Group Blog
 
All Blogs
 
คุนหมิง-ต้าหลี่ ( ธค. 2546 ) วันที่ 3

วันที่ 3 ... ( 09 ธันวาคม 2546 )

พระเจดีย์ 3 องค์ ยามเช้า ...
เช้านี้พวกผมโดนปลุก ก่อนไก่โห่อีกแล้ว วันนี้เค้าเน้นเป็นพิเศษเพราะเราต้องไปให้ทันขึ้นเรือที่จะพาเราล่องทะเลสาบ เอ๋อไห่ เฮ้อ เข้าใจครับ แต่ว่ากำลังฝันหวานๆ แล้วโดนกระชากมาจากความฝันนี่มันเจ็บปวดนะ แต่ก็ตื่นมาแล้วนี่ จะบ่นทำแมวน้ำอะไรล่ะ ที่นี่มีข้อเสียอยู่ตรงอาหารเช้าไม่ค่อยถูกปากเลยแฮะ ผมซัดแต่ซาลาเปา กับนมร้อน หลังอาหารคุณพี่ไกด์ให้เวลาพวกเราเล็กน้อย ในการเข้าชม พระเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งตามประวัติแล้ว ในราวปีค.ศ. 1842 – 1849 พื้นที่แถบนี้มักประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอๆ สร้างความเสียหายแก่ผลิตผลการเกษตรเป็นอย่างมาก เมื่อได้ทำการสำรวจ ฮวงจุ้ยแล้ว ก็พบว่า บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของมังกร เพราะฉะนั้นในแต่ละปี เมื่อมังกรพลิกตัว ก็จะบันดาลให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มี รูปทรงแตกต่างกัน 3 องค์ ขึ้นมา เพื่อทับตัวมังกรไว้ และก็น่าแปลกที่ เมื่อสร้างเจดีย์เสร็จแล้ว นับแต่นั้นมา บริเวณนี้ก็ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมอีกเลย

ฮุ่ยเหลียน ดอกไม้ทองแห่งดินแดน ชาวไป๋ ...
หลังจากถ่ายรูปกันอย่างเร่งรีบ พวกเราก็ถูกต้อนขึ้นรถ เพื่อไปยังท่าเรือ
โดยอาจินฮัวหรือฮุ่ยเหลียนนั้นไปรออยู่ที่นั่น จัดการเรื่องตั๋วของเราให้พร้อม และคอยบอกทางนั้นให้คอยพวกเราในกรณีที่เราอาจสาย หรือ คนซื้อตั๋วเต็มเสียก่อน คือเรือที่นี่หากคนเต็มปุ๊ป ก็ออกปั๊ป และรอบเช้ามี 2 ลำ รอบบ่าย มี 2 ลำ เราจึงต้องรีบ เพราะพลาดไม่ได้ โดยเราจะใช้เวลาอยู่ในเรือกันค่อนข้างนาน คือประมาณ 4 ชั่วโมงเห็นจะได้
ทะเลสาบที่เราจะไปกันนี้ชื่อ ทะเลสาบเอ๋อไห่ ครับ มีรูปร่างคล้ายใบหู เราจะขึ้นจากท่าหนึ่ง และไปลงยังอีกท่าหนึ่ง รถทัวร์จะขับไปรอรับอยู่ที่อีกฟาก ยามเช้าของต้าหลี่ การจราจรก็ติดขัดพอสมควร พอพวกผมมาถึงท่าเรือ อาจินฮัว ก็ยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว พร้อมตั๋วในมือ วันนี้อาจินฮัวแต่งตัวด้วยชุดพื้นเมืองไป๋ เป็นชุดขาว เสื้อผ้าทำจากผ้าที่มีลักษณะเรียบลื่น ท่าทางใส่สบาย เสื้อยาวคล้ายเอี๊ยม สวมกางเกงขายาว สังเกตว่าชาวจีนทั้งชาย และหญิง มักนิยมใส่กางเกงมากกว่ากระโปรง อาจเป็นเหตุผลด้านความคล่องตัว เพราะคนจีนกระตือรือร้น และไม่อยู่เฉย อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นเลยสำหรับเครื่องแต่งกาย ของหญิงสาวชาวไป๋ ก็คือหมวกครับ หมวกของสาวชาวไป๋นี้จะเป็นผ้าปักด้วยมือ รูปทรงและการสวมใส่คล้ายๆ กับหมวกขาวของพยาบาลนั่นแหละ หมวกนี่บอกสถานภาพได้นะครับ เพราะด้านข้างจะมีพู่สีขาวห้อยอยู่
พู่นี่สำคัญครับ ผู้ชายห้ามจับโดยพละการ ถือว่าดูหมิ่นเขาอย่างแรง จับมั่วซั่วเป็นเรื่องแน่ อาจถึงขั้นลงไม้ลงมือกันทีเดียว เค้าเอาไว้ให้ชายที่หมายปอง และจะแต่งงานด้วยเท่านั้น หากหญิงใดแต่งงานแล้ว พู่นี่จะถูกรวบขึ้นไปผูกไว้ด้านหลัง
เป็นของสำคัญนะครับ เพราะ แม่จะเป็นผู้ปักให้ ไอ้ที่เขาทำมาขายนักท่องเที่ยวน่ะก็มี แต่จะมีคุณค่าทางจิตใจไม่เหมือนกันนะครับ ส่วนพ่อจะให้กำไลหยกแก่ลูกสาว โดยเป็นกำไลลักษณะแบน หากแต่งงาน จะเปลี่ยนมาใส่แบบ กลม ซึ่งสามีเป็นผู้ซื้อให้ อันนี้ถ้าผมจำสลับ กลมกับแบน ก็ถือว่าซวยไปครับ ( แต่ไม่น่าจะผิดนา ) เอาล่ะหลังจากรับตั๋วเรียบร้อย ( ซึ่งผมชมอาจินฮัวด้วยภาษาพื้นเมืองของที่นี่ว่า ฮาชิว หรือสวยน่ะแหละ ออกนอกหน้าซะไม่มี เป็นทีเด็ด พิชิตใจสาว เมื่อวานแอบไปถามพี่ไกด์มา)
อาจินฮัวรอรับเราอยู่นานแล้ว เธอเร่งให้พวกเราเข้าไปที่ท่าเรือ เพื่อที่จะขึ้นเรือลำที่ออกก่อน จะได้ไม่เสียเวลา หางตั๋วของที่นี่นำมาทำเป็นโปสการ์ดได้ด้วย พอผ่านเข้าไปเขาจะแจกรูปหัวใจทำจากผ้าปัก เอาไว้คล้องคอเหมือนบัตร ID ที่ทำให้รู้ว่า เราเสียค่าผ่านทางถูกต้อง ไม่ได้มั่วขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีบัตรสำหรับเข้าชมการแสดงพื้นเมือง ในห้องแสดงของเรืออีกด้วย
ล่องทะเลสาบ เอ๋อไห่ ...
เรือที่เราจะขึ้นมี 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นห้องกัปตัน และมีห้องน้ำอยู่ทางด้านหลัง
ชั้น 2 เป็นส่วนของห้องแสดงโชว์ครับ และชั้น 3 เป็นดาดฟ้า มีห้อง VIP อยู่ด้วย บนเรือค่อนข้างแน่น หาที่นั่งลำบากพอสมควร เท่าที่เห็นมีไกด์พื้นเมืองเหมือนอาจินฮัวเยอะเลยครับวันนี้ ท่าทางการท่องเที่ยวจะกำลังบูม
วันนี้นอกจากอาจินฮัว จะดูน่ารักเป็นพิเศษแล้ว ( ซึ่งทำให้ผมทำท่าจะมีคู่แข่งขึ้นอีกเยอะซะแล้ว ) วันนี้ดูเธอยุ่งเป็นพิเศษด้วย ผมเลยหาจังหวะเหมาะๆ ที่จะชวนคุยไม่ได้เลย ซักกะที
หลังจากเรือออกจากท่าได้ไม่นาน ก็มีการจอดแวะที่ ท่าแห่งแรกซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก บนท่าแห่งนี้ ไม่ค่อยมีมุมเด็ดๆสำหรับถ่ายรูปซักเท่าไหร่ มีแต่พวกของที่ระลึก แต่ที่นี่ผมก็ได้ขออาจินฮัวถ่ายรูปคู่มาด้วย ตอนถ่ายรูป ปรากฎว่าน้าของผมโดน อาซิ้มด่าครับเพราะเขากำลังจะเดินตัดหน้ากล้อง แต่น้าผมเอามือรั้งไว้ ปรากฎว่าซิ้มแกโวยวายใหญ่เลย คิดว่าแกกำลังจะจ้างทนายมาฟ้องน้าของผมข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว อาจินฮัวก็ขำใหญ่ ช่างมันครับ ด่าไปเราก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ดอกไม้ร่ายรำ ... เรือแวะที่ท่านี้ไม่นานนัก ก็มีสัญญาณให้ขึ้นเรือได้ พอเราขึ้นเรือมา คุณไกด์ได้บอกพวกเราว่า ให้ไปห้องแสดง ที่ชั้นสองเลย เพราะการแสดงพื้นเมืองของชาวไป๋จะเริ่มแล้ว พวกผมเข้ามาและนั่งตามหมายเลขที่กำกับไว้ ที่นี่มีชุดนักแสดงเป็นหนุ่มสาวชาวไป๋ มีผู้หญิงที่เป็นนักแสดงประมาณ 5-6 คน ผู้ชายน้อยกว่า พิธีกรสาวหน้าตาน่ารักเป็นผู้ประกาศ เสียแต่ฟังไม่รู้เรื่องเท่านั้น การแสดงจะแบ่งเป็น 5 ชุดสั้นๆก่อนการแสดงชุดแรกจะเริ่มขึ้น มีการเสิร์ฟของว่าง ซึ่งคนที่ยกมาเสิร์ฟก็เป็นนักแสดงนั่นแหละ อย่างที่บอกครับ ต้าหลี่ล้วนหญิงงาม นักแสดงที่นี่หน้าตาน่ารักทุกคน และมีอยู่คนนึงที่น่ารักมากๆ น่ารักกว่าอาจินฮัว ซะอีก
ของว่างที่เสิร์ฟเป็นอย่างแรกเป็น ผลไม้แช่อิ่ม การแสดงชุดแรกเป็นการร้องเพลงพื้นเมืองของ ไป๋ โดยนักร้องสาวเสียงใส ( แบบจีนๆ .. คือ ร้องเสียงสูงปรี๊ด ) คนที่ไม่ได้แสดงก็วิ่งเสิร์ฟกันอย่างรวดเร็ว บางคนเสร็จปุ๊ปวิ่งเข้าหลัวเวทีปั๊ป แล้วออกมาแสดงแทบจะในทันที เรียกว่าอึดพอสมควรเลย พวกนี้ต้องแสดง เช้า 5 รอบ เย็นอีก 5 รอบ เป็นเราๆท่านๆ คงเซ็งกันบรรลัยเลยล่ะครับ แต่ขึ้นชื่อว่าคนจีน วินัยต่อหน้าที่ และความขยันมาเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว
ถัดจากชุดแรกเป็นการแสดงเต้นรำ ประกอบหมวกปีกกว้าง โดยสาวๆ 5 คน ที่แต่ละคน น่ารักทั้งนั้น เรียกว่าดูจนลืมอาจินฮัวไปเลยทีเดียว หลังจากจบการแสดงชุดนี้แล้วก็มีการเสิร์ฟของว่าง อย่างที่สอง ก็เป็นน้ำอะไรซักอย่างคล้ายๆ น้ำขิงบ้านเราแต่
รสหวานชุ่มคอดี มีการโรยเกล็ดอะไรด้วย แต่เกล็ดที่ว่านี่ไม่อร่อย รสชาติจืดๆ แปลกๆ แถมติดฟันด้วย หลังจากเสิร์ฟเสร็จแล้ว พิธีกรสาวก็ออกมาอีกรอบก่อนเปิดการแสดงชุดที่สาม เป็นการร้องเพลงเช่นเคย แต่คราวนี้เป็นนักร้องหนุ่ม หน้ากลมๆ คิ้วเข้มๆ ถ้าคุณสาวๆ ชอบสไตล์ ซื่อๆ หล่อแบบจริงใจแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาด หลังจากการโชว์พลังเสียงของพ่อรูปหล่อ จบลง ก็เป็นการเต้นรำ แสดงประเพณี ว่าด้วยการเกี้ยวสาวของชาวไป๋ มีชายหนุ่มดีดกีต้าร์จีน สามคน ผู้ชายทุกชาติเวลาจีบสาวก็เหมือนกันคือ กะล่อนเข้าไว้ ไม่ผิดหวัง
หลังจากจบการแสดงชุดนี้ ก็มีการเสิร์ฟของว่างอย่างสุดท้าย เป็นชาครับ แต่มีรสหวานหน่อยๆ แล้วก็มาถึงการแสดงชุดสุดท้าย ที่ถือเป็นไฮไลต์ เป็นการแสดงว่าด้วยประเพณีการแต่งงาน ของชาวไป๋ ที่ว่าเป็นไฮไลต์เพราะคนที่แสดงเป็นเจ้าสาวนั้นน่ารักซะจน ผมตะลึงไปเลย เล่นเอาอาจินฮัวกระดอนออกไปจากหัวใจผม ( ชั่วขณะ ) เลยนะ
ชุดก่อนๆ เธอก็แสดงครับ แต่มาชุดสุดท้ายนี่ใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสด แล้วมันเด่นอย่าบอกใคร เรียกว่า ทีเด็ดอยู่ตอนท้ายนี่เอง
ต้าหลี่ เมืองสวรรค์ ...
การแสดงจบลงอย่างน่าประทับใจ ผมกับพี่ก็ออกไปนั่งเล่นทางด้านกราบของเรือ ที่นั่งแถวนั้นว่างโล่งซะจนผมสงสัยว่ามันมีคนตกน้ำหายไปบ้างรึเปล่าวะเนี่ย เห็นตอนแรกแย่งกันจะเป็นจะตาย พอผมมองเข้าไปในห้อง VIP ก็เห็นบรรดา อาเฮีย อาเจ๊ทั้งหลายนั่งจั่วรัมมี่ เอ๊ย..ไพ่นกกระจอกกันอยู่นี่เอง นึกว่าหายไปไหน ซึ่งก็เล่นได้ไม่ผิดกฎหมายนะ บางคนก็ดูดบุหรี่ปุ๋ยๆ อันว่าคนจีนนี้นะครับ สูบบุหรี่กันเป็นขนมเลยก็ว่าได้ ว่ากันว่าบุหรี่ที่บริษัทมาร์ลโบโรมีกำลังสามารถผลิตได้ใน 1 เดือน คนจีนแกดูดซะเรียบ วันเดียวหมด อะไรมันจะขนาดนั้น.. ( ที่จริงเพราะคนเค้าเยอะน่ะครับ )
ผมกับพี่รู้สึกเหมือนกันเลยว่า ที่ต้าหลี่นี่มันน่าอยู่เอามากๆ อากาศก็ดี บ้านเมืองก็เป็นระเบียบ ผู้คนก็ดูดี ถ้าหาเมียอยู่เป็นคนที่นี่เลยก็เอานะ แต่ผมก็ยังขอยืนยันกับสาวไทยทุกคนว่า ผู้หญิงไทยสวยที่สุดในโลก ( ผู้ชายไทยก็หล่อที่สุดในโลก ให้ตายเถอะ ประเทศไทยจงเจริญ ... )
ขณะที่เรานั่งอยู่นั้น สายลมเย็นเฉียบก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเรา ช่างสดชื่นเหลือเกิน เยือกเย็น แต่ไม่หนาวเหน็บ บริเวณด้านหลังของเมืองต้าหลี่ เป็นเทือกเขาสูงตระหง่าน ในช่วงหน้าหนาวจะเริ่มมีหิมะปกคลุมยอดเขาประปราย แม้แต่น้ำใน
ทะเลสาบนี้ เขาก็บอกว่า มันไหลมาจากหิมะที่ละลายบนยอดเขา 19 ยอด .. (อะไรมันจะขนาดนั้น ) เบื้องบนเสียดยอดเขา เป็นกลุ่มเมฆใหญ่ สีขาวสะอาดลอยตัวตัดกับผืนฟ้าสีครามสดใส แดนสวรรค์อย่างนี้ ผมแทบไม่อยากจะจากไปเลยครับ ถ้าเมืองไทยรู้จักรักษาของดีของเราไว้แบบนี้บ้างคงดี
หลังจากนั่งทอดอารมณ์ได้พักใหญ่ๆ น้าของผมมาตาม ให้ไปอีกฝั่งนึง ด้านนั้น อาจินฮัวกำลังยืนคุยกับไกด์ทั้งสองของเราประมาณว่าช่วยกันส่งเสริมผมน่ะแหละ จริงๆผมก็รู้นะว่าเค้าคงมีแฟนแล้วแหละ แกล้งทำหมาหยอกไก่ไปงั้นเอง ( แต่ถ้าเกิดฟลุ้คขึ้นมาก็เต็มใจนะครับ ) ผมเห็นน่า รูปคู่ด้านหลังมือถือของอาจินฮัวน่ะ
พี่ไกด์ถามว่าอยากลงไปดูการแสดงอีกมั้ย เค้าจะแสดงรอบสุดท้ายของเช้านี้แล้ว ผมกับพี่ก็เลยไปกับพี่ไกด์ และอาจินฮัว ก็มีกันแค่ 4 คนนี่เอง ผมไปนี่หวังจะถ่ายรูปของ นักแสดงโดยเฉพาะคนที่เล่นเป็นเจ้าสาวน่ะแหละ รอบสุดท้ายก็ยังเล่นกันดีไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย ยกนิ้วให้จริงๆครับ
เทียบท่าครั้งที่สอง ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ...
หลังจากจบการแสดง คุณชานบอกว่าเราจะขึ้นฝั่งไปถ่ายรูปอีกทีหนึ่ง ให้รออยู่ที่ชั้น 1 เลย ท่าที่เราขึ้นครั้งนี้มีอะไรให้ดูเยอะกว่าที่แรก ทะเลสาบของชาวต้าหลี่นี่ก็มีตำนานเล่าขาน แต่เล่าว่าไงผมก็จนปัญญา เพราะเค้าบรรยายซาวด์แทรกจีนกลางครับรู้สึกจะมีประเพณีของการบูชาเทพธิดาของทะเลสาบด้วย พี่ไกด์แกก็เล่าให้ฟังนิดหน่อยแต่บังเอิญ ไม่ทันได้ฟัง มัวแต่เหล่สาวอยู่ ขออภัย..พอเดิน ขึ้นไปผมเห็นไกด์ยืนชูธงกันสลอนเลย เล่นเอาผมระทดท้อขึ้นมาทันใด ยังไม่ทันแก่เลยตู ต้องมาเดินตามธงแล้วเหรอวะเนี่ย..
ที่นี่ด้านบนมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งผมรู้สึกว่า เจ้าแม่กวนอิมที่เห็นไม่ใช่ศิลปะแบบจีนอย่างที่คุ้นเคย แต่ผมว่ามันมีลักษณะแบบของขอมมาผสมด้วย
ผมไหว้เจ้าแม่กวนอิมเพื่อความเป็นศิริมงคล และยังได้บริจาคเงินอีกเล็กน้อย บริเวณดังกล่าวมีการทำเป็นสวนดอกไม้ มีการทำเสียงจำลอง นกร้อง สวนสวรรค์ อะไรทำนองนั้น หลังจากชื่นชมความงามของ ที่นี่ได้ไม่นานทางเรือก็ให้สัญญาณเตรียมออกเรือ ซึ่งการขึ้นเรือเที่ยวนี้จะเดินทางไปอีกไม่นานก็จะเทียบท่า ให้เราลง เป็นอันสิ้นสุดการล่องทะเลสาบเอ๋อไห่ ผมถอดเสื้อกันหนาวออกเพราะรู้สึกร้อนได้ แม้จะยังไม่มีเหงื่อก็ตามที แต่ก็รู้สึกไม่หนาวแล้ว อีกทั้งแดดค่อนข้างแรงด้วย พอถอดเสื้อออกก็รู้สึกว่า อากาศกำลังเย็นสบายมากทีเดียว พวกผมรออยู่บริเวณชั้น 1 เพราะอีกไม่นานก็ถึงฝั่งแล้ว พอเรือเทียบท่า พวกเราก็ทยอยเดินลงมา หันหลังไป เห็นบรรดานักแสดงยืนอยู่ที่ชั้นสอง แล้วโบกมือลาพวกเรา รู้สึกหดหู่ยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะสาวน้อยที่แสดงเป็เจ้าสาว เธอตีบทแตกจริงๆครับ ทำสีหน้าเศร้าสร้อย ( อาจจะเหนื่อย ) เห็นแล้วไม่อยากไปเลย
รถพาเรามาอีกไม่ไกลเท่าใดนัก รู้สึกมันอยู่แถบเดียวกับที่มากินเมื่อคืนเลยนี่หว่า ถนนเส้นนี้เอง ขนาดตอนกลางวันก็ยังไม่ค่อยมีคนเลย เค้าอยู่ในบ้านกันหมดน่ะครับ คือทำงานอยู่ ที่นั่งข้างนอก ไม่ขายของก็มีงานอยู่ในมือ กันทั้งนั้น
ร้านอาหารที่เรามากินนี่ทำอาหารค่อนข้างมีรสชาติทีเดียว ไม่จืดอย่างที่คิดเลย อีกอย่างที่สังเกตเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินของคนจีน คือ ทุกมื้อในทุกที่ จะมีปลา และผักขึ้นโต๊ะเป็นเมนูประจำเสมอ ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวจีนในแทบจะทุกภูมิภาค
ห้องส้วมชวนตะลึง ...
ผมขเมือบอาหารมื้อนี้ไม่นานก็อิ่ม เอาเวลาไปเดินเล่นดีกว่า ผมกับพี่ก็เลยออกไปสำรวจส้วมกันตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับท่าน ส้วมที่นี่ เป็นส้วมจีนแท้ๆ เอาที่ฉี่ก่อน ก็เป็นรางยาวๆ ไม่มีที่กั้น อันนี้ไม่แปลกครับเพราะบ้านเราก็มียังงี้ ต้องดูนี่ครับ
ส้วมมี 3 ห้อง ผนังกั้นสูงประมาณสีข้าง ส่วนประตู....เอ่อ... ไม่มีประตูครับ เอ่อ...ไม่ใช่ประตูหลุดครับ ไม่ใช่ประตูเสียครับ ..แต่มันไม่มีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้ว เด็ดจริงๆ นี่สิจีนแท้ๆ คนจีนถือว่าการอึเป็นเรื่องธรรมชาติครับ อายทำไมเดินเข้ามาก็ทักทายกันเลย “อ้าวคุณจาง วันนี้อึเหลวจังนะ ไม่สบายเหรอ” ( Ha..Ha..อย่าคิดมากครับผมยังทุเรศตัวเองเลย คิดภาพตามแล้วสยอง )
เอาเถอะออกจากห้องส้วมกันดีกว่า พวกผมออกมาเดินเล่น พี่ชายผมอยากได้รูปร้านเบเกอรี่ของจีน ผมก็เลยซื้อขนมเค้ามาซะหน่อยเดี๋ยวเค้าจะว่าเอา ที่นี่เวลาซื้อขนมเค้าชั่งกิโลเอานะครับ ไม่ได้ขายเป็นชิ้น “เจ๊ขนมปังไส้กรอก โลนึง” .. กินหรือนั่น บ้านช่องแถบต้าหลี่นี่เป็นลักษณะแบบเมืองเก่าแท้ๆเลยครับ บานประตู ลูกกรง มีการและสลักอย่างวิจิตรบรรจง เป็นความงามที่น่าประทับใจอีกอย่าง แต่ในเมืองก็เจริญพอๆกับจังหวัดใหญ่ๆของเราเลย ดูแล้วเป็นสัดเป็นส่วนดีครับ ที่นี่ยังมีการใช้รถม้าเป็นพาหนะให้เห็นอยู่ครับ ไม่ใช่แค่เอาไว้โชว์นักท่องเที่ยวนะครับ ที่นี่ยังนิยมทำพวกของพื้นเมืองขายนักท่องเที่ยวอีกด้วย ผมก็ได้ผ้าขนแกะมาในราคาถูก 25 หยวนครับ คิดเป็นเงินไทยก็ 125 บาท ผ้าไหมจีนราคาแค่ 30 หยวนเท่านั้น ค่าครองชีพที่นี่ถูกมากๆ
ชมโรงงานหยก ...
ออกจากร้านอาหาร สถานที่ต่อไปของพวกเราคือ ไปเยี่ยมชม โรงงานทำหยก
ที่ใหญ่ และถูกที่สุดในเมือง ชาวไป๋ และคนจีนจะนิยมหยกมาก เพราะถือว่าเป็นมงคล โดยเฉพาะธรรมเนียมไป๋อย่างที่เคยเขียนไว้ ว่า หญิงสาวทุกคนจะผูกพันกับหยกตั้งแต่โตเป็นสาว อายุได้ 15 ปี จนถึงแต่งงานมีครอบครัวนั่นเลย ( ผมจะมีปัญญาซื้อให้
อาจินฮัวซักอันไหมเนี่ย )
พอมาถึงได้เดินชม ก็รู้ว่า ไม่ไหวแน่ๆครับ อย่างถูกๆ ก็ปาเข้าไป 75 – 100 หยวนเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นกำไล ก็สูงถึง 200 หยวนขึ้นไปเลย ทั่วๆไปก็ไม่แพง แต่อย่ามาคุยกะยาจกอย่างผม เอาแล้วสิ เดินไปขาสั่นไป กลัวจะไปทำของเค้าเสีย ทีนี้ล่ะได้อยู่ต้าหลี่สมใจแน่ ล้างส้วมอยู่ที่นี่อีก 10 ปีก็ใช้หนี้ไม่หมด แต่ที่ตะลึงกว่าก็ ไอ้เจ้าหยกรูปฝักข้าวโพดอันใหญ่นี่แหละ ราคาราว สองแสนเศษ โอ..พระแม่เจ้า. ใครจะบ้าซื้อฝักข้าวโพดอันละสองแสนกว่า ...คือ รูปอื่นผมพอเข้าใจครับ จะมังกรคาบแก้ว เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้ากวนอู น่าเคารพสักการะ ราคาซัก 2 – 3 แสน ก็พอเข้าใจอยู่ แต่นี่มันฝักข้าวโพด สวยตรงไหนเนี่ย ผมล่ะ อึ้งครับ
จากต้าหลี่ อำลา ด้วยอาลัย ...กว่าเราจะออกจากที่โรงงานหยกได้ก็นานโข เพราะมีเพื่อนร่วมทัวร์บางท่านที่สนใจซื้อหยกกลับไปด้วย ดังนั้นโปรแกรมทีแรกที่ว่าจะไปเยี่ยมชม โรงงานทำของพื้นเมือง โรงงานหินอ่อน จึงเป็นอันยกเลิกโดยปริยาย ทีนี้พอไม่ไปไหนแล้ว เราก็ต้องออกจากต้าหลี่กันแล้ว และก็ถึงเวลาที่จะต้องเอ่ยคำร่ำลา อาจินฮัว กันแล้ว
รถวิ่งไปตามทาง อาจินฮัวจะอยู่กับเราอีกประมาณ 30 นาทีก่อนที่เราจะออกจากตัวเมือง ซึ่งเราจะส่งเธอลง เธอร้องเพลงให้เราฟัง 2 เพลงด้วยกัน ก่อนที่ จะมีอีกคน สองคนออกไปเป็นตัวแทนกล่าวคำอำลา มีคนตกหลุมรักอาจินฮัวด้วยแน่ะ เอากะเค้าสิ นึกว่ามีผมอยู่คนเดียว ผมว่าเธอคงเจอมาบ่อยแล้วล่ะครับ แต่ก่อนจะจบมีเซอร์ไพร์สเล็กๆ เธอถามหาผม ... คือ ผมเคยคุยกับเธอครับว่าผมอยู่จังหวัดเลย เธอบอกว่าขอเชิญหนุ่มเลยออกมาหน่อย ( พูดเป็นจีนนะ แต่พี่ไกด์เขาแปลมา ) ผมเกิดปอดขึ้นมา คิดในใจว่า “เรียกทำไมเนี่ย อายนะจ๊ะ”พอดีหันไปเห็นพี่ชายนั่งสัปหงก เลยคิดต่อไปว่า“เอาวะ ให้มันออกไปตายแทนดีกว่า” ว่าแล้วก็ปลุกพี่ บอกว่า เค้าเรียกให้ออกไปหน่อย พี่ผมก็ออกไป แต่กลับกลายเป็นว่า ผมมานั่งเสียดายอยู่ลึกๆ ..เวรกรรมจริงๆ
เอาล่ะครับ ต้องโบกมือลากันแล้ว ไจ้เจี้ยน ฮุ่ยเหลียน ลาก่อนต้าหลี่ แดนสวรรค์
อาถรรพ์ห้องส้วมสยองโลก ...
นั่งซึมอยู่ครู่หนึ่งก็คิดได้ว่า นี่เรามาเที่ยวนะเฟ้ย อย่าให้มันเศร้านักเลยเก็บสิ่งดีๆไว้ก็แล้วกัน ทีนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางออกจากต้าหลี่กันแล้ว เป้าหมายที่ฉู่ฉวงครับ พอออกมานอกเมืองได้แป๊ปเดียวเท่านั้นก็ได้เรื่องเลยครับท่าน เจอเหตุการณ์สยองหยุดโลกเข้าให้ เนื่องมาจาก มีหลายคนปวดฉี่ คนขับจึงแวะให้ที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ยังคงพอจำส้วมที่ร้านอาหารที่เราไปพิสูจน์มาเมื่อบ่ายได้อยู่นะครับ ครับคราวนี้มันก็เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ คราวนี้มีนายแบบมาแสดงวิธีการอึให้เราดูด้วย ...โอ้ มายก้อด ...
นายแบบหนุ่มนั่งอึไปดูดบุหรี่ไป แถมอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไม่สะทกสะท้าน แต่เล่นเอาเราคนไทยไม่กล้าฉี่ข้างในห้องน้ำ ขณะที่ผมกำลังยืนรวบรวมสมาธิเพื่อจะฉี่ พร้อมๆกับอาการเสียวสันหลังอยู่นั้น เฮียที่นั่งอึแกเหมือนอยากลองของ ทดสอบสมาธิผม กดดันอย่างต่อเนื่องด้วยการเบ่งดัง ปู้ด..แพร่ด ..แพพพพร่ดดด.. ( โอย ขออนุญาตไปอ้วกก่อนล่ะครับ ) ได้ผลครับ ผมสติแตก ปัสสาวะหด ไหลย้อนขึ้นมาจุกที่ลำคอทันที เผ่นดีกว่า
แต่ก็ปวดน่ะบางคนเลยยืนฉี่มันหน้าทางเข้านั่นเลย บางคนหามุมตึก ท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บซึ่งผมดูแล้วมันทุเรศครับ ปล่อยมันเรี่ยราดเลย พี่ไกด์แกก็โวยวายเข้าให้ ผมคิดว่ายังไงเรามาเที่ยว ก็แบกป้ายยี่ห้อคนไทยมาด้วย ทำอะไรต้องมีจิตสำนึกไว้บ้าง เลยสะกดใจทำเป็นมองไม่เห็นนายแบบที่นั่งอึอยู่ เอาวะเฮียกล้าอึอย่างเปิดเผย ผมก็ไม่กลัวล่ะ ว่าแล้วก็ยืนฉี่ ประชันกับอาเฮียท่านนั้นซะเลย
ครับยิ่งมายิ่งทุเรศ พอดีกว่า เอาเป็นว่า สมกับที่รอคอยก็แล้วกัน
มาเมืองจีนเที่ยวนี้ไม่ผิดหวังจริงๆ เจอประสบการณ์เต็มๆ สมใจอยากไปเลย
คืนนี้ที่ ฉู่ฉวง ...รถของเรามุ่งหน้าสู่ฉู่ฉวง ในคืนนี้หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จ และเช็คอินเรียบร้อย พวกเราจะมีเวลาว่างที่จะไปเดินเล่นในย่านการค้า ของฉู่ฉวงยามค่ำคืนเค้าว่าคึกคักพอสมควรทีเดียว รถวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวเมืองฉู่ฉวง ในยามค่ำคืนเมืองนี้เต็มไปด้วยแสงสี สมกับเป็นเมืองใหม่จริงๆ จีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับงานสถาปัตยกรรมมากๆ สังเกตจากสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั้งสะพาน เสาไฟฟ้า อนุสาวรีย์ มีการออกแบบให้ดูแปลกตาและสวยงามมากทีเดียว ด้วยรูปทรงเรขาคณิต
รถนำเรามายังโรงแรม ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้แล้วแฮะ น่าจะมีชื่อ ( แหงล่ะ ) แต่ก็ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าโรงแรมนี้ดีก็แล้วกัน ประมาณ 3 ดาวครึ่ง เห็นจะได้ ใหญ่โตโอ่อ่า แถมใหม่อีกต่างหาก พวกเราลงมาก็ตกลงว่าจะกินข้าวกันก่อนเพราะว่า เค้าเตรียมไว้รอแล้ว กลัวว่าถ้ามันเย็นไปจะไม่อร่อย ก็ประจำที่ครับอยู่กับนักศึกษาสาวๆกลุ่มเดิมมีอยู่ 4สาว ชายหนุ่มอีกสอง บวกพวกผมอีก สาม มื้อนี้พวกเขาบอกว่าไม่อร่อย เลยไม่ค่อยเจริญอาหาร ล่อข้าวไปแค่ 3 หม้อเท่านั้นเอง.... โห...ไม่อร่อยเหรอครับนั่น
เดินเที่ยว ฉู่ฉวง ...
ผมกับพี่เสร็จก่อนตามเคย ก็เลยออกไปเดินเล่นรอเวลาแจกกุญแจห้อง พวกผมเดิน...( จริงๆแล้วคือวิ่งต่างหาก ) ถนนที่เมืองจีนนี่ทำไมมันกว้างนักวะ แถมคนขับรถก็ดีเหลือเกิน ไม่รู้เคยเหยียบเบรกกันมั่งรึเปล่า พวกผมข้ามไปเจอร้านขายของชำก็เลยเข้าไปซื้อน้ำมากิน คนขายดันคุยโทรศัพท์อยู่ พี่แกไม่สนใจพวกผมเลยยิ้มให้ แต่ปล่อยให้ยืนรอตั้งนาน ซื้อน้ำผลไม้คล้ายๆ ยูนิฟมากินครับ ผมถามหาที่มันแช่เย็น คนขายมองค้อนเลย “ไอ้ตี๋นี่วองซะแล้ว ตองนี้อุงนาหะภูมมัง 6 องสานาเว้ย เมิงยังหนาวไม่พอเหรอ”จ่ายตังแล้วรีบเผ่นครับ เดี๋ยวโดนเตะ กลับมาถึงก็ได้เวลาเช็คอินซะที พอแต่ละคนจัดการตัวเองเสร็จก็ลงมารอรวมกลุ่มที่ ล็อบบี้ พอรวมตัวครบก็ออกเดินเที่ยวล่ะครับ ลักษณะเมืองฉู่ฉวงนี่บางแห่งก็ทำให้นึกถึงบางย่านของกรุงเทพเราเหมือนกัน วันนี้เค้าคงมีงานเปิดอนุสาวรีย์กันด้วย เห็นมีวงดุริยางค์ มาเปิด แต่ที่ผมสนใจคือ บริเวณลานกว้างๆจะมีกลุ่มคน ทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่ ล้อมวงกันเป็นวงกว้าง พร้อมกันกระโดดเต้นกันอย่างสนุกสนาน ผมกับพี่สงสัยว่าเค้าคงเป็นการรวมตัวของชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่าที่อาศัยในฉู่ฉวงล่ะมั้ง แต่ยังไม่มีเวลาให้สนใจมากเพราะต้องรีบเดินไปหาซื้อของกัน ที่นี่มีสระยาวกลางเมืองด้วย ต้นไม้ที่นี่เค้าจะเปิดไฟส่องจากโคนต้นขึ้นไป ดูสวย อีกทั้งยังทำให้ต้นไม้โตเร็วด้วย แต่ถนนแถวย่านการค้านี่รถราค่อนข้างเยอะครับ ผมล่ะสุดรำคาญเสียงแตรของพวกนี้จริงๆ ขยันกดกันจัง แต่ผมชอบรถมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะเหมือนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่คนจีนนิยมใช้ ดูยังกะรถอนาคตแน่ะ จักรยานเองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญของชาวจีนอย่างไม่เสื่อมคลาย ที่นี่มีช่องทางจักรยานโดยเฉพาะในทุกๆเมือง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศก็ว่าได้
ร้านค้าแถบนี้คึกคักใช้ได้ ขายกระเป๋า รองเท้า เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่มากจริงๆคือ โทรศัพท์มือถือครับ เค้าว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอิเล็คทรอนิกส์ ท่าจะจริง ผมกับพี่เดินไปกับกลุ่มได้ไม่นาน ก็ทิ้งกลุ่มไปซะแล้ว ขี้เกียจรอครับ พวกผมไปดูร้านหนังสือกัน ได้หนังสือพวกรวมภาพมาคนละ 2 – 3 เล่ม หนังสือที่เมืองจีน ถูกเหมือนได้ฟรี แต่คนจีนไม่ค่อยซื้อกันเลยแฮะ ลองมาเจอบ้านเราจะหนาว ดูจากหนังสือแปลเรื่องเดียวกัน ราคาสูงกว่ากันเป็นเท่าตัว หรือมากกว่านั้น ทั้งๆที่คุณภาพกระดาษพอๆกัน ดีไซน์ของฉบับภาษาจีนก็สวยกว่าด้วย
พวกผมเดินไปจนสุดย่านการค้าต้องวกกลับ โดยข้ามไปเดินอีกฟากหนึ่ง เดินย้อนกลับมาได้ครู่เดียวก็เจอ กลุ่มที่เราเพิ่งทิ้งมา กำลังเลือกรองเท้าอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า
รองเท้าที่เมืองจีนนี่ก็ถูกมาก ถูกบรรลัยเลยครับหากเทียบกับราคา ถ้าจะใส่ไม่ทนไปบ้างก็ช่างเถอะ ตกคู่นึง 100 -150 บาทเท่านั้นเอง เหมาะกับพวกเบื่อง่ายครับ เพราะถูก สวย ใส่ๆไปเบื่อก็ทิ้งซะ ซื้อใหม่ ไม่แพง
ผมกับพี่ เดินทิ้งพวกนั้นมาอีกที ไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาร้านขาย CD ตอนนั่งรถเข้ามาเห็นมีอยู่ 2 – 3 ร้าน พวกผมเดินกันไกลมาก จนสุดเขตเมือง โน่นแหละ เลยเดินย้อนกลับ เราลองเดินเข้าตามซอย ปรากฎว่ามีอยู่ซอยหนึ่งเหมือนคลองถม สะพานเหล็ก บ้านเรา หากมาช่วงหัวค่ำท่าทางจะคึกคัก น่าเสียดายจริงๆครับ
อีกอย่างที่ผมเสียดายก็คือ ผมไม่ได้ถ่ายรูปเมืองฉู่ฉวงไว้เลย เพราะถ่านในกล้อง และชุดสำรองถูกใช้จนเกลี้ยง ผมเพิ่งเสียบชาร์จไว้ตอนเข้าห้องนี่เอง สาเหตุก็มาจาก เมืองสวย คนงาม แดนต้าหลี่น่ะแหละทำให้ผมกดชัตเตอร์เพลิน อาศัยว่าเป็นกล้องดิจิตอล เป็นกล้องฟิล์มตายแน่ เมืองฉู่ฉวงในยามค่ำคืน ดูสวยดีทีเดียว แม้ว่าจะปิดร้านกันเกือบหมดแล้วก็ตามแต่ ตามท้องถนนยังมีผู้คนเดินไป มาให้เห็นอยู่มาก พวกของกินรายทางก็เยอะ ผมกับโอ๊ตก็อยากจะลองกินดู แต่กลัวความยุ่งยากในการสั่งไม่รู้จะบอกกันยังไง เลยตัดใจไม่กินดีกว่า เราเดินไปเรื่อยๆเดินกันจนปวดฉี่ ทีแรกว่าจะแวะมุมมืด แต่คนพลุกพล่านเกินไป แถมกลัวโดนตำรวจจับด้วย เลยยอมจ่ายคนละ 5 เหมา ( ครึ่งหยวน )เข้าห้องน้ำสาธารณะ ออกมาก็เห็นพวกที่เต้นตั้งแต่เราเดินออกมาจากโรงแรม ยังไม่เลิก แถมยังมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นอีก ผมว่าไม่น่าจะแค่เต้นแก้หนาวแล้วแหละ แต่น่าจะเป็นการรวมตัวของชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งซะมากกว่า ( จนป่านนี้ยังไม่ได้คำตอบเลย )
พอเราเดินเลยจากกลุ่มคนนั้นมา ไกลออกไปหน่อย มีแก็งวัยรุ่นกำลัง สั่งสอนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เอาล่ะสิ มาเจอด้านมืดของสังคมจีนเข้าซะแล้ว แก็งหงซินรึเปล่าเนี่ย ผมสังเกตเห็นเด็กหนุ่มตัวกะเปี๊ยกนั่น นั่งก้มหน้า เลือดกบปากทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ดีย่อมไม่หาบาทาใส่ตัว ผมสองคนจะช่วยอะไรได้ ว่าแล้วก็เลี่ยงออกมา หวังว่าไอ้เด็กนั่นคงไม่ตายนะ ( อย่ามองผมแบบนั้น..สวรรค์.. ผมไม่ผิด.. ) อันที่จริงที่ท่านผู้อ่านนึกภาพตามซะน่ากลัวนั้น จริงๆแล้วก็แค่เด็กตีกันน่ะแหละ ผมก็ใส่ไข่ไปบ้างเห็นงูเขียวตัวจิ๋ว ก็บอก งูเห่ายาว 5 เมตร อะไรไปเรื่อย ก็ใช้วิจารณญาณเล็กน้อยนะครับ
เดินมาจนจะ ห้าทุ่มแล้ว พวกผมจึงตรงกลับ โรงแรม ขึ้นห้องไม่มีกุญแจอีก อยู่กับน้า ลงมารอที่ล๊อบบี้ นั่งไปเกือบชั่วโมง อ้าว..นั่นน้าของผมลงมาดูที่ล๊อบบี้ ที่แท้แกกลับมานานแล้ว แต่เราสวนกันตอนที่พวกผมลงมา แล้วน้าแกขึ้นลิฟท์สวนขึ้นไปพอดี
เอาล่ะครับ วันนี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น เป็นวันที่เราได้เที่ยวเต็มๆ ไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนรถทัวร์ เป็นครึ่งค่อนวัน มันก็เลยมีเรื่องให้เล่ามากหน่อย ที่สำคัญวันนี้เป็นวันที่น่าประทับใจที่สุดก็ว่าได้ ทุกๆสิ่งที่ได้พบเจอ ประทับแน่นในรอยหยักของสมองของผม ทั้งเมือง ทั้งคน เป็นวันดีๆ วันหนึ่งของผม วันนี้คงหลับเป็นตายเลยครับเพราะเหนื่อยอย่างมากเหมือนกัน พรุ่งนี้เราจะเจออะไรคงต้องติดตามกันต่อไป



Create Date : 24 ธันวาคม 2548
Last Update : 1 มกราคม 2549 18:15:15 น. 4 comments
Counter : 491 Pageviews.

 
...

รู้วิธีทำย่อหน้ามั้ยครับ?
จะได้อ่านสะดวกๆหน่อย(รู้แล้วบอกด้วย ทำไม่เป็นเหมือนกัน)

ป.ล.คอมเม้นท์ไว้ก่อน ยังไม่ได้อ่าน





โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 26 ธันวาคม 2548 เวลา:8:11:39 น.  

 
เคยไปมาเมื่อ 3-4 ปีก่อน ช่วงเดือน กพ. ผมชอบอากาศที่นั่นนะครับ เย็นสบายดี ไม่หนาวเกินไป เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปไว้ กล้องเจ้ากรรมดันเสีย ไม่งะนจะเอามาใส่บล๊อคบ้าง


โดย: ตงเหลงฉ่า วันที่: 26 ธันวาคม 2548 เวลา:9:27:31 น.  

 


โดย: ฟ้า IP: 61.7.165.76 วันที่: 23 มิถุนายน 2550 เวลา:13:07:02 น.  

 
เรื่องราวสนุกดีครับ ต้าหลี่ เมืองหญิงงาม คิคิ


โดย: gamma4100 IP: 202.28.45.15 วันที่: 15 มกราคม 2552 เวลา:17:09:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Indiana Joe
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จะกู้ชาติกันไปทำไม ....
ถ้ามันเหลือแต่ซาก .....
สีเหลือง สีแดง สีขาว .....
ใีครคือผู้ที่กู้ชาติอย่างแท้จริง ....
คนที่กู้ชาติจริงๆ คือ คนที่ทำงานทุกคน ...
หมอ ทนายความ ครู นักการเงิน ภารโรง ....
และทุกๆอาชีพ ที่ทำงานของตนเองให้ดีที่สุด .....
เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศนี้ให้อยู่รอดได้ ...
คนพวกนี้แหละ กู้ชาติ .....
ไม่ใช่ประท้วงเพื่ออุดมการณ์ที่ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง ...
จะเอาเขาพระวิหารมาทำไม ถ้าเขาใหญ่เรายังดูแลไม่ทั่วถึง ..
จะสนเกียรติยศศักดิ์ศรีทำไม ถ้าพี่น้องเรากำลังจะอดตาย ...
Friends' blogs
[Add Indiana Joe's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.