Group Blog
 
All Blogs
 
คุนหมิง-ต้าหลี่ ( ธค 2546 ) วันที่ 2

วันที่ 2 ... ( 8 ธันวาคม 2546 )

ก่อนตะวันสาดแสง ...
ผมลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เพราะเพิ่งหลับไปเมื่อตอน ตี 1 กว่าๆ นี้เอง มองดูนาฬิกา แล้วเพิ่งจะ ตี 5 ครึ่ง เท่านั้นเอง ตกลงนี่ผมกำลังเข้าค่าย รด. อยู่หรือนี่ อะไรมันจะ morning call เร็วขนาดนี้ แต่คุณไกด์แกเน้นว่า เราต้องทำเวลา ซึ่งผมว่า มันเช้าไปนิดนะครับ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตื่นขึ้นมาแล้วนี่ เข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า ( ไปหลับต่อ )
จุดหมายแรกก่อนออกเดินทางไป ต้าหลี่ ก็คือ เราจะขึ้นภูเขาซีซาน เพื่อไปยังประตูมังกร มันเป็นไง ผมก็ยังไม่รู้แต่เอาเป็นว่า คงเป็นสถานที่ตามตำนาน เทพเจ้าของจีนล่ะมั้ง ( ขอสารภาพว่านั่งสัปหงก ไม่ได้ฟังคุณพี่ไกด์แกโม้ให้ฟัง ) เช้านี้ฝนก็ยังลงเม็ดอยู่ แม้จะไม่แรงมากแต่มันน่าเบื่อที่ ไปเที่ยวแล้วดันเจอฝนเนี่ย อากาศใน คุนหมิงช่วงนี้ช่าง ขะมุกขะมัวซะเหลือเกิน หนาวมากมั๊ย... สำหรับตัวผมคิดว่า มันแค่เย็นจัดเท่านั้นเอง จะหนาวก็ตรงที่รถวิ่งขึ้นเขา ทางมันแคบจริงๆ ให้ตายเหอะ เห็นรถสวนมาทีไร ลุ้นจนตัวลีบทุกที จนมาถึงทางขึ้น ซึ่งเราต้องเดินขึ้นทางชันๆ ไปอีกประมาณ 500 เมตร ก่อน และยังต้องลากสังขารขึ้นบันไดอีก ประมาณ 200 ขั้น ระหว่างทางขึ้นประตูมังกร มีศาลสถิตของบรรดาเทวดาจีน ให้เราได้เคารพ บูชา และชื่นชมในงานศิลปะแบบจีน ทางเดินเลียบผา ทำให้เห็นวิวเมืองคุนหมิงจากมุมสูง ดูสวยดีครับ แม้จะครึ้มไปหน่อยก็เถอะ และแล้วก็ขึ้นมาถึงประตูมังกรซักที ที่นี่ มีสะดือมังกร เป็นปุ่มกลมๆอยู่เหนือสุดของประตูทางเข้า ใหญ่กว่าสะดือเราๆท่านๆเยอะเลย สมกับที่เป็นของมังกรจริงๆ ว่ากันว่า หากใครได้ลูบและอธิษฐาน จะประสบผลตามนั้น

มุ่งหน้าสู่ต้าหลี่ ...
หลังจากถ่ายรูปกันจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว คุณพี่ไกด์ก็มาต้อนพวกเราลงไปที่รถอีกเหมือนเดิม ตามหน้าที่ไกด์ที่ดี ขึ้นรถกันเรียบร้อย เช็คจำนวนคน ไม่มีใครตกหล่น รถก็ออกเดินทางสู่ต้าหลี่ ระยะทางไม่รู้ รู้แต่ว่า ต้องนั่งรถ ประมาณ 7 ชั่วโมง นาทีนั้นใจผมนึกไปถึง โรคร้ายประจำตัว ที่เพิ่งทุเลา .. ริดสีดวงแตกแน่งานนี้...
ระหว่างทาง ไม่มีอะไรทำผมก็เลยนั่งมองไปข้างทาง บ้านที่เราพบแถบชานเมืองเป็น บ้านทรงโบราณที่ เราพบเห็นทั่วไปตามหนังจีนกำลังภายใน ที่มีฉายในบ้านเรายังไงยังงั้น แต่สีสันมันอาจมอซอ ทรุดโทรม ซีดจาง ไปบ้างเพราะความเก่า
ฉู่ฉวง เมืองใหม่ ...
ผมสังเกตเห็นว่า ตามข้างทางที่เราผ่านมาหลายจุดมีการก่อสร้างซ่อมแซม อยู่เป็นระยะ จึงได้ถามคุณพี่ไกด์ แกยิ้มมีเลศนัย ก่อนบอกว่า พวกเราโชคร้าย ที่มาตอนเค้ากำลังซ่อมทางด่วน ซึ่งหากมันใช้งานได้เราจะไปถึง ต้าหลี่ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ผมได้ฟังดังนั้นก็เกิดอาการที่เรียกว่า ..”อึ้งแดกส์” .. อา ...
พระเจ้าช่างใจร้าย แต่ก็ช่างมันเถอะ ถือซะว่าเป็นเส้นทางสำรวจ ภูมิประเทศไปก็แล้วกัน
ผ่านไป 5 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงเมืองที่ชื่อว่า ฉู่ฉวง เมืองนี้ผมได้ลองถามไกด์ชาวไทยของเรา ได้ความว่า เป็นเมืองใหม่ เค้าตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง สังเกตได้จากตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย และยังใหม่อยู่ เป็นเมืองที่น่าอยู่อีกเมืองหนึ่ง อากาศดี ไม่หนาวจัด ผมถูกใจงานก่อสร้างของพวกเขาจริงๆ คนจีนพยายามเน้น ศิลปะ ในงานสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่พวกเขาสร้างขึ้น แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ไม่เป็นรองใครของพวกเขา การจัดผังเมืองก็ดูเป็นระเบียบ
อาหารเที่ยงเรารับประทานที่โรงแรม แห่งหนึ่ง จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน ก็อร่อยใช้ได้ ผมกับพี่ก็ชิ่งออกมาก่อนอีกแหละ พวกเราไม่ลืมที่จะเข้าไปสำรวจห้องน้ำกันครับ โอ้ พระเจ้า ผนังมันเตี้ยลง เหลือแค่เคียงๆเอวเท่านั้นเอง ใครเดินเข้ามาก็จะเห็น หน้าเราชัดเจน ว่า ไอ้นี่กำลังนั่งอึอยู่ เอาล่ะสิครับเริ่มฮาร์ดคอร์ขึ้นเป็นลำดับแล้ว

ย่างเท้า เข้าต้าหลี่ ...
เราอยู่ที่ฉู่ฉวงกันครู่เดียวเท่านั้น ก็ออกเดินทางไปยัง
ต้าหลี่ จุดหมายของเรา ซึ่งเหลือระยะเวลาเดินทางอีกแค่ 2 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางพอๆกัน เราขึ้นทางด่วนทำให้ค่อนข้างสะดวกราบเรียบ ไม่วิบากเหมือนตอนออกจาก
คุนหมิง พวกเรากำลังจะเข้าสู่ ต้าหลี่กันแล้ว ทีนี้ลองมาทำความรู้จักกับต้าหลี่กันพอหอมปากหอมคอก่อนดีกว่า
ต้าหลี่ เป็นเมืองที่มีความเจริญมาตั้งแต่โบราณ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมลฑลยูนนาน ห่างจากคุนหมิง 400 กม. “ต้าหลี่” เป็นชื่อจังหวัด
เป็นเขตปกครองตนเองที่คนไทยอาจจะเคยได้ยินในนาม “ตาลีฟู” หรือ อาณาจักรน่านเจ้า นั่นเอง ชื่อเต็มของจังหวัดนี้คือ จังหวัดปกครองตนเองชนชาติไป๋ ต้าหลี่
เมืองเอกของจังหวัดอยู่ที่ เมืองเซียกวาน

เมืองหญิงงาม แห่งยูนนาน ...
เรากำลังจะเข้าสู่ตัวเมืองต้าหลี่กันแล้ว ที่นี่มีสัญลักษณ์เป็นรูป เรือ ครับ เป็นเรือใบ เพราะที่นี่อยู่ติดทะเลสาป เอ๋อไห่ อากาศดี ลมแรง ทิวทัศน์ที่งดงามของทะสาป และภูเขา จึงเป็นจุดเด่นของที่นี่ และที่นี่เองคือ ความประทับใจอย่างที่สุด ของผมในการเดินทาง มาเมืองจีนคราวนี้ ( นางเอกกำลังจะโผล่ .. แอ่น..แอ๊น )
เธอชื่อ ฮุ่ยเหลียน ในภาษาท้องถิ่น ของชาวไป๋ หรือ ที่เรารู้จักกันในนาม “มูเซอร์ขาว” จะเรียกหญิงสาวที่งดงามว่า จินฮัว แปลว่า ดอกไม้ทอง ( แปลเป็นไทย ก็จบกัน เอาเป็นว่า แปลว่า สุวรรณมาลา ก็แล้วกัน ) ฮุ่ยเหลียน ขอให้พวกเราเรียกเธอว่า อาจินฮัว เพราะในวัฒนธรรมจีนการเรียกสรรพนาม ว่า อา ก่อนชื่อ เป็นการให้เกียรติ
อาจินฮัวของเรา เป็นชาวไป๋ ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง กลุ่มใหญ่ที่สุดของต้าหลี่ เธอจะทำหน้าที่เป็น ไกด์พื้นที่ สำหรับนำเที่ยวในต้าหลี่ ร่วมกับ ไกด์ทั้งสองของเรา
คุณพี่ไกด์เคยบอกไว้ว่า ที่ต้าหลี่ถือว่า เป็นแดนหญิงงาม ที่สุดในมณฑลยูนนาน ผมชักชอบที่นี่ซะแล้ว ว่าแต่รักจะชอบชาวไป๋ แล้วชาวไป๋เป็นใครล่ะ...
ไป๋...เป็นชนกลุ่มน้อย เผ่าหนึ่ง ในประเทศจีน และอยู่กันเป็นชุมชนหนาแน่น ในมณฑลยูนนาน ทางภาคใต้ของประเทศ โดยรัฐบาลจีนจัดให้ ชนชาติไป๋ ไปรวมกันอยู่ในจังหวัดปกครองตนเอง ต้าหลี่ ชาวจีนเรียกคนที่นี่ว่า “ไป๋หมาน” ตามลักษณะวัฒนธรรมการนุ่งห่ม อาภรณ์ขาว พวกนี้เองที่เป็นผู้ปกครองอาณาจักรน่านเจ้า ที่เราได้อ่านไปก่อนหน้านี้นักประวัติศาสตร์บางคน ยังเชื่อว่า น่านเจ้าคือราชอาณาจักรไทย ในสมัยนั้น หรือเป็นบรรพบุรุษของคนไทย นั่นเอง แหม..ที่แท้ก็คนกันเอง อีแบบนี้ต้องจีบอาจินฮัวของเราซะแล้ว เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ไทย จีน

ตะลุยเมืองโบราณ ...
กลับมาที่อาจินฮัวอีกที เธอบอกกับเราว่า ก่อนที่จะไปเช็กอินที่โรงแรม เราจะแวะเมืองโบราณ กันก่อน ที่เมืองโบราณนี้ก็เป็นเขตวังเก่า ที่ปัจจุบันเปิดเป็นแหล่งการค้า เมื่อเราไปถึงก็จะพาเดินก่อน รอบนึง แล้วจากนั้นจะพาไปทางอาหารเย็น เข้าที่พัก และที่โรงแรม จะมีรถมาส่งที่เมืองโบราณนี้อีกรอบ ซึ่งเมืองโบราณนี้จะปิดเวลา 5 ทุ่มครึ่ง ซึ่งถือว่า ดึกมาก เพราะขนาดคุนหมิง แค่ 2 ทุ่มครึ่ง ก็ปิดร้านกันหมดแล้วรถมาจอดที่เมืองโบราณแล้วครับ สัมผัสแรกที่เห็น ที่นี่มันแม่สายดีๆนี่เอง แต่ว่าเทียบความสวยงามแล้วที่นี่สวยกว่าเยอะ เพราะอาคาร ตึกราม บ้านช่องแบบเก่า ที่หาดูได้ยาก บริเวณเมืองโบราณนี้อยู่ในเขตกำแพงเมืองคนในนี้ ถือว่าเป็นคนเมือง หากอยู่นอกเขตกำแพงถือว่าเป็นพวกชนบท ในเมืองโบราณมีร้านขายของ พื้นเมืองอยู่มากทีเดียว พวกผ้าบาติก ก็เยอะ ปี่พื้นเมือง ผ้า เสื้อผ้า เครื่องเงิน และอื่นๆอีกมาก ที่ถูกใจ ก็มีร้าน ขาย CD อยู่ด้วยนี่แหละ มีอยู่ประมาณ 3 ร้านด้วยกันที่ต้าหลี่ นิยมขายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด ชาวบ้านเวลาเค้านั่งคุยกันจะมีเข็มในมือ คอยถักผ้าคลุม ผ้าพันคอไปด้วย เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน พี่ไกด์บอกว่า เวลาว่างเค้าจะนั่งทำกันไปไม่ค่อยมีใครออกมาเดินเตร็ดเตร่ ไม่ทำการทำงาน ขยันสมเป็นคนจีนจริงๆครับ
ขณะที่กำลังเดินไปที่นัดพบหน้าประตูเมืองนั้น อาจินฮัวมาจากทางด้านหลัง เธอชี้ให้ผมดูพระจันทร์พร้อมทั้งออกเสียงเป็นภาษาจีนให้ฟังว่า
“หมิงเยว่” ผมก็ถามเธอว่า อะไรนะ ( เสือกหูตึงขึ้นมาเชียว... อ้าว ไม่ได้สิครับ ต้องทำโง่ๆไว้ จะได้คุยกันนานๆ ) เธอก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์พร้อมทั้งทำไม้ทำมือ โอ้ว.. ช่างโรแมนติกซะเหลือเกิน ตายละ ..คุยกับเราก่อนซะด้วย ทำไงดีเนี่ย หรือว่า.. เค้าจะแอบปิ๊งเรา ( คือ เค้าคงทำตามหน้าที่น่ะครับ แต่ความคิดผมเตลิดไปซะแล้ว ) ผมก็ทำเป็นสนอกสนใจ .. เอ่อ.. สนใจจริงๆนะ ผมถามเธอว่า พระเจดีย์สามองค์ที่ผมเห็นเรียกว่าอะไร แต่ก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าอาจินฮัวบอกว่าอะไร เพราะกำลังเคลิ้ม ผมเป็นคนแรกเลยมั้งในคณะที่คุยกับเธอ ( ยกเว้น ไกด์สองคนของเรา )ที่บริเวณประตูเมือง อันเป็นจุดนัดพบของคณะทัวร์ มีสาวๆในชุดพื้นเมืองไป๋ ให้บริการถ่ายรูปคู่ ก็เหมือนชาวเขาที่เราเห็นแถวๆภาคเหนือบ้านเราน่ะแหละ เค้าคิดประมาณคนละ 5 หยวน
ส้วมฮาร์ดคอร์ หนแรกในจีน ...หลังจากรวมตัวกันครบ พวกเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งนึง โดยร้านนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณนัก ณ ที่นี่ผมได้พบกับประสบการณ์ฮาร์ดคอร์เกี่ยวกับห้องส้วมเป็นครั้งแรก เรื่องมันมีอยู่ว่า ( ขออนุญาตเปิดซาวด์ หมาหอนด้วยได้ไหมเนี่ย ) ..ในขณะที่ผมกับพี่กำลังรอคิวฉี่ อยู่ที่หน้าห้องน้ำนั้นเอง เราไม่คิดหรอกครับว่ามันจะมีอะไร เพราะห้องน้ำดังกล่าวเป็นห้องเดี่ยว มีประตูสูงกว่าหัว ดูมิดชิดดี และเพียงอึดใจ ห้องข้างหน้าเราก็เปิดออก ชายร่างสูงโปร่ง แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษา ก้าวออกมา พี่ชายเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนผม แต่เพียงแค่ก้าวเดียว ก็มีอันผงะออกมา แล้วพูดเป็นนัยๆว่า “ไม่ไหวว่ะ” ผมจึงขอท้าพิสูจน์
แค่เพียงก้าวเข้าไปเท่านั้น กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็โชยมาแตะจมูก พร้อมๆกับภาพสีสันสดใสเบื้องหน้า ในขณะที่เจ้าของกลิ่นดังกล่าว นอนสงบนิ่งอยู่ขอบโถด้านหลัง
สาบานได้ว่า วินาทีนั้นอยากวิ่งไปกระชากคอไอ้เบื๊อกที่มันเข้าก่อนหน้าเรา แล้วตะโกนใส่รูหูมันดังๆว่า “เอ็งขี้ไม่ลงรูโว้ยยย..” แต่อาซิ้มที่เข้ามาต่อผมซิครับใจเด็ดของแท้ แกเข้าไปใช้หน้าตาเฉย ไม่ลังเลเลยซักนิด ขนาดยืนฉี่อย่างผมยังแหยง ซิ้มแกนั่งฉี่ด้วยเนี่ยนะ นั่นแหละครับ ประสบการณ์ฮาร์ดคอร์ชิ้นแรกที่ได้เจอ ยังดีที่ภาพมันไม่ติดตา ไม่งั้นกระเดือกข้าวไม่ลงแน่ๆ ... ระหว่างที่กินอยู่นั้นมีไฟดับด้วย สร้างเสียงกรี๊ดกร๊าด ได้ค่อนข้างมาก และเป็นเพราะไฟที่ดับนี่รึเปล่าก็ไม่รู้ทำให้ ร้านค้าที่เปิดอยู่ประปราย ก่อนที่เราจะเข้าร้าน พร้อมใจกันปิดซะจนหมด ทั้งถนนเงียบกริบ มืดตื๋อ เซ็งครับ กะจะเดินเล่นซะหน่อย แถมยังต้องรอพวกเขารับประทานอาหารกันอีกตั้งนาน
ในที่สุด เราก็เดินทางมาถึงโรงแรมที่จะพักเสียที โรงแรมนี้มีชื่อว่า Santayuan Hotel โรงแรมนี้ตั้งอยู่ติดกับ บริเวณที่ตั้งของ พระเจดีย์ 3 องค์ สัญลักษณ์ของ ต้าหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดฉงเชิง ที่นี่เดิมเป็นของรัฐบาล แต่ภายหลังเปิดสัมปทานให้ เอกชน

เมืองโบราณ รีเทิร์น ....
อากาศในต้าหลี่เวลานี้ ถือว่าเย็นจัด ประมาณ 6-8 องศา อาจจะยังไม่หนาวมากแต่ลมค่อนข้างแรง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดจะไปเมืองโบราณอีกรอบหรอกนะ แม้ว่าจะมีหลายคนที่สละสิทธิ์ ( ที่จริงก็สละสิทธิ์กันเกือบหมดนั่นแหละ ) ยังเหลือพวกปริญญาโทอีกประมาณ 5-6 คน รวมทั้งผม และพี่ชายที่อยากไป อาจินฮัวนำเราขึ้นรถตรงไปยังเมืองโบราณ ทีแรกคิดว่าจะพาเราทัวร์ เล่นเอาผมกระดี๊กระด๊า แต่ที่ไหนได้พอเจ๊แกลงรถ แนะนำเรา 2-3 คำแกโบกแท๊กซี่กลับบ้านเฉยเลย อะไรเนี่ย อุตส่าห์นั่งวางแผนมาตั้งแต่อยู่โรงแรม โห..เซ็งจริงๆ สรุปว่าพลาดครับ คืนนั้นผมยังไม่ค่อยได้ซื้ออะไร ทีแรกผมว่าจะถ่ายรูปแต่ไปๆมาๆ กลับไม่ได้ถ่ายอะไรเลย น่าเสียดายเหมือนกันเหมือนเรามาช้าเกิน ทำให้เราพลาดทีเด็ดช่วงค่ำ เรากลับรถโรงแรมเที่ยวสุดท้าย ประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง วันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บนรถ โชคดีที่ริดสีดวงไม่แตกซะก่อน วันนี้เลยมีเรื่องไม่มากนัก แต่เหนื่อยครับ เพราะงั้นก้อเลยหลับปุ๋ยสบายไปล่ะครับสำหรับวันที่ 2 ก็ เป็นอันจบลงเท่านี้ พักผ่อนเอาแรงซะหน่อยก่อน พรุ่งนี้ค่อยเที่ยวกันต่อ


Create Date : 24 ธันวาคม 2548
Last Update : 25 ธันวาคม 2548 0:06:40 น. 0 comments
Counter : 528 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Indiana Joe
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จะกู้ชาติกันไปทำไม ....
ถ้ามันเหลือแต่ซาก .....
สีเหลือง สีแดง สีขาว .....
ใีครคือผู้ที่กู้ชาติอย่างแท้จริง ....
คนที่กู้ชาติจริงๆ คือ คนที่ทำงานทุกคน ...
หมอ ทนายความ ครู นักการเงิน ภารโรง ....
และทุกๆอาชีพ ที่ทำงานของตนเองให้ดีที่สุด .....
เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศนี้ให้อยู่รอดได้ ...
คนพวกนี้แหละ กู้ชาติ .....
ไม่ใช่ประท้วงเพื่ออุดมการณ์ที่ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง ...
จะเอาเขาพระวิหารมาทำไม ถ้าเขาใหญ่เรายังดูแลไม่ทั่วถึง ..
จะสนเกียรติยศศักดิ์ศรีทำไม ถ้าพี่น้องเรากำลังจะอดตาย ...
Friends' blogs
[Add Indiana Joe's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.