Group Blog
 
All blogs
 

Ski ในวันถัดมา ได้ขึ้นเขาซะที

เช้าวันต่อมา เราตื่นเช้าเพราะจะต้องไปให้ทันเวลาเข้า class ที่เค้านัดกันที่เชิงเขาทางขึ้นกอนโดลา
สำหรับเราแล้ว เล่นสกีเนี่ยมันมีอะไรที่ไม่สนุกอยู่อย่างนึงคือเวลาที่ต้องแบบสกีไปไหนมาไหนไกลๆ น่ะ เพราะมันหนักเอาเรื่องเหมือนกันนะ และก็เวลาใส่รองเท้าบู๊ทสำหรับเล่นสกีเข้าไปแล้วมันจะทำให้เดินได้ลำบากมาก เหมือนใส่เฝือกไว้ตรงข้อเท้า ขยับไปมาไม่ได้ เวลาเดินก็เลยต้องเดินด้วยท่าทางแปลกๆ และก็ทำให้เดินได้ช้าลงเยอะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเราก็เดินไปจนถึงสถานที่นัดหมายได้ ไม่สายจนเกินไปนัก

คนมาเรียนรอบเช้านี่น่าจะเป็นร่วมๆ ร้อยกว่าคนได้ เค้าแบ่งออกเป็น 9 ระดับแบ่งตามความสามารถและประสบการณ์ และแต่ละระดับก็มีแยกย่อยลงไปอีกหน่อยนึง ความที่เราสองคนเคยสกีมาบ้างแล้วแต่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับภูเขาสูงเท่าไหร่นัก เค้าเลยจัดให้เราไปอยู่ระดับ 3 ซึ่งศัพท์ที่เค้าเรียกกันคือระดับ Comfortable Beginner คงประมาณว่ามือใหม่แต่พอเล่นเป็นบ้างแล้ว

กลุ่มเรามีสมาชิกอยู่เจ็ดคน และก็ครูฝึกเป็นสาวฝรั่งผมทองใส่แว่นกันลมสีชมพูมองเห็นได้แต่ไกล รวมเป็นทั้งหมดแปดคนที่จะกระเตงกันไปขึ้นเขาลงเขากันตลอดวันนี้ รูปประกอบข้างบนนี่ไม่เกี่ยวกันหรอกนะ พอดีเห็นกลุ่มนี้เค้าแต่งตัวเหมือนกันดี เลยถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย

พอนับจำนวนคนเสร็จเรียบร้อย ก็กระจายกันขึ้นกอนโดลา (รถกระเช้า) ขึ้นไปบนเขาวิสต์เลอร์ซึ่งเป็นภูเขาหนึ่งในสองลูกที่ประกอบกันขึ้นเป็นสกีรีสอร์ต เขาอีกลูกนึงชื่อว่าแบล็กโคมบ์ (Blackcomb) อยู่ค่อนไปทางเหนือ ภูเขาทั้งสองลูกนี้มีกอนโดลาวิ่งขึ้นลองตลอดเวลา สถานีของกอนโดลาอยู่ติดกันตรงเชิงเขา วันแรกนี้เราจะใช้เวลาอยู่บนเขาวิสต์เลอร์ทั้งวัน เค้าว่ากันว่า trail บนวิสต์เลอร์จะกว้างกว่า trail บนแบล็กโคมอยู่หน่อยนึง ทำให้เล่นสกีได้ง่ายและสะดวกกว่าโดยเฉพาะสำหรับมือใหม่อย่างเราๆ เอาไว้วันที่สองหรือสามค่อยข้ามไปเล่นที่แบล็กโคมบ์ก็ละกัน

กอนโดลาวิ่งขึ้นจากเชิงเขาขึ้นไปหยุดที่สถานีแรก เค้าเรียกชื่อว่า Olympic Station อยู่ประมาณตอนกลางค่อนมาทางด้านล่างของภูเขา ถ้าเลยจากจุดนี้ขึ้นไปก็จะเป็นอีกสถานีนึงที่อยู่ด้านบนขึ้นไปอีก พวกเราลงกันตรงสถานีแรกนี่แหละเพราะ Olympic Station นี่เป็นบริเวณสำหรับพวกนักสกีมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับภูเขานัก เค้าทำเนินให้ไม่ลาดชันมากนัก ไม่โหดร้ายจนเกินไป

ตอนเช้านี่เป็นการทบทวนเบสิคระดับง่ายๆ ขึ้นไปถึงยาก อย่างเราเล่นสกีมานานก็เพิ่งจะมาเข้าชั้นเรียนแบบจริงจังก็ครั้งนี้แหละ เลยต้องอาศัยเวลานิดหน่อยกว่าจะทำความเข้าใจได้ เล่นเอาเมื่อยไปเหมือนกัน ครูฝึกเค้าเน้นเรื่องการคอนโทรลมากกว่าที่จะให้เล่นอะไรผาดโผนหรือลงมาเร็วๆ

เราลงเนินง่ายๆ ได้พักนึงพอให้ได้เคาะสนิมก็ถึงเวลาขึ้นภูเขาไปยังเนินที่ชันขึ้น คราวนี้เรานั่ง chair lift ขึ้นเขาไปอีกทางนึง ที่ภูเขาวิสต์เลอร์นี่เค้ามี chair lift อยู่หลายอันอยู่นะ วิ่งสลับไปมาขึ้นไปยังจุดต่างๆ บนภูเขา คนเล่นสกีจะต้องวางแผนให้ดีว่าจะสกีลงมาทางเนินไหนเพื่อที่จะได้ไปต่อกับ chair lift อันที่ถูกต้อง ถ้านั่ง chair lift ผิดอันก็จะขึ้นเขาไปยังจุดที่ไม่ได้ต้องการ เสียเวลา และอาจจะต้องสกีลงมาใน trail ที่ยากเกินความจำเป็น

ในช่วงเช้านี่เราขึ้นลงเนินต่างๆ หลายเนินมาก ชันบ้างราบบ้างสลับกันไป แต่เราจำอะไรไม่ค่อยได้มากนักเพราะต้องคอยนึกถึงเบสิคต่างๆ และก็ต้องคอยสกีตามเพื่อนร่วมกลุ่มของเรา ไม่อยากจะแตกแถวมากนัก พอได้เวลาเที่ยงก็เข้าไปหาข้าวกินในกระท่อมชาเลท์ (Chalet) ชื่อ Chic Pea เป็นชาเลท์ขนาดเล็กอยู่ค่อนมาทางตอนบนของภูเขา

บนภูเขาวิสต์เลอร์มีชาเลท์ลักษณะนี้อยู่ 6-7 แห่งมั้ง กระจายอยู่ทั่วไปตามจุดต่างๆ มีอันที่ใหญ่มากอยู่แห่งนึงชื่อว่า Roundhouse Lodge ที่ใหญ่โตอลังการมาก เอาไว้จะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปละกันว่าเป็นอย่างไร

ชาเลท์ Chic Pea ที่เราไปแวะพักนี่ก็มีขนาดไม่เล็กนะ จุคนได้เป็นร้อยเหมือนกัน ภายในมีร้านอาหารแบบบริการตัวเอง ขายพวกแซนด์วิช พิซซ่า ซุปร้อนๆ และก็น้ำชากาแฟ ช็อกโกแล็ตร้อน ฯลฯ สารพัด ซื้อข้าวเสร็จก็มานั่งกินบนโต๊ะยาวแบบโรงอาหารบ้านเรา กินข้าวไปก็คุยกันไปถึงจะไม่รู้จักกันก็ตาม ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องสกีนี่แหละประมาณว่า trail นั้นเป็นยังไง หิมะดีไหม บนยอดเขาสภาพอากาศเป็นอย่างไร มีหมอกบ้างหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น แต่ส่วนใหญ่คนที่มากินข้าวเค้าก็นั่งกันไม่นานนะ กินอิ่มเสร็จก็ลุกไปเล่นสกีต่อ

รอบบ่ายนี่เค้าพาขึ้นไปบนยอดเขาล่ะ นั่ง chair lift ขึ้นไปถึงยอดและก็สกีลงมาทางด้านหลังเขาที่มีสภาพเป็น bowl คือเป็นหุบเขากว้างๆ มีแต่หิมะปกคลุมเต็มไปหมด ไม่มีต้นไม้เลยซักกะต้นเดียว ตอนที่เราขึ้นไปถึงยอดนั้นสภาพอากาศไม่ดีเอาซะเลย มีลมแรงและก็หิมะตกตลอดเวลา เรียกว่าเป็นพายุหิมะขนาดเบาะๆ ได้เลยนะ ความยากในการสกีในสภาพอากาศอย่างนี้คือเราจะมองไม่เห็นทางข้างหน้าว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ทุกอย่างมันจะดูขาวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเนินหรือเป็นหลุม ชันหรือราบ ฯลฯ อย่างเราเนี่ยตอนแรกก็ลงมาได้เรื่อยๆ ดีหรอก แต่จู่ทางมันก็ค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยโดยไม่รู้ตัว ทีนี้จะเบรกก็เบรกไม่อยู่ซะแล้ว พอเจอเนินหลังเต่าเข้าให้อันนึงก็เลยจั๊มพ์เข้าให้ซะหนึ่งทีก่อนที่หงายท้องและก็กลิ้งขลุกๆ ไปกองข้างทาง แต่ไม่ค่อยเจ็บตัวเท่าไหร่นะ ความที่หิมะมันหนามากเลยลดแรงกระแทกไปได้เยอะ สนุกดีครับ ตอนเขียนนี่ยังนึกถึงบรรยากาศตอนนั้นได้ อากาศปิดสนิท ทุกอย่างขาวโพลน ลมแรงพัดหิมะปลิวเป็นสาย เห็นแต่เงาดำๆ ของนักสกีอยู่เป็นระยะๆ เหมือนดูสารคดีเกี่ยวกับพวกที่ไปสำรวจยอดเขาหิมาลัย

พอลงจากยอดเขามาได้ถึงที่ความสูงระดับนึงก็จะเริ่มเห็นต้นสนขึ้นอยู่ทั่วไป ที่ระดับนี้สภาพอากาศจะดีขึ้นเพราะแนวต้นสนเป็นตัวกันลมได้ดี เราก็สกีตาม trail ที่เลาะเลียบไหล่เขาลงมาเรื่อยๆ อย่างไม่ค่อยรีบร้อนนัก กินลมชมวิวตลอดทางเพราะ trail ตรงนี้สวยมาก ข้างซ้ายเป็นแนวต้นสนส่วนข้างขวาเป็นหน้าผาชัน มองเลยออกไปจะเห็นเทือกเขาของ Garibaldi National park สลับซับซ้อนกันออกไปสุดลูกหูลูกตา

Trail ยาวที่ว่านี้จะมาสุดทางที่สถานีกอนโดลา Olympic Station ที่เราเคยมาแวะกันตอนเช้า พอถึงจุดนี้ก็จะทางเลือกสองทางคือ สกีลงไปอีก trail นึง ซึ่งก็จะไปสุดทางตรงเชิงเขาด้านล่าง หรือไม่ก็นั่งกอนโดลาลงไปแทน ไม่ต้องเหนื่อยแรง ซึ่งเราสองคนเลือกที่จะนั่งกอนโดลาเพราะความที่เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ท้องฟ้าเริ่มจะมืด และก็ความที่สะบักสะบอมกันมาตลอดวัน ก็เลยอยากจะเก็บแรงเอาไว้เล่นสกีต่อในวันรุ่งขึ้นน่าจะดีกว่า ในขณะที่เพื่อนร่วมกลุ่มเราบางคนยังไม่หายมันอยากจะสกีต่อลงไปด้านล่าง เราก็เลยโบกมือบ๊ายบายกันตรงนั้น ก่อนจะกระโดดขึ้นกอนโดลาลงมาถึงเชิงเขา

ยังลงไปไม่ถึงเชิงเขาดีก็ได้ยินเสียงดนตรีดังออกมาจากบาร์หลายๆ แห่งที่อยู่ตรงสถานีกอนโดลา เค้าเปิดเพลงเรียกลูกค้ากันน่ะ และก็ถ้าทางจะได้ผลดีซะด้วยเพราะบาร์แต่ละแห่งมีลูกค้าแน่นไปหมด สังเกตได้จากสกีและสโนบอร์ดที่วางพาดไว้ตามหน้าร้านเต็มไปหมด น่าจิ๊กเอาไปขายจริงๆ

รูปข้างบนนี่ไม่เกี่ยวอะไรกับบาร์หรอกนะ แค่อยากจะให้เห็นว่าขนาดอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ใน village ยังมีสโนว์บอร์ดพาดให้เห็นอยู่สองอัน เรียกว่าพอลงมาจากภูเขาปุ๊บก็เข้าไปเล่นเน็ทได้ทันที สะดวกสบายดีมาก

ส่วนเราสองคนพอลงมาจากเขาก็เอาสกีไปเก็บในล็อกเกอร์ และก็เดินต๊อกๆ ไปเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้ออาหารสำเร็จ และก็กลับไปนั่งกินที่โรงแรม เป็นอันจบวันแรกของการเล่นสกี เฮ้อ (ยาวๆ)






 

Create Date : 29 มกราคม 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2549 13:05:00 น.
Counter : 184 Pageviews.  

ทุลักทุเลเล็กน้อยที่ Whistler


เรามาถึงที่ Whislter Village ได้ตอนประมาณพลบค่ำพอดี ฤดูหนาวที่นี่จะมืดเร็วมาก สี่โมงกว่านี่ก็เริ่มจะมืดแล้ว วันศุกร์ที่เราไปถึงนี่อากาศไม่ค่อยดีเอาซะเลย ฝนตกพรำๆ ตลอดเวลา ทำให้การหาทางไปโรงแรมเป็นไปด้วยความทุลักทุเลพอสมควร โรงแรมที่เราจะมาพักนี่แปลกอยู่อย่างนึงคือที่เช็คอินมันดันออกตั้งซะห่างไกลจากตัวโรงแรมเหลือเกิน คือหาตัวโรงแรมได้แล้วก็จริงแต่ต้องไปหาที่เช็คอินก่อนจึงจะขนของเข้าห้องได้ พอเราจัดการเรื่องโรงแรมเสร็จก็รีบเดินไปหาที่เช่าสกีซึ่งอยู่ใกล้กับ Gondola base ตรงเชิงเขา Whislter

อันที่จริงเราจองสกีไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะ แต่อยากจะรีบมาเอาก่อนเพราะว่าวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะมาเข้า class ซึ่งก็นัดเอาไว้แล้วเช่นกัน ถ้าไม่มาเอาสกีตอนเย็นก็ต้องมารอเอาในตอนเช้าแทน ในเว็บของเค้าแนะนำว่าให้มาเอาสกีก่อนล่วงหน้าจะดีกว่าเพราะในตอนเช้าจะมีคนมาต่อคิวเยอะมาก เราไม่อยากจะต้องทำอะไรฉุกละหุก (กะว่าจะได้นอนตื่นสายหน่อย) ก็เลยเผื่อเวลาไว้ก่อน รีบมาเอาซะตั้งแต่เนิ่นๆ

ร้านให้เช่าสกีที่วิสเลอร์นี่มีหลายแห่งมากๆ นับดูแล้วเห็นจะมีเกือบยี่สิบร้านได้มั้ง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง หรูหราและทันสมัยแตกต่างกันไป บางร้านก็เน้นอุปกรณ์ระดับ high performance ขณะที่บางร้านก็เน้นแบบระดับกลางๆ เป็นหลัก เข้าใจว่าคงจะเป็นเครือข่ายกันอยู่หลายร้านนะ เห็นแต่งร้านออกไปในแนวเดียวกัน ร้านที่เราเลือกไว้อยู่ติดกับเชิงเขาเลยล่ะ ทำเลดีมากเพราะไม่ต้องแบกสกีเป็นระยะทางไกลๆ ข้างร้านสกีเป็นบาร์ขนาดใหญ่ชื่อ Longhorn Saloon ซึ่งเดี๋ยวกะว่าจะมาเล่าให้ฟังว่าร้านนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครรู้แล้วก็เงียบไว้ก่อนละกันนะครับ

พนักงานในร้านสกีส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น อายุไม่น่าจะเกินระดับ high school ไม่ก็มหาลัยปีแรกๆ พวกนี้ทำงานคล่องแคล่วและยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองดีมาก พูดภาษาอังกฤษออกสำเนียงต่างไปจากแถบมิดเวสต์ที่เราอยู่ คงเป็น canadian accent มั้ง น่าจะใกล้เคียงกับต้นตำรับอังกฤษแท้มากกว่าสำเนียงแบบอเมริกัน ดีเหมือนกัน น่ารักดีไปอีกแบบ และก็ได้ความรู้สึกว่ามาเที่ยวเมืองนอกดี

เค้าจัดสกีขนาด 170 ให้เรานะ ออกจะยาวอยู่เหมือนกัน (หมายเหตุจากผู้เขียน: สกียาวจะเล่นยากกว่าสกีสั้นนะครับ) แต่เด็กคนที่จัดให้ดูท่าทางจะมั่นใจเหลือเกินว่าเราน่าจะเล่นได้ไม่ยากนัก "you will need it once you're up to the bowl" - ยูจะต้องใช้มันแน่ๆ ถ้าขึ้นไปถึง Bowl ข้างบน (Bowl ในที่นี้หมายความถึงส่วนของหุบเขาที่อยู่สูงขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลมากจนไม่มีต้นไม้ขึ้นแล้ว มีแต่หิมะปกคลุมภูเขาอยู่เป็นสีขาวเต็มไปมหด ก็เลยเรียกว่า bowl) ความที่ภูเขาแถวนี้สูงมาก ลักษณะของหิมะก็เลยมีหลายแบบตามระดับความสูง บนยอดเขาจะออกเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง ขณะที่ตรงกลางๆ ภูเขาจะมีหิมะที่หยาบขึ้นมาหน่อย ส่วนหิมะที่ตีนเขาจะเปียกๆ ลื่นๆ และทำให้เล่นสกีได้ยากกว่าและก็เลอะเทอะกว่าด้วย

พอเอาสกีเสร็จก็ได้เวลาขนของเข้าโรงแรมซึ่งอยู่ห่างออกไปนิดนึง ห้องพักในโรงแรมสะดวกสบายมาก เป็นเหมือนอพาร์ตเมนท์เล็กๆ มีห้องครัวในตัวและก็มีห้องนอนแยกออกไปเป็นสัดส่วน มีระเบียงเล็กที่ออกไปนั่งชมภูเขาได้ถ้าไม่กลัวหนาว และก็มีเตาผิงในห้องนั่งเล่นซึ่งทำให้ห้องดูอบอุ่นขึ้นมาหน่อย มีรูปห้องพักให้ดูด้วยนะครับ ที่เห็นนี่เป็นส่วนของห้องนั่งเล่น มีกระเป๋าเสื้อผ้าของเรากองรกๆ อยู่บ้าง

หลังจากชื่นชมห้องพักได้นิดนึงก็ถึงเวลาสำหรับอาหารเย็น มื้อนี้เรากะว่าจะซื้อเข้ามากินในห้อง จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวที่ร้าน และก็ประหยัดกว่าด้วย

ตรงปลายสุดของ Whistler Village มีโซนที่เค้าเรียกว่า Market Place ในนั้นมีซุปเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่อยู่อันนึง ขายของเยอะดี มีพวกบะหมี่สำเร็จรูป ข้าวสาร น้ำปลา ด้วยนะ เราซื้อบะหมี่ถ้วยกลับมาตุนไว้ที่ห้องเหมือนกัน และก็ซื้อพวกแซนด์วิช wrap quiche จะได้ไม่ต้องลงมือทำให้วุ่นวายจนเกินไป

อีกรูปที่เห็นนี่เป็นทางเดินในหมู่บ้านนะครับ เอาไว้จะมาเขียนต่อทีหลัง




 

Create Date : 25 มกราคม 2549    
Last Update : 25 มกราคม 2549 13:48:38 น.
Counter : 199 Pageviews.  

ตอนต่อมา: ถึงแวนคูเวอร์แล้ว


หลังจากเรามาถึงสนามบินแวนคูเวอร์และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เราก็เดินออกจากเทอร์มินอลมุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์ของบริษัทให้เช่ารถ ซึ่งก็ตั้งอยู่ในอาคารจอดรถฝั่งตรงข้ามกับเทอร์มินอลนี่เอง ลากกระเป๋าเดินทางไปซักห้านาทีก็ถึงแล้วนับว่าใกล้และสะดวกสบายดีมาก บริษัทที่ให้เช่ารถนั้นก็มีเหมือนกับในอเมริกาคือเช่น Avis, Hertz, Alamo, Dollar/National และก็ Budget เราจองผ่านทาง Internet ก็ได้ของที่ Budget นี่แหละที่ราคาถูกที่สุด

ตอนที่มารับรถนี่เริ่มสังเกตได้อย่างนึงว่าแถวนี้ท่าทางจะมีคนจีนอาศัยอยู่เยอะตามคำร่ำลือ ขนาดพนักงานของ Budget ยังเป็นเด็กจีนซะเป็นส่วนใหญ่ หน้าตาผมรูปร่างยังเป็นจีนแท้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่พูดอังกฤษชัดปร๋อแทบไม่มีแอ็กเซนต์เลย อาหมวยคนที่ออกรถให้เรานี่คุยเก่งชะมัด พอรู้ว่าเราจะมุ่งหน้าไปเล่นสกีที่ Whistler ก็พยายามจะเชิญชวนให้เราเช่ารถ SUV ซะให้ได้ นัยว่าเป็นคันใหญ่ขับเคลื่อนสี่ล้อเกาะถนนดีกว่า น่าจะปลอดภัยกว่าในเวลาที่หิมะตกหนักๆ (และก็ราคาแพงกว่าด้วย) แต่ความที่เราเช็คสภาพอากาศและก็สอบถามเรื่องสภาพถนนมาก่อนแล้วก็เลยมั่นใจว่าขับรถเก๋งคันเล็กก็น่าจะปลอดภัยพอ (แถมยังประหยัดตังไปได้อีกเยอะ - อันนี้สำคัญมาก) สุดท้ายก็เลยได้รถเก๋งนิสสันมาคันนึง ขนาดใหญ่มากสำหรับเราที่มีกันแค่สองคน ใส่กระเป๋าเดินทางเข้าไปแล้วยังเหลือเนื้อที่ให้เราทำรกได้อีกเยอะ


พอรับรถเสร็จก็ถึงได้เวลาขับรถมาราธอน ขั้นแรกพอออกจากสนามบินแล้วเราก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือ สนามบินที่แวนคูเวอร์นี่อยู่ด้านทิศใต้ของเมือง ขณะที่จุดหมายปลายทางที่เราจะไปนั่นอยู่ด้านทิศเหนือ เราก็เลยต้องขับรถผ่านตัวเมืองแวนคูเวอร์ พอออกจากสนามบินเสร็จก็ขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ชื่อ Fraser จากนั้นก็เข้าสู่ตัวเมืองเป็นย่านที่อยู่อาศัย จากนั้นอีกไม่นานนักก็ข้ามสะพานอีกอันนึง คราวนี้ข้าม False Creek ซึ่งเป็นอ่าวแคบยาวขนาดย่อม จากนั้นถนนก็จะตัดเข้าสู่ดาวน์ทาวน์และย่านธุรกิจของเมือง มองเห็นตึกสูงเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูแล้วออกแนวฮ่องกงผสมกับกรุงเทพฯ บ้านเรา

ขับรถผ่านย่านธุรกิจได้พักนึงก็เข้าเขตสวนสาธารณะขนาดใหญ่มากชื่อว่า Stanley Park ซึ่งเราจะเก็บเอาไว้มาเที่ยวตอนขากลับนะ ถึงตอนนั้นแล้วจะเล่าให้ฟังอีกทีว่าข้างในสวนมีอะไรให้ดูบ้าง สวนนี่เป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล ตรงปลายด้านเหนือสุดเป็นสะพานแขวนขนาดใหญ่ชื่อว่า Lion Gate Bridge ที่ตัดข้ามอ่าว Burrard Inlet ที่ขนาบอยู่ด้านเหนือของเมือง (อ่านแล้วจะงงมั้ยเนี่ย) เอาเป็นว่าเราขับรถทะลุเมืองแวนคูเวอร์จนมาออกนอกเมืองทางด้านเหนือเพื่อจะมาต่อกับทางหลวงที่ชื่อ Sea-to-Sky Highway

Sea-to-Sky Highway นี่เป็นทางหลวงหลักที่เชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ทางชายฝั่งด้านตะวันตกของแคนาดา เริ่มจากส่วนที่ติดกับประเทศสหรัฐฯ ผ่านแวนคูเวอร์ วิ่งเลาะเรียบอ่าวฟจอร์ดก่อนจะตัดเข้ามาในแผ่นดิน และก็วิ่งขึ้นเขามาเรื่อยๆ ผ่านเมือง Whistler และก็ลัดเลาะผ่านเทือกเขา Coast Mountain ก่อนจะไปต่อกับทางหลวงหมายเลข 97 ในที่สุด ที่ถนนนี้ถูกเรียกว่า Sea-to-Sky นี้เห็นจะเป็นเพราะถนนนี้วิ่งเลียบทะเลก่อนที่จะผ่านเทือกเขา มีทัศนียภาพข้างทางที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ตอนที่เราไปเที่ยวมานี้รัฐบาลเค้ากำลังปรับปรุงขยายถนนนี้อยู่เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับโอลิมปิคฤดูหนาวในปี 2010 ที่เมืองแวนคูเวอร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ถนนนี้มีความสำคัญคือเชื่อมระหว่างแวนคูเวอร์กับวิสต์เลอร์ซึ่งจะใช้สำหรับแข่งขันกีฬาอย่างเช่น สกี ประเภทต่างๆ และก็ Bobsleigh เป็นต้น

น่าเสียดายนิดนึงตอนที่เราขับผ่านคือตอนนั้นเริ่มเป็นเวลาเย็นมากแล้ว แถมอากาศไม่ค่อยดี มีฝนตกและก็ขมุกขมัวตลอดเวลาเลยไม่มีโอกาสได้ชมทิวทัศน์มากนัก แต่ก็พอได้เห็นทะเลและเกาะแก่งต่างๆ สลับกับเทือกเขาและหน้าผารวมถึงน้ำตกที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไป เห็นจะเป็นหิมะที่ละลายลงมาจากยอดเขานั่นเอง รูปที่เห็นข้างบนนี้ก็ถ่ายมาจาก Sea-to-Sky Highway นี่แหละ จะเห็นว่ามีรถวิ่งเยอะมาก ต่างก็จะมุ่งหน้าไปเล่นสกีที่Whistler เหมือนกันกับเรา แต่ละคันขับกันเร็วๆ ทั้งนั้นไม่เห็นใจคนที่ไม่คุ้นกับเส้นทางอย่างเราซะเลย

เอาไว้จะมาเขียนต่อละกันนะครับ คราวหน้าคงจะไปถึงสกีรีสอร์ตซะที ยืดมาได้หลายตอนแล้ว




 

Create Date : 19 มกราคม 2549    
Last Update : 19 มกราคม 2549 14:14:46 น.
Counter : 259 Pageviews.  

วันแรก: From MSP to YVR


คณะเดินทางของเรา (ซึ่งมีกันอยู่แค่สองคน) ออกเดินทางจากมินนิอาโปลิสในตอนสายของวันศุกร์ นั่งเครื่องของสายการบินนอร์ทเวสต์ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอนเพื่อที่จะไปต่อเครื่องบินเล็กตรงไปยังเมืองแวนคูเวอร์นะ ความที่ไฟลท์ตรงจากมินนิอาโปลิสไปแวนคูเวอร์มันถูกยกเลิกไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เราต้องต่อเครื่องทั้งขาไปและขากลับ และก็ทำให้ใช้เวลาเดินทางมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ข้อดีของการต่อเครื่องก็มีบ้างเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ทำให้ได้เห็นเสี้ยวเล็กๆ ของเมืองที่ต้องไปต่อเครื่องนี่แหละ


เครื่องบินที่เรานั่งไปนั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ฮาวายล่ะ เค้าแวะพักที่พอร์ตแลนด์ก่อนที่จะบินตรงไปยังโฮโนลูลู ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็เลยเป็นนักท่องเที่ยวที่จะไปพักผ่อนตากอากาศหลบความหนาวที่ฮาวาย แต่งตัวกันสบายๆ เสื้อผ้าบางๆ จะมีก็แต่เราสองคนนี่แหละที่แต่งตัวซะหนาเตอะ มีทั้งบูททั้งแจ็กเก็ตรุ่มร่ามไปหมด ก็เราจะไปเล่นสกีนี่นา ต้องเตรียมตัวให้พร้อมหน่อย

สนามบินที่พอร์ตแลนด์มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปนัก แต่ทันสมัยและสะอาดเอามากๆ ที่เห็นกระจายอยู่ทั่วเทอร์มินอลคือร้านขายของที่ระลึก ขายหนังสือ และก็ร้านกาแฟ มีร้านอาหารแทรกอยู่เป็นระยะๆ แต่ที่เราชอบมากเห็นจะเป็นมุมทานอาหารที่เค้าจัดเป็นลานกว้าง มีโต๊ะเก้าอี้พร้อม และที่สำคัญคือมีคนเล่นเปียนโนให้ฟังด้วย คนเล่นเป็นลุงแก่มีเครายาว เล่นเปียนโนไปร้องเพลงไป พอเล่นจบเพลงนึงก็หันมาโปรโมทอัลบั้มของแกเองซะทีนึง ไม่รู้ว่าวันนึงจะขายได้กี่แผ่นนะ เรากินข้าวกะนั่งฟังเพลงได้พักนึงพอได้หายเมื่อยจากการเดินทางก็ต้องเดินไปรอเครื่องที่จะไปแวนคูเวอร์ซึ่งจะออกจาก gate ที่อยู่ไกลซะเหลือเกิน

รูปที่เห็นข้างบนนี่คือเครื่องบินที่นั่งจากมินนิอาโปลิสมาที่พอร์ตแลนด์ รู้สึกว่าจะเป็นโบอิ้ง 757 หรืออะไรนี่แหละ ส่วนเครื่องที่จะพาเราไปยังแวนคูเวอร์นั้นเป็นเครื่องแบบใบพัด นั่งได้ประมาณสามสิบกว่าคนเอง เล็กกว่ารถเมล์แถวบ้านอีก แต่นับว่าบินได้ราบรื่นดีใช้ได้ เสียแต่เสียงใบพัดมันดังไปหน่อยขนาดที่ต้องตะโกนคุยกันถึงจะได้ยิน เราเลยฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือนำเที่ยวกับนั่งดูแผนที่ไปพลางๆ ระยะทางจากพอร์ตแลนด์ไปแวนคูเวอร์มันใกล้นิดเดียวใช้เวลาแค่สี่สิบนาทีก็ถึงแวนคูเวอร์แล้ว

สนามบินแวนคูเวอร์อยู่ติดกับทะเล กัปตันเค้าค่อยๆ ไต่ระดับร่อนลงมาจากด้านทะเล เรียกว่ามีเวลาและระยะทางเหลือเฟือในการลงจอด เราคนโดยสารก็เลยมีเวลาชมวิวมากขึ้นอีกนิด เห็นตัวดาวน์ทาวน์ของแวนคูเวอร์อยู่ด้านทิศเหนือของสนามบิน เลยออกไปอีกหน่อยก็เป็นภูเขาสูง ส่วนทิศใต้เป็นย่านที่อยู่อาศัยสลับการพื้นที่เกษตร มีแม่น้ำใหญ่ผ่านก่อนที่ไหลออกสู่ทะเล

ความที่เครื่องบินเป็นลำเล็กก็เลยจอดให้ผู้โดยสารลงตรงกลางลานจอดนั่นแหละ พอจอดเสร็จก็ให้ท่านผู้โดยสารอย่างเราเดินท่อมๆ เข้าไปยังเทอร์มินอลเองไม่ต้องรอให้เครื่องจอดเทียบหรือรอรถมารับให้เสียเวลา จากนั้นก็ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่ออกจะรวบรัดและเรียบง่ายเอามากๆ เข้าใจว่าประเทศแคนาดาเค้าอยากให้คนเข้ามาเที่ยวเยอะๆ ก็เลยไม่เข้มงวดมากมายนักจนเกินความจำเป็น

จากนั้นเราก็เดินไปรับกระเป๋า ระหว่างทางเราก็สังเกตสนามบินไปด้วย ดูเหมือนว่าลักษณะอาคารของสนามบินที่แวนคูเวอร์นี่จะออกโมเดิร์นกว่าที่พอร์ตแลนและก็ที่มินนิอาโปลิสอยู่เหมือนกัน ที่แวนคูเวอร์นี่เค้าใช้แสงจากธรรมชาติมากเป็นพิเศษ เน้นกระจกใสและก็โชว์โครงสร้างกับท่อน้ำท่อลม ไม่ต้องซ่อนไว้ในฝ้าให้ลำบาก เมืองในเขตหนาวนี่เค้าอยากให้แสงธรรมชาติเข้ามาในอาคารมากๆ เพราะนอกจากจะทำเพิ่มแสงสว่างให้อาคารแล้วยังช่วยในการทำความร้อนอีกด้วย เป็นการประหยัดค่าพลังงานถึงสองอย่างในเวลาเดียวกัน เห็นแล้วนึกถึงสนามบินสุวรรณภูมิของบ้านเรา ตอนแรกที่แบบสถาปัตย์ออกมาใหม่ๆ เมื่อสิบปีที่แล้วนั้นใครเห็นแล้วก็ร้องจ๊ากกันทุกคน ก็ตา เฮลมุทจาห์น คนออกแบบนั้นพี่แกใส่กระจกใสมาซะเต็มอาคาร กะว่าจะโชว์แต่สถาปัตยกรรมของตัวเองแต่ไม่ได้สนใจเลยว่าจะต้องใช้พลังงานมากแค่ไหนในการปรับอุณภูมิในอาคาร ดีนะที่สมาคมวิชาชีพหลายๆ แห่งร่วมกันคัดค้าน เค้าเลยปรับแบบให้ออกมา practical ขึ้นหน่อย

เขียนเกี่ยวกับแวนคูเวอร์อยู่ดีๆ ไหงมาลงที่บ้านเราได้ก็ไม่รู้ เอาไว้ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องการเดินทางต่อก็ละกันนะครับ





 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 18 มกราคม 2549 12:35:54 น.
Counter : 164 Pageviews.  

เริ่มเรื่อง


เมื่อระหว่างวันที่ 6 ถึง 13 เดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่แถวๆ เมืองแวนคูเวอร์ทางตะวันตกของประเทศแคนาดามาครับ ได้โฉบไปเล่นสกีที่เมืองวิสต์เลอร์ (Whistler) ที่อยู่ใกล้ๆ นั้นด้วย สนุกสนานสมบุกสมบันและสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เลยคิดว่าจะเขียนเล่าสู่กันฟังซะหน่อย เผื่อเอาไว้ให้ตัวเองอ่านเมื่อเวลาผ่านไปด้วย เก็บเป็นบันทึกความทรงจำ อะไรทำนองนั้น

ออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าสำนวนที่ใช้อาจจะไม่สละสลวยสวิงสวายมากมายนัก อ่านแล้วไม่ถูกใจก็อย่าเพิ่งรีบว่ากันนะครับ ความที่ผู้เขียนเป็นคนรุ่นเก่าและก็มาอยู่ไกลบ้านซะหลายปีแล้ว ภาษาไทยที่ใช้อาจจะออกโบราณไปหน่อย ในบทความชุดนี้ผมจะพยายามใช้ภาษาไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้านึกคำไทยไม่ออกจริงๆ คงต้องขอทับศัพท์ภาษาอังกฤษไปก็ละกันนะครับ






 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 7:39:53 น.
Counter : 102 Pageviews.  


hvacboy
Location :
Minneapolis, Minnesota United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




www.flickr.com
This is a Flickr badge showing photos in a set called Twin Cities. Make your own badge here.
Friends' blogs
[Add hvacboy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.