Group Blog
 
All blogs
 

แซงแซวหางปลา : แซงแล้วยังแซวอีก

แซงแซว :


ชื่อนกในวงศ์ Dicruridae ขนสีดำหรือเทาเป็นมัน ตาสีแดง หางเรียวยาว กินแมลง ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น แซงแซวหางปลา (Dicrurus macrocercus), ชนิดที่มีขนหาง ๑ คู่ เป็นก้านยาวออกไป ตรงปลายแผ่ออกเป็นแผ่นขน คือ แซงแซวหางบ่วงเล็ก (D. remifer) และแซงแซวหางบ่วงใหญ่ (D. paradiseus) ๒ ชนิดหลังนี้เรียกกันทั่วไปว่า แซงแซวหางบ่วง.


ที่มา : เครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน


นกแซงแซวหางปลาเป็นนกที่หาพบได้ง่ายมากๆ และพบอยู่ทั่วไปทั้งประเทศไทย แค่ออกจากเมืองมานิดเดียวก็อาจพบพวกเค้าเกาะตามสายไฟ ต้นไม้บนท้องนา ในสวน ในทุ่ง หรือ บนป้ายบอกทางในพุทธมณฑล




นกแซงแซวหางปลาจึงเป็นนกชนิดแรกๆที่นักดูนกรู้จักเลยทีเดียว

เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำรังวางไข่ของนกแซงแซวก็คือ

1.เมื่อจับคู่แล้วพวกเค้าจะช่วยกันทำรังรูปถ้วยก้นตื้น ด้วย กิ่งไม้เล็กๆ หญ้าแห้ง รากไม้ และ เส้นใยของพืช ซึ่งนำมาขัดสานกัน แล้วพันรอบรังด้วยใยแมงมุม เพื่อให้รังแข็งแรงขึ้น รังจะอยู่ระหว่างง่ามกิ่งที่ทอดไปตามแนวนอน และ มักจะอยู่ตอน ปลายๆ ของกิ่งด้วย สูงจากพื้นดินตั้งแต่ 4 ถึง 12 เมตร

2.รังจะดูบอบบาง และ เล็กมาก เมื่อเทียบกับตัวนก ถ้ามองจากทาง เบื้องล่าง สามารถมองเห็นไข่ในรังได้ แต่รังนี้ก็เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เพราะถ้าไม่มีนก นั่งอยู่ที่รัง เราจะหาไม่พบ

3.บางครั้งจะมีนกเบียนอย่างคัคคูแซงแซว หรือนกกาเหว่ามาแอบจิกทำลายไข่ของเค้าแล้ววางไข่ตัวเองแทน และปล่อยให้พ่อ-แม่แซงแซวเลี้ยงลูกของตัวเองไป

4.พ่อแม่นกจะช่วยกันกกไข่ และเมื่อออกจากไข่แล้วก็จะช่วยกันเลี้ยงดูลูกนก โดยสำรอกเหยื่อออกมาป้อนลูก





เห็นถูกรังแกแย่งลูกโตอย่างนี้แล้วอย่าคิดว่านกแซงแซวเป็นนกติ๋มๆ จริงๆแล้วแซงแซวเป็นนกที่ดุและหวงรังเป็นอันมาก มักบินไล่ตีนกตัวโตๆที่จะเข้ามาใกล้รังเสมอๆ ทำให้นกชนิดอื่นชอบมาอาศัยทำรังที่ต้นเดียวกันเพื่อให้เค้าปกป้องด้วย

มีหลายครั้งที่เห็นว่าเค้าไล่เหยี่ยวตัวโตๆซะกระเจิง






แซงแซวหางปลาเหล่านี้ ถ่ายภาพมาจากพุทธมณฑล

ซึ่งเป็นที่ที่มีนกแซงแซวชุกชุมไม่ใช่ย่อยทีเดียว






ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆจาก : บ้านนก




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 21:17:54 น.
Counter : 6353 Pageviews.  

นกกระติ๊ดตะโพกขาว

นกกระติ๊ดตะโพกขาว Lonchura striata (White-rumped Munia) มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหาง 11 เซ็นติเมตรโดยประมาณ สีสันโดยรวมเป็นสีน้ำตาล ท้อง ข้างตัว และตะโพกสีขาวแกมสีเนื้อจางๆ ปากหนาแข็งแรงแบบนกกินเมล็ดพืชสีคล้ายตะกั่ว นกทั้งสองเพศคล้ายคลึงกัน

นกชนิดนี้อาจถูกพบเป็นคู่หรือเป็นฝูง บางฝูงมีจำนวนมากกว่า 100 ตัว โดยถ้าอยู่เป็นฝูงจะบินเกาะกลุ่มกันไปพร้อมกัน พบได้ตามทุ่งโล่ง ป่าชั้นรอง ป่าละเมาะ เขตเกษตรกรรม ทุ่งหญ้า ตั้งแต่ที่ราบจนถึงความสูง 1830 เมตรจากระดับน้ำทะเล นกกินอาหารจำพวกเมล็ดหญ้า เมล็ดข้าวเปลือก ข้าวไร่ ข้าวป่า เมล็ดธัญพืชอื่นๆและแมลง ตัวหนอน







ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่นกจะจับคู่ทำรังวางไข่ แต่ถ้าอุดมสมบูรณ์ก็สามารถทำรังวางไข่ได้ตลอดปี นกตัวผู้บางตัวอาจจับคู่ทำรังได้มากกว่า 1 รัง ในฤดูเดียวกัน ทำรังตามไม้พุ่ม ต้นไม้ที่มีกิ่งรก กอหญ้ารกหรือไม้เลื้อยที่ค่อนข้างรกอย่างเช่นต้นเฟื่องฟ้า รังเป็นรูปทรงกลมมีทางเข้าออกด้านข้าง สูงจากพื้นดิน 2-6 เมตร ทำจากใบไม้ ใบหญ้า ดอกหญ้า ขนนก โดยนำวัสดุสร้างรังมากองรวมกันตามง่ามไม้ อาจรองรังด้วยขนนก ดอกหญ้า หรือวัสดุอื่นๆ วางไข่ครอกละ 5-6 ฟอง เปลือกไข่สีขาว ขนาด 11.2*17.4 มม. พ่อแม่นกช่วยกันทำรัง ฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 11-12 วัน เลี้ยงลูกในรัง 14-15 วัน ลูกนกออกจากรังก็จะรวมฝูงกับลูกนกจากครอบครัวอื่นหรือรวมฝูงกับพ่อแม่







นกชนิดนี้เป็นนกประจำถิ่นของอนุทวีปอินเดีย ภาคกลางและใต้ของจีน ไต้หวัน สุมาตรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้บ่อยมาก โดยสามารถพบได้ 2 ชนิดย่อยจาก 6 ทั้งหมดชนิดย่อย เป็นนกอีกชนิดหนึ่งมักถูกจับมาปล่อยตามงานวันเกิดต่างๆ เพราะจับได้ง่ายเป็นจำนวนคราวละมากๆเมื่อลงกินข้าวในนา







ภาพนกในบล็อกถ่ายมาจากจังหวัดสมุทรสาคร นกทำรังบนต้นปาล์มขวดโดยใช้หญ้าแห้งมาสานเป็นรังกลมๆมีทางเข้าด้านข้างวางอยู่บนทะลายที่แห้งแล้วแต่ยังไม่หลุดออกจากต้น

ข้อมูลจาก :

//www.bird-home.com




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2548    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2551 14:06:37 น.
Counter : 4758 Pageviews.  

ยางกรอก 3 อย่าง

นกยางกรอก(pond heron)เป็นนกที่มักพบหากินบนพื้น หรือริมน้ำอยู่ทั่วไปในพุทธมณฑล ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์นกพวกนี้จะมีหน้าตาแบบนี้



บางที่ก็ยืดคอยาวๆ บางทีก็หดคอ บางคนเมื่อเห็นนกชนิดนี้เป็นครั้งแรกอาจจะนึกว่าเป็นรูปปั้นได้ เพราะเค้าจะยืนนิ่งมากๆเพื่อเฝ้ามองเหยื่อ สามารถยืนนิ่งได้เป็นเวลานานๆโดยไม่เมื่อยขา แต่เห็นดูสีทึมๆอย่างนี้ เวลาบินปีกของเค้าจะเป็นสีขาวสะอาดตา ทำให้คนที่มองเห็นสีน้ำตาลๆอยู่เมื่อกี้อาจคิดว่าเป็นนกคนละตัวกัน

นกยางกรอกมีขนาด 46 เซ็นติเมตร นับว่าเป็นนกขนาดใหญ่พอสมควร
นกยางกรอกที่พบที่พุทธมณฑลมีสองพันธุ์ โดยจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนในช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้นนกยางกรอกพันธุ์จีนเป็นนกที่มาเยือนในช่วงฤดูหนาว สามารถพบได้ทั้งประเทศตามบริเวณที่เป็นท้องทุ่ง หรือแหล่งน้ำทั่วไป เมื่อผลัดขนเป็นชุดขนฤดูผสมพันธุ์จะมีสีแดง-น้ำตาลบริเวณหัว และคอ บนหลังเป็นสีดำ ภาพนี้เป็นภาพที่กำลังค่อยๆผลัดขน (ไม่ได้ผลัดเสร็จในวันเดียว)


ส่วนนกยางกรอกพันธุ์ชวานั้นเป็นนกประจำถิ่น อยู่ตามพื้นที่เดียวกันกับพันธุ์จีน คือ บริเวณทุ่งนา แหล่งน้ำใหญ่น้อย เพียงแต่มีการประจายพันธุ์บริเวณภาคกลางเท่านั้น

ในพุทธมณฑลเราจะเจอนกยางกรอกได้ทั้งปี แต่บางช่วงอาจพบน้อย บางช่วงก็พบมากและพบได้ทั้ง3แบบ คือ ยางกรอกอะไรก็ไม่รู้ชุดขนปกติ ยางกรอกพันธุ์จีนและชวาในชุดขนฤดูผสมพันธุ์
นี่เป็นยางกรอกพันธุ์ชวากำลังจะรับประทานปลาดิบที่เพิ่งลงไปจับขึ้นมาจากหนองน้ำข้างทางเมื่อตะกี้นี้



ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวพุทธมณฑลในช่วงเวลาต่างๆกัน ก็ลองมองหานกยางกรอกในชุดขนที่แตกต่างดู
...ตื่นเต้นดี...




 

Create Date : 09 มกราคม 2548    
Last Update : 12 มกราคม 2548 7:29:11 น.
Counter : 3206 Pageviews.  

กินปลีคอสีน้ำตาล

นกกินปลีคอสีน้ำตาล Anthreptes malacensis (Brown-throated Sunbird) เป็นนกกินปลีชนิดปากสั้นหางสั้น มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางราว 14 เซนติเมตร นกตัวผู้และตัวเมียแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกับนกกินปลีส่วนใหญ่ นกกินปลีคอสีน้ำตาลได้ชื่อชนิดมาจากสถานที่ที่พบครั้งแรกคือเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย มีทั่วโลก 17 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบเพียง 1 ชนิดย่อย ซึ่งเป็นชนิดย่อยหลัก







นกตัวผู้จะมีหัว ท้ายทอยและลำตัวด้านบนสีเขียวเป็นมัน ตาสีแดง ปากสีดำสั้นและโค้งน้อยกว่ากินปลีชนิดปากยาว แก้มและคอสีน้ำตาล หลัง ไหล่ ตะโพก ขนคลุมหางด้านบนสีเหลือบม่วง ลำตัวด้านล่างสีเหลืองสด เท้าสีเขียวเข้มอมน้ำตาล

นกตัวเมียมีตา ปากและเท้าลักษณะและสีสันเดียวกับนกตัวผู้ ลำตัวด้านบนสีออกเขียว ลำตัวด้านล่างสีเหลือง วงรอบตาสีเหลืองดูเผินๆจะคล้ายกับนกกินปลีตัวเมียของชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกกินปลีอกเหลืองซึ่งมักพบในบริเวณเดียวกัน แม้ว่านกกินปลีอกเหลืองจะมีขนาดตัวเล็กกว่าก็ตาม แต่ในสนามนั้น บางทีก็ยากที่จะมานั่งวัดขนาดกัน
จริงๆแล้วเราจำแนกนกกินปลีสองชนิดนี้ออกจากกันได้ง่ายมากๆ







นกกินปลีคอสีน้ำตาลมีปากสั้นกว่า โคนปากหนากว่า ขาและเท้าสีเขียวเข้มหรือเหลืองอมน้ำตาล ตาสีแดง วงรอบตาสีเหลือง
นกกินปลีอกเหลืองมีปากโค้งยาวสีดำโคนปากเล็กกว่า ขาและเท้าสีดำสนิท ตาไม่แดง มีเส้นสีเหลืองคล้ายคิ้วพาดตาบริเวณด้านบนไม่เป็นวงรอบตา สีสันของลำตัวด้านบนและด้านล่างตัดกันอย่างชัดเจน และมีขลิบสีขาวที่ปลายหางด้านใน

ภาพที่เห็นเปรียบเทียบเป็นภาพนกวัยเด็กของกินปลีทั้งสองชนิด นกเด็กมีลักษณะคล้ายนกตัวเมียต่างกันที่นกเด็กของกินปลีคอสีน้ำตาลมีขาและเท้าสีส้มสด ขณะที่ตัวเต็มวัยจะเป็นสีเขียวอมน้ำตาล และนกเด็กจะมีโคนปากสีส้มสด







นกกินปลีคอสีน้ำตาลมีการกระจายพันธุ์ในที่ราบภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ โดยเราจะพบนกชนิดนี้ได้ตามชายป่า ป่าชายเลน ป่าละเมาะใกล้ชายฝั่งทะเล สวนผลไม้ สวนมะพร้าว สวนสาธารณะ หรือแม้แต่หมู่บ้านแถวชานเมืองที่มีต้นไม้ บางบ้านที่มีต้นไม้ที่มีดอกเช่นต้นชมพู่ ก็จะมีนกชนิดนี้และกินปลีอกเหลืองแวะเวียนมากินน้ำหวานจากดอกไม้เนืองๆ เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้มากของไทย และพบได้ในประเทศพม่า อินโดจีน คาบสมุทรมลายู เกาะบอร์เนียว หมู่เกาะต่างๆของฟิลิปปินส์และสุลาเวสี







อาหารของนกชนิดนี้คือแมลงเล็กๆและน้ำหวานจากดอกไม้ โดยมักพบอยู่โดดเดี่ยว หรือเป็นคู่ หากินตามต้นไม้ที่ออกดอกเต็มต้น เนื่องจากเป็นนกกินปลีปากสั้น บางทีจึงอาจใช้วิธีเจาะรูที่โคนดอกไม้ หรือฉีกกลีบดอกไม้เพื่อกินน้ำหวาน นกกินปลีมีลิ้นที่ม้วนเป็นท่อได้สำหรับดูดน้ำหวานโดยเฉพาะ จึงสามารถกินน้ำหวานจากดอกไม้ได้อย่างง่ายดาย







ภาพนกกินปลีคอสีน้ำตาลนี้ถ่ายมาจากพุทธมณฑล ต้นพู่นายพลกำลังออกดอกสะพรั่งเต็มต้น ทุกครั้งที่ดอกไม้บานแบบนี้ นกกินปลีคอสีน้ำตาลจะมากินน้ำหวานร่วมกับนกกินปลีอกเหลือง แต่นกกินปลีอกเหลืองนั้นจะมาเป็นสิบตัวขณะที่จะพบกินปลีคอสีน้ำตาลเพียง1-2คู่เท่านั้น

ข้อมูลจาก:

//www.bird-home.com




 

Create Date : 08 มกราคม 2548    
Last Update : 17 กันยายน 2549 14:37:14 น.
Counter : 9125 Pageviews.  

กินปลีอกเหลือง

"กินปลี"

ชื่อนกในวงศ์ Nectariniidae ตัวเล็ก ปากยาวโค้งงองุ้มปลายแหลมเล็ก กินน้ำหวานในปลีกล้วย ในดอกไม้ และแมลง ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น กินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis) กินปลีแก้มสีทับทิม (Anthreptes singalensis).


จาก เครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน



กินปลีอกเหลืองเป็นนกที่ตัวแทบจะเล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็น เป็นนกที่หาพบได้ง่ายมากๆ และไม่ค่อยจะกลัวคนเอาเสียเลย ถ้าเรานั่งอยู่ในบริเวณที่เค้ามาหาอาหาร(ซึ่งก็คือน้ำหวานจากดอกไม้)เป็นประจำแล้วหล่ะก็ เราก็อาจจะได้เห็นเค้าบินวนหารับประทานไปเรื่อยโดยไม่สนใจเลยว่าเราแอบมองเค้าด้วยความรู้สึกยังไงบ้าง







กินปลีอกเหลือง (olive-backed sunbird)เป็นนกที่มีความยาวเพียง 10 ซม.เท่านั้น มีปากที่ยาวโค้งและแหลม มีลิ้นที่ม้วนเป็นท่อสำหรับดูดน้ำหวานจากดอกไม้ สีขนด้านหลังเป็นสีเขียวมะกอก ท้องสีเหลือง และมีสีน้ำเงินเป็นมันวาวที่บริเวณคอจนถึงหน้าอก ซึ่งสีน้ำเงินนี้จะไม่พบในนกกินปลีอกเหลืองตัวเมีย







กินปลีอกเหลืองเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ง่ายมากๆ และมีอยู่ทั่วประเทศไทย สำหรับที่พุทธมณฑลแล้ว ก็เป็นนกที่จัดว่ามีอยู่มาก ชอบดูดน้ำหวานตามต้นไม้ที่มีดอก เช่น ต้นพุทธรักษา ปกติมักอยู่เป็นคู่แต่บางครั้งก็เห็นอยู่เป็นฝูงใหญ่บนต้นไม้ในช่วงเวลาที่ออกดอกสะพรั่งเต็มต้น นกจะมากินน้ำหวานกันเจี๊ยวจ๊าว และสะบัดซ้ายขวาจนน้ำหวานกระจุยกระจายไปหมด ดูแล้วน่าอร่อยไม่น้อย







หรือบางทีเค้าก็จะเอาหนอนออกมาจากดอกไม้ต้นไม้มาทานด้วย







รังของกินปลีอกเหลืองจะห้อยลงมาจากกิ่งไม้สูงพอประมาณโดยจะทำรังเป็นกระเปาะตรงกลางป่องสำหรับวางไข่(เหมือนห่อท๊อฟฟี่สมัยก่อน) มีทางเข้าด้านข้าง







หลังจากทำรังวางไข่ และกกไข่จนลูกออกมาเป็นตัวแล้ว ก็ถึงเวลาที่เจ้าตัวเล็กๆจะออกมาหัดบิน







สังเกตความเป็นเด็กของเค้าได้ที่ขนอ่อนๆฟูๆ ความสดใหม่ของชุดขนใหม่ และโคนปากสีแดงสดใส


เมื่อออกจากรังมาใหม่จะยังบินไม่เก่ง เกาะอยู่ที่เดิมนานๆโดยพ่อแม่สลับกันจะบินมาป้อน โดยเค้าจะอ้าปาก และในภาพนี้แม่กำลังป้อนอาหารให้





สังเกตดูแม่ค่อนข้างจะโทรมไม่น้อยทีเดียว

หน้าตาลูกนกชัดๆเป็นแบบนี้







ภาพนี้ถ่ายขณะที่เค้ายืนรอแม่มาป้อนอาหาร โดยเค้าจะร้องเรียกให้มาป้อนเป็นระยะๆ แต่พอป้อนไปหลายวันพ่อแม่จะใช้วิธีต่างๆนานาเช่นทำเป็นป้อนแต่ไม่ป้อน หลอกล่อให้ลูกบินตามบ้าง ร้องเรียกให้ลูกนกบินไปหาเพื่อทานอาหารที่พ่อแม่เอามาให้บ้าง เพื่อฝึกให้เค้าบินไปกิ่งโน้นกิ่งนี้เก่งยิ่งขึ้น


ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีนกเด็กๆอยู่มากมายเพราะเป็นช่วงจับคู่ทำรังวางไข่ของนกแทบทุกชนิด ถ้าใครอยากสังเกตพฤติกรรมการป้อนลูก การสอนลูกบินและหาอาหารของนกก็สามารถดูได้ในช่วงนี้เอง







 

Create Date : 08 มกราคม 2548    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 19:59:31 น.
Counter : 11145 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

จันทร์น้อย
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




เล็กๆน้อยๆ
" ฤดูที่เหมาะสมในการดูนกในเมืองและใกล้เมืองคือฤดูหนาว เพราะเป็นเวลาที่นกอพยพเดินทางไกลมาอาศัยร่วมพื้นที่กับนกท้องถิ่น ทำให้มีปริมาณมากขึ้นและมีนกหลากหลายชนิดขึ้น "






เรื่องเล่าวันนี้

เมษายน เดือน "ฮ็อต"

นกใหม่วันนี้
















ค้นหาในGOOGLE.CO.TH















ขอบคุณ:

ไฟล์เสียงเพลงประกอบบล็อกและสคริปต์ อนุเคราะห์โดย ป้ามด

ตัวหนังสือที่ใช้ทำปุ่มต่างๆและโลโก้จาก www.f0nt.com

ภาพวาดการ์ตูนนกน่ารักสีสันสดใสจากบล็อกคุณ Pichsud

Friends' blogs
[Add จันทร์น้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.