับเม่นลงไป 5 วิชา
โดยเฉลี่ยต้องให้ได้ 75%ถึงจะได้เรียนต่อ
แม่นั่งลุ้นผลสอบด้วยความตื่นเต้น
ผลปรากฏว่า Match ที่คิดว่าจะได้ 90% ทำได้แค่ 85%
Marketing ได้ 70% OBHRได้ 77%,
Finance ได้68%, Management ได้ 61%
ซึ่งเมื่อรวมคะแนนแล้วไม่ถึงเกณฑ์
แม่ถามเม่นว่ายังอยากเรียนต่อมั้ย
ไหวรึเปล่า ถ้ามันหนักไปกลับบ้านเราก็ได้นะลูก
มาทำงานแล้วค่อยหาทางเรียนต่อที่เมืองไทยก็ได้

เม่นไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา
และสรุปกับพ่อว่าเม่นจะสู้ต่อ
อาจารย์แนะนำให้ drop
วิชา Managementที่ได้ 61%
เก็บไว้เรียนตอน Spring
เกรดเฉลี่ยของเม่นก็จะอยู่ในเกณฑ์พอดี
แม่รู้ว่าเม่นสู้ยิบตา
แม้ว่าศักยภาพของเม่นจะสู้คนอื่นไม่ได้
แต่ความพยายามและความตั้งใจของเม่นนั้นมีมากมายเหลือเกิน
แม่เคยสอนเม่นว่าทำให้เต็มที่
เม่นก็สู้สุดกำลังและความสามารถที่เม่นมีจริงๆ
แม่บอกพ่อว่าในเมื่อลูกพร้อมที่จะสู้เราก็ลองดูกันต่อไปสักตั้ง

สู้ต่อไป ทาเกชิ 555555




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 21 มิถุนายน 2555 12:17:31 น.
Counter : 511 Pageviews.  

การเดินทางของ น้องเม่น อดีตเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้

สืบเนื่องจากกระทู้นี้ //www.bloggang.com/viewblog.php?id=mae-nong-men&date=16-05-2010&group=1&gblog=10
ขอรายงานความคืบหน้าของเด็กพิเศษคนนี้ว่า
แต่ละย่างก้าวของเค้าไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆเลย
พอฝันอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ
หลังจากใช้เวลาสี่ปีครึ่งกว่าจะจบ ABAC
ด้วยเกรด 2.4 กว่าๆตาม concept ของเม่นคือไม่โดดเด่น และไม่ถึงกับร่วง
ประสบการณ์การทำงานก็ไม่มี IELTS ได้แค่ 6.5
GMATก็ไม่ต้องฝัน คงต้องใช้ความพยายามอีกมากมายกว่าจะตะกายถึง

พ่อกับแม่ส่งเม่นไปแคนาดาผ่านทางรร.สอนภาษา
เพื่อไปใช้ชีวิตและปรับตัวก่อน
เมื่อถึงเวลาเลือกมหาวิทยาลัย
ก็มีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องประสบการณ์การทำงาน
เรื่องเกรดอันน้อยนิด เรื่องคะแนน IELTS
และ GMAT ที่ไม่สวยหรูเอาซะเลย
เม่นก็พยายามหายูที่เข้าเรียนทางอินเตอร์เน็ต
แล้วส่งข้อมูลมาให้ดูอ่านแล้วดีใจ
เพราะเป็นถึงยูอันดับที่ 28 ของแคนาดา
รีบวิ่งเรื่องเอกสารประกอบการสมัคร
อันได้แก่หนังสือรับรองจากอาจารย์
และ Transcript ซึ่งที่เตรียมไปใช้ไม่ได้
เนื่องจากทุกอย่างต้องปิดผนึกเซ็นต์ชื่อกำกับหมด
บรรดาน้าๆกองเชียร์ทั้งหลายช่วยลุ้นสุดฤทธิ์
ตามล่าหาอาจารย์ที่เป็นเพื่อนฝูงกันมาออกเอกสารให้
และอาจารย์ยังแนะนำว่า ควรให้บริษัทที่เม่นฝึกงานออกให้อีกฉบับ
บรรดาน้าๆที่ Hello Magazine ดีใจหายสุมหัวกันรีบทำเอกสารให้เม่น
แถมมีจม.กำกับไปเพิ่มเติมให้อีก
เนื่องจากน้าๆประทับใจเม่นมากในช่วงฝึกงาน
เมื่อเอกสารครบก็รีบส่งไปให้ลูกแล้วนั่งลุ้นกันวันต่อวัน
โดยมีกองเชียร์และคนรอบข้างใน Facebook คอยช่วยลุ้นอีกเป็นสิบ
และแล้วก็มีจดหมายตอบกลับมา
ว่าคุณสมบัติของเม่นไม่ meets minimum requirement
เค้าไม่มีคะแนนความพยายามให้เลยเนอะ
แต่ชีวิตนี้ยังมีทางออก ทางยูเสนอ CAS course
ให้เรียนเป็นเวลา 8 เดือนแล้วทำข้อสอบอีกครั้ง
ซึ่งคงเป็นโอกาสเดียวที่เม่นจะได้เข้าเรียน MBA ที่ Brock University
เป็นไงเป็นกัน พ่อกับแม่ตัดสินใจกัดฟันหาเงิน
ส่งเม่นเรียนเพิ่มอีก 8 เดือน โดยเริ่มเรียน กันยายนนี้
นับจากนี้ไปมาลุ้นกันอีกครั้งว่า
เส้นทางเดินของเด็กสมาธิสั้นและบกพร่องทางการเรียนรู้คนนี้
จะไปได้ไกลขนาดไหน ไม่ว่าลูกจะสอบเข้าได้หรือไม่
ก็ถือว่ามาไกลเกินฝันแม่มากมายนัก
ปัจจุบันคือกำไรของชีวิต ขอแค่ทำให้ดีที่สุด
เต็มกำลังความสามารถที่เม่นจะทำได้
ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร อย่าได้แคร์




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 9 กันยายน 2555 16:51:07 น.
Counter : 552 Pageviews.  

ฝันให้ไกล ต้องไปให้ถึง

สืบเนื่องมาจากเรื่องของน้องเม่นที่ผ่านมาเกือบ 20 ปีตามกระทู้นี้
//www.pantip.com/cafe/family/topic/N9065853/N9065853.html

บางอารมณ์ก็ประจักษ์ในคำพูดที่ว่า "คนเราไม่รู้จักพอ" จริงๆ

ตอนน้องเม่นสอบตกเกือบทุกวิชา(ยกเว้นพละ) ก็ขอแค่ให้ลูกสอบผ่าน
พอลูกเกิดปรากฎการณ์เกรดปาฏิหารย์ ก็จับส่งชิงทุนแลกเปลี่ยนไปนิวซีแลนด์นู่น
พอลูกได้เรียนในระดับอุดมศึกษาก็ดีใจที่ลูกมาเกินฝัน
พอลูกใกล้จบก็จะให้ไปต่อโทเมืองนอก เฮ้อ

มานั่งทบทวนว่าผิดไปรึเปล่าที่เป็นคนช่างฝัน เป็นคนชอบเอาชนะ
เป็นคนที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เป็นคนที่ชอบวางแผนล่วงหน้า
แต่ทุกย่างก้าวก็อธิบายถึงข้อดีข้อเสีย ให้เค้าได้รับรู้และเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

เนื่องจากเราทั้งคู่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่เคยได้ไป
เนื่องจากไม่มีทุนทรัพย์ พ่อน้องเม่นเองเคยสอบชิงทุนกพ.ได้
ก็ต้องสละสิทธิ์เพราะเรามีลูกหมีอยู่ในท้อง กลัวไปลำบากทั้งแม่ทั้งลูก

มาถึงลูกเมื่อมีโอกาส มีลูกของรุ่นพี่เรียนอยู่ที่ U of Toronto
และพี่ที่อยู่ที่นู่นเค้าชวนไป ก็เลยรีบหาตั๋วเครื่องบินที่มีโปรโมชั่น
บินเดี่ยวไปสานฝัน (ไม่รู้ฝันของใคร)ทันที
อาศัยวันหยุดช่วงสงกรานต์บินเดี่ยวไปไม่รั้งรอไปอยู่ที่นู่น 20 กว่าวัน
ตระเวนไป 3 เมือง ทั้งท่องเที่ยว ดูผู้คน ซึมซับศิลปะ วัฒนธรรม
และหาที่เรียนให้ลูกไปในตัว

U of Toronto คงไกลเกินฝัน เนื่องจากเป็นยูที่มีชื่อเสียงมั่กๆ
เกรดลูกของเราไม่โดดเด่นปานนั้น ตัดไปได้เลยหมดสิทธิ์แน่นอน
อย่างที่บอกว่าฝันของเราไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อฝันให้ไกลก็ต้องไปให้ถึง
แปลกใจว่าไปที่ไหนก็เจอแต่คำว่า Ted Rogers ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือ
สนามกีฬา หรือโฆษณาต่างๆ แต่ก็สะดุดตากับ Ted Rogers Business School ทุกครั้งที่เดินไปห้าง Eton

ว่าแล้วก็ Search ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตว่าคุณ Ted Rogers นี่เป็นใคร
ทำไมดังเหลือเกิน เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง รวมทั้ง takeover รร. โปลีเทคนิคที่ชื่อว่า Ryerson มา ปัจจุบัน Ryerson University
เป็นมหาวิทยาลัยที่กำลังไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ เนื่องจากเจ้าของ(ซึ่งผู้ก่อตั้งเสียชีวิตไปแล้ว)มีธุรกิจหลากหลายในการรองรับนักศึกษาที่จบจากที่นี่โดยตรง เมื่อเห็นรายละเอียดของมหาวิทยาลัย ที่ไม่โดดเด่นมาก
ซึ่งตรงตาม concept และคุณสมบัติของลูกเราที่พอจะตะกายดาวกะเค้าได้
ว่าแล้วไม่รอช้าเข้าไปศึกษาหลักสูตรทันทีเมื่ออ่านแ ล้วคิดว่าตรงมากอีกทั้งค่าเรียนถูกกว่า บางหลักสูตรนานาชาติของไทยด้วยซ้ำ

แต่พออ่านคุณสมบัติที่ต้องการเกรด B+ และประสบการณ์การทำงาน 2 ปีสำหรับ MBA ทำให้ไม่แน่ใจในคุณสมบัติของลูกชายสุด Love ขึ้นมา
เมื่อมีข้อสงสัยอย่าปล่อยให้ค้างคาใจ เดินไปที่ตึกนั้นทันที
กะเหรี่ยงอย่างเราเดินตามเค้าไปค่ะ เห็นเค้ากดลิฟท์ชั้น 7 ก็ตามเค้าไป
พอดืทางมหาลัยกำลังจัด Career Center ที่รับสมัครนักศึกษาที่จบแล้วไปทำงาน เห็นบรรยากาศ สภาพแวดล้อมแล้วเริ่มหนาว เพราะที่นี่ดีกว่าที่คิด ไม่รู้ว่าไกลเกินเอื้อมอีกหรือเปล่า

เข้าไปถามเค้าบอกว่าชั้นนี้เป็นป.ตรี ถ้าป.โทให้ขึ้นไปชั้น 9 ติดต่อห้อง 1125
ว่าแล้วกะเหรียงอย่างเราก็หาทางไปชั้น 9 แต่หาห้องที่1125 ไม่เจอ เพราะเดินไปทางซ้าย หรือท่างขวาเจอแต่ 17 ขึ้นต้น เดินไปถามนักศึกษาแถวนั้นเค้าก็ไม่รู้จัก แถมมองหน้าเราอีก เลยไม่เอาแล้ววุ้ย เดี๋ยวจะทำขายหน้าชาติไทยเปล่าๆ เดินหาเองละกัน ไม่ง้อ เดินไปเดินมาเห็นป้ายห้อง Dean
เป็นไงเป็นกันลุยเข้าไปเลย ไปบอกหน้าห้องว่าพอดีมา Business Trip
ที่นี่ (ดูดีจัง ไม่ทำชาติไทยขายหน้าแย้ว) และลูกชายหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตมาสนใจอยากศึกษาต่อที่นี่ ฝากเราแวะมาดูสถานที่ เลยขอรบกวนว่ามีคนพาชมมั้ย เค้าน่ารักมากค่ะ โทรกริ๊งเดียวจัดคนมาให้เลย น้องคนที่พาชมเป็นผู้ที่ดูแลหลักสูตร MBA โดยตรง เธอชื่อ Morris เราก็ยิงคำถามว่า
ลูกไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานถึง 2 ปี เตยแต่(แม่ยัดเยียด)ฝึกงานตามบริษัทต่างๆทุกปิดเทอม จะสมัครได้มั้ย เธอบอกว่าไม่เป็นไร ขอ GMAT Score สูงๆก็ใช้ได้ นอกจากนี้น้อง Morris ยังให้รายละเอียด พร้อมทั้งนามบัตรมาเผื่อมีอะไรสอบถามเพิ่มเติม ก็ขอบคุณน้องเค้าพร้อมมาเดินดูสถานที่อีกครั้ง ตามบอร์ดของตึกจะมีประกาศต่างๆ เราก็ไปยืนอ่านดู เข้าท่าแฮะ มีสอนภาษาให้เด็กต่างชาติฟรี สำหรับเตรียมตัวสอบเข้าอีกต่างหาก ที่ประทับใจคือห้องน้ำค่ะ สะอาดมากๆขอบอก เป็นโรคจิตอย่างนึงไปที่ไหนชอบสำรวจห้องน้ำก่อน ถ้าห้องน้ำสะอาด ห้องอื่นก็ไม่ต้องดูแล้ว

เมื่อออกมาจากตึกก็เริ่มเดินสำรวจราคาที่พักตามป้ายประกาศต่างๆเฉพาะรอบๆตึกที่พอเดินมาได้ไม่ไกลมากนัก ราคาห้องเช่าไม่ต่ำกว่า 800 เหรียญ
นี่ยังไม่รู้ว่าต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตอีกรึเปล่า อย่างที่บอก มีให้แต่ค่าเรียนเท่านั้น นอกนั้นลูกโลโซอย่างเราต้องหาเอาเอง กลับมาคุยกับลูกของเพื่อน ว่าชอบที่นี่แต่ติดว่าเกรดคงจะไม่ถึงน้องเค้าบอกว่าที่นี่มีโควต้าสำหรับเด็กต่างชาติ ให้ทำคะแนน GMAT ให้สูงๆก็พอ

ปัญหาถัดมาคือเค้ารับสมัครเดือนตุลาคม ซึงลูกเราไม่แน่ใจว่าจะเรียนจบทันรึเปล่า น้องเค้าบอกว่าจบไม่ทันมาอยู่ที่นี่เลยก็ได้เพราะคนที่เช่าอยู่กับน้องเค้าเรียนจบพอดี คิดค่าที่อยู่รวมอินเตอร์เน็ตและอาหารบางมื้อแค่ 500 เหรียญ แถมยังจะฝากให้ทำงานที่ร้านอาหารไทยของพี่ทอมให้อีก
ซึ่งถ้าทำแค่เสาร์ อาทิตย์ รวมค่าทิปแล้วน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญและที่พักของน้องเค้าก็เดินไปแค่ไม่กี่ Block เอง

พระเจ้าช่วย ไม่รู้ว่าเจ้าเม่นทำบุญมาด้วยอะไร แต่ละช่วง และจังหวะของชีวิต
มีผู้ใจบุญอุปถัมภ์ตลอด จริงๆแล้วน้องคนนี้รุ่นเดียวกับพี่หมีค่ะ เรากับคุณแม่เค้าท้องพร้อมกัน ทำงานที่เดียวกัน คบกันมา 20 กว่าปี แล้วน้องเค้าก็รู้จักเจ้าเม่นตั้งแต่เด็ก เพราะอยู่รร.เดียวกัน เคยจะไล่เตะเจ้าเม่นตอนเล็กๆหลายครั้ง เพราะเจอทีไรเจ้าเม่นทำหน้าหูกางแลบลิ้นใส่แล้ววิ่งหนีทุกครั้ง ดีเหมือนกันส่งตัวไปให้พี่เค้าอัดให้หายแค้น เมื่อทุกอย่างลงตัวเหมือนฟ้าประทาน
และคงเป็นเพราะไปคราวนี้ได้ขนหนังสือสวดมนตร์ไปถวายวัดไทยที่ Ottawa
แถมทางมรรคทายกวัดนึ่งข้าวเหนียวจิ้มแจ่วให้กินอีกต่างหาก

ก่อนกลับก็มีเรื่องตื่นเต้น คือตกเครื่องบินค่ะ เนื่องจากตั๋วเครื่องบินเดิมต้องกลับวันที่ 22 เวลา 23.30 เค้าโทรมาบอกว่าเปลี่ยนไฟลท์เป็นวันที่ 23 ตีหนึ่งครึ่ง เราก็ฉลาดน้อยไปหน่อย เข้าใจว่าบินคืนวันที่ 23 แต่ก็โชคดีมีเวลาไปกราบหลวงพ่อวิริยัง ที่มาจัดงานสงกรานต์ ที่วัดไทยใน Toronto พอดี

ตอนนี้เม่นก็คร่ำเคร่งกับการเรียนให้จบ ABAC พ่อซื้อคู่มือ GMAT มาให้หัดทำถ้ายังสอบไม่ได้ อาจให้บินไปผจญภัยที่นั่นเลยโดยออกให้แต่ตั๋วเครื่องบินค่ะ ฝันของแม่แต่ทำเม่นลำบากจริงๆเลยเนอะ

ขอเรียนชี้แจงก่อนว่าจุดประสงค์ในการเขียนเรื่องของน้องเม่นนั้น
มีเจตนาที่จะเปิดเผยเรื่องราวการเดินทางของเด็กพิเศษคนนึงที่ได้รับโอกาส
ได้รับการช่วยเหลือ ได้รับการแบ่งปัน ได้รับน้ำใจ และอื่นๆอีกมากมาย
ในแต่ละช่วงของชีวิต เพื่อเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ
มีกำลังใจที่จะพาลูกก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อเป็นเสียงเรียกร้องให้คนในสังคมนี้ ช่วยกันแบ่งปัน อุ้มชู ช่วยเหลือ และให้โอกาสเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นคนดีของสังคมได้ มีพื้นที่ให้เค้าหยัดยืนด้วยตัวเองได้

ขอเรียนครอบครัวเราสร้างตัวจากศูนย์ ไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน มีแต่ความรู้
และความรักล้วนๆ ในการสร้างตัว สร้างครอบครัว โดยหวังว่าจะปลุกปั้นลูกทั้งสาม ให้เป็นคนดีของสังคมให้รู้จักการให้ และการแบ่งปันเพื่อส่งต่อโอกาสให้คนอืนๆต่อไป

ขอขอบพระคุณทุกกำลังใจที่มีให้กันและกันมาตลอด ขอบุญกุศลที่ทำมาดลบันดาลให้เด็กพิเศษทุกคนได้พบ "โอกาส"และจังหวะดีๆในชีวิตเช่นกัน

ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 21 กันยายน 2555 9:05:52 น.
Counter : 429 Pageviews.  

ความคืบหน้าของน้องเม่น อดีตเด็กสมาธิสั้น (ADHD)และบกพร่องทางการเรียนรู้

สืบเนื่องมาจากเรื่องของน้องเม่นอดีตเด็กสมาธิสั้น ที่ได้รับเกียรติโดยถูกเชิญออกจากรร.ตั้งแต่ชั้นอนุบาล และชีวิตอยู่กับเกรด 0 มากกว่าตัวเลขใดๆในโลก แถมสอบได้เกรด0.96ตอนชั้นม.3 แต่ปาฏิหารย์ก้อเกิดขึ้นทำให้น้องเม่นสามารถเรียนต่อได้ถึงระดับอุดมศึกษา

4ปีผ่านไปเหมือนโกหก หลายคนที่เคยอ่านบทความเกี่ยวกับน้องเม่นมักจะถามหรือเมล์มาคุยว่าเม่นเป็นอย่างไรบ้าง ได้เรียนต่อที่ไหน ทำไมไม่เขียนต่อ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่าตั้งมั่นในความประมาท ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ก็ได้แต่สอนลูกให้ตั้งใจทำให้เต็มที่เหมือนเดิม เม่นมาได้เกินฝันของแม่มากมายนัก

มีหนังสือมาขอสัมภาษณ์เราก็ให้สัมภาษณ์แต่มีข้อแม้ว่าไม่อยากให้ลงรูปเพราะยังไม่ทราบว่าอนาคตเค้าจะเป็นอย่างไร จะเรียนจบมั้ย และอยากให้เค้าเป็นเด็กธรรมดาที่ไม่ใช่เด็กพิเศษอีกต่อไป แค่เป็นคนพิเศษของแม่กับพ่อก็พอแล้ว

เม่นยังเป็นเด็กหนุ่มตัวผอมที่พยายามเต็มที่กับการเรียนเพราะเค้ารู้ตัวว่าไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่น และยังคงรักษามาตรฐานเดิมคือ ไม่โดดเด่น แต่ไม่ถึงกับร่วง เม่นมีรายชื่อในการสอบสัมภาษณ์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แต่คะแนนคงสู้คนอื่นไม่ได้ ในที่สุดเม่นก็เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตอนนี้เกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 และคาดว่าคงจบ บริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ภายใน 4ปีครึ่งแน่นอน เพราะเม่นของแท้ต้องไม่พอดี ไม่ขาดนิดก็เกินหน่อย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อนาคตของเม่นอยู่ที่ไหน ตอนแรกแม่กับลูกสุมหัวกันอยากเปิด 7-11 โดยไปเรียนต่อโทที่ปัญญาภิวัฒน์เผื่อจะได้ทุนกะเค้ามั่ง แม่จะได้ยืด พ่อไม่เห็นด้วยอยากให้มาสานต่อบริษัทเล็กๆของพ่อที่ต้องการคนรุ่นใหม่ เลยอยากให้เม่นไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีข้อแม้ว่าออกให้แต่ค่าเรียน นอกนั้นหาเอาเอง ก็มีลูกตั้ง 3คน เลยต้องใช้เงินอย่างรัดกุมเนื่องจากเงินทุกบาทมาจาก4มือกับ2หัวของแม่กับพ่อล้วนๆ มรดกก้อไม่มี ล็อตเตอรี่ก้อไม่เคยถูก ที่พระเจ้าประทานมาให้ ก้อคือลูกชาย 3 หน่อเท่านั้น

หน้าที่ของเราคือปั้น 3 หนุ่มให้สำเร็จดีที่พี่หมีเรียนต่อตรีถึงเอกทางด้านเคมีที่จุฬาโดยรับงานสอนพิเศษเป็นติวเตอร์หมีที่มีเด็กมาให้สอนจนไม่ค่อยมีเวลาพัก แถมยังเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่คณะและกำลังขอทุนไปทำโพสต์ด้อกอยู่ คนนี้ช่วยแม่ประหยัดไปเยอะ

ส่วนเจ้ามดตัวกลม (โตแล้วก็ยังกลมเหมือนเดิม) ได้ทุนแลกเปลี่ยนไปนิวซีแลนด์ 1 ปี กลับมาสอบ CU-TEB กับ TU GET ทั้งปีสอบไม่ได้สักทีขาดไปแค่ 13คะแนน แต่ฟ้าก็ดลบันดาลให้สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของ สถาบันเทคโนโลยีสิรินธรได้ นับว่าเป็นบุญของเจ้ามดที่มีที่เรียน แต่พ่อกับแม่ต้องเร่งปั๊มเงินเต็มที่ เพราะค่าเรียนแพงม้ากๆๆๆๆๆ

ตอนนี้แม่กับพ่อได้แต่นั่งรอเวลา คิดว่าอีก 4 ปีคงเกษียณได้ เพราะพี่หมีคงเรียนจบดร. พี่เม่นจบโท ต้องมาช่วยพ่อสานฝัน 2หนุ่ม คงมีแรงส่งเจ้ามดกันเอง
ถือว่าได้ทำหน้าที่ของการเป็นแม่คนเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอแต่ว่าเมื่อไหร่สามหนุ่มจะมีแฟนซะที วันๆเอาแต่อยู่กับน้องหมาที่ฟูมฟักอย่างกับลูก เลยไม่รู้ว่าจะหาแฟนได้เมื่อไหร่ (ฮิๆจารอเลี้ยงหลานจ้า)
ท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ เค้าคือของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้ อยู่ที่ 2 มือของเราที่จะปั้นเค้าไปทางไหน ใช้แรงกาย แรงใจและความรัก เป็นตัวผลักดันค่ะ ท้อได้แต่ห้ามถอย สู้ๆค่ะ




 

Create Date : 30 มีนาคม 2553    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2556 12:30:14 น.
Counter : 560 Pageviews.  

บทความสำหรับพ่อ แม่ที่มีลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

บันทึกของแม่ที่มีลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

โดนไล่ออกจากรร.

น้องเม่นอายุไม่ถึง 3 ขวบ แต่ครูเชิญให้ออกจากรร. หลังจากที่เรียนได้แค่เทอมเดียว วินาทีแรกที่ทางรร.แจ้งว่าขอเชิญให้ลูกออกจากรร.เนื่องจากซนมากจนรร.ดูแลไม่ไหว ทั้งๆที่ทางรร.ไม่เคยแจ้งให้ทางบ้านทราบถึงปัญหาดังกล่าวมาก่อน ดิฉันรู้สึกโกรธอย่างมาก ก็คงเหมือนกับพ่อแม่ทั่วไปที่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่ “ลูก” ในสายตาเราก็เปรียบเสมือน “เทวดาตัวน้อย” เสมอ เมื่อมาเข้ารร.อนุบาลที่ใหม่ก็เล่าความจริงให้คุณครูฟัง คุณครูไม่แปลกใจเพราะว่ารับนร.ที่โดนเชิญออกจากรร.นี้ทุกปี ดิฉันก็ใจชื้นขึ้นคิดว่าลูกเราคงไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

ผ่านไป 1 สัปดาห์คุณครูก็แจ้งว่าลูกซนผิดปกติ ดิฉันปรึกษาสามีว่าควรจะพาลูกไปพบจิตแพทย์นะ แต่สามีไม่ยอม จนกระทั่งดิฉันเอาบทความเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้นที่ระบุว่า 80% ของผู้ที่เป็นอาชญากร และติดยาเสพย์ติดเป็นเด็กสมาธิสั้น เมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวเราทั้ง 2 คนก็ตัดสินใจนัดคุณหมอทันที

โดยใช้เวลารอคิวถึง 3 เดือนกว่าจะได้พบจิตแพทย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

พบจิตแพทย์

คุณหมอให้ข้อมูลว่าโรคนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ และสมองส่วนที่พัฒนาสมาธิโตไม่เท่าอายุ ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เค้าไม่ได้จงใจที่จะก่อความรำคาญให้ใคร แต่เค้าควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งในการรักษาจำเป็นต้องใช้ยาควบคู่ไปด้วย คำพูดของคุณหมอที่ดิฉันจำได้แม่นก็คือ “ยาที่ดีที่สุดที่จะใช้รักษาเด็กประเภทนี้ก็คือความรัก” คำพูดของคุณหมอประโยคนี้ทำให้ดิฉันตั้งใจว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเลี้ยงลูกคนนี้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเค้าเลยที่เป็นแบบนี้ เป็นความผิดปกติที่ยีนของเราต่างหาก ซึ่งจากการตรวจคลื่นสมอง และสอบประวัติครอบครัวก็พบว่าลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ เราก็เลี้ยงดู ประคับประคองกันมาโดยอยู่ในความดูแลของจิตแพทย์และมีคุณครูที่เข้าใจคอยช่วยเหลือจนจบชั้นอนุบาล 3 นอกจากคุณครูแล้วยังมีพี่เลี้ยงใจดีคือพี่ศรีที่คอยดูแลน้องเม่นหลังเลิกเรียนด้วยการทำข้าวไข่เจียวให้กินทุกเย็น เพราะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราทั้งคู่กว่าจะเลิกงานห้าโมงครึ่งไปถึงรร.ก็จะเหลือน้องเม่นเป็นคนสุดท้ายทุกครั้ง “คุณครูดา” และ “พี่ศรี” จึงเป็นบุคคลที่มีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยประคับประคองน้องเม่นตลอด 3 ปีในรร.อนุบาลแห่งนี้

นอกจากอาการสมาธิสั้นแล้ว ลูกของดิฉันยังมีอาการของความพร่องทางการเรียนรู้ เช่น เขียนพยัญชนะกลับด้าน เขียนไม่ตรงบรรทัด ความจำสั้น ไม่เข้าใจโจทย์เลข ละยังมีอาการโมโหง่าย ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่างๆนาๆ ยอมแม้กระทั่งแกล้งพี่แกล้งน้องเพื่อให้โดนตี ที่บรรยายมาท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กับคนที่เป็นพ่อ แม่ และต้องดูแลเค้าอย่างใกล้ชิด ต้องคอยสอนการบ้าน ต้องบังคับตัวเองไม่ให้ใช้อารมณ์กับลูก ต้องคอยปลอบ คอยกอดให้เค้ารับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเค้าเป็นเทวดาตัวน้อย เป็นลูกที่เรารักเหลือเกิน ไม่ว่าเค้าจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องพยายามที่จะแก้ไขให้ดีที่สุด ให้เค้ารู้ว่า “รัก” ของเรานั้นไม่มีข้อจำกัดอื่นใด ไม่ว่าเค้าจะเป็นอย่างไรเราก็รักเค้าไม่เปลี่ยนแปลง

ฟังดูเหมือนเรื่องง่ายแต่เวลาปฏิบัติจริงนั้นยากยิ่งนัก ต้องใช้ความอดทนในการควบคุมอารมณ์เวลาคุยกับลูก และเวลากอดเค้าเราต้องกอดด้วยความรู้สึกอยากที่จะกอดเค้าจริงๆ เพราะเค้าจะสัมผัสได้ตลอดเวลาว่าเรามีความรู้สึกอย่างไร ต้องใช้ความพยายามและความใจเย็นในการสอนเค้า ต้องสอนซ้ำๆ ต้องหากลวิธีแม้กระทั่งการสร้างบรรยากาศบ้าๆบอๆเพื่อให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ ต้องใช้กำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะมุ่งมั่นไม่ท้อถอยและท้อแท้ เพราะเราถอยไม่ได้ เหมือนกับการหลงเข้าไปในอุโมงค์ที่เราได้แต่หวังว่าปลายทางจะพบแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเดินไปเรื่อยๆซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าระยะทางนั้นจะยาวไกลแค่ไหน แม้จะเหนื่อยเพียงใด จะหมดแรงก็ต้องคลานเอาเพื่อที่จะได้เข้าใกล้ปลายอุโมงค์ให้เร็วที่สุดนั่นเอง

หารร.ให้ลูก

น้องเม่นจะจบชั้นอนุบาล 3 แล้วต้องเตรียมตัวหาที่เรียนป.1 กับมนุษย์เงินเดือนธรรมดา นามสกุลไม่คุ้นหู ไม่รู้จักใครใหญ่โตพอที่จะใช้เส้นเด็กฝาก ลูกเองก็ไม่เก่งกาจขนาดรร.เห็นผลการเรียนแล้วจะอ้าแขนรับแถมเป็นเด็กพิเศษอีกต่างหาก แต่เราก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวงพาลูกไปสอบ 3 รร.ดังในเครือคาทอลิคเพราะจะได้มีที่เรียนถึงม.6 และอยู่ในบริเวณที่รับส่งสะดวกที่สุด

ผลการสอบรร.แรกน้องเม่นส่งกระดาษเปล่าแถมเอาปากกามาเขียนตามแขนตามขาตัวเองเต็มไปหมด และยังต่อว่าเราอีกว่า “แม่พาเม่นมาสอบรร.นี้ทำไม เม่นไม่ได้อยากเข้าสักหน่อย” เด็กตัวแค่นี้จะไปเข้าใจอะไร ได้แต่ก้มหน้าพาลูกกลับบ้านแบบไม่ต้องลุ้นผลสอบเลย ดีเหมือนกันรู้ซะตั้งแต่วันนี้ว่าเข้าไม่ได้

รร.ที่ 2 ที่น้องเม่นไปสอบเป็นรร.ยอดฮิตติดอันดับซึ่งเราเองก็คิดเสมอว่า “เกินเอื้อม” จึงไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย มารร.สุดท้ายนี่แหละที่เป็นความหวังเดียวที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุด พอประกาศผลสอบปรากฏว่าไม่มีชื่อตามคาด ซึ่งแม่อย่างดิฉันมีหรือจะยอมแพ้เพราะยังจำความรู้สึกที่ลูกหมีลูกคนแรกถามว่า “ลูกหมีทำข้อสอบได้ทุกข้อทำไมไม่มีชื่อลูกหมี” รู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคนโนเนมอย่างเรา เอาอะไรมาตัดสินชีวิตเด็กๆตัวน้อยเหล่านี้ วันนี้เป็นไงเป็นกันต้องหาคำตอบให้ได้ ว่าแล้วก็ลางานไปนั่งเฝ้าบาร์เดอร์ถึง 3 วันกว่าจะได้เข้าพบ จำได้ว่าดิฉันจ้องหน้าบาร์เดอร์แล้วพูดอย่างมั่นคงว่า “บาร์เดอร์คะ ดิฉันเป็นคนที่ยึดมั่นและเคารพในกฏเกณฑ์ แต่จากประสบการณ์จากลูกคนแรกที่ถามดิฉันว่าเค้าทำข้อสอบได้ทุกข้อ ทำไมถึงไม่มีชื่อ วันนี้ดิฉันขอทำหน้าที่แม่เพื่อหาคำตอบนี้ให้ลูก สิ่งที่จะขอบาร์เดอร์คือ ข้อแรกอยากทราบว่าการสอบครั้งนี้ตัดสินกันที่คะแนนเท่าไหร่ ดิฉันขอดูคะแนน ถ้าคะแนนของลูกดิฉันไม่ถึงก็จะกลับไป ข้อที่ 2 ทราบมาว่าต้องบริจาคเงินอยากทราบว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ถ้าดิฉันไม่มี(ซึ่งจริงๆแล้วก็มีอยู่ไม่กี่พัน)ก็จะกลับ ถ้าให้คำตอบไม่ได้ดิฉันทนไม่ได้อีกต่อไปที่จะให้ลูกมาเป็นตัวประกอบในการสอบคัดเลือกที่ไม่ทราบกฎกติกาครั้งนี้” นอกจากนี้ความที่หน้ามืดกลัวลูกไม่มีที่เรียนยังบังอาจขู่บาร์เดอร์อีกว่าจะไปร้องเรียนหนังสือพิมพ์ ต้องยอมรับว่าตอนนั้นหมดหนทางจริงๆ บาร์เดอร์อึ้งไปเหมือนกันได้แต่ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้และรับปากว่าจะติดต่อกลับมา

ดิฉันกลับมาที่ทำงานด้วยจิตใจหดหู่และสิ้นหวังพอมาถึงโต๊ะก็มีโทรศัพท์จากลูกค้าซึ่งเราดูแลอย่างดีมาสิบกว่าปีเต็มและคุยเรื่องลูกมาตลอด คำแรกที่ได้ยินแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ท่านถามว่าพรุ่งนี้เตรียมเงิน(จำนวนไม่กี่หมื่น)ทันมั้ย อย่าว่าแต่หลักหมื่นเลยค่ะหลักพันดิฉันยังไม่มีเลย แต่ก็ตอบไปด้วยความมั่นใจในเสียงสวรรค์นี้ว่า “ทันค่ะ” หลังจากวางหูแล้วยังนึกว่าตัวเองฝันไปมือไม้สั่นรีบโทรหาสามีให้หาเงินให้ทันวันพรุ่งนี้แล้วนั่งน้ำตาคลออยู่คนเดียวด้วยความดีใจอย่างล้นเหลือที่ลูกได้มีโอกาสเข้าเรียนในรร.ที่เราคิดเสมอว่า “เกินเอื้อม” ด้วยโควต้าของผู้ที่มีอุปการะคุณกับรร. ทุกวันนี้ดิฉันยังเป็นหนี้บุญคุณของบุคคล 2 ท่านที่มีส่วนในการสร้างน้องเม่นคือ ท่านที่ฝากลูกเข้ารร. และท่านที่ให้ยืมเงิน ซึ่งขอบอกว่าจะระลึกถึงท่านไปจนวันตายไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เด็ดขาด


เข้าเรียนป.1

เมื่อถึงวันมอบตัวเราเตรียมตัวน้องเม่นอย่างดีตั้งแต่ซ้อมท่าไหว้ การพูดจา จนถึงการขอร้องให้อยู่นิ่งๆ ในวันนั้นจริงๆทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เราคุยกับท่านอธิการแล้วแอบถามว่าลูกได้คะแนนเท่าไหร่ ท่านอมยิ้มแล้วตอบว่าจะรู้ไปทำไม ดิฉันเรียนท่านว่าจะได้เตรียมตัวลูกได้ถูก ท่านตอบสั้นๆด้วยใบหน้าอมยิ้มว่า 30 คะแนน ก่อนออกจากห้องดิฉันให้น้องเม่นไหว้ท่านตามที่ซ้อมมา แต่น้องเม่นไม่ไหว้เฉยๆกลับพูดซะดังเลยว่า “แม่บ้านนี้ท่าทางรวยดีเนอะ ของดีๆแพงๆทั้งนั้นเลย” นี่แหละค่ะอาการอย่างหนึ่งของเด็กสมาธิสั้น มีจินตนาการ นึกจะพูดอะไรก็โพล่งออกมาโดยไม่รู้จักกาลเทศะ ดิฉันต้องรีบลาท่านอธิการและพาลูกออกมาโดยเร็วเนื่องจากเกรงว่าท่านจะเปลี่ยนใจ

เมื่อรู้ว่าลูกทำได้แค่ 30 คะแนน จึงต้องวางแผนในการเรียนให้เค้าเพื่อเป็นภาระให้กับรร.น้อยที่สุด อย่างน้อยก็จะได้ไม่เดือดร้อนผู้มีพระคุณที่ฝากเราเข้ามา การเข้าเรียนชั้นป.1 ของน้องเม่นในรร.นี้เป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้ดิฉันพอสมควร นอกจากนี้ปัญหาเรื่องสมาธิสั้นและความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นอุปสรรคและสร้างความกดดันอย่างยิ่งให้กับตัวลูก ที่ต้องเรียนทั้งวัน ต้องจดการบ้าน ต้องท่องศัพท์ ต้องทำงานกลุ่ม แม้กระทั่งคุณครูที่ต้องดูแลนร.ในห้องถึง 60 คนและมีตัวป่วนอยู่ตลอดเวลา ดิฉันต้องไปพบกับคุณครูประจำชั้นทุกปีที่ลูกขึ้นชั้นใหม่ เพื่อชี้แจงว่าลูกเราไม่ปกติแต่ไม่ได้ขอให้คุณครูดูแลพิเศษหรือขออภิสิทธิ์ใดๆ ขอเพียงคุณครูแจ้งปัญหาให้ทราบทางสมุดจดการบ้าน เพื่อทางบ้านจะได้รับทราบปัญหาและร่วมมือกับคุณครูเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

ที่น่าสงสารที่สุดคือวันหนึ่งลูกเดินร้องไห้มาบอกว่า “แม่ครับ เพื่อนเค้าว่าเม่นโง่ และไม่มีใครยอมให้เม่นทำงานกลุ่มด้วย” ทันที่ที่ฟังลูกพูดจบประโยค ดิฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สงสารลูกจับใจ และนั่งคิดว่าเด็กอายุแค่ 7 ขวบเองต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสังคมรอบข้างขนาดนี้เชียวหรือ ช่างปวดใจแทนลูกเหลือเกิน ดิฉันได้แต่บอกลูกว่า “จำไว้นะครับว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมีสิทธิ์ชี้นิ้วบอกว่าลูกเป็นอะไรแล้วจะเป็นไปตามคำพูดเค้า เค้าไม่มีสิทธิ์เพราะเค้าไม่รู้จักลูกดีเท่าแม่ เค้าไม่ได้ใกล้ชิดลูก เค้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าลูกโง่ ลูกคิดว่าเด็กพวกนั้นวาดรูปแข่งกับลูกได้มั้ย เล่นเกมส์สู้ลูกได้รึเปล่า การที่เรียนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ถ้าเก่งแล้วดูถูกคนอื่น ก็เป็นพวกผู้ร้ายไม่ใช่พระเอกจริงมั้ยครับ” เมื่อลูกเข้าใจ เค้าก็พยักหน้าและอารมณ์ดีขึ้น

วันรุ่งขึ้นดิฉันไปคุยกับเด็กกลุ่มนี้ถามเค้าว่า “หนูอยากเป็นพระเอกมั้ยครับ” ทุกคนพยักหน้า ดิฉันก็สอนเค้าว่า “พระเอกคือคนที่เก่ง คนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า หนูทำได้มั้ยครับ” ทุกคนพยักหน้าอีกครั้ง ดิฉันจึงจูงลูกไปหาเค้าแล้วบอกว่า “หนูช่วยปกป้องและช่วยเหลือน้องเม่นด้วยได้มั้ยครับ น้องเม่นเรียนไม่เก่งแต่เล่าเรื่องตลกเก่งนะ แล้วถ้าหนูช่วยน้องเม่นนอกจากหนูจะได้เป็นพระเอกแล้วหนูยังได้บุญและความภาคภูมิใจอีกด้วย” ตั้งแต่วันนั้นลูกก็ยังคงโดนล้อบ้างแต่เค้าไม่เคยเก็บมาเป็นทุกข์อีกเลย นานเข้าเค้ากลับเคยชินและมองเป็นเรื่องตลก เนื่องจากคนที่ว่าเค้าก็คือผู้ร้ายนั่นเอง

โต๊ะในตำนาน

ทุกวันดิฉันต้องคอยโทรฯเวียนตามบ้านต่างๆที่ทราบปัญหาของลูกเรา และกรุณาให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อให้โทรฯเช็คการบ้านซึ่งลูกชายจดบ้างไม่จดบ้างแล้วแต่อารมณ์ ทุกเย็นก่อนและหลังรับประทานอาหารเย็นก็จะเป็นกิจกรรมทำการบ้านกันทั้งครอบครัว บนโต๊ะญี่ปุ่นซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับทำการบ้าน ลูก 3 คนกับพ่อที่คอยสอนเลข วิทยาศาสตร์ แม่คอยดูแลการบ้านภาษาอังกฤษ สังคม กพอ. ส่วนใหญ่พี่หมีและน้องมดจะทำเสร็จก่อน หลังจากนั้นจะเริ่มเป็นทั้งกองเชียร์ หรือผู้ช่วยเม่นในการทำการบ้านซึ่งมากมายมหาศาลสำหรับเด็กที่มีสมาธิบกพร่อง เราจะพยายามสอนลูกเท่าที่ลูกจะรับได้ โดยใช้เทคนิคและกลเม็ดที่แล้วแต่จะคิดกันขึ้นมา ส่วนใหญ่น้องเม่นก็จะทำจนเพลีย หรือหมดแรงหลับไปก่อนที่การบ้านจะเสร็จ ที่เหลือถ้าเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับวิธีการมากนักเช่น ระบายสี จดงานที่จดไม่ทันในห้องเรียนหรือเขียนตามรอยประ พี่หมีกับน้องมดก็จะช่วยตามกำลังและอารมณ์ที่จะช่วยได้ ซึ่งบางครั้งก็ไม่เสร็จทั้งหมด น้องเม่นต้องนั่งทำในรถ หรือไปนั่งทำที่รร.ก่อนเข้าแถว ก็เรียกว่าทำจนสุดความสามารถและศักยภาพของเด็กคนหนึ่งที่ทั้งสมาธิสั้นและมีความบกพร่องในการเรียนรู้จะทำได้

ลองหลับตาวาดภาพข้างต้นวันแล้ววันเล่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะประคับประคองกันให้ผ่านพ้นแต่ละวันมาได้ โดยที่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้ตรึงเครียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากเราทั้งคู่ก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องทำงาน 8 ชม.ต่อวัน รับส่งลูกด้วยตัวเอง ทำงานบ้านเอง อาศัยอาหารในถุงพลาสติกเอาเพราะไม่มีเวลาจะมาเอาใจใส่เรื่องอื่นนอกจากเรื่องลูกเท่านั้น 24 ชม.ในหนึ่งวันของเราทั้งคู่จึงมีความหมายอย่างยิ่ง และเราทั้งคู่ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีเหนื่อยบ้าง อารมณ์เสียบ้าง หงุดหงิดบ้าง ท้อถอยบ้าง แต่เราก็ยอมแพ้ไม่ได้ และไม่สามารถใช้อารมณ์กับลูกได้ โต๊ะญี่ปุ่นดังกล่าวจึงเป็นที่ระบายอารมณ์โดยปริยาย กว่าน้องเม่นจะโตมาจึงมีโต๊ะญี่ปุ่น ที่พังไป2ตัวกลายเป็นโต๊ะญี่ปุ่นในตำนานของครอบครัวเราที่เวลาพูดถึงที่ไรก็จะขำกลิ้งทุกที

ผลสอบ

แม้ว่าเราจะทุ่มเทแค่ไหนแต่ผลสอบของน้องเม่นก็ยังเป็น 0 ในหลายวิชา สถิติสูงสุดคือ 10 วิชา จาก 11 วิชา เราไม่เคยติเตียนหรือบีบคั้นลูก บอกแค่ว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองก็พอ จาก 10 วิชา ให้ลดลงไปเรื่อยๆ หรือบางครั้งมีเกรด 2 หรือ 3 โผล่มาซักตัวก็ดีใจกันทั้งบ้าน ซึ่งน้องเม่นก็พยายามเต็มที่ เริ่มต้นจากการไม่ส่งกระดาษเปล่าตามคำขอร้องของแม่ที่บอกว่าการส่งกระดาษเปล่าเป็นการแสดงถึงความขี้ขลาด ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลย น้องเม่นจึงเริ่มเขียนอะไรก็ไม่รู้ลงไปในกระดาษคำตอบ คุณครูก็ให้คะแนนสงสารมา 2 คะแนน และเค้าคงรู้ตัวว่าตัวเองเป็นภาระให้กับครอบครัวถึงกับคิดค้นการหลุดพ้นจากเกรด 0 ด้วยการไม่ขอกิน “ไข่” ในวันสอบเนื่องจากมีความพยายามตามที่สมองน้อยๆจะคิดได้บวกกับความเชื่อว่า “ไข่” คือที่มาของเกรด 0 นั่นเอง

ในการสอบแต่ละครั้งน้องเม่นไม่สามารถอ่านหนังสือด้วยตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีสมาธิและความจำสั้น ดิฉันจำเป็นต้องหาซื้อคู่มือวิชาต่างๆจากศูนย์หนังสือจุฬาฯมาทำการสรุปย่อลงเทป บางครั้งก็เป็นการถามตอบ บางครั้งก็ทำเสียงเหมือนเล่านิทาน บางครั้งก็ทำเป็นบทสัมภาษณ์ โดยมีแม่เป็นผู้สื่อข่าวน้องเม่นเป็นคนตอบ หลังจากนั้นน้องเม่นก็จะฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกระหว่างทางไปโรงเรียน แม้กระทั่งตอนนอนหลับ แต่ผลสอบก็ยังคงเป็น0 เหมือนเดิม เห็นมั้ยคะว่า “ฝัน” ของดิฉันไม่ได้เป็นจริงหรือได้มาอย่างง่ายๆเพียงแค่ข้ามคืนเหมือนในนิทานเลย ที่โรงเรียนเวลาเอาเทปไปฟังน้องเม่นมักจะฟังหูเดียวและแบ่งอีกหูนึงให้เพื่อนฟัง ปรากฎว่าเพื่อนสอบได้ดี บรรดาแม่ๆของเพื่อนน้องเม่นก็จะนำชีทหรือรายละเอียดในวิชาต่างๆมาให้เพื่อเราจะได้มีข้อมูลในการอัดเทปมากขึ้น จึงเป็นที่มาของขบวนการแม่ แม่ แม่ ที่เกิดขึ้น

ในการสอบส่วนใหญ่น้องเม่นชอบส่งกระดาษเปล่า เนื่องจากไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบ และในบางวิชาก็ทำข้อสอบไม่ได้โดยเฉพาะเลขโจทย์ปัญหา มีอยู่ครั้งหนึ่งนอกจากไม่ทำข้อสอบแล้วยังเอาดินสอไปเขียนเสื้อของเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้า ทำให้ผลสอบของเพื่อนคนนั้นตกอันดับจากที่1ของชั้นมาเป็นที่4ของห้อง เมื่อมีการร้องเรียนเกิดขึ้นน้องเม่นได้รับความกรุณาไปสอบเดี่ยวที่ห้องธุรการและเริ่มได้รับความเตตาและเป็นที่รู้จักทำให้ขบวนการแม่ แม่ แม่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นผลดีอย่างยิ่ง น้องเม่นได้รับความช่วยเหลืออย่างมากมาย จากขบวนการแม่ แม่ แม่ดังกล่าว ตั้งแต่มีโทรศัพท์มาแจ้งถึงกำหนดการส่งงานในวิชาต่างๆ มีชื่อในงานกลุ่มที่บรรดาลูกๆของขบวนการแม่ แม่ แม่เหล่านี้ และมีชีทที่ลูกๆของขบวนการแม่ แม่ แม่เหล่านี้ไปกวดวิชามาให้อัดเทปเพิ่มเติม มีขบวนการแม่ แม่ แม่คอยดูแลทั้งเช้าและเย็นทำให้จำนวนเกรด0ในแต่ละเทอมค่อยๆลดลง

อนาคตของน้องเม่น

เมื่อผลสอบในแต่ละครั้งติดอันดับท็อป5(ข้างท้าย)มาตลอด ดิฉันก็เริ่มฝันถึงอนาคตอันสดใสของลูกพยายามหาความสามารถพิเศษที่อาจจะซ่อนเร้นไว้เหมือนในหนังฟอเรส กั๊มส์ เริ่มต้นจากฝันว่าน้องเม่นจะเป็นภารดรน้อยจึงส่งไปเรียนตีเทนนิส 3 เดือนต่อมาไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะน้องเม่นสนุกกับการวิ่งเก็บลูกเทนนิสมากกว่า ครูก็เริ่มเบื่อที่จะสอน ดิฉันก็เริ่มมีความฝันใหม่ว่าลูกเราจะเก่งเหมือนฉลามนุก จึงส่งไปเรียนว่ายน้ำน้องเม่นชอบว่ายน้ำมากเล่นได้ไม่เคยเบื่อแต่จะงอแงทุกครั้งเมื่อครูสอนท่าว่าย ในที่สุดความฝันนี้ก็ต้องพับเก็บเอาไว้ ต่อมาเริ่มไปเรียนยูโดกับน้องมด ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนเดิม จึงเริ่มหันเหไปสู่วิชาการบ้างเผื่อจะได้ผล ลองไปเรียนจินตคณิตปรากฏว่าได้ที่สุดท้ายของห้อง ไปเรียนภาษาที่คิงส์ คอลเลจ ผลสอบออกมาแนะนำให้เรียนซ้ำ

ดิฉันเริ่มคิดหนักว่าอนาคตของลูกจะอยู่ที่ไหน และเริ่มศึกษาหลักสูตรในคณะใหม่ๆของแต่ละมหาวิทยาลัย พบว่าจะมีโควต้าสำหรับเด็กที่เรียนดนตรีจบเกรด6เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ โดยการรับสมัครตรง จึงลงทุน3คนแม่ลูกไปสมัครเรียนเปียโน โดยเริ่มมีความฝันอีกครั้งว่าลูกคงสอบได้เกรด 6 และได้ประกาศนียบัตรสำหรับสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยได้

เป็นการยากมากสำหรับคนวัย 30 กว่าที่ต้องไปเริ่มเรียนเปียโน แต่ถ้าไม่เรียนพร้อมลูกเราก็จะไม่รู้เรื่องเวลาเขาซ้อม อ่านโน้ตไม่เป็น และเป็นการยากมากในการคุมการซ้อมเปียโนในแต่ละวันสำหรับเด็กสมาธิสั้น ต้องสร้างบรรยากาศในการซ้อม บางวันก็แข่งกัน 3 คนว่าในการซ้อมแต่ละครั้งใครดีดผิดมากกว่ากัน บางครั้งก็ทำเป็นนักร้องโอเปร่าอ้าปากค้างรอจังหวะในแต่ละคีย์ บางครั้งก็มีพ่อเต้นท่าสวอนเลคตามจังหวะให้ขบขันเล่น บางครั้งก็มีน้องมดตัวกลมเต้นท่าทางกลมกลิ้งอยู่ไม่ห่าง ทำให้การซ้อมเปียโนในแต่ละวันผ่านไปได้อย่างฝืนบ้างฝืดบ้างตามอารมณ์ของคนเล่น

เชื่อหรือไม่ว่าตอนน้องเม่นจบม.6 ผลสอบเปียโนอยู่ที่เกรด 3 เอง ฝันของดิฉันไม่เป็นจริงอีกตามเคย แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น “แม่” อย่างดิฉันไม่เคยหมดหวังหรือหยุดที่จะฝัน

ชีวิตพลิกผัน

ครอบครัวเราอยู่ด้วยความหวัง (Hope) แต่ไม่เคยคาดหวัง (Expectation) อะไรในตัวน้องเม่น คำว่า Hope กับ Expectation นั้นต่างกันมากนัก เพราะถ้าเรามีความหวังเราก็หาหนทางสารพัดที่จะให้ความหวังหรือความฝันของเราเป็นจริง แต่ถ้าเรามีความคาดหวังเมื่อไหร่ จะสร้างความกดดันให้กับลูกเราทันที สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราก็อยู่กับคำว่า Hope มาตลอด ซึ่งเคยชินกับเกรด 0 ในสมุดพก มีความสุขกับเกรด 2 หรือ 3 ที่นานๆจะโผล่มาซักตัวก็แทบจะเฮกันลั่นบ้านแล้ว

จำได้ว่าเกรดของน้องเม่นตอนอยู่ชั้น ม.3 มีอยู่เทอมหนึ่งได้เพียงแค่ 0.96 ซึ่งแน่นอนเมื่อดูเกรดเฉลี่ยแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนต่อในชั้นม.4 เราเริ่มมองหารร.ให้ลูกใหม่ อย่างที่บอกว่าเราไม่กล้าที่จะร้องขอหรือใช้อภิสิทธิ์ใดๆกับทางรร. เนื่องจากที่ผ่านมาเราก็สร้างภาระให้กับทางรร.มามากพอแล้ว เมื่อขบวนการแม่ แม่ แม่ ทราบเรื่องก็เข้ามาคุยและบอกว่าได้คุยกับน้องเม่นแล้ว น้องเม่นไม่อยากย้ายรร.นะ เราก็อธิบายเหตุผลให้ทราบ เนื่องจากเค้ารักและเอ็นดูน้องเม่นมากเพราะช่วยประคับประคองกันมาตั้งแต่ป.1เปรียบเสมือนน้องเม่นเป็นลูกของพวกเค้าก็ว่าได้ ไม่อยากจะเชื่อว่าความรักดังกล่าวจะส่งผลให้ทางขบวนการแม่ แม่ แม่ ไปเล่าเรื่องน้องเม่นให้กับหัวหน้าฝ่ายวิชาการของรร.ฟัง ทางรร.ให้ทำการสอบเข้าร่วมกับเด็กใหม่และอนุญาตให้น้องเม่นได้เรียนต่อในแผนการเรียนศิลป์คำนวณ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดพลิกผันอย่างแรงในชีวิตน้องเม่น

ชีวิตใหม่

น้องเม่นดีใจมากที่ได้เรียนรร.เดิม ได้เจอเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตก็คงดำเนินต่อไปเหมือนปกติ จนกระทั่งสอบกลางภาคผ่านไปเราไม่เคยตื่นเต้นในผลการสอบอยู่แล้ว แต่เริ่มตื่นเต้นสุดชีวิตเมื่อได้รับโทรศัพท์จากทั้งป้าแมวและป้าหลีหนึ่งในขบวนการแม่ แม่ แม่ ว่าให้รีบเปิดเว็บไซต์ดูผลสอบด่วนเพราะน้องเม่นมีแต่เกรด 4 กับ 3 มีเกรด 2 แค่ 2 ตัว เราไม่เชื่อหูตัวเองนึกว่าโดนล้อเล่นแต่เห็นโทรมาทั้งคู่ไม่น่าจะเป็นเรื่องล้อเล่น พอเปิดดูแล้วก็ยังไม่เชื่อสายตาตัวเองอีก ยังคิดเลยว่าต้องมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นแน่เลยเพราะไม่น่าจะได้เกรดสูงขนาดนั้น

เมื่อไปตรวจสอบกับรร.แล้วว่าเป็นเรื่องจริง น้องเม่นได้เกรด 3.5 เป็นอันดับท้อป 5 (ข้างต้น) ดิฉันบรรยายความรู้สึกไม่ถูกจริงๆ บ้านเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ สมาชิกในบ้านทุกคนดีใจกับปรากฏการณ์ของเกรดปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้น บรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่รู้จักน้องเม่นพากันดีใจและร่วมอวยพรอย่างถ้วนหน้า ตัวดิฉันเองที่เคยถามตัวเองว่าคุ้มมั้ยกับ “โอกาส” และ “ตำแหน่ง” ในหน้าที่การงานที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วต้องทิ้งไปเพื่อลูก คำตอบณ ตอนนี้คือ ยิ่งกว่าคุ้ม เพราะดิฉันคิดเสมอว่าตำแหน่งหน้าที่การงานเมื่อเวลาเราตายไป คงไม่ได้ปักหน้าหลุมศพหรือมีคนจดจำได้ซักเท่าไหร่ เนื่องจากเราไม่ใช่บุคคลสำคัญระดับประเทศ ว่าเราตายตำแหน่งอะไร แต่ตำแหน่ง “แม่” นี่ต่างหากที่ติดตัวเราไปจนตาย ถ้าเราส่งลูกไม่ถึงฝั่งก็คงตายตาไม่หลับ เงินทองที่ได้มาจากการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตก็ไม่สามารถจะซื้อความสำเร็จให้ลูกได้ วันนั้นดิฉันได้ซึมทราบความหมายของประโยคที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” และรู้ว่าเวลาสิบกว่าปีที่เราทุ่มเทนั้น “คุ้มค่า”จริงๆ

นักเรียนแลกเปลี่ยน

ดิฉันสนใจเรื่องส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศมาโดยตลอด แต่อย่างที่เรียนให้ทราบเราทั้งคู่เป็นมนุษย์เงินเดือน เรื่องส่งลูกไปเรียน “เมืองนอก” อย่างทีเศรษฐีเค้าทำกันคงไกลเกินเอื้อมอีกเหมือนกัน แต่ดิฉันก็พยายามหาหนทางจนได้ด้วยการศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ ตั้งแต่โครงการAFS โครงการ Yes Thailand ซึ่งดูแล้วการแข่งขันค่อนข้างสูง และน้องเม่นเองก็ไม่ใช่เด็กที่เก่งระดับประเทศที่จะไปแข่งกับใครได้ ทุก Summer ดิฉันมักจะส่งลูกไปเข้าค่ายกับทาง AYC เพื่อให้ลูกได้แสดงศักยภาพ และค้นหาตัวตนกับคนรอบข้างที่ไม่ใช่เพื่อนเดิมๆ หรือคนที่รู้ว่าน้องเม่นเป็นเด็กพิเศษ และรู้จักกับเจ้าของโครงการเป็นอย่างดี เมื่อทางอาจารย์ทราบว่าน้องเม่นได้เกรด 3 จึงให้ไปทำข้อสอบดู ปรากฏว่าคะแนนใช้ได้ น้องเม่นจึงมีผู้ให้ “โอกาส” อันยิ่งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง คือการเดินทางไปเป็นนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศนิวซีแลนด์เป็นเวลา 1 ปี

ตลอดเวลาที่อยู่นิวซีแลนด์น้องเม่นมีพัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ภาษา และคณิตศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด มีความเป็นผู้ใหญ่และมีกระบวนการทางความคิดที่สร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างแดนโดยที่ทางบ้านใช้เงินไปแค่ 3 แสนบาทตลอด 1 ปี (รวมค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายตลอดปี)ระหว่างนั้นทางดิฉันต้องเตรียมหาข้อมูลในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาให้ลูกไปด้วย เริ่มต้นจากการสมัครสอบ SAT, CU-TEB เพื่อเตรียมสอบเข้าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คณะบริหารธุรกิจของ ABAC ไหนจะ O-NET, A-NET ที่เพิ่งเริ่มสอบปีแรกและขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้เด็กหลายคนต้องพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย


สอบเข้ามหาวิทยาลัย

วันที่น้องเม่นกลับจากนิวซีแลนด์ เครื่องลงตอนเกือบเที่ยงคืน กลับมาถึงบ้านก็นั่งอ่านการ์ตูนเพราะยังปรับเวลาไม่ได้ พอบ่ายเจอแม่พาไปเรียนเตรียมสอบ SAT อีก หลังจากนั้นชีวิตก็อยู่กับการเตรียมสอบ ทั้ง CU-TEB และ SATผลสอบ CU-TEB ทำได้ 580 แต่ต้องสอบถึง 3 ครั้ง ส่วนSAT อยู่ในระดับน่าตื่นเต้นเช่นเคย คือไม่ถึงกับสูงพอที่จะอยู่ในเกณฑ์เข้าได้ และไม่ถึงกับต่ำจนอยู่ในเกณฑ์ร่วง คือได้ Match 590, Critical Reading 380 และดูจากตารางสอบกับตารางการรับสมัครพบว่าไม่มีสิทธิ์สอบอีกครั้งเนื่องจากเวลาไม่ตรงกัน ถ้ารู้สักนิดว่าการประกาศผล O-NET, A-NET จะมีปัญหาล่วงเลยมาอีกเป็นเดือนน้องเม่นคงมีโอกาสได้สอบอีกครั้งเป็นแน่

ขณะที่นั่งเขียนต้นฉบับนี้น้องเม่นมีสิทธิ์สมัครสอบเข้าทั้ง 3 คณะที่ตั้งใจไว้ ได้แต่รอผลประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ แล้วต้องลุ้นต่อไปว่าจะได้เข้าเรียนต่อที่ไหน ถึงนาทีนี้ดิฉันบอกลูกว่าไม่ว่าลูกจะได้เรียนต่อที่ไหนลูกก็มาไกลเกินกว่าที่แม่ฝันมากมายนัก ดิฉันมั่นใจว่าเวลาและทุกแรงใจที่ทุ่มเทกับลูกคนนี้ไม่เสียเปล่า ดิฉันได้สร้างเด็กคนหนึ่งที่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะล้มเหลวในการเรียน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม คนที่มีจิตใจดีงาม คนที่พูดกับแม่ตอนเค้ายังเป็นเด็กว่า “คอยดูนะโตขึ้นเม่นจะไม่ปล่อยให้แม่กินข้าวกับหมาเหมือนในโฆษณา” ตอนนี้ดิฉันคิดว่าส่งลูกใกล้ถึงฝั่ง และได้ “ผลัก” ลูกมาถูกทางแล้ว

ของฝาก

สิ่งที่อยากจะฝากสำหรับคนที่ใกล้ชิดกับเด็กพิเศษพวกนี้ก็คือ อยากจะฝากถึงคุณครูทุกท่านให้มีจิตวิญญาณของการเป็นครู คำพูดของท่านเพียงคำเดียว ไม่ว่าจะเป็น “คำกล่าวชม” หรือ “คำติเตียน” อาจมีอิทธิพลในการพลิกชีวิตของเด็กเหล่านี้จาก “ขาวเป็นดำ” หรือจาก “ดำเป็นขาว” ได้ ทุกวันนี้น้องเม่นยังจำคำชมของคุณครูบางท่านได้และตั้งใจว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่อไหร่จะใส่ชุดไปอวดคุณครูทุกท่านที่เค้าจดจำไว้ในใจ

ฝากบอกคุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กพิเศษว่า ไม่มีใครจะมาทนลูกเราได้เท่าตัวเราเอง จงประคับประคองกันไป ไม่ใช่หน้าที่ของ “แม่” หรือ “พ่อ” คนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว อย่า “ทุกข์” กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะ “ทุกข์”ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ศึกษาหลักศาสนาแล้วนำมาปฏิบัติหา สมุทัย นิโรธ และมรรคให้เจอ นั่นคือสัจจธรรมที่จะทำให้พ้นทุกข์ ส่วนในศาสนาคริสต์ก็มีคำกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทดสอบความอดทนของเรา แต่จะไม่ทดสอบเกินความสามารถของเรา” พยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้รื่นเริงมากที่สุดเพื่อที่จะเก็บเกี่ยว “ความสุข” ด้วยกัน อย่าให้ “อุปสรรค” ต่างๆมาบั่นทอนความสุขในบ้านของเรา

ท้ายที่สุดขอขอบพระคุณ กลุ่มผู้สร้างน้องเม่นให้ยืนหยัดในสังคมนี้ได้ ตั้งแต่

คุณหมอปราโมทย์ซึ่งเป็นจิตแพทย์
คุณหมอพิวัฒน์ ที่ดูแลน้องเม่น
ครูดา พี่ศรี ที่ดูแลในชั้นอนุบาล
คุณจี๊ด ผู้ที่ให้โอกาสอย่างใหญ่หลวงในชีวิตน้องเม่น
มิสมาลัยครูคนแรกในชั้นป.1ที่อดทนกับน้องเม่นอย่างมากมาย
ขบวนการแม่ แม่ แม่ ตั้งแต่
ป้าหลี ป้าแมวที่ดูแลส่งข่าวเรื่องการเรียน เอาชื่อน้องเม่นเข้างานกลุ่มและรวบรวมชีทให้
ป้าอ๋อย ที่มีลูกเรียนเก่งเหลือเกินแต่ก็คอยช่วยเหลือแบ่งปันให้เด็กคนอื่นเสมอ
ม้าอู๋กับป้าหมี่ ที่คอยเป็นกำลังเสริมในด้านเสบียงอาหาร คอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเสมอมา
และป้าๆทั้งหลายที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมด
มาสเซอร์ ทบ ที่ให้โอกาสและเชื่อเสมอว่าเด็กเหล่านี้จะได้ดี
อาจารย์ทัศนีย์ และคุณสิโรดม แห่ง AYC ที่ให้โอกาสน้องเม่นในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน
ขอบคุณสามีที่เป็นพ่อที่ประเสริฐ พี่หมีและน้องมดที่ช่วยกันฟันฝ่าจนน้องเม่นมีวันนี้ได้




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2550    
Last Update : 21 มิถุนายน 2555 12:20:55 น.
Counter : 2539 Pageviews.  

1  2  

แม่น้องเม่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่น้องเม่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.