Group Blog
 
All blogs
 

Review ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งที่สามกับ Dr. Tony Beauty Expert



สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปเกือบสองปีเลยที่ไม่ได้มาอัพเดทการฉีดฟีลเลอร์ปาก
ซึ่งครั้งนี้จอสได้มีโอกาสฉีดกับคุณหมอโทนี่เป็นครั้งที่ 3
เลยอยากจะมารีวิวและอัพเดทให้กับเพื่อนๆได้ดูกันค่ะ
เผื่อว่าใครที่กำลังสนใจอยากจะฉีดฟิลเลอร์ปาก จอสหวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ

สถานที่ : Doctor Tony Beauty Expert สาขา The Crystal Park
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจหรืออยากเข้าไปปรึกษาคุณหมอ แนะนำให้โทรเข้าไปจองคิวก่อน
เนื่องจากทางคลีนิคค่อนข้างมีคิวแน่นทุกวันเลยค่ะ


ไปถึงคลีนิคอันดับแรกเลยก็คือเข้าพบคุณหมอเพื่อปรึกษาก่อน
ซึ่งครั้งนี้คุณหมอได้ประเมิณให้ว่าควรฉีดเพิ่ม 1 CC.
แล้วรอดูผลหลังฉีด หากยังไม่พอใจสามารถฉีดเพิ่มได้ภายหลังค่ะ
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์กับคุณหมอโทนี่คือ แกจะค่อยๆเติม
ไม่ฉีดทีเดียวเยอะๆ เพราะถ้ามากไปก็จะออกมาไม่สวยค่ะ



ในส่วนของฟิลเลอร์ที่ใช้ครั้งนี้จะเป็นของ Juvederm Volift
รุ่นนี้เป็นรุ่นที่คุณหมอประเมิณแล้วว่าเหมาะกับการฉีดริมฝีปาก
ทำให้ได้รูปทรงที่สมูทและช่วยเติมเต็มร่องปากให้ดูอวบอิ่มและชุ่มชื้นด้วยค่ะ



สำหรับการฉีดในครั้งนี้ คุณหมอใช้เทคนิคใหม่ฉีดให้ค่ะ
ซึ่งจะเป็นการลงเข็มตามจุดที่ต้องการฉีดเลย ข้อดีคือเจ็บน้อยกว่า
และรูปทรงที่ได้ออกมาสวยและสมูทมากขึ้นกว่าเทคนิคเดิม
ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 10-15 นาทีก็เสร็จแล้วค่ะ
หลังฉีดคุณหมอก็จะทำการนวดบริเวณริมฝีปาก เพื่อให้ตัวฟิลเลอร์มีความสมูท

ส่วนตัวจอสคิดว่าเทคนิคใหม่ ทำง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อย และเจ็บน้อยกว่าด้วยค่ะ
ถือว่าชิลกว่าเดิมเยอะเลย แต่ถามว่ากลัวมั้ย? ก็ยังกลัวอยู่ เพราะปกติแล้วเป็นคนกลัวเข็มค่ะ 555

ปล. ก่อนฉีดจะมีการแปะยาชาล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ
บวกกับการที่ตัวฟิลเลอร์มียาชาผสมอยู่แล้ว ยิ่งสบายมากขึ้น และที่สำคัญคือ
คุณหมอโทนี่มือเบามาก แทบจะไม่รู้สึกตอนลงเข็มเลยค่ะ






จากรูปด้านล่าง จอสถ่ายเก็บไว้ให้เพื่อนๆดูผลหลังฉีดกัน 1 สัปดาห์ค่ะ
Day 1 จอสถ่ายหลังฉีดเลยทันที จะสังเกตุเห็นว่าไม่มีรอยเข็มเลย มีอาการบวมและตึงนิดๆ 
แต่ไม่เจ็บค่ะ หลังฉีดสามารถใช้ชีวิตได้ปกติเลย ทานข้าวทานน้ำได้
Day 2 วันที่สองหลังฉีด ตื่นเช้ามาแอบตกใจนิดๆ เพราะเป็นวันที่บวมเยอะที่สุดค่ะ
จะสังเกตุเห็นว่าเริ่มมีรอยช้ำตรงมุมปากข้างซ้ายนิดหน่อย
Day 5 อาการบวมเริ่มยุบลงแล้ว ส่วนรอยช้ำยังอยู่ค่ะ เริ่มขยับปากได้เป็นปกติมากขึ้น
อาการตึงลดลง เริ่มเข้าที่แล้วค่ะ
Day 7 รอยช้ำหายไปตั้งแต่วันที่หกแล้วค่ะ ปากเริ่มเป็นทรงสวยเข้าที่ อันที่จริง
ถ้าเทียบกับวันที่ห้าก็จะไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไหร่



และนี่คือรูปปากก่อนและหลังฉีดแบบ Close-up นะคะ



มาดูก่อนและหลังฉีดแบบเซลฟี่กันบ้าง เพื่อนๆคิดว่าอย่างไรบ้างคะ?
ส่วนตัวแล้วจอสค่อนข้างชอบมากเลยทีเดียว รู้สึกว่าปากมีความอวบอิ่มได้รูปมากยิ่งขึ้น
ชอบเทคนิคการฉีดแบบใหม่ที่เจ็บน้อยกว่า ใครที่กลัวเข็มบอกเลยว่าทำได้ค่ะ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

เพื่อนๆที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
โทร 087-9996169



สุดท้ายนี้สำหรับเพื่อนๆที่ชอบดูแบบ VDO สามารถดูรีวิวที่จอสทำไว้ได้เลยค่ะ


ติดตามจอสในช่องทางอื่นๆได้ที่
Facebook/Youtube - Jossy Berry
Instagram - Babejossy




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2562    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2562 18:44:27 น.
Counter : 184 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

รีวิวเปรียบเทียบคุชชั่น 4 ตลับ (มีทั้งถูกและแพง)




สวัสดีค่ะ วันนี้จอสจะมารีวิวเปรียบเทียบคุชชั่นที่ใช้อยู่ในตอนนี้
เรียกได้ว่ากระแสการใช้คุชชั่นไม่มีวันตกจริงๆ ส่วนตัวแล้วจอสเป็นคนที่ชอบใช้คุชชั่นมาก
ก่อนหน้านี้เคยรีวิวเปรียบเทียบคุชชั่นแบบคลิปวีดีโอในยูทูปไปแล้ว
ครั้งนี้จึงอยากจะหยิบมารีวิวแบบภาพนิ่งกันบ้าง พร้อมอัพเดทว่าช่วงนี้จอสใช้ตัวไหนอยู่
และด้านล่างนี้คือหน้าตาของคุชั่นที่จะมารีวิวในวันนี้ค่ะ มีอยู่ทั้งหมด 4 ตลับ
มีทั้งของถูกและแพงผสมกันไป ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่า


ก่อนอื่นจอสขอสวอทช์เนื้อคุชชั่นบนแขนให้ดูก่อนนะคะ
สังเกตุว่าแต่ละตลับจะมีสีและการปกปิดที่แตกต่างกันออกไป
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ในโอกาสไหน แต่ส่วนใหญ่จอสจะชอบใช้ในวันสบายๆมากกว่า
เพราะขึ้นชื่อว่าคุชชั่นแล้ว เรามักจะนึกถึงงานผิว ทาแล้วเบาสบาย ไม่หนักหน้า
เอาเป็นว่าจอสจะขอเริ่มรีวิวทีละตัว โดยเรียงจากการปกปิดน้อยไปมากสุดนะคะ



มาเริ่มกันที่ตัวแรก Fiit Everyday Cushion - Healthy Glow ราคา 680 บาท
รุ่นนี้จะเป็นรุ่น Glow เหมาะสำหรับผิวแห้งถึงผิวผสม สีที่จอสใช้คือ HG02
เป็นเฉดสีที่พอดีกับผิวมาก ความดีของนางคือนางเป็นคุชชั่นที่เนื้อเนียน บางเบา และเป็นธรรมชาติ
สังเกตุว่าหลังทาแล้วนางจะปกปิดริ้วรอยได้ระดับนึงเลย แต่ยังคงความผิว และให้เห็นรอยกระนิดๆ
ทาแล้วได้ลุคผิวฉ่ำแบบสุขภาพดี เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการความปกปิดมากมาย
ส่วนตัวจอสเป็นคนผิวผสมค่อนไปทางแห้ง ระหว่างวันรู้สึกว่าไม่มันเยิ้มและไม่เป็นคราบ
เห็นเนื้อบางเบาแบบนี้แต่ความติดทนดีเลยทีเดียว สามารถอยู่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่หลุด
โดยรวมแล้วเป็นคุชชั่นที่ถูกใจจอสมากที่สุด ชอบที่ทาออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติ
และติดทนนาน ราคาไม่แรงจนเกินไปค่ะ



ตัวต่อไปมาที่ The Face Shop กันบ้าง รุ่นนี้จะเป็นรุ่น CC Intense Cover Cushion
สีที่ใช้เป็น V203 Natural Beige ราคา 649 บาท
ตัวนี้เค้าบอกว่าขายดีที่เกาหลีค่ะ เน้นความปกปิดและคุมมัน
แต่พอใช้แล้วรู้สึกว่าการปกปิดได้แค่ปานกลาง ยังมีความเป็นผิวอยู่ ซึ่งข้อดีคือได้ลุคธรรมชาติ
และหลังจากทาแล้วผิวจะดูโกลวมาก ดูเป็นผิวที่ฉ่ำน้ำและสุขภาพดี ส่วนตัวแล้วชอบ
สำหรับใครที่ชอบคุชชั่นที่ปกปิดมากขึ้นกว่าตัวข้างบนให้ลองตัวนี้ดูค่ะ
ข้อเสียคือเวลาทาอาจจะต้องใช้เวลาเกลี่ยนิดนึงเพราะรู้สึกมันไม่เกาะผิว ด้วยความที่นางฉ่ำ
แนะนำให้เซ็ตแป้งฝุ่นทับ ระหว่างวันจะติดทนได้ดี ไม่หลุด ไม่เป็นคราบ
ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วตัวนี้จะติดทนและคุมมันน้อยกว่าคุชชั่นของ Fiit นิดหน่อย
โดยรวมแล้วถือว่าชอบอีกหนึ่งตัว เป็นคุชชั่นที่ราคาถูกและดี
เหมาะกับผิวแห้งถึงผิวผสมค่ะ



ตัวต่อไปเรามาที่ Sulwhasoo Perfecting Cushion ราคา 2,100 บาท (แถมรีฟิล 1 ชิ้น)
ตัวนี้จอสใช้เบอร์ 23 Medium Beige 
ต้องบอกว่าตัวนี้เนื้อคุชชั่นจะมีความเข้มข้นกว่าของ The Face Shop 
แต่พอทาออกมาแล้วจะได้ความปกปิดที่ใกล้เคียงกันคือ Medium Coverage
ซึ่งของ Sulwhasoo จะมีความฉ่ำน้อยกว่า คิดว่าคนผิวมันน่าจะชอบตัวนี้มากกว่า
ความติดทนจอสว่าตัวนี้จะอยู่แค่ปานกลางค่ะ ตกเย็นจะเริ่มเป็นคราบข้างจมูก
ส่วนตัวแล้วจอสคิดว่าคุชชั่นของ Sulwhasoo ยังไม่เหมาะกับผิวจอสเท่าไหร่
เพราะเคยใช้รุ่น Whitening แล้วก็ยังไม่ค่อยถูกใจเหมือนกัน
ซึ่งพอเทียบปริมาณและราคากับตัวอื่นแล้วจอสคิดว่าคุชชั่นของ 
Fiit และ The Face Shop จะคุ้มค่ากว่าค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่คนด้วยนะคะ 
อยากให้ลองด้วยตัวเองมากกว่า



ตัวสุดท้าย Grid Solution Foundation Intense Cover ราคา 590 บาท
สี Snow White เป็นเฉดที่ค่อนข้างขาวเลยทีเดียว ส่วนตัวจอสทาแล้วแอบวอกนิดนึงค่ะ
เพาะจอสไม่ได้ผิวขาวมาก เวลาใช้จะลงคอนทัวร์เพิ่มให้หน้าดูมีมิติมากขึ้น
ตัวนี้เป็นคุชชั่นที่มาในเนื้อของรองพื้น ซึ่งมันแน่นมาก ความปกปิดคือสูงสุดใน 4 ตลับนี้
ทาออกมาแล้วจะได้ลุคที่แมท เนื้อหนาและรู้สึกหนักหน้ากว่าทุกตัวเลยค่ะ
คิดว่าคนผิวมันและริ้วรอยเยอะน่าจะชอบตัวนี้
แต่ส่วนตัวแล้วจอสว่ามันไม่เหมาะกับสภาพผิวจอสสักเท่าไหร่
ด้วยความที่ผิวจอสค่อนไปทางแห้ง และไม่ได้มีริ้วรอยอะไรเยอะ 
ก็เลยชอบน้อยที่สุดในบรรดา 4 ตัวนี้ค่ะ
ความดีของนางคือติดทนดีมาก ระหว่างวันใช้แล้วไม่หลุด ไม่เป็นคราบ
ทาไปเที่ยวทะเลเจอแดดร้อนๆได้สบายเลย
ยังไงก็ลองเลือกดูตามสภาพผิวของแต่ละคนนะคะ



ก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่กำลังหาข้อมูลอยู่
ใครยังไม่เคยใช้คุชชั่นขอบอกว่าตกเทรนด์มากๆค่ะ
แนะนำว่าควรลองอย่างน้อยสักตลับนึง เลือกตัวที่เหมาะกับผิวตัวเอง
แล้วคุณจะหลงรักการใช้คุชั่น เพราะมันเป็นอะไรที่ใช้ง่าย สะดวกมาก
แค่กดพัฟลงไป ตบๆ แล้วก็เนียนเลย
หวังว่าเพื่อนๆจะชอบรีวิวนี้นะคะ เอาไว้มาเจอกันใหม่กระทู้หน้าค่ะ บายยย...



ติดตามจอสเพิ่มเติมได้ที่
Facebook - Jossy Berry
Youtube - Jossy Berry
Instagram - Babejossy
Twitter - Jossy Berry




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 4 มีนาคม 2561 11:52:46 น.
Counter : 805 Pageviews.  

Review&Swatch : Sixtory Feathery Matte Lip - Autumn Pout Collection




สวัสดีค่ะ วันนี้จอสแวะมาอัพเดทลิปจุ่มแมตต์รุ่นใหม่
ขอบอกว่าคอลเลคชั่นนี้เค้าออกมาเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงโดยเฉพาะ
แต่ละสีคือสวยมาก และที่สำคัญคือเนื้อดีสุดๆ เทียบเท่าแบรนด์เมืองนอกเลยก็ว่าได้
และอย่างที่ทุกคนรู้ว่าจอสชอบใช้ลิปจุ่มแมตต์เป็นชีวิตจิตใจมากๆ
เพราะฉะนั้นเราจะไม่พลาดแบรนด์นี้อย่างแน่นอน


และนี่คือโฉมหน้าทั้ง 4 สี จากคอลเลคชั่น Autumn Pout
Sixtory Feathery Matte Lip 
ต้องบอกว่าเป็นลิปจุ่มแมตต์แบรนด์ของคนไทย
ที่คุณภาพดีมากๆ เนื่องจากส่วนผสมที่นำเข้าจากอเมริกา
โดยเค้าเคลมไว้ว่าใช้วัตถุดิบที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทำให้ไม่รู้สึกหนักปาก
เวลาทาแล้วจะรู้สึกไม่เหนียว และไม่แห้งจนเกินไป
ช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น และลดริ้วรอยได้อีกด้วย
เม็ดสีชัดเจน และติดทนนานทั้งวันด้วยค่ะ

โดยส่วนผสมที่เค้าใส่เข้าไปได้แก่
Hyaluronic Acid ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยริมฝีปาก
Tripeptide ชนิดพิเศษ ที่ทำให้ริมฝีปากผลิตคอลลาเจน และดูเนียนนุ่ม
Vitamin E ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยค่ะ



แพคเกจต้องบอกว่าเด็ดดวงมาก มีความสวยหรูดูแพง
ตัวแท่งจะมีลักษณะแมตต์และสกรีนสีทองเป็นชื่อแบรนด์ค่ะ
ส่วนตัวแล้วจอสชอบแพคเกจลิปจุ่มแมตต์แบบนี้มากๆ 
เพราะดูนางมีความแพงแบบไม่ต้องพยายาม

ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง Sixtory เค้าได้ออกลิปสติกมาทั้งหมด 24 สี
แต่สิ่งที่จอสจะมารีวิวในวันนี้คือสีใหม่ในคอลเลคชั่น Autumn Pout 4 สี นั่นเอง
ว่าแล้วเราก็ไปดูกันเลยว่าแต่ละสีจะสวยขนาดไหน



เริ่มจากสวอทช์สีลงบนแขนก่อนนะคะ
25 Autumn Breeze เป็นโทนสีแดงอมส้มอิฐ สีสวยทาง่าย ทาได้ทุกวัน
26 Bon Fire เป็นโทนสีแดงที่ทาแล้วช่วยขับให้ใบหน้าดูเด่นมาก
27 Caramel Apple เป็นสีส้มอิฐที่ออกไปในเฉดเหลืองๆหน่อย
28 Trick or Treat เป็นสีแดงเข้มที่ทาแล้วดูลึกลับ น่าค้นหา



ต่อไปเรามาดูสีลิปที่ทาลงบนริมฝีปากกันบ้างนะคะ
เริ่มจากสีแรกเลย 25 Autumn Breeze



26 Bon Fire



27 Caramel Apple



28 Trick or Treat



ลองเปรียบเทียบภาพ Closeup บนริมฝีปากอีกครั้งค่ะ เผื่อใครอยากรู้ข้อแตกต่างของแต่ละสี
จอสคิดว่าเค้าทำสีออกมาได้สวยมากๆเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าโทนสีจะใกล้เคียงกันนิดหน่อย
แต่รับรองว่าพอทาออกมาแล้ว แต่ละสีจะมีเอกลักษณ์ในตัวของมัน
ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและโอกาศพิเศษ
ใครที่เบื่อลิปสติกสีเดิมๆแล้ว ลองเปลี่ยนมาทาโทนสีนี้ดูก็เก๋ไปอีกแบบค่ะ



สำหรับเรื่องพิกเม้นต์ต้องบอกว่าดีมากๆ จากรูปก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า
สามารถกลบสีปากของจอสได้ทั้งหมด คือสีแน่นมากจริงๆ
ส่วนเนื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ค่อนข้างมีความเหลวเป็นลิควิดเลยค่ะ
เวลาทาแล้วอาจจะต้องรอสักพักเพื่อให้เนื้อลิปเซ็ตตัว
แต่พอเนื้อแห้งแล้วทุกอย่างจะเพอร์เฟค และออกมาดูดีมาก
เนื้อลิปบางเบา ไม่หนักปากเลย ในขณะเดียวกันก็ให้ฟินิชลุค
ที่แมตต์ และติดทนนาน แห้งกลืนไปกับริมฝีปากของเรา
เนื้อลิปไม่ตกร่องและไม่ทำให้ริมฝีปากดูเหี่ยว โดยรวมดูสุขภาพดีมาก
ส่วนตัวแล้วจอสชอบมากๆ ต้องบอกว่าคุณภาพดีสู้แบรนด์เมืองนอกได้เลย
ไม่น่าเชื่อว่าแบรนด์ของคนไทยจะสามารถทำออกมาได้ดีขนาดนี้
เดี๋ยวต้องมีการซื้อสีอื่นเพิ่มแน่นอนจ้า

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ Sixtory Feathery Matte Lip เค้ามีขายแล้วที่ EVEANDBOY ทั้ง 9 สาขา
หรือสามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่

สำหรับคอลเลคชั่น Autumn Pout จะมีขายเฉพาะ EVEANDBOY 
สาขา The Underground (Siam Square One)
และทางหน้าเพจของแบรนด์ (ลิ้งค์ด้านบน) เท่านั้นค่ะ รีบจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ว



ติดตามและพูดคุยกับจอสได้ที่
IG - Babejossy

วันนี้จอสขอตัวลาไปก่อน แล้วมาพบกันใหม่นะคะ xo




 

Create Date : 23 กันยายน 2560    
Last Update : 24 กันยายน 2560 21:57:09 น.
Counter : 8977 Pageviews.  

Review : Luxe Lashes ขนตาขนมิ้ง 3 มิติ ที่สุดของความหนาฟู





สวัสดีค่ะ วันนี้จอสมีไอเท็มใหม่เขย่าใจมาให้เพื่อนๆดู
พูดเลยว่าใครที่ติดตามกันมานาน จะรู้ว่าจอสชอบแต่งหน้าสาย ฝ
ไม่ว่าจะชีวิตประจำวันหรือออกงาน ขนตาต้องฟูและแน่นไว้ก่อนค่ะ

เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้วก็ขอแนะนำให้รู้จักกับสิ่งนี้เลย
Luxe Lashes ขนตาปลอมขนมิ้ง 3 มิติ (Luxurious & Fabulous Lashes)
นางมาในกล่องกระดาษสีทอง คุณภาพดี แพกเกจหรูมาก
ความแน่นความฟูไม่ต้องพูดถึงนะคะ มีอยู่ทั้งหมด 10 เบอร์
เดี๋ยววันนี้จะติดให้ดูทั้งหมดเลย


แพกเกจของนางก็จะมาอย่างละ 1 คู่แบบนี้เลย
สามารถติดได้หลายครั้ง แล้วแต่การดูแล ส่วนตัวจอสใช้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งค่ะ






โอเค ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูแต่ละเบอร์กันเลยว่าจะปังแค่ไหน
เริ่มจาก Luxe-01






Luxe-02






Luxe-03






Luxe-04






Luxe-05






Luxe-06






Luxe-07






Luxe-08






Luxe-09






Luxe-10






โดยรวมแล้วคุณภาพดีมากเลยค่ะ หลายๆเบอร์ต้องยกให้เป็นเบอร์โปรด
ก้านขนตาจะมีความหนาแต่นิ่ม ติดแล้วไม่เจ็บตา ทนทานและใช้ได้นาน
ใครที่ดวงตาเล็กแนะนำให้ตัดช่วงปลายออกไปให้พอดีค่ะ

เอาเป็นว่าใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์ Line ID - @luxelashes
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ IG - Luxelashes_official
Facebook - Luxe Lashes

ติดตามและพูดคุยกับจอสได้ทาง
IG - Babejossy
Facebook - Jossy Berry Make-up Artist






 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2560 11:59:14 น.
Counter : 3779 Pageviews.  

Swatch : R-Nori Matte Liquid Lipstick 10 สี แน่นๆปังๆ





สวัสดีค่ะวันนี้ก็กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ
อย่างที่ทราบกันดีว่า R-Nori เป็นลิปจุ่มแมทท์อีกหนึ่งแบรนด์คุณภาพ
ที่จอสเคยรีวิวไปแล้ว วันนี้นางกลับมาพร้อมแพคเกจใหม่
แต่คุณภาพยังคับแน่นเหมือนเดิม ทางแบรนด์จึงส่งมาให้จอสได้ลองเล่นอีก
วันนี้จอสเลยมาทำสวอทช์สีให้ทุกคนได้ดูกันอีกรอบค่ะ
โดยครั้งนี้เราจะมาครีเอทลุคสนุกๆกัน เป็นสาวผมบลอนด์ตกกระ
จะเป๊ะปังอลังการแค่ไป ไปดูพร้อมกันเลยจ้า


ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะคะว่า R-Nori เค้าเป็นลิปจุ่มแมทท์ของคนไทย
คุณภาพถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว เพราะส่วนผสมเค้านำเข้าจาก USA
แถมยังผลิตในแลปชั้นนำของไทยเรา ความปลอดภัยหายห่วงได้เลยค่ะ

ส่วนตัวจอสได้ลองใช้ตั้งแต่แรกแล้วก็ชอบ เพราะสีสวยมาก
พิกเม้นท์ค่อนข้างดีระดับนึงเลย
ระหว่างวันจะไม่รู้สึกหนาหนักปาก หรือปากแห้งลอกเป็นขุย
ทานข้าวดื่มน้ำเบาๆก็ไม่หลุดค่ะ อยู่ได้สบายๆทั้งวันเลย
และที่สำคัญคือราคาเพียงแท่งละ 220 บาทเท่านั้น

ต่อไปเรามาดูสวอทช์กันทั้ง 10 สีเลยค่า
เริ่มจาก No.01



No.02



No.03



No.04



No.05



No.06



No.07



No.08



No;.09



No.10



เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับการสวอทช์ในวันนี้ มีใครชอบสีไหนเป็นพิเศษไหมเอ่ย
จอสก็หวังว่าเพื่อนๆจะชอบและสนุกกับบล็อกในวันนี้นะคะ
สำหรับใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่

ติดตามและพูดคุยกับจอสได้ทาง
IG - Jossyberryblog

ไว้เจอกันใหม่นะคะ xo





 

Create Date : 15 มีนาคม 2560    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2560 17:37:41 น.
Counter : 706 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

Jossy Berry
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 28 คน [?]




Friends' blogs
[Add Jossy Berry's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.