หลงใหลในความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด


Valentine's Month


 
Jap@Pro
Location :
Tokyo Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




อยากนำเสนอความรู้ในแนวทางใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน
Business Development
Enterprise Currency Marketing
Psychological Marketing
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Jap@Pro's blog to your web]
Links
 

 

ความรัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว........
มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า
เราจะหาคู่แท้ของเราเจอได้ไงคับอาจารย์
บอกผมหน่อยได้ไหมคับ ?

อาจารย์ : ( เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ)
อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ
แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถามที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ :( นั่งคิดอย่างหนัก)
อืม ?.... งงอะไม่เข้าใจ

อาจารย์ : โอเค งั้น
เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ
มีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม
เธอลองเดินไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด
แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ
แต่ว่าเวลาเธอเดินเนี่ยเธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ
ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม

ลูกศิษย์ :ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ
( ว่าแล้วก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า)
หลังจากนั้นไม่นาน....

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน

อาจารย์ :อืม...แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ
ในมือเธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน
ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย
ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยวก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้
ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย
รู้ตัวอีกที
มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับจะเดินกลับก้อไม่ได้
เพราะจานสั่งห้ามไว้

อาจารย์ : นั่นแหละ
คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ
เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ

ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือคนที่คุณชอบ
หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ

ทุ่งหญ้าก็คือ เวลา เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ

อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ
แล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่เปรียบเทียบ
คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่า ' เวลาไม่เคยย้อนกลับ '

ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น
เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับการหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต
หรือแม้กระทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ

ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรมที่ว่า
จงรัก และไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้
อย่ามัวแต่เสียเวลา
บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น '




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2550 18:13:02 น.
Counter : 180 Pageviews.  

คณิตศาสตร์

เมื่อเด็ก 10 ขวบถูกท้าทาย ตัวอย่างจากนักคณิตศาสตร์ ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในโลก
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3938 (3138)
ผมเคยนำเสนอว่า ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เราควรจะมีบทเรียนที่ท้าทายความคิดของเด็กบ้าง เพราะนิสัยเด็กมักชอบการท้าทาย เมื่อถูกท้าทายก็จะทำให้เกิดความมุ่งมั่น อยากเรียน อยากค้นคว้า
ศาสตราจารย์สุทัศน์ ยกส้าน นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถทำเรื่องยากๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจได้ เล่าว่า เด็กชาวเกาหลีใต้หันมาสนใจเรียนวิทยาศาสตร์กันมาก เพราะถูกท้าทายจากคำถามที่ว่า "ตดของคนเราสามารถติดไฟได้ไหม ?"
เพราะคำถามนี้นี่เองจึงได้ทำให้เด็กๆ ที่อยู่ในวัยที่ "ชอบท้าทายและชอบทะลึ่ง" หันมาสนใจและสนุกสนานกันมาก จนนำไปสู่การค้นคว้าตำราทั้งวิชาชีววิทยาและเคมี ในที่สุดรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ถือเอาการผลิตหนังสืออ่านสำหรับเด็กเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศ
คนไทยเราก็สนใจไปเที่ยวประเทศเกาหลีกันเยอะเพราะได้ดูหนังเกาหลี (ฮา) ในบทความนี้ผมจะนำเสนอเรื่องราว ของเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อ แอนดรูว์ ไวลส์ (Andrew Wiles) เขาถูกท้าทายตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จากตำราคณิตศาสตร์ที่เขายืมมาจากห้องสมุดประชาชน ที่ตั้งอยู่ริมเส้นทางเดินจากบ้านไปโรงเรียนในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ
เมื่อเขาได้อ่านทฤษฎีจากตำราเล่มนั้น เขาก็อ่านรู้เรื่องเข้าใจเพราะเป็นเรื่องที่ง่ายๆ เด็กไทยเราระดับชั้นมัธยมปีที่สองทุกคน ก็เคยพบกับบางส่วนของทฤษฎีบทนี้มาแล้ว แต่ความน่าสนใจที่ทำให้เด็กชายแอนดรูว์ถูกท้าทายก็ตรงที่ว่า ยังไม่มีใครในโลกนี้สามารถพิสูจน์ทฤษฎีบทนี้ได้เลยตลอด 350 ปี ที่ทฤษฎีบทนี้ถูกตั้งขึ้น ต่อมาเมื่อเขาอายุได้ 42 ปี (เขาเกิดปี พ.ศ.2496) เขาก็สามารถพิสูจน์ทฤษฎีคณิตศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นได้จริงๆ เขาให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกครั้งแรก ที่ได้เห็นทฤษฎีบทนี้ว่า "ผมจะไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ อย่างแน่นอน ผมจะต้องพิสูจน์มันให้ได้"
ทฤษฎีบทที่ว่านี้ เมื่อเอ่ยขึ้นมาแล้ว ทุกท่านสามารถอ่านแล้วเข้าใจในตัวทฤษฎีบทอย่างแน่นอน แต่การพิสูจน์ตัวทฤษฎีบทนี้ซิ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ จนทำให้นักคณิตศาสตร์ดังๆ ระดับโลกต้องจนมุมและหน้าแตกมามากต่อมากแล้ว
ผมไม่ได้นำเสนอวิธีการพิสูจน์ เพราะผมเองก็ไม่เข้าใจวิธีการพิสูจน์ที่มีความยาวหลายร้อยหน้า แต่จะนำเสนอเบื้องหลังและแรงจูงใจที่เคยผูกใจให้เด็กวัยเพียง 10 ขวบคนหนึ่งต้องติดตามเรื่องนี้อย่างมุ่งมั่นมาตลอด
ทฤษฎีบทนี้คล้ายกับทฤษฎีของพีทาโกรัสที่เราเคยเรียนมาแล้ว ความว่า "พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านประกอบมุมฉากของสามเหลี่ยมรวมกัน จะเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนด้านตรงข้ามมุมฉาก" (ดูภาพประกอบหมายเลข 1)
เมื่อได้เห็นภาพแล้ว เราก็ฟื้นความทรงจำของเรากลับมาได้แล้วใช่ไหมครับ ? ถ้าเราเขียนทฤษฎีบทนี้เป็นสมการคณิตศาสตร์ก็จะได้ว่า
สมการนี้เป็นจริงเสมอ ไม่ว่า a, b และ c จะยาวเท่าใดก็ตาม ขอให้สามารถประกอบกันเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากได้ก็แล้วกัน มีคนลองคิดว่า ถ้าให้ a, b และ c เป็นจำนวนนับซึ่งได้แก่ 1, 2, 3 ไปเรื่อยๆ บ้างล่ะจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นจริงไหม ปรากฏว่าบางชุดของจำนวนทั้ง 3 นี้ ก็สามารถทำให้สมการนี้เป็นจริงได้ เช่น
32+42=52 หรือ 52+122=132 หรือ 62+82=102
เมื่อเป็นดังนี้ พวกที่ "คลั่งไคล้รูปแบบ (pattern freak)" ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งของ นักคณิตศาสตร์ ก็เริ่มจัดรูปแบบทันที
นักคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อแฟร์มา (Fermat - เมื่อประมาณ พ.ศ.2180 เป็นชาวฝรั่งเศส) ก็เริ่มจัดรูปแบบมั่งว่า "ถ้าอย่างนั้นขอยกกำลังสามบ้างได้ไหม" คือ a3+b3=c3 หมายถึงการขอขยายจากพื้นที่จัตุรัสเป็นปริมาตรของรูปลูกบาศก์ โดยให้ a, b และ c เป็นจำนวนนับด้วย แต่ในที่สุดแฟร์มาก็มาได้ข้อสรุปเป็นทฤษฎีบท (เรียกว่าทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา) ว่า "ไม่มีจำนวนนับ x, y, z ใดเลย ที่ทำให้ xn+yn=zn สำหรับจำนวนนับ n ที่มากกว่า 2"
นอกจากตัวทฤษฎีบทที่ได้กล่าวแล้ว แฟร์มายังได้เขียนโน้ตไว้ด้วยว่า "ข้าพเจ้าได้ค้นพบบทพิสูจน์ที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ที่ว่างบนขอบกระดาษไม่เพียงพอที่จะใส่บทพิสูจน์นี้"
ด้วยความที่เป็นเป็นทฤษฎีบทที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ และตรงข้อความในโน้ตของแฟร์มานี้ด้วยกระมัง ที่ทำให้นักคณิตศาสตร์รุ่นหลังๆ รู้สึกว่าถูกท้าทายมากขึ้น (ไม่เฉพาะแต่เด็กๆ)
ท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์อาจจะสงสัยว่า "ไอ้การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์" นั้นเป็นอย่างไร
คำถามนี้ แอนดรูว์ ไวลส์ ได้อธิบายหลังจากเขาพิสูจน์ได้แล้ว พอสรุปความได้ว่า การหยิบเอาชุดของจำนวนนับมาทีละ 4 ตัว คือ x, y, z และ n มาสัก 4 ล้านชุด หรือสัก 4 พันล้านชุดก็ตาม มาแทนในสมการดังกล่าว เมื่อพบว่าไม่มีจำนวนนับชุดใดเลยที่ทำให้สมการนี้จริงแล้ว จะถือว่านั่นเป็นวิธีการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ เพราะชุดของจำนวนนับมีจำนวนนับไม่ถ้วน หรือมีจำนวนเป็นอนันต์ (infinity) การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์คืออะไร ? นักข่าวถามแอนดรูว์ ไวลส์ เขาอธิบายว่า
"การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ คุณต้องมีลำดับของเหตุผลประกอบด้วยหลายๆ ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนเกือบจะต้องมีความชัดเจนในตัวเอง ถ้าเราเขียนการพิสูจน์เป็นอักษรจะต้องไม่มีใครมาพบในภายหลังว่า เราผิดพลาดอีก การพิสูจน์มากมายได้กระทำมาตั้งแต่สมัยกรีก แต่ยังคงความถูกต้องอยู่จนถึงทุกวันนี้"
แอนดรูว์ ไวลส์ ได้รับปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ ต่อมาได้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) สหรัฐอเมริกา งานวิจัยของเขาเกี่ยวข้องกับทฤษฎีจำนวน แต่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่ทฤษฎีของแฟร์มา อย่างไรก็ตามในระหว่างการวิจัย เนื้อหาใดที่พอจะนำไปสู่การพิสูจน์ทฤษฎีของแฟร์มาได้ ย่อมอยู่ในความสนใจของไวลส์เสมอมา
เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถนึกภาพได้ว่า การพิสูจน์ทฤษฎีบทนี้นั้นมีความยากเย็นขนาดไหน และโยงไปถึงว่า แอนดรูว์ ไวลส์ มีความพยายามขนาดไหน ผมมีคำตอบครับ กล่าวคือมีคนเคยถามนักคณิตศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวงการคณิตศาสตร์มากที่สุดในโลกคนหนึ่ง คือ ฮิลแบร์ท (Hilbert-ชาวเยอรมัน) ว่า
"ทำไมท่านถึงไม่สนใจพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาบ้าง" ฮิลแบร์ทตอบว่า "ก่อนจะเริ่มต้นพิสูจน์ ผมจะต้องใช้เวลา 3 ปี เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างเข้มข้น แต่ผมไม่มีเวลามากที่จะใช้ไปกับสิ่งที่อาจจะพบกับความล้มเหลว"
แอนดรูว์ ไวลส์ ใช้เวลาถึง 8 ปี เพื่อซุ่มตัวอย่างเงียบๆ ที่จะพิสูจน์ทฤษฎีบทนี้ ในขณะเดียวกันก็ทำงานอื่นในฐานะศาสตราจารย์ไปด้วย
ผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่ได้สังเกตว่า รางวัลระดับโลกที่ชื่อ "รางวัลโนเบล" นั้นไม่มีสาขาคณิตศาสตร์รวมอยู่ด้วย แต่ขณะเดียวกันสังคมโลกก็มีรางวัล "Fields Medal" ที่เทียบศักดิ์ศรีกันได้กับรางวัลโนเบล แต่มีข้อแม้ว่าผู้ได้รางวัลจะต้องอายุไม่เกิน 40 ปี แอนดรูว์ ไวลส์ จึงพลาดรางวัลนี้ไปอย่างเฉียดฉิว อย่างไรก็ตามเขาก็ได้โล่เงินเป็นรางวัลไปแทน
แอนดรูว์ ไวลส์ ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติอีกหลายรางวัล แต่ไม่ว่ารางวัลใดๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เขามีพลังและความมุ่งมั่นตลอดชีวิตของเขา เขากล่าวกับผู้ทำสารคดีบีบีซีว่า มันเป็นความรู้สึก ที่ฝังใจผมมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนสิ่งนี้ได้ ในวัยผู้ใหญ่ผมมีโอกาสพิเศษที่หาได้ยากมากที่จะผลักดันความใฝ่ฝันในวัยเด็กของผม ผมรู้ว่านี่เป็นโอกาสที่น้อย แต่ถ้าคุณสามารถตั้งใจทำ บางสิ่งในวัยที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีความหมายต่อวัยเด็ก ของคุณแล้ว มันมีความหมายมากกว่าการ ได้รับรางวัลใดๆ
การได้พิสูจน์ทฤษฎีบทนี้สำเร็จมันเหมือนกับได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป แต่ขณะเดียวกันมันก็เหมือนกับการได้รับอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่มาก ผมเองได้หมกมุ่นอยู่กับปัญหานี้มานานถึง 8 ปี ผมคิดถึงมันตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเข้านอนในตอนกลางคืน มันเป็นเวลาที่นานมากที่คิดถึงสิ่งเดียวนั้น เมื่อตำนานเรื่องยาวนี้จบลงได้ จิตใจของผมจึงสงบลง
ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟังเพลงของ ทอม เลห์เรอร์ (Tom Lehrer) ผมเองไม่ใช่คอเพลงสากลจึงไม่ค่อยรู้จักใคร แต่หลังจากได้ค้น กูเกิล (google) ไปมา ก็พบว่า ทอม เลห์เรอร์ (เกิดปี พ.ศ.2471) มีอัลบั้มหลายชุด ซึ่งก็ดังระดับโลกเหมือนกัน
ทอม เลห์เรอร์ ได้แต่งเพลงชื่อ That"s Mathematics (นั่นคือคณิตศาสตร์) ในเนื้อเพลงได้เอ่ยถึง แอนดรูว์ ไวลส์ และร่วมฉลองความยินดีให้เขาด้วย ประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้กล่าวว่า You just can"t get away from mathematics ! เราไม่สามารถหลีกหนีไปจากคณิตศาสตร์ได้
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านก็อยากให้เด็กไทยหันมาให้ความสนใจคณิตศาสตร์กันเยอะๆ โดยเริ่มต้นท้าทายอย่างสร้างสรรค์ต่อพวกเขาเสียตั้งแต่ยังเยาว์วัย ทั้งรัฐบาลชั่วคราวและรัฐบาลต่อๆ ไป โปรดฟังอีกครั้ง !




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2550 18:08:01 น.
Counter : 351 Pageviews.  

Perfect

ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค'
ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค'

ขำขันที่นิยมเล่ากันทางวิทยุในยุคที่ผมยังเป็นเด็กคือเรื่องนี้

หญิงสาวสองคนคุยกัน คนหนึ่งชื่อสมศรี อีกคนหนึ่งชื่อสมทรง (สองชื่อนี้เป็นชื่อตัวละครที่ฮิตมากในขำขันยุคนั้น)

"ได้ยินว่าเธอพบ 'ชายเพอร์เฟ็ค’ ของเธอแล้ว?"

"พบแล้วจ้ะ"

"แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน?"

"เพราะเขายังไม่พบ 'หญิงเพอร์เฟ็ค' ของเขาน่ะซี"

ขำขันยุคก่อนออกจะเชยๆ อย่างนี้

เรื่องนี้เป็นขำขันก็จริง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของหลายๆ คนด้วย

การหาคู่ครองที่ 'เพอร์เฟ็ค' ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นหลายคนก็ประกาศว่า จะไม่ยอมแต่งงาน หากหาคนที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

คำถามคือ โลกนี้มีคนสมบูรณ์แบบจริงหรือ? อะไรคือความ 'เพอร์เฟ็ค' ? และวัดค่า 'เพอร์เฟ็ค' ด้วยมาตรฐานใด?

ความเป็นจริงก็คือ 'เพอร์เฟ็ค' ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ของบางคนคือ รวย+ หน้าตาดี + เก่ง ของบางคนคือ รวยอย่างเดียวก็พอ

ความเป็นจริงก็คือหลายคนรักคนที่ถูกคนอื่นทิ้ง

คุณค่าของคนจึงขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน

ความสมบูรณ์แบบก็คล้ายความงาม ขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเป็นสำคัญ หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า "Beauty is in the eyes of beholders."


เมื่อมองหาความสมบูรณ์แบบในงานศิลปะ เราพบว่าความหมายของความสมบูรณ์แบบก็คล้ายๆ กัน คือเกิดจาก 'มุมมอง' มากกว่า 'ตัวงาน'

งานกราฟฟิตี้ที่หลายคนบอกว่าเป็นงานขยะ อีกหลายคนกลับมองว่างดงาม และก่อให้เกิดอารมณ์ศิลป์ได้

งานศิลปะก็เป็นเรื่องปัจเจกวิสัย

ลองคิดดู หากเราปาดสีอีกสักสองสามแต้มเล็กๆ ลงบนภาพ โมนาลิซา ของดาวินชี หรืองาน ของแวน โก๊ะห์ มันก็ไม่ทำให้ภาพ 'ไม่สมบูรณ์' กว่าเดิมสักเท่าไร เพราะแกนหลักของภาพนั้นงดงามแล้ว

เมื่อมองประติมากรรมและจิตรกรรมชั้นดีของโลกนานๆ ก็มักสังเกตเห็นตำหนิเล็กๆ ซ่อนอยู่ เช่น รอยแปรงไม่สม่ำเสมอ ตำหนิจากเม็ดสีที่ไม่ได้คุณภาพเต็มร้อยทุกอณู ฯลฯ ยิ่งมองนานก็ยิ่งเห็นมาก

ความสมบูรณ์แบบในวันหนึ่งอาจลดระดับลงมาเป็นความไม่ค่อยสมบูรณ์แบบในอีกวันหนึ่ง ทว่าศิลปินแต่ละคนจบงานแต่ละชิ้นเพียงแค่นั้น เพราะคิดว่ามัน 'พอแล้ว' สำหรับเขา

นักเขียนสามารถแก้ไขขัดเกลางานของเขาได้อีกหลายสิบปี ก็ยังไม่ถึงขั้นที่แก้ไขต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

จิตรกรเอก เดอลาครัวซ์ จึงกล่าวว่า "ศิลปินผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกอย่างคือพวกที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการได้มันมาในสิ่งใดๆ"

ศิลปินงานเหนือจริง ผู้มีจินตนาการกว้างไกล ซาลวาดอร์ ดาลี กล่าวย้ำว่า "อย่ากลัวความสมบูรณ์แบบเลย คุณไม่มีทางเข้าถึงมันหรอก"

คนที่ชอบมองหาจุดผิดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่สามารถมองข้ามมันไปได้นั้น เป็นคนที่ไม่สามารถเป็นสุขเท่าที่ควร

โต๊ะทำงานต้องสะอาดเรียบ เอกสารวางเป็นระเบียบตามวันที่ ปากกาวางด้านขวา ยางลบวางบนแท่นเสมอ ฯลฯ ไม่เช่นนั้นก็จะหงุดหงิดทั้งวัน

และหากยิ่งชอบมองเปรียบเทียบกับ 'ความสมบูรณ์แบบ' ของคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีความสุข

บ้านของเขาใหญ่กว่าของเรา แฟนของเขาสวยกว่าของเรา ฉลาดกว่า เก่งกว่า ไม่นานก็พบว่าคู่ครองข้างกายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่ 'โคตรจะเพอร์เฟ็คเลย' ชักลดระดับความเพอร์เฟ็คลง


หลายคนเชื่อว่างานของธรรมชาติเป็นงานที่สมบูรณ์แบบยิ่ง เมื่อเราดูรูปทรงลวดลายใบไม้ วงหมุนของเปลือกหอย เส้นประสาท ไปจนถึงระบบชีวิตต่างๆ เราจะพบความละเอียดซับซ้อนในผลงานเหล่านี้ จนหลายคนอดเชื่อไม่ได้ว่ามันต้องเป็นผลงานของ 'พระเจ้า'

แต่เมื่อเราศึกษาซากพืชสัตว์ผ่านฟอสซิลที่จมดินมาหลายพันล้านปี เราจะพบว่าธรรมชาติก็ไม่สมบูรณ์แบบ ความสมบูรณ์แบบที่เราเห็นในวันนี้เกิดมาจากกระบวนการวิวัฒนาการไปอย่างช้าๆ ไปในทิศทางที่เหมาะสมขึ้นกับการมีชีวิต

เราไม่สามารถบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคือความสมบูรณ์แบบ (เพราะมีสติปัญญา) และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไม่สมบูรณ์แบบ เพียงเพราะคนวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว

ในทุกๆ นาทีที่ผ่านไป ธรรมชาติยังเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พืช สัตว์ กระทั่งคนก็มีการเปลี่ยนแปลง

บางทีสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอาจเหมาะสมที่สุด จงหัดพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบ

และเพราะความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึก 'พอแล้ว'

วินทร์ เลียววาริณ
//www.winbookclub.com
(พิมพ์ครั้งแรก : เปรียว 2550)

20 ตุลาคม 2550


คมคำคนคม


Where there is perfection there is no story to tell.

ที่ที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่มีเรื่องให้เล่า

Ben Okri นักเขียนชาวไนจีเรีย




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2550 18:06:50 น.
Counter : 170 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.