Group Blog
 
All Blogs
 

นึกเรื่องเก่งๆ เริ่มแก่แล้วมั่งเรา

ด้วยความเคารพครับ
วันนี้ตอนเย็นๆได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง
ปกติต้องไปออกกำลังที่มหาวิทยาลัยใกล้ๆที่ทำงาน หรือไม่ก็ไปวัด
แต่ช่วงนี้อยากให้หลวงปู่พักผ่อนมากๆ
วันนี้ได้หยิบเอ็ม สิบเก้า ออกมาทำความสะอาด
แบบถอดออกมาทำเท่าที่จะทำได้

ด้ามปืนกระบอกนี้ได้รับความกรุณาจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งทำไว้ให้ผม
แม้นจะด้ามอันนี้จะไม่ทันหลวงพ่อเปิ่นปลุกเสก เหมือนมีดหรือปืนกระบอกอื่นๆ
แต่ก็เป็นที่ติดใจผมมาตลอด ขณะนี้ครูบาอาจารย์ผมท่านนี้ ออกจากวัดบางพระไปแล้ว ผมเองกลับไม่มีโอกาสที่จะ
ตามไปพบท่านสักครั้ง มีแต่ท่านที่ลงมาพบบ้างที่วัดท้องไทร หรือบ้านลูกศิษย์
ทุกวันนี้โอกาสที่เราจะตามใจตนเอง ไปหาครูบาอาจารย์ ไปพบป่ะเที่ยวกับพวกพี่ๆ ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ
ในมันน้อยลงทุกที่ ทำไมต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นอยู่ รู้สึกว่าตัวเองมั่วมาเป็นขี้ข้าอยู่ทำไม

ดูที่ตัวปืนก็เศร้าใจ ศูนย์หลังที่คดไป มีผู้อยู่ไกลกรุณาหามาเปลี่ยนให้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยน
ปืนกระบอกนี้ใช้แก้ปัญหามาก็เยอะทำมาทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่อย่างน้อย เพื่อนร่วมงานที่รักและเคารพได้เมียมาก็เพราะปืนกระบอกนี้ ยิงครั้งสุดท้ายก็งานพบปะกันที่นครปฐม ของ.bladereview
ที่สำคัญ คนรู้จักที่ผมถอดลูกออกหยิบมาให้ลองจับลองถือ คือนายกเทศมนตรีที่ถูกยิงตายในบ้านตัวเอง
ผมเช่าห้องเค้า อยู่นายกคนนี้ที่ผมรู้รักเป็นคนดี ผมไม่เห็นเค้าทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจแต่ทำไม คนเราต้องตัดสินปัญหาด้วยวิธีนี้ด้วย ถ้านายกระวังตัวมากกว่านี้เหตุการณ์คงไม่เป็นแบบนี้ ปืนกระบอกนี้มีอดีตมากมาย ผู้หญิงที่ผมพาเค้าไปซื้อไปดูปืนทุกวันนี้ก็ไม่ทราบว่าเค้าอยู่ที่ไหนแล้ว


ต่อมานั่งทำความสะอาดมีด
ก็นั่งพิจารณา ไอ่คนเราก็สองมือมีทำไมมันเยอะนัก
เล่มนั้นได้มาอย่างนี้ เล่มนี้ พี่คนนี้แบ่งให้มาใช้สมัยเวปก่อน
ทั้งพับ ทั้งใบตายมีทำไมในตะกร้า
มาดูมีดสี่เล่มนี้ ดีกว่า

เล่มบน พี่ใหญ่ เป็นคนสั่งสล่าทำ ดูแลการโม โดยพี่ดิ๊ก ลงมือโดยพี่อำนวย
เล่มที่สอง น้องก้อน เป็นคนไปนำมาให้จากลำปาง น้องก้อนเป็นรุ่นน้องผมที่โรงเรียน
สมัยเรียนมัธยม ได้มาเจอกันอีกที่เพราะเวป bladereview เป็นน้องที่มีน้ำใจกับผมมาก
ด้ามก็เหมือนเดิมพี่อำนวยเป็นคนดำเนินการ
เล่มที่สาม พี่อำนวยกรุณาให้ผมลองเอาไปใช้ดู แกะด้ามโดยช่างไก่
เล่มที่สี่ มีดปลาทู ออกแบบโดยพี่ดิ๊ก สร้างโดยพี่อำนวย
สองเล่มล่างฟันไม้แทงกระบะท้ายรถท้ายมาแล้วครับ
อยากจะบอกว่ามีดของพี่ๆอึดได้ใจ มีมีดแล้วขาดขวาน อยากได้ขวานดุๆๆ


ต่อมาก็เป็นคาราบิต มันกลับมาอีกแล้ว แมงมุมเคยแบ่งให้เพื่อนในเวปไปเล่นนานแล้ว
เล่มนี้ PopZiMus ให้มาเล่นก่อนและจ่ายสิ้นเดือน
ปกติผมเลิกพกคาราบิต แล้วเพราะว่าคงไม่มีความสามารถในการใช้พอและควงไม่เป็น แต่พอเห็นของคนอื่นเค้าก็อดไม่ได้
ที่จะต้องขอลองควงเล่นกันลืม ทุกวันนี้กลับมาพกคาราบิตแมงมุมอีก เพราะบางดี

ช่วงนี้ผมเป็นอะไรไม่ทราบเบื่อหน่ายตัวเองมากมาย
เห็นทุกอย่างเป็นทุกข์ไปหมด
ว่าเขียนตี๋น้อยต่อ แต่ว่าฉีดยาป้องกันหวัดนกไป
เริ่มออกอาการแล้วครับ
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2550 0:08:28 น.
Counter : 5277 Pageviews.  

มีด ที่พี่ดิ๊กออกแบบ พี่อำนวยสร้าง

ด้วยความเคารพครับ
เมื่อคราวไปทอดกฐินที่ จังหวัดอยุธยา
พี่ดิ๊กได้เมตตา ให้มีดเล่มนี้ครับ

ในความรู้สึกของผม มีดเล่มนี้ มีความอ่อนตัวในเรื่องการจับถือสูง




ในส่วนของการใช้งาน ผมคิดว่าเป็นมีดอเนกประสงค์เล่มหนึ่งที่ผมจะเลือกพกติดตัว
มีดเล่มนี้ได้ลองฟันไม้ท่อน ไม้ไผ่แห้งมาหลายงานแล้ว
ยังรักษาความคมได้ดีอยู่ อีกทั้งตั้งแต่ได้รับมาจากพี่ดิ๊ก มีดยังไม่ได้สัมผัสกำน้ำมัน เลย แต่กลับไม่สนิม มาเยี่ยมเยือนเลย
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2549 1:09:48 น.
Counter : 1747 Pageviews.  

ร้านลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ พุทธมณฑล

สวัสดีครับ สวัสดีสำหรับฉบับแรก กับคอลัมน์ นายอำเภอชวนชิม คอลัมน์ประจำวารสารพุทธมณฑล ซึ่งจะนำเสนอ ร้านอาหารอร่อย และถูกหลักอนามัย ในอำเภอพุทธมณฑล เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในฉบับแรก เราจะขอแนะนำ ร้านลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ ซึ่งเปิดขายมา ตั้งแต่ปลายปี
พ.ศ. 2527 ตั้งอยู่ที่ 125 / 21 หมู่ที่ 6 ตำบลศาลายา ง่ายๆ คือขับรถข้ามสะพานลอยจากศาลายา
มาพุทธมณฑล ร้านตั้งอยู่ช่วงกำลังจะลงสะพานทางซ้าย มีที่จอดรถสะดวกสบาย ที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยวปลา ฟังดู ก๋วยเตี๋ยวปลา ดูเหมือนหากินง่าย แต่จะหาที่อร่อยถูกปาก นั้นหายาก เมนูเด็ดที่จะขอแนะนำ คือเส้นปลา เกี้ยวปลา หนังปลาทอดกรอบจิ้มน้ำพริกเผา อันหลังนี้ ได้มาทานที่แรก ก็ที่นี้ละครับ เมนูแต่ละชามของท่านขอเรียนว่าตั้งใจทำมากๆ เท่าที่สอบถามคุณ สมชาย สาลีพัฒนา หรือเฮียตี๋ ผู้ดูแลร้าน บอกว่า สูตรได้มาจากก๋ง จากเตี่ย และตกทอดมาถึงพี่ชายคือนายเงี๊ยบ ซึ่งตอนนี้ดูแลสาขาใหญ่อยู่ที่บางขุนนนท์ สาขานี้ตั้งมา สี่สิบปี นายเงี๊ยบของแท้มีสองสาขาเท่านั้น กลับมาที่สูตรการทำก๋วยเตี๋ยว ต่อ เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ในการทำ เส้นปลาต้องเตรียมล่วงหน้า 1 วัน ต้องใช้ปลาถึงสามชนิด สั่งจากตลาดเก่าเยาวราช ขนาดน้ำแกง ยังต้องเริ่มทำตั้งแต่ตีสี กว่าจะได้ที่ก็ประมาณ 7 โมงเช้า กว่าๆ ฟังดูไม่ใช่เล่นๆแล้ว ทีมงาน ลองทานแล้ว สุดยอด สมกับที่เป็นร้านเก่าแก่ มีลูกค้าขาประจำเยอะ เส้นปลาเหนียวนุ่ม ลูกชิ้นปลาไม่คาว น้ำซุปเข้มข้นแทบจะไม่ต้องปรุงอะไรเลย หนังปลาทอดกรอบที่ทานแกล้ม ก็กรอบพอดีพอดี ไม่เหม็นหื่น นอกจากนี้ ทางร้านยังมีของหวานเป็นไอศกรีม กะทิสด และผมไม้สดซึ่งเป็นผลไม้ในพื้นที่อำเภอ

หลังจากทานอาหารเสร็จ ทีมงานได้สังเกตในร้าน พบว่า ลูกจ้างซึ่งมีกว่าสิบคน ทั้งร้านล้วนสวมเสื้อเหลืองทั้งหมด สอบถามคุณสมชาย ได้ความว่า เป็นการเทิดพระเกียรติในหลวงเนื่องในโอกาสครองสิริราชสมบัติครบหกสิบปี ที่จะมาถึงในวันที่ 9 มิถุนายน ศกนี้ โดยเน้นใส่ในวันจันทร์ และช่วงนี้ถ้าใครสะดวกก็ให้ใส่ทุกวัน นอกจากนี้ในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี จะเปิดให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งทำมาแล้ว 6 ปี โดยเป็นความคิดของนายเงี๊ยบ (พี่ชายเฮียตี๋) ที่ว่า ปู่ก๋งมาอยู่เมืองไทย มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แล้วทำมาหากินสะดวกสบาย จึงเป็นการตอบแทนคุณในหลวงคุณแผ่นดินไทย ฟังดูแล้วทึ่งในความจงรักภักดีของเจ้าของร้านนะครับ ฉบับนี้ทีมงาน นายอำเภอชวนชิม ลาไปก่อน ฉบับหน้าจะไปชิมร้านไหนต้องติดตามนะครับ




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2549    
Last Update : 7 มิถุนายน 2549 0:05:56 น.
Counter : 924 Pageviews.  

ข้าวตัง มหาสวัสดิ์

What Up ต้องกล่าวคำว่า “ขอฝากตัวด้วยครับ” กับคอลัมน์เก็บมาเล่า คอลัมน์ประจำวารสารพุทธมณฑล อีกคอลัมน์อันจะเสนอเรื่องเกี่ยวกับ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่น่าสนใจ ในเขตพื้นที่อำเภอพุทธมณฑล และพื้นที่ใกล้เคียง ในฉบับนี้ขอเสนอกิจกรรมและสินค้าOTOPจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรมหาสวัสดิ์ ตั้งอยู่ที่ 58/2 หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ หากจะเดินทางไปเยี่ยมชม สถานที่ผลิต ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเทียวด้วย ควรจะไปทางเรือที่วัดสุวรรณาราม จะได้อรรถรส ในการเดินทางท่องเที่ยว เป็นอย่างมาก
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ ที่นี้ขึ้นชื่อ ข้าวตังข้าวกล้องหอมมะลิ เป็นสินค้าโอท็อประดับห้าดาวของอำเภอ จริงๆ นะครับ “ไม่ได้โม้” ที่ทีมงานของท่องทั่วอำเภอ ไปเยี่ยมชม เห็นรางวัล ป้ายประกาศ มากมาย เรียกว่าต้องทำตู้เก็บรางวัลกัน ล่าสุดเห็นว่าไปแสดงสินค้าใกล้ถึง เยอรมันเลย นอกจากข้าวตังข้าวกล้องหอมแล้ว ยังมี ผลไม้ปรุงรส ไข่เค็มเสริมไอโอดีน และในเร็วๆ นี้ กล้วยตาก ครับ กล้วยตากอานามัย ไปเห็นห้องตาก ไม่ใช่ซิครับต้องเรียกว่าเรือนตาก เพราะว่าเป็นโรงเรือนกระจกอย่างดี ไว้ตากผลผลิตทางการเกษตร รับรองว่า ไม่มีการปนเปื้อน จากการแปรรูปแน่นนอน แถมยังใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ประหยัด รักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทั้งหมดนี้เกิดจาก พลังกลุ่มแม่บ้าน โดยมี
นางปราณี สวัสดิ์แดง หรือป้าแหม่ม ที่ใครๆก็รู้จักในความเอื้ออารีของท่าน ทีมงานได้ สอบถามพูดคุยถึงเรื่องราวความเป็นมา ของกลุ่มว่า เริ่มตั้งกลุ่มเมื่อ พ.ศ. 2520 (ปลัดอำเภอในทีมงานยังเป็นวุ้นอยู่เลย) มีสมาชิกจำนวน 10 คน ต่อมา พ.ศ. 2538 คุณปราณีต เขียววิจิตร (ป้าแป้น) เกษตรอำเภอคนเก่ง ได้นำกลุ่มไปอบรม การทำผลไม้ปรุงรส และช่วงเวลาที่สำคัญคือเมื่อปีพ.ศ. 2542 ทางกลุ่มแม่บ้านได้ ไปฝึกอบรม การแปรรูปข้าว (ข้าวตัง) ซึ่งปัจจุบัน เป็นสินค้าOTOPระดับ 5 ดาว จากสมาชิกแรกตั้งจำนวน 10 คน ทุนจำนวน 6,000 บาท ในขณะนี้ มี สมาชิกกลุ่ม 32 ท่าน มีกำลังการผลิต ข้าวตังได้วันละ 700 ถุง มีรายได้ 3,000 – 6,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความขยัน เป็นการเสริมรายได้ในเวลาว่าง หรือหลังจากอาชีพประจำ กลับมาเรื่องของผลิตภัณฑ์ สินค้าOTOP ทุกชิ้นของที่นี้ได้เครื่องหมาย อย. ทุกชนิดทุกชิ้น รสชาติ ก็อร่อย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย บรรจุภัณฑ์ก็สวยงามเหมาะสำหรับเป็นของขวัญของกำนัลได้ทุกเทศกาล
ก่อนจากกันป้าแหม่ม ผู้นำสตรี บอกกับทีมงานว่า ความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากในกลุ่มไม่มีความสามัคคีและความร่วมมือช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็น เกษตรอำเภอ พัฒนาชุมชน อุตสาหกรรมจังหวัด ฝ่ายปกครอง วันนี้ เก็บมาเล่าลาไปก่อน ฉบับหน้าจะนำเสนอเรื่องดีๆ ของอำเภอพุทธมณฑลต่อไป ครับ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2549    
Last Update : 6 มิถุนายน 2549 23:42:46 น.
Counter : 918 Pageviews.  

คาถา เย ธมฺมา หัวใจของพระพุทธศาสนา

ด้วยความเคารพครับ
ที่นครปฐม มักจะพบคาถา เย ธมฺมา อยู่ตามจารึกของวัดเก่าๆ เสมอ
ผมได้อ่านบทความ ชิ้นหนึ่งรู้สึกว่ามีคุณค่าจะขอ
นำมาลงไว้ ณ ที่นี้ครับ

คาถา เย ธมฺมา

โดย เกษม ศิริสัมพันธ์
ผู้จัดการออนไลน์ ๖ กันยายน ๒๕๔๗

มักมีข้อโต้แย้งกันอยู่เสมอว่า พระพุทธศาสนา เป็น ศาสนา หรือ religion หรือ เป็นปรัชญา หรือ philosophy หรือเป็นวิถีการครองชีวิตแบบหนึ่ง a way of life

นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาในปัจจุบันของเรา อย่างท่านพุทธทาส และท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จึงเลี่ยงมานิยมใช้คำว่า พุทธธรรม เพื่ออธิบายถึงประมวลคำสอนของพระพุทธองค์

พุทธธรรมนอกจากเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังรวมถึงความเป็นไปในพระชนม์ชีพและพระปฏิปทาของพระพุทธองค์ ซึ่งสะท้อนออกมาให้ปรากฏในพุทธธรรมอีกด้วย

พระพุทธศาสนาเป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งมิได้ตั้งอยู่ในความงมงาย เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล

ในกาลามสูตร พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอนชาวกาลามะ แห่งเกศปุตตนิคม ในแคว้นโกศลว่า อย่าให้เชื่อถืองมงายไร้เหตุผล ด้วยเหตุต่างๆ ถึง ๑๐ ประการ รวมทั้งอย่าเชื่อเพราะนับถือว่าผู้นั้นเป็นสมณะหรือครูของตน แต่ให้เชื่อต่อเมื่อได้พิจารณาด้วยปัญญาของตนเองแล้วสิ่งใดกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล

หลักธรรมที่สอนให้เชื่อด้วยปัญญาของตนเองนั้น ตรงกับหลักโยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นหลักวิธีคิด เป็นการพิจารณาเพื่อเข้าถึงความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย เป็นการตริตรองด้วยตนเอง ให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่ว แยกแยะได้เองว่าอะไรเป็นกุศลกรรม อะไรเป็นอกุศลกรรม

เหนือสิ่งอื่นใด จะเห็นได้ว่า พระธรรม ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น แต่ละเรื่องแต่ละราว ล้วนประกอบด้วยเหตุและผลสัมพันธ์กันทั้งนั้น

มีคาถาสำคัญบทหนึ่ง ซึ่งบรรยายถึงลักษณะสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในหลักพุทธธรรมเรียกว่า คาถา "เย ธมฺมา"

ก่อนที่จะได้กล่าวถึงตัวคาถาดังกล่าวพร้อมทั้งความหมายที่สำคัญ ต้องขอเล่าเรื่องประกอบคาถาบทนี้ เป็นเรื่องนำเสียก่อน

มีเรื่องเล่ามาว่า ที่ใกล้กรุงราชคฤห์ มีหมู่บ้านพราหมณ์อยู่ ๒ หมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองได้เป็นมิตรสหายสนิทสนมกันมาช้านาน และต่างก็มีบุตรชาย หัวหน้าพราหมณ์ หมู่บ้านหนึ่ง มีบุตรชายชื่อ อุปติสสะ อีกหมู่บ้านหนึ่งหัวหน้าพราหมณ์ก็มีบุตรชายเหมือนกัน ชื่อ โกลิตะ

อุปติสสะ และ โกลิตะ ได้คบหากันเป็นเพื่อนสนิท เล่าเรียนวิชาทางลัทธิพราหมณ์มาด้วยกัน แต่ก็มีความรู้สึกว่าแนวทางสั่งสอนของสำนักพราหมณ์ต่างๆ นั้น หาใช่ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างแท้จริงไม่

ทั้งสองคนจึงต่างออกแสวงหาศาสดา ที่สอนอมตธรรมคือธรรมที่ไม่ตาย โดยให้คำมั่นสัญญากันว่า เมื่อฝ่ายใดสามารถได้พบศาสดาที่สอนธรรมเช่นนั้นได้ก่อน ก็ต้องกลับมาบอกอีกฝ่ายหนึ่งให้ทราบด้วย จะได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์พร้อมกัน

วันหนึ่ง อุปติสสะมาณพ ได้ไปพบ พระอัสสชิ ซึ่งเป็นภิกษุองค์หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นปฐมสาวกของพระพุทธองค์

ขณะนั้นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ อุปติสสะเห็นกิริยาสำรวมและสงบของพระอัสสชิ ก็เกิดความสนใจและเลื่อมใส

อุปติสสะจึงเดินตาม พระอัสสชิ จนท่านบิณฑบาตเสร็จ กลับไปฉันเรียบร้อยแล้ว จึงได้ช่อง เข้าไปถามว่า ท่านบวชกับใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน

พระอัสสชิตอบว่า พระศาสดาของท่านคือพระสมณโคดม ซึ่งอยู่ในวงศ์ศากยะ ได้เสด็จทรงผนวชจนตรัสรู้โดยพระองค์เอง

อุปติสสะ จึงถามต่อไปว่า พระสมณโคดม ศาสดาของท่าน สอนธรรมอะไรเป็นสำคัญ ขอให้แสดงธรรมะนั้นให้ฟัง

พระอัสสชิก็กล่าวถ่อมตนว่า ท่านเพิ่งเข้ามาบวช ยังไม่อาจแสดงหลักธรรมได้กว้างขวางมากนัก ได้แต่กล่าวอย่างย่อๆ อุปติสสะ ก็บอกว่าไม่ต้องแสดงหลักธรรมให้ยืดยาวเยิ่นเย้อหรอก เอาแต่แค่ใจความก็พอแล้ว!

พระอัสสชิ จึงกล่าวเป็นคาถาสั้นๆ รวมสี่บาท ความว่า :

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
เตสํ เหตุํ ตถาคโต พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ และความดับของธรรมเหล่านั้น
เอวํ วาที มหาสมโณ พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

พระอัสสชิถ่อมตนว่าบวชใหม่ รู้น้อย แต่สามารถสรุปหัวใจของอริยสัจได้ในคาถาเพียงสี่บาทเท่านั้น แสดงว่าพระปัญจวัคคีย์รูปนี้เป็นผู้รู้จริง รู้ลึกถึงแก่นของหลักอริยสัจทีเดียว

ฝ่ายอุปติสสะ ได้ฟังคาถาที่พระอัสสชิกล่าวแล้ว ก็เกิดดวงตาเห็นธรรม มองเห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายมีความเกิดเป็นธรรมดา แต่สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนมีความดับสูญเป็นธรรมดาเช่นกัน

อุปติสสะจึงกลับไปหาเพื่อนที่ชื่อ โกลิตะ ตามที่สัญญากันไว้ บอกเพื่อนว่าได้พบศาสดาผู้ล่วงรู้อมตธรรมแล้ว

มาณพทั้งสองจึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แถมยังพาบริวารของตนมีจำนวน ๒๕๐ คนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย ทั้งหมดได้ทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าก็ประทานให้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คืออุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธองค์

มาณพทั้งสอง รวมทั้งบริวาร เมื่อได้อุปสมบทแล้ว และได้บำเพ็ญเพียร ไม่ช้านักก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

พระอุปติสสะ รู้จักในวงการพระพุทธศาสนาว่า พระสารีบุตร คือเรียกขานท่านตามชื่อของมารดา คือเป็นบุตรของนางสารีพราหมณี จึงชื่อว่าสารีบุตร หรือผู้เป็นบุตรของนางสารีนั่นเอง

ส่วนพระโกลิตะ ก็เช่นเดียวกันในทางพระพุทธศาสนาเรียกท่านว่า พระโมคคัลลานะ ตามชื่อของมารดาท่านเช่นกัน แปลว่าบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณี

พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ว่า เป็นอัครสาวก พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ทรงยกย่องว่าเป็นเลิศในทางมีปัญญามาก ส่วนพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ทรงยกย่องว่าเป็นเลิศในทางมีฤทธิ์มาก

ในสมัยต่อมาเมื่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ อย่างเช่นพระประธานในพระอุโบสถ หรือในพระวิหาร จึงนิยมสร้างรูปพระอัครสาวกทั้งคู่ ให้ยืนหรือให้นั่งอยู่สองข้างพระประธานด้วยกัน พระอัครสาวกที่สร้างขึ้นนั้นมีสองรูป คือพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ แต่ทั้งสองรูปมีร่างเหมือนกัน

การสังเกตว่าพระอัครสาวกเป็นรูปใด ก็ให้สังเกตว่าเบื้องขวาของพระประธาน คือพระสารีบุตรเถระ ส่วนด้านซ้ายของพระประธานคือพระโมคคัลลานะเถระ ต้องสังเกตด้วยว่าเมื่อเราหันหน้ากราบพระประธานนั้น ก็ต้องกลับกัน ด้านซ้ายของตัวเราคือพระสารีบุตร ส่วนด้านขวาของเราคือพระโมคคัลลานะ

ส่วนคาถา เย ธมฺมา ซึ่งพระอัสสชิ กล่าวแก่ อุปติสสะมาณพนั้น เป็นการกล่าวสรุปในหลักธรรมสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา คือ อริยสัจ

อริยสัจมีสี่ประการ ประการแรก ได้แก่ ทุกข์ ซึ่งเป็น ผล ประการที่สอง ได้แก่ สมุทัย ได้แก่ เหตุให้เกิดทุกข์ จึงเป็น เหตุ ที่ทำให้เกิด ผล คือ ทุกข์ ในประการแรก ประการที่สาม คือ นิโรธ คือความดับทุกข์ ซึ่งเป็น ผล ทำให้ทุกข์นั้นดับสิ้นไป และประการที่สี่ซึ่งเป็นประการสุดท้าย คือ มรรค เป็นข้อปฏิบัติให้เกิดความดับทุกข์ นับว่าเป็น เหตุ อีกเหมือนกัน

เมื่อนำหลักอริยสัจสี่ประการนี้ เข้ามาพิจารณาตัวคาถา เย ธมฺมา จะเป็นดังนี้

คาถาบาทที่หนึ่ง มีความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ ก็หมายถึง ทุกข์ ซึ่งป็น ผล อันเกิดจาก เหตุ ดังกล่าว

คาถาบาทที่สอง มีความว่า พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น นี่ก็คือเรื่อง สมุทัย ซึ่ง เหตุ เป็นอริยสัจข้อที่สอง

คาถาบาทสาม มีความว่า และความดับของธรรมเหล่านั้น ก็คือพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่อง นิโรธ และ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันเป็น ผล นำไปสู่ให้ถึงความดับทุกข์ในที่สุด

ส่วนคาถาบาทสุดท้าย ความว่า พระมหาสมณะมีวาทะไว้อย่างนี้ ก็คือ พระพุทธองค์ได้ ตรัสสั่งสอนไว้เช่นนี้

อันที่จริง คาถา เย ธมฺมา ซึ่งพระอัสสชิกล่าวนี้ มิได้หมายเฉพาะแต่เรื่องอริยสัจสี่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงหลักธรรมทั่วไปของพระพุทธศาสนาอีกด้วย

หลักธรรมของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุ กับ ผล ผล ที่ดีต่างๆ ล้วนเกิดจาก เหตุ ที่ดีทั้งนั้น ซึ่งจะเรียกว่า บุญ หรือกุศลกรรมก็ได้ ส่วน ผล ที่ไม่ดีต่างๆ ก็ล้วนเกิดจาก เหตุ ที่ไม่ดี คือบาป หรืออกุศลกรรมนั่นเอง

พระพุทธองค์จึงได้ทรงชี้ให้เห็นว่า เหตุ ที่ดี คือ บุญหรือกุศลกรรมย่อมมี ผล ในทางที่ดี ส่วน เหตุ ที่ไม่ดี คือ บาปหรืออกุศลกรรม ก็ย่อมมี ผล ในทางตรงข้าม

นอกจากนั้นยังตรัสชี้ เหตุคือทำความดี คือทำบุญหรือกุศลกรรม เพื่อให้เกิดผลที่ดีแก่ตัวผู้ปฏิบัติเอง ในทำนองเดียวกัน เหตุคือทำความไม่ดี คือทำบาปหรืออกุศลกรรม ก็ย่อมนำผล ร้ายมาสู่ชีวิตของผู้ปฏิบัติเองเช่นกัน

พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ไม่ได้สอน ให้คนหวังความช่วยเหลือเอื้ออำนวยจากพลังภายนอก หรือพลังเหนือธรรมชาติ ในรูปใดๆ ก็ตาม

แต่สอนให้เชื่อมั่นในหลัก "กรรม" คือการกระทำของตนเอง ถ้าทำดี ก็ย่อมได้ผลที่ดี ตรงกันข้าม ถ้าทำชั่วทำเลว ก็ย่อมได้รับผลร้ายหรือผลไม่ดีเอง!

คาถา เย ธมฺมา ซึ่ง พระอัสสชิ กล่าวนั้น จึงเป็นการกล่าวคาถาสรุป รวมยอดของพุทธธรรมเดียว

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงโปรดให้สลักแท่งศิลาจารึกคาถาบทนี้ไว้มากมาย ต่อมามีผู้ขุดค้นพบหลักศิลาจารึกดังกล่าวนี้อยู่ทั่วไปในชมพูทวีป แสดงว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเลื่อมใสในคาถา เย ธมฺมา บทนี้ ว่าเป็นคาถาซึ่งสรุปหัวใจพระพุทธศาสนาไว้อย่างรัดกุมทีเดียว

มีเกร็ดเล่า เมื่อก่อสร้างโรงแรมอินทรา ที่บริเวณประตูน้ำ ผู้ลงทุนได้มาปรึกษาท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าจะสร้างศาลพระพรหมอย่างโรงแรมอื่นเขาบ้างจะดีไหม?

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้แนะนำว่า ไม่ควรสร้างเทวรูปตามลัทธิพราหมณ์ แต่ควรสร้างเป็นศาลประดิษฐานรูปธรรมจักร ที่ฐานสลัก คาถา เย ธมฺมา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางพุทธศาสนาจะเหมาะสมกว่า! เชื่อว่าศาลที่มีรูปธรรมจักร และจารึกคาถาบทนี้ ก็คงยังตั้งอยู่ที่โรงแรมแห่งนั้น..


คงมีประโยชน์บ้างนะครับ
ขอแสดงความนับถือ
Gearmour




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2549 23:14:58 น.
Counter : 604 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

Gearmour
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




คนเราเกิดมาตายหนเดียว
Friends' blogs
[Add Gearmour's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.