Group Blog
 
All blogs
 

Review : เครื่องชงกาแฟ Dolce Gusto Mini Me ดื่มด่ำรสชาติกาแฟคุณภาพง่ายๆได้ที่บ้าน



สวัสดีคอกาแฟทั้งหลาย วันนี้จอสจะขอพักจากการรีวิวเครื่องสำอางมารีวิวเครื่องชงกาแฟบ้าง

เนื่องจากว่าช่วงนี้ได้เครื่องชงกาแฟจาก NESCAFÉ Dolce Gusto มาใหม่ เลยจะมารีวิวให้ดูกันสักหน่อย


เชื่อว่าหลายคนที่ชอบดื่มกาแฟในตอนเช้าคงจะเป็นเหมือนกัน

เวลาที่อยากดื่มกาแฟสดคุณภาพดีสักแก้ว แต่ไม่อยากออกไปซื้อข้างนอกให้ยุ่งยาก

วันนี้จอสเจอสิ่งที่ตามหามานานแล้วค่ะ บอกได้เลยว่าเครื่องนี้ใช้ง่ายและรวดเร็วมาก

เหมือนยกร้านชงกาแฟสดมาไว้ที่บ้านเลยค่ะ จะเป็นยังไงเดี๋ยวเรามาดูกันค่ะ




NESCAFÉ Dolce Gusto รุ่น Mini Me เป็นเครื่องชงกาแฟที่มีขนาดกระทัดรัด แต่ดีไซน์เก๋ไก๋

ซึ่งเครื่องกาแฟได้รับรางวัลระดับโลกอย่าง Red Dot Design Award 2015

และ iF Product Design Award 2015 ด้วยนะ ถึงจะมีขนาดที่เล็กลงแต่ต้องบอกว่าประโยชน์ใช้สอยครบครันมากค่ะ


เครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Dolce Gusto รุ่น Mini Me สามารถชงได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็น

สะดวกสบาย และใช้งานง่าย อันนี้สำคัญมาพร้อมกับแคปซูลกาแฟรสต่างๆ

ซึ่งจริงๆแล้วแคปซูลของเครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Dolce Gusto เค้ามีรสชาติมากถึง 12 รสเลยค่ะ

สำหรับใครที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ สามารถเลือกเป็นเมนูอื่นได้เช่น ช็อคโกแลตหรือชาเขียว

และตัวแคปซูลเป็นกาแฟคั่วบดแท้นำเข้าจากต่างประเทศ และเก็บความสดของกาแฟได้นานถึง 1 ปี

เพราะฉะนั้นรับรองความสดและอร่อยได้เลยว่า คุณภาพแน่นอนค่ะ




เรามาดูตัวเครื่องกันบ้างนะคะว่าแต่ละส่วนเป็นยังไง

เริ่มจากตรงที่มือจอสจับอยู่ เรียกว่า “คันเลื่อน”

โดยคันเลื่อนนี้จะเป็นระดับน้ำที่เราสามารถเลือกได้ค่ะ ซึ่งเวลาชงจะมีบอกตรงแคปซูลว่า

ควรปรับระดับให้อยู่ตรงไหน ปุ่มข้างบนเป็นปุ่มเปิดปิด

และตรงคันโยกเล็กๆด้านหลังที่เป็นสีน้ำเงินและแดงจะเป็นการเลือก

ระหว่างการชงเมนูร้อนหรือเย็นค่ะ ต้องการแบบไหนก็เลื่อนคันโยกไปเลย ซ้าย/ขวา




ส่วนด้านล่างตรงนี้จะเป็นที่รองแก้วค่ะ สามารถปรับได้ถึง 3 ระดับกันเลยทีเดียว

ขึ้นอยู่กับขนาดของแก้ว เพื่อกันไม่ให้กาแฟหกเลอะเทอะนั่นเองค่ะ




ด้านหลังของตัวเครื่องจะเป็นที่สำหรับเติมน้ำนะคะ ก่อนชงทุกครั้งอย่าลืมเติมน้ำให้เพียงพอ

ซึ่งสามารถเติมน้ำได้ถึง 800 มิลลิลิตร สามารถชงได้อย่างน้อย 2-3 แก้วเลยทีเดียวค่ะ




ต่อมาในส่วนนี้จะเป็นช่องสำหรับใส่แคปซูล วิธีใช้ตามหมายเลขเลยนะคะ

1. ดันช่องตรงกลางขึ้นไปข้างบนก่อน

2. จากนั้นถึงจะสามารถดึงช่องใส่แคปซูลออกมาได้ค่ะ

3. ใส่แคปซูลลงไปตามช่อง และปิดให้เข้าที่เหมือนเดิม

แค่นี้ก็พร้อมที่จะชงกาแฟดื่มได้แล้วง่ายๆ แต่ก่อนอื่นอย่าลืมเลือกระดับน้ำก่อนนะคะ

ซึ่งระดับน้ำจะมีบอกไว้ตรงฝาแคปซูลเลยค่ะ หรือถ้าลืมก็สามารถดูจากกล่องได้เลย




ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นคาปูชิโน่จะต้องใช้ทั้งหมดสองแคปซูล สีขาวและดำ

เริ่มจากใส่แคปซูลนมสีขาวก่อน ปรับระดับน้ำอยู่ที่ 6 ขีด

พอเสร็จแล้วก็ทิ้งแคปซูลเก่าและตามด้วยแคปซูลกาแฟสีดำ ปรับระดับที่ 1 ขีดค่ะ


ใน 1 กล่องจะได้ทั้งหมด 16 แคปซูล เท่ากับว่าชงได้ทั้งหมด 8 แก้ว

ราคาแต่ละกล่องก็จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่รสชาติ เริ่มตั้งแต่ 299-349 บาท

พอบวกลบดูแล้วก็จะตกอยู่แก้วละราวๆ 20 - 40 บาท ถือว่าถูกมากๆถ้าเทียบกับการซื้อ

กาแฟดื่มที่ร้าน แถมยังต้องเสียเวลาและค่าเดินทางอีกด้วยนะ ฝากไว้ให้คิด!




สำหรับปุ่มเปิดเครื่อง เมื่อเราเสียบปลั๊กแล้ว กดเปิดจะขึ้นเป็นไฟสีแดงก่อนค่ะ

รอไฟกระพริบไม่ถึง 30 วินาที ให้เปลี่ยนเป็นสีเขียว แปลว่าเครื่องพร้อมใช้งานแล้ว ก็สามารถโยกตรงคันโยกได้เลย




เอาล่ะ ทีนี้ถ้าพร้อมแล้วเรามาลองชงเมนูแรกกันดู

ตัวนี้เป็น Espresso Intenso ซึ่งจะต้องใช้แค่ 1 แคปซูล

ปรับระดับน้ำอยู่ที่ 2 ขีดตามฝาแคปซูลที่บอกไว้ แล้วก็โยกคันโยกไปข้างขวา

เนื่องจากว่าเมนูนี้เป็นเมนูร้อนค่ะ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

กลิ่นกาแฟหอมแน่นมาก ด้วยแรงดัน 15 บาร์นี่แหละที่ช่วยให้กลิ่นหอมและรสชาติอร่อยเหมือน

ยกร้านกาแฟสดมาที่บ้านเลยค่ะ เมนูนี้เหมาะสำหรับคนทานเข้มนะคะ แต่ถ้าอยากลดความเข้มขน

ลองเพิ่มน้ำอีกนิดก็ช่วยได้ค่า  หม่ะเดี๋ยวเราไปดูเมนูต่อไปกันบ้างดีกว่า




เมนูนี้เป็น Cappuccino ค่ะ ตามที่จอสได้อธิบายไปแล้วด้านบน

ว่าเมนูนี้จะต้องใช้ทั้งหมด 2 แคปซูล ซึ่งแคปซูลแรกจะออกมาเป็นนมค่ะ

(แอบกระซิบว่าแคปซูลนม นำเข้าจากต่างประเทศเชียวนะ)

หลังจากนั้นก็ใส่แคปซูลที่ 2 ก็จะออกมาเป็นเป็นกาแฟอย่างที่เห็นในรูป

พอเสร็จแล้วนางก็จะแบ่งชั้นเป็นเลเยอร์ที่สวยมากๆ นอกจากนี้รสชาติยังกลมกล่อมอีกด้วย

คือมีความหอมของกาแฟและนมผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก ไม่หวานและไม่เข้มจนเกินไป

เหมือนดื่มกาแฟคุณภาพดีที่ร้านหรูๆเลยทีเดียว

เมนูนี้เป็นเมนูโปรดที่จอสเลือกดื่มในตอนเช้าบ่อยๆเลยค่ะ ประทับใจมาก




เลเยอร์ของ Cappuccino ร้อนค่ะ ออกมาสวยมาก




มาต่อกันที่เมนูสุดท้ายของวันนี้ค่ะ Cappuccino Ice

วิธีทำเครื่องดื่มเย็น เราจะต้องเติมน้ำแข็งลงไปในแก้วก่อนนะคะ

เนื่องจากว่าถ้าเราโยกคันโยกไปฝั่งน้ำเย็น น้ำที่ออกมาจะเป็นอุณหภูมิห้องนั่นเอง

และก็เหมือนเดิมค่ะ ใช้ทั้งหมด 2 แคปซูล โดยเริ่มจากนมก่อน

และตามด้วยกาแฟ อย่าลืมโยกไปฝั่งน้ำเย็นด้านซ้ายด้วยน้า อิอิ







และนี่คือเมนู Cappuccino Ice ที่ได้ออกมาค่ะ น่าทานมากๆ มีฟองนมด้านบนด้วย

เมนูนี้ก็อร่อยหอมหวานกลมกล่อมเช่นเคย เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากร้อนไปเย็น

เหมาะกับชงดื่มช่วงบ่ายๆ อากาศร้อนๆ ง่วงๆ ก็จัดไปเลยค่ะ มันชื่นใจจริงๆ




โดยรวมแล้วค่อนข้างพอใจกับเจ้าเครื่องนี้มากค่ะ มันเป็นอะไรที่สะดวกสะบาย

ใช้งานง่ายและสามารถชงได้หลายเมนู ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นก็ทำได้หมดเลยค่ะ

แคปซูลกาแฟก็ค่อนข้างที่จะคุณภาพดีมากๆเลย รสชาติต้องบอกว่าอร่อยพอๆกับไปนั่งดื่มที่ร้านเลย

เพียงแต่ว่าสะดวกสบายกว่า ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้าน ก็ทำได้เองที่บ้าน

ที่สำคัญคือพอคำนวนราคาออกมาแล้วไม่แพงด้วยค่ะ ถือว่าถูกกว่ากาแฟหลายๆร้าน


ดีไซน์สวย ใช้งานง่าย และราคาประหยัดขนาดนี้ จอสให้ผ่านเลยค่ะ

โดยเครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Dolce Gusto นี้มาในเซ็ตพร้อมแคปซูลกาแฟ 3 รสชาติ

ราคาเพียง 3,490 บาท นอกจากนี้ยังมีแคปซูลเครื่องดื่มรสชาติต่างๆอีกกว่า 13 รสชาติให้เลือกอีกด้วย


เพื่อนๆที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สั่งเครื่องชงกาแฟ : https://nescafedolcegusto.popsho.ps

สั่งแพ็กเกจรายเดือน : https://nescafeclub.popsho.ps/ndg/th/promotion_dolce_page

Facebook - https://www.facebook.com/NescafeDolceGustoThailand


วันนี้จอสต้องขอตัวไปดื่มด่ำกับรสชาติสุดกลมกล่อมของกาแฟก่อน

ไว้เจอกันใหม่นะคะ xo







 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 12:31:30 น.
Counter : 384 Pageviews.  

Review : Pipper Multi-Purpose Cleaner สะอาดง่ายปลอดภัยเหมาะกับสาวสวย




สวัสดีค่ะ วันนี้จอสจะมาแชร์วิธีการทำความสะอาดบ้าน
ด้วยความที่เราเป็นสาวสวยก็เลยต้องทำความสะอาดบ้านอยู่เป็นประจำ
เพราะมักจะมีเพื่อนๆแวะมาเยี่ยมอยู่เป็นประจำ ก็เลยให้ความสำคัญกับตรงนี้เป็นพิเศษ
อีกอย่างจอสเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ทำคามสะอาดบ้าน
จึงต้องมั่นใจว่ามีความอ่อนโยนแต่สามารถทำความสะอาดได้ดี
วันนี้จอสมีผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาแนะนำค่ะ เป็นน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์
ที่สามารถทำความสะอาดได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วย


Pipper Multi-Purpose Cleaner เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์
กลิ่นยูคาลิปตัส ขนาด 500 มล.
สามารถทำความสะอาดได้ทั้ง โต๊ะ ตู้ เตียง หรือแม้แต่ของเล่นเด็กและทุกพื้นผิว
เช่น ไม้ พลาสติก หินอ่อน เซรามิค อลูมิเนียม หนังแท้/เทียม กระเบื้อง แก้ว ฯลฯ
มีความปลอดภัยสูงและไม่มีสารเคมีรุนแรงหรือสารเคมีตกค้าง
แถมยังมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิวอีกด้วย
ผ่านการทดสอบจากสถาบันเดิร์มสแกนเอเชียแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ยังปราศจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ตามมาตรฐาน U.S. FDA ด้วยค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบหัวสเปรย์ค่ะ โดยการใช้งานก็ง่ายมากๆเลย
เพียงแค่ฉีดสเปรย์ลงไปแล้วใช้ผ้าเช็ด แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเช็ดซ้ำด้วยน้ำเปล่า
ส่วนตัวแล้วจอสคิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ค่อนข้างอ่อนโยนมาก
เนื่องจากปกติแล้วถ้ามีสารเคมีรุนแรงจอสจะรู้สึกระคายเคืองจมูกหรือผิวหนัง
แต่ตัวนี้จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆจากน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและสบายจมูก
นอกจากนี้ประสิทธิภาพการทำความสะอาดก็ทำได้ดีเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ที่มีส่วนผสมของสารเคมีเลยค่ะ จอสเลยรู้สึกชอบตัวนี้เป็นพิเศษ






มาดูแพกเกจกันใกล้ๆค่ะ ตรงฝาฉีดจะสามารถแง้มเปิดออกมาได้
เพื่อให้ลักษณะสเปรย์ที่ฉีดออกมาเป็นแบบฟุ้งกระจายหรือไม่ฟุ้งตามความต้องการ
ตรงช่วงคอขวดจะมีที่จับทำให้รู้สึกว่าใช้งานง่ายถนัดมือค่ะ









โดยรวมแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติที่อยากแนะนำเลยค่ะ
ส่วนตัวจอสใช้กับแทบทุกอย่างในบ้านเลย ไม่ว่าจะเช็ด โต๊ะ ตู้ เตียง 
เตาแก๊ส ซิ้งค์ล้างจาน ไมโครเวฟ หรือแม้กระทั่งพื้นบ้าน
พอเช็ดแล้วก็ปล่อยให้แห้งไปเองพร้อมกับกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย
ไม่ต้องเช็ดซ้ำด้วยน้ำเปล่า ที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
เพราะผลิตภัณฑ์สามารถย่อยสลายได้กว่า 98% ภายใน 28 วันค่ะ

นอกจากนี้ Pipper Standard ยังมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นและห้องน้ำด้วยค่ะ
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจอยากทดลองใช้ ตอนนี้เค้ามีกิจกรรมแจกขนาดทดลองไปใช้ฟรี
ที่ Line - @pipperstandard.com ค่ะ
หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ //www.pipperstandard.com

วันนี้จอสต้องขอตัวลาไปก่อน ขอให้ทุกคนสนุกกับการทำความสะอาดบ้านอย่างปลอดภัยนะคะ








 

Create Date : 17 ตุลาคม 2559    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 12:04:19 น.
Counter : 3688 Pageviews.  

Jossy Berry พาเที่ยวเกาะล้านกับบรรยากาศสวยๆ เที่ยวชิวๆ และ Fashion Blog (Trip to Koh Lan, Pattaya)

สวัสดีค่ะ วันนี้จอสจะพาไปเที่ยวเกาะล้าน พัทยาค่ะ
เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยไปเที่ยวกันมาแล้ว ส่วนตัวจอสเองเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก
และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่จอสอยากไปมานานแล้ว เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ และเดินทางสะดวก
ครั้งนี้ได้มีโอกาศไปเที่ยวและเก็บภาพบรรยากาศสวยๆมาฝากกันค่ะ
ซึ่งบล็อกของจอสครั้งนี้จะเป็นแนว Fashion Blog นะคะ เน้นภาพสวย วิวสวย ชิวๆนะคะ

เกาะล้านเป็นเกาะเล็กๆทางภาคตะวันออก เดินทางโดยเรือข้ามฟากจากแหลมบาลีฮายใช้เวลา 30-40 นาที
บรรยากาศที่นี่ดีมากๆค่ะ น้ำใส ทะเลสวย โดยเฉพาะช่วงที่ไปท้องฟ้าเปิด ยิ่งทำให้ทะเลสวยมากๆ
จอสไปเที่ยวทั้งหมด 2 คืน 3 วัน วันแรกออกเดินทางสายๆเพราะตื่นสาย ไม่รีบเพราะเราไปชิวๆ ฮ่าๆ
นั่งรถตู้จากอนุเสาวรีย์บอกพนักงานว่าไปเกาะล้าน เค้าก็จะขับไปส่งถึงท่าเรือเลยค่ะ แล้วค่อยต่อเรือกันอีกที
ค่ารถประมาณร้อยกว่าบาท นั่งเรือข้ามฝากอีก 30 บาท ก็มาถึงแล้ว ถูกมากๆ
วันแรกที่ไปถึงที่พักก็จองโปรแกรมดำน้ำ Snorkeling ราคาคนละ 200 บาท เค้าจะพาไปดำน้ำที่เกาะสาก
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ สนุกดีค่ะ น้ำใส บรรยากาศดี มีประการังและน้องปลาแหวกว่ายเต็มไปหมด
ใครที่กำลังจะไปเที่ยวเกาะล้านแนะนำให้ลองไปดำน้ำดูค่ะ ถือว่าคุ้มเพราะราคาไม่แพงด้วย

สำหรับที่พักในเกาะล้านค่อนข้างมีอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ ราคาจะเริ่มต้นที่ 1,000+ (รวมอาหารเช้าและมอไซต์)
แต่ถ้าไปวันเสาร์-อาทิตย์ จะอัพขึ้นไปราวๆ 2,000 บาท เพราะช่วงสุดสัปดาห์จะมีคนไปพักเยอะมาก
ดังนั้นแนะนำให้จองล่วงหน้า 2-3 สัปดาห์นะคะ เพราะไม่งั้นที่พักจะเต็มเร็วมากๆ
อาหารที่เกาะล้านจากที่หาทานตามร้านต่างๆแบบแรนดอมแล้วสรุปว่าอร่อยดี
ไม่รู้ว่าเพราะฟลุ๊ครึเปล่า แต่เท่าที่ทานมาแล้วแต่ละร้านก็อร่อยทุกร้านเลย ของสด รสชาติดีค่ะ
ถ้าเป็นอาหารจานเดียวราคาจะอยู่ที่ 50 บาท ถือว่าไม่แพงเลย

เอาล่ะ พูดมาเยอะแล้ว ทีนี้เราไปดูรูปสวยๆกันเลยดีกว่า


Balihai Bay แหลมบาลีฮาย ก่อนขึ้นเรือไปที่เกาะล้านค่ะ
Top : Union Mall
Denim : H&M
Sunglasses : Tomford
Earing : Accessorize
Bag : Coach



Day 1 Tayai Beach (หาดตายาย) วันแรกที่ไปถึงก็บ่ายแก่ๆแล้ว เลยแวะไปที่หาดตายายเพราะอยู่ใกล้ที่พักค่ะ
หาดนี้เป็นหาดเล็กๆน่ารัก คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่วิวสวยมากๆ
ใครที่อยากจะไปพักผ่อนชิวๆ แบบไม่วุ่นวาย คนไม่เยอะขอแนะนำหาดนี้เลย
Top : Dreamie Dream Shape
Denim : H&M



Day 2 Tayai Beach วันที่สองแล้วหลังจากไปดำน้ำมาช่วงเช้า บ่ายๆก็แวะมาหาดตายายที่เดิมค่ะ
เพราะเมื่อวานที่มามันก็ใกล้ค่ำแล้ว วันนี้เลยอยากจะมาอีกเพราะชอบบรรยากาศที่นี่จริงๆ
วันนี้เป็นวันเสาร์ ปรากฎว่าคนเยอะมากค่ะ ไม่รู้ว่าแห่กันมาจากไหน ชายหาดครึกครื้นสุดๆ
แต่บรรยากาศก็ดีมากเช่นกัน ท้องฟ้าเปิดทำให้ทะเลสวยมากค่ะ
Bikini : Misty Mynx
White shirt : Siam Square
Sunglasses : Tomford












Nuan Beach (หาดนวล) ตกเย็นก็แวะมาที่หาดนวลค่ะ
หาดนี้ข้อดีคือถ้าเดินทางมาจากท่าเรือหน้าบ้าน จะสะดวกมากๆเพราะไม่มีเขาค่ะ
จะเป็นทางตรงยาวมาเลย เหมาะสำหรับคนที่ขี่มอไซต์ไม่ถนัด ควรมาหาดนี้เพราะมาง่าย
แต่ถ้ากลัวอันตรายก็สามารถนั่งรถสองแถวได้ค่ะ หาดนี้จะใหญ่กว่าหาดตายาย คนเยอะกว่า
เวลาเดินมาตรงโขดหินอาจจะต้องระวังหน่อยเพราะหินที่นี่คมมาก จอสโดนบาดเท้าด้วย แต่ดีที่แผลเล็กๆ






Day 3 Samae Beach (หาดแสม) วันสุดท้ายแล้วไม่อยากกลับเลย
แต่ก่อนกลับเลยอยากแวะไปอีกสักหาดนึง พอดีแฟนอยากเล่นเจ็ทสกีด้วยค่ะ
ตอนแรกปรึกษาคนขับรถสองแถวว่าอยากไปหาดตาแหวน เพราะหาดนี้ได้ยินชื่อตั้งแต่ยังมาไม่ถึง
แต่เค้าบอกว่าหาดนี้คนเยอะมาก และมีกรุ๊ปทัวร์จีนลงประจำ เลยไม่เหมาะกับการเล่นเจ็ตสกีเท่าไหร่
เค้าเลยแนะนำให้ไปหาดแสมแทนค่ะ หาดนี้ใหญ่พอๆกับหาดนวล แต่คนไม่เยอะมาก
น้ำใส หาดสวย เหมาะกับการเล่นเจ็ทสกีหรือจะลงเล่นน้ำชิวๆก็ได้ค่ะ
และที่สำคัญคือหาดนี้มีร้านอาหารเยอะ ใครที่เป็นสายกินขอให้มาหาดนี้เลยค่ะ รับรองไม่ผิดหวัง
Bikini : Forever 21



สุดท้ายจอสขอแนะนำนิดนึงสำหรับคนที่ไม่ขับมอไซต์ แนะนำให้พักแถวท่าหน้าบ้าน
เพราะที่นี้จะมีจุดขึ้นรถสองแถวเพื่อนั่งไปแต่ละหาด ราคาก็ราวๆ 30-50 บาทแล้วแต่สถานที่ค่ะ
ซึ้งแต่ละหาดก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่ประมาณ 1-2 กิโลเมตร นั่งรถแปบเดียวแต่ถ้าเดินจะไกลอยู่นะ
และที่สะดวกอีกอย่างนึงคือท่าหน้าบ้านจะมีร้านอาหารอยู่เยอะ มี 7/11 ด้วยค่ะ หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา
โดยรวมแล้วถือว่าเป็นอีก 1 ทริปที่สนุกและคุ้มค่าค่ะ ไม่ไกลจากกรุงเทพด้วย
เกาะล้านเป็นเกาะเล็กๆ เหมาะกับคนที่อยากมาพักผ่อน ชิวๆ ตอนกลางคืนก็จะเงียบไม่มีสถานที่บันเทิง
สำหรับทริปนี้ค่าใช้จ่ายหมดไปราวๆ 3,000 บาท 2 คืน 3 วัน ดี๊ดีค่ะ นี่ก็อยากจะกลับไปเที่ยวอีกรอบถ้ามีโอกาส
หวังว่าเพื่อนๆจะสนุกกับบล็อกนี้และขอให้เที่ยวให้สนุกนะคะ เมืองไทยยังมีสถานที่สวยๆอีกเยอะ!

ติดตามและพูดคุยกับจอสได้ที่
Instagram : Jossyberryblog




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2558    
Last Update : 6 ธันวาคม 2558 20:02:45 น.
Counter : 568 Pageviews.  

Party Lifestyle : Bhee Birthday Party by Syderbay ขอเป็นสาวแขกสักครั้งให้ชื่นใจ

สวัสดีจ้ะนายจ๋า! วันนี้ไม่มีอะไรมากนะจ้ะ อีนี่ก็จะมาอัพเดทบรรยากาศงาน Bhee Birthday Party
งานปาร์ตี้วันเกิดสุดยิ่งใหญ่อลังการแห่งปี ของคุณแม่แห่งวงการบิวตี้บล็อกเกอร์ พี่ปี่นั่นเองค่ะ
สำหรับธีมงานนี้ก็คือ Indian/Arabian พูดเลยว่าจัดเต็มค่ะ เสื้อผ้าหน้าผม ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง






ความยิ่งใหญ่อลังการของงานนี้ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เพราะเค้ามีสปอนเซอร์ใหญ่อย่าง Syderbay
ที่สนับสนุนเครื่องดื่มให้ทั้งคืน งานดี อาหารเครื่องดื่มอร่อยแบบนี้ ก็ฟินกันทั้งคืนเลยสิคะ

Syderbay (ไซเดอร์เบย์) เป็นเครื่องดื่มคอกเทลรสผลไม้พร้อมดื่ม มีแอลกอฮอล์ 3.5%
หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักเครื่องดื่มตัวนี้กันนะคะ เพราะเค้าเป็นโปรดักส์ตัวใหม่จากสิงห์
มีทั้งหมด 3 รสชาติด้วยกันคือ Pop (Apple), Jazz (Red Berry), Reggae (Peach)
ใครที่ยังไม่ได้ลองบอกเลยว่ารีบไปหามาลองกันได้แล้ว เพราะรสชาตินางอร่อยเริศ คุณหรีดการันตี
จอสชอบรส Red Berry ที่สุดเพราะหวานอมเปรี้ยว ใสๆสไตล์ Jossy Berry ค่ะ
วันก่อนก็ดื่มที่งานไปตั้งหลายขวด แต่ก็ไม่เห็นเมาแฮะ เลยเหมากลับบ้านมาอีกสองขวด






อีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่ทำให้เครื่องดื่มในงานนี้อร่อยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นก็คือนายแบบค่ะ
มางานพี่ปี่ซะอย่าง ก็ต้องมีนายแบบแซ่บๆเป็นของคู่กัน ยิ่งเดินมาเสิร์ฟให้ถึงที่แบบนี้ละก็ ดื่มกันทั้งคืนเลยค่ะ
อันที่จริงจอสพลาดงานพี่ปี่มาหลายงานมากค่ะ พองานนี้มีโอกาสเลยจัดเต็ม
ไม่ว่าจะกิจกรรมหรือเล่นเกมส์ต่างๆในงาน อินี่ก็เล่นกับเค้าหมดเลยจ้า
ที่สำคัญคือเล่นเกมส์คู่กับนายแบบ คือความฟินระดับชาติที่จอยจะไม่มีวันลืมในชีวิตเลยค่ะ 



จุด Climax ในงานนี้เลยก็คือโชว์จากสาวๆที่มาร่วมงานค่า
อลังการงานสร้างสุดๆ ทำให้คิดถึงคาบาเร่โชว์จากโรงละครทิฟฟานี่เลยทีเดียว
และสุดท้ายก็มีคุณแม่ใหญ่เจ้าของงานขึ้นโชว์ปิดอย่างสวยงามค่ะ ประทับใจมากๆ
บรรยากาศในงานคละคลุ้งเต็มไปด้วยความสุข และความปลื้มปิติ



แก้งค์อีเว่อรรร์ร่วมถ่ายรูปอวยพรวันเกิดคุณแม่ค่ะ
งานแขกก็แต่งแขกกันจริงจังนะ คิดว่าอยู่ในวังประเทศอินเดีย









เมคอัพ : Urban Decay Naked Smoky Palette
เดรส : Misty Mynx 
ผ้าคลุมและเครื่องประดับทั้งหมดจากพาหุรัด
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้สนับสนุนใจดีจาก Syderbay และอีกมากมายที่ทำให้งานนี้ทุกคนแฮปปี้กันถ้วนหน้า
ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ปาร์ตี้ที่มีสีสัน รู้สึกทั้งสนุกและอบอุ่นมากๆเลยค่ะ
เพื่อนๆสามารถดูรูปภาพบรรยากาศในงานนี้เพิ่มเติมได้ที่ #Bheebd2015 ค่ะ



พูดคุยกับจอสได้ที่
IG : JOSSYBERRYBLOG




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2558    
Last Update : 6 ตุลาคม 2558 21:33:00 น.
Counter : 485 Pageviews.  

Lifestyle Update : นั่งรถเที่ยวชิวๆในกรุงเทพ สะดวกสบายด้วยบริการ Grab Car จากแอปพลิเคชั่น Grab Taxi

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้อัพเดตเรื่องสวยๆงามๆกันมาเยอะแล้ว วันนี้จอสขอมาอัพเดต Lifestyle ในวันชิวๆ กันบ้างดีกว่าค่ะ
ซึ่งวันนี้จอสจะพาไปนั่งรถเที่ยวชมกรุงเทพกัน พูดถึงการใช้รถใช้ถนนเพื่อนๆหลายคนคงจะหงุดหงิดกันบ้างล่ะ
ยิ่งช่วงไหนที่ฝนตกอีกละก็ ไม่ต้องพูดถึงเลย ทั้งรถติด ทั้งหาแทกซี่ยากลำบากเหลือเกิน
จอสเป็นคนนึงที่ไม่ขับรถอยู่แล้ว ปกติก็จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหรือไม่ก็แท็กซี่เท่านั้น
เดี๋ยววันนี้เรามาดูกันว่าจอสเดินทางไปเที่ยวในวันชิวๆยังไงค่ะ



วันนี้เป็นวันหยุดของจอสค่ะ ไม่มีอะไรทำเลยชวนเพื่อนออกมาเที่ยว
บวกกับที่จอสเพิ่งเห็นว่าตอนนี้ Grab Taxi เค้าออกไลน์โปรดักส์มาใหม่ ชื่อว่า Grab Car
เป็นการให้บริการเหมือนแท็กซี่ในรูปแบบรถยนต์ส่วนบุคคล เลยขอลองนั่งดูสักหน่อย
เพราะปกติจอสใช้บริการกับแอปพลิเคชั่นนี้อยู่แล้วด้วย สามารถใช้ได้ทั้งกับ IOS และ Android
โดยแอปนี้เค้าสามารถจองบริการแท็กซี่ได้เลยทันที หรือจะจองล่วงหน้าสูงสุด 7 วันก็ยังได้นะคะ



สำหรับการใช้บริการก็ง่ายๆเลยค่ะ เพื่อนๆสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นได้ใน Apstore
แค่เสิร์จคำว่า Grab Taxi มันก็จะขึ้นมาให้ดาวน์โหลดได้เลยค่ะ



ใครที่มีแอปนี้อยู่แล้วสามารถกดเข้าไปได้เลยค่ะ
ช่วงที่จอสนั่งมีโปรโมชั่นอยู่พอดี เลยได้ส่วนลด 50 บาทจากการนั่ง Grab Car ในครั้งนี้ด้วยแหละ
Code สำหรับโปโมชั่นนี้คือ GCAUGUST แต่เค้าหมดเขตตั้งแต่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว
เพื่อนๆคนไหนพลาดไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะเค้าจะมีโปรโมชั่นดีๆแบบนี้มาตลอด
*Update : ตอนนี้เค้ามี Promotion Code ตัวใหม่เป็น "GCSEP8" นะคะ



จากนั้นพอเข้ามาหน้าแอปเราก็ทำการเลือกสถานที่ที่จะให้รถมารับ และจุดที่เราจะไปได้เลยค่ะ
พอดีช่วงเช้าของวันจอสไปทำธุระแถวๆสีลม เลยเรียกให้รถมารับที่นั่นเลย
และจุดหมายของเราวันนี้คือ ท่ามหาราชค่ะ เป็นท่าเรือติดแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่ว่าที่นี่เค้าจัดสถานที่ไว้สวยมากๆ จอสเลยอยากไปพักผ่อนหย่อนใจ นั่งจิบกาแฟชิวๆที่นั่นค่ะ
เดี๋ยวจะเก็บภาพบรรยากาศมาให้ดูกันนะคะ อิอิ

หลังจากที่เลือกจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้วข้างล่างสุดก่อนที่จะกดปุ่ม Next 
ให้เราเลือกบริการรถแท็กซี่ที่จะนั่งก่อนค่ะ 
ก็จะมีทั้ง Taxi (ปกติ), Grab Car (Economy) และ Grab Car+ (Premium)
วันนี้จอสลองเลือกเป็น Grab Car (Economy) ก่อนนะคะ
เค้าก็จะคำนวนออกมาเสร็จสรรพเลยว่า ระยะทางเท่าไหร่รวมถึงราคาที่ต้องจ่ายในการเดินทางครั้งนี้
ซึ่งราคาของเค้าจะเริ่มต้นตั้งแต่ 75 บาทเป็นต้นไปค่ะ ข้อดีของ Grab Car คือราคาที่ต้องจ่ายจะตรงตามนี้เลย
ไม่ว่าจะฝนตก รถติด ยังไงราคาจะไม่เพิ่มขึ้นค่ะ ไม่เหมือนแท็กซี่แบบมิเตอร์ปกติ

Grab Car เค้าเป็นบริการใหม่ เพราะฉะนั้นรถจะไม่เยอะเท่าการเรียก Grab Taxi แบบปกติ
แต่ถ้าอยู่ใจกลางเมืองหน่อยก็จะเรียกได้ง่ายมากขึ้นค่ะ



หลังจากนั้นเราก็มาต่อที่ขั้นตอนต่อไปได้เลย เค้าจะคอนเฟิร์มสถานที่จุดหมายปลายทาง
ระยะทาง และค่าบริการในครั้งนี้มาให้อีกครั้งนึงค่ะ
และสำหรับช่วงนี้ที่มีโปรโมชั่น ก็ใส่โค้ดลงไปในช่อง Promo Code ได้เลยค่ะ
หลังจากนั้นก็กดปุ่ม Confirm Booking!



พอเรากดคอนเฟิร์มไปแล้ว เค้าก็จะขึ้นประมวลผลค่ะ โดยการเรียกแท็กซี่ที่อยู่บริเวรใกล้ๆ
ถึงตรงนี้ก็รอแปบนึง ถ้ามีรถอยู่แถวนี้เยอะประมาณ 1-2 นาทีก็จะเรียกได้ค่ะ รวดเร็วทันใจ



พอได้แท็กซี่แล้วเค้าจะขึ้นหน้าจอแบบนี้เลยค่ะ และจะมีรายละเอียดของแท็กซี่ให้ด้วย
คือชื่อ-นามสกุลคนขับ ยี่ห้อรถที่เราได้ (ครั้งนี้เป็น Avanza) ป้ายทะเบียนรถ และบอกตำแหน่งของแท็กซี่คันนี้ด้วยค่ะ
เพื่อเราจะได้คำนวนเวลาถูกเมื่อรถมาถึงนั่นเอง การชำระเงินเงินเค้าจะบอกในแอปเลยค่ะว่าขอเป็นเงินสดนะจ้ะ



หลังจากนั้นพอเรากดปุ่ม Next เค้าก็จะขึ้นแผนที่มาให้แบบนี้ค่ะ
สามารถดูได้เลยว่าตอนนี้แท็กซี่อยู่จุดไหนแล้ว จะมาถึงเราอีกกี่นาที
และถ้าเราไม่มั่นใจ กลัวว่าจะมารับผิดจุด สามารถกดปุ่มโทรออก เพื่อคุยกับคนขับรถได้เลย
เป็นอะไรที่สะดวกและรวดเร็วทันใจมากๆเลยค่ะ



และท๊าดาาาา.... ในที่สุดรถก็มาถึง เช็คดูเพื่อความแน่ใจอีกทีจากป้ายทะเบียนได้เลยนะคะ
อย่างที่บอกค่ะว่า Grab Car เค้าจะมาในรูปแบบของรถยนต์ส่วนตัว มันเป็นอะไรที่พรีเมียมขึ้นมาอีกระดับนึง
ชอบค่ะ เหมือนมีคนขับรถมารับอะไรอย่างงี้ ดูพรีเมียมดี แต่ราคาประหยัด เข้าถึงได้






บรรยากาศข้างในรถค่อนข้างดีค่ะ กว้างขวางสะดวกสบายมากๆ
พนักงงานขับรถดีค่ะ เคลิ้มเลย นั่งแล้วรู้สึกสบายใจและปลอดภัยดีค่ะ
และก็ในรถเค้าจะมีจีพีเอสนำทางด้วย รับรองว่านั่งแล้วไม่หลงแน่นอน ฮ่าๆๆ






ในที่สุดเราก็มาถึงท่ามหาราชแล้ว! พอมาถึงจุดหมายก็ทำการจ่ายเงิน
และจะมีอีเมลส่งตามมาเพื่อยืนยันค่าบริการในครั้งนี้ค่ะ ซึ่งครั้งนี้จอสนั่งไป 125 บาทตามที่แจ้งในแอป
แต่ใส่โค้ดโปรโมชั่นเข้าไปในตอนต้น เป็นส่วนลด 50 บาท เลยจ่ายไปแค่ 75 บาทเท่านั้น
เป็นยังไงล่ะ สะดวกสบายเหมือนนั่งรถส่วนตัวแต่ไม่ต้องขับเอง แถมราคาประหยัดอีกด้วย
ถ้าเทียบกับนั่งแท็กซี่แบบทั่วไปแล้ว จอสชอบแบบนี้มากกว่าค่ะ มันเป็นอะไรที่เหมาะกับคนสวยอย่างเรา
คือราคาไม่ได้ต่างกันเยอะเท่าไหร่ ไม่ต้องมาเสียความรู้สึกเวลาโบกแท็กซี่แล้วถูกปฏิเสธอีกด้วย ฮ่าๆ

เดี๋ยวครั้งหน้าจอสจะลองนั่ง Grab Car+ แบบ Premium ดูบ้าง แล้วจะมาอัพเดตนะคะ
วันนี้ตามไปดูบรรยากาศด๊๊ดีที่ท่ามหาราชกันเลยค่า วันหยุดนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกนะคะ






White Shirt : Platinum
Denim Shorts : H&m
Watch : Guess
Shoes : Vince Camuto
Clutch : Chanel



สามารถติดตามและพูดคุยกับจอสได้ที่
IG : jossyberryblog




 

Create Date : 02 กันยายน 2558    
Last Update : 15 กันยายน 2558 12:04:59 น.
Counter : 310 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Jossy Berry
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 28 คน [?]




Friends' blogs
[Add Jossy Berry's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.