All Blog
◄ I ♥ South Korea : Special ของฝากจากเกาหลี
 I ♥ South Korea : Special ของฝากจากเกาหลี


ออกตัวก่อนนะคะว่า nakoze จะไม่พูดถึงเรื่องเครื่องสำอางค์หรือความสวยความงาม

ดังนั้นของฝากประเภทเครื่องสำอางค์นั้นจะไม่ปรากฏในบล็อกนี้ค่ะ ไม่ใช่แนวจริงๆ Smiley

ส่วนของฝากที่จะเอาตัวอย่างมาให้ดู ก็จะเป็นพวกขนม ของกินที่ nakoze ลองกินจริงๆ

แล้วรู้สึกว่ามันโอเคและเนื่องจากว่าบล็อกนี้ทิ้งดองเค็มไว้ 3 เดือนเต็ม

เรื่องรสชาดของขนม nakoze จำได้ไม่ 100% ค่ะ

แต่อยากทำเอาไว้เป็นไกด์ไลน์สำหรับคนที่ไม่รู้จะซื้ออะไรฝากใครดี

อ่อ ลืมบอกไปค่ะว่าของฝากต่างๆพวกนี้ nakoze ไปซื้อมาจาก Lotte Mart ค่ะ

จริงๆแล้ว 7-11 , GS25 หรือ Family mart ก็มีของพวกนี้แต่ว่าราคาจะแพงกว่าซื้อที่ Lotte Mart ค่ะ

สำหรับวิธีการไป Lotte Mart นะคะ ให้ขึ้น subway ไปลงที่ Seoul Station

สายที่ผ่านก็คือสาย 1 และ 4  จากนั้นเดินออก Exit 1 ค่ะ

จะมีป้ายบอกทางไป Lotte Mart อยู่ค่ะ

พอโผล่ออกมาก็จะเห็นป้ายของ Lotte Mart เป็นพื้นหลังสีแดงแบบนี้ค่ะ



เราก็เดินเข้าไปช็อปได้เลยค่ะ อ้อ!! ที่นี่ถ้าจะให้เค้าใส่ถุงให้จะต้องจ่ายค่าถุงกระดาษเพิ่มด้วยค่ะ

เค้าจะถามว่าเอากี่ถุง เราก็บอกไปเค้าจะหยิบถุงให้ และให้เราหยิบของที่เราซื้อใส่ถุงเองค่ะ

เอาล่ะค่ะ   เมื่อพร้อมแล้วก็ไปดูกันเล๊ยยย


.....................................................
.............................
.........




มาม่าเกาหลีค่ะ รสชาดนี้เป็นที่นิยมที่สุด ด้วยเส้นที่หนา เหนียว นุ่มและขาวอวบ

อีกทั้งไม่อืดง่ายๆ ทำให้มาม่าเกาหลีชนะใจ nakoze ได้ไม่ยากเลยค่ะ

สนนราคาอยู่ที่แพคละ 3,170วอน มี 5 ซองค่ะหรือถ้าเป็นแบบคัพ คัพใหญ่จะอยู่ที่ 820วอนค่ะ







อันนี้ก็เป็นอีกรสนึงที่ชอบค่ะ แต่อันนี้จะรสชาดหาได้ทั่วไป ออกแนวยำยำจัมโบ้

สนนราคาแบบคัพอยู่ที่ 850วอนค่ะ







และอันนี้คอซีรีส์เกาหลีคงรู้จักดี มันก็คือจาจังมยอนหรือบะหมี่ดำนั่นเองค่ะ

อันนี้ nakoze ชอบกินมากๆ   ก็เลยซื้อแบบสำเร็จรูปข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำกินที่ไทย

อันนี้มันจะต้องแช่เย็นนะคะ  แต่บินจากที่โน่นมาที่นี่แค่ 6 ชั่วโมง nakoze ลองชิมดูก็ยังไม่เสีย

ในแพคจะมี 2 ชุดค่ะ  ราคาแพคละ 6,900วอน  ด้านในก็จะมีเส้นบะหมี่กับน้ำปรุงแยกมา

วิธีปรุงรู้สึกว่าจะต้มเส้น แล้วก็เอาซองน้ำเครื่องปรุงใส่ลงไปในน้ำเดือดทิ้งไว้ซักพัก

แล้วก็แกะเทราดเส้นบะหมี่ คลุกๆให้ทั่วก็กินได้แล้วค่ะ







อันนี้เป็นอาหารยอดนิยมของเกาหลีอีกจานนึงก็คือต๊อกค่ะ ต๊อกจะเป็นแป้งสีขาวๆ ทำเป็นรูปต่างกันไป

บางยี่ห้อทำน่ารักๆให้เด็กอยากกินก็จะเป็นรูปดาว รูปหัวใจ

ส่วนที่ nakoze ซื้อมาเป็นยี่ห้อนี้ค่ะ ซองนี้ 500กรัม  ราคา1,380วอน 

แต่เมื่อซื้อเส้นแล้วก็ต้องซื้อซอสราดด้วยค่ะ [จริงๆมันทำเองได้ แต่nakozeยังไม่เคยลอง]






เชื่อมต่อจากด้านบนค่ะอันนี้เป็นตัวซอสราด  วิธีทำก็ต้มต๊อกให้นุ่ม

แล้วก็ผัดกับซอสอันนี้ แค่นี้เราก็มีต๊อกโบกีอร่อยๆทานกันแล้วค่ะ

ซอสในรูปนี้เป็นขนาด 150g ราคา 2,280 วอนค่ะ






และที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่ได้ซื้อมาแปลว่าไปไม่ถึงเกาหลี สิ่งนั้นก็คือ !! สาหร่ายเกาหลีค่ะ

จริงๆที่ร้านเจ๊เล๊งก็มีขายค่ะ เพียงแต่ว่าถ้าเราซื้อที่โน่นมันมียี่ห้อให้เลือกมากกว่า

สำหรับยี่ห้อนี้เป็นซองเล็กๆ 3 ซองราคา 2,400 วอน รสชาดค่อนข้างเค็มแต่เคี้ยวเพลิน






ส่วนยี่ห้อนี้คนในบ้านลงความเห็นว่าเหมือนเถ้าแก่น้อยที่สุด

แต่ว่าตัวเนื้อสาหร่ายมันต่างกันแค่นั้นเอง  อันนี้ขายเป็นแพค บรรจุ 24 ห่อ   ราคา 4,900 วอน






อันนี้เป็นแบบซองใหญ่ค่ะ ด้านในจะเป็นแผ่นใหญ่ๆ เวลาจะกินก็ต้องขยำๆให้มันเล็ก

อันนี้แพคนึงมี 5 ซอง ราคา 4,400 วอน อันนี้กินเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว จำรสชาดไม่ได้แล้วค่ะ






ยี่ห้อนี้ nakoze หาราคาไม่เจอเลยไม่แน่ใจว่ายังวางขายอยู่หรือเปล่า

เนื้อสาหร่ายยี่ห้อนี้ค่อนข้างบาง แต่ว่าความกรอบไม่แตกต่างจากยี่ห้ออื่น






ยี่ห้อนี้ซื้อมาจากนัมแดมุนค่ะ nakoze ไม่เข้าใจว่าทำไมยี่ห้อนี้ถึงแพงกว่ายี่ห้ออื่นกว่าเท่าตัว

บรรจุแพคละ 4-5 ซอง  ราคาแพคละ 10,000 - 12,000วอน จำไม่ค่อยได้

เนื้อสาหร่ายค่อนข้างแน่นกว่าอันด้านบนและเค็มกว่า






และที่ขาดไปไม่ได้ค่ะ ขนมบราวนี่ยี่ห้อ Market O

จริงๆถ้าถามว่าอร่อยไหม ? nakoze จะบอกว่าเฉยๆ กินบราวนี่สดอร่อยกว่า

แต่ว่าจากแพคเกจและอะไรหลายๆอย่างมันดูเป็นผู้ดีมีสกุล เหมาะกับการเป็นของฝาก

ที่ลงไว้ 2 รูปเพราะไม่แน่ใจว่าเค้าเปลี่ยน packaging หรือเปล่า

แต่ว่ารูปด้านซ้ายคือที่เค้าเคยใช้มาตลอด 2 ปี  ส่วนด้านขวานี่เห็นในเวปมันเป็นแบบนี้

เค้าอาจจะเปลี่ยนไม่ชัวร์เหมือนกัน ส่วนราคานั้นก็แปลงไปตามสภาพความดูดีค่ะ

มี 2 ไซส์ใหญ่ : กล่องนึงมี 7 ชิ้น ราคากล่องละ 4,200 วอน

ไซส์เล็ก : กล่องนึงมี 4 ชิ้น ราคากล่องละ 2,400 วอน






3 อันนี้เป็นขนมแบบเดียวกันค่ะ  คือคล้ายๆขนมปังช็อกโกแลตนุ่มๆสอดไส้

แต่แน่นอนค่ะว่ามันไม่ได้น่ากินเหมือนในรูปหรอก ข้างในก็เหี่ยวๆแห้งๆเหมือนยี่ห้อของไทยนี่ล่ะ

อันกลาง nakoze จำรสชาดไม่ได้ แต่ว่าอันด้านซ้ายมือกล่องสีแดงนี่

ช็อกโกแลตจะออกแนวร่วนๆหน่อย  ส่วนขวามือจะดูดึบๆมากกว่า

ดูเหมือนมาร์ชเมโล่นิดเหนียวๆ เคี้ยวมัน สำหรับราคานะคะ

กล่องแรกสีแดง : 4,890 วอน

กล่องกลาง : 2,770 วอน

กล่องขวา : 3,980 วอน






อันนี้ภูมิใจนำเสนอมากค่ะ จริงๆของไทยก็มียี่ห้อนึงรูปร่างเหมือนกันเด๊ะ

แต่ว่าเราชอบอันนี้มากกว่า เพราะรู้สึกว่าไส้ข้างในมันเยิ้มกว่า เราชอบมากกก อร่อยสุดๆ

ถ้าซื้อภายในวันที่ 7 Jun 2012 จะซื้อได้ในราคาเพียง 3,500วอน จากราคาเต็ม 4,380 วอน






เป็นขนมสอดไส้เกาลัดค่ะ  ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเป็นเกาลัดเท่าไร

ไปซื้อเกาลัดคั่วสดๆกินดีกว่าค่ะ กล่องนึงบรรจุ 14 ชิ้น  ราคากล่องละ 3,980 วอนค่ะ






ส่วนอันนี้เป็นคุกกี้ช็อกโกแลตชิพ  รสชาติไม่แตกต่างจาก Chips Ahoy! ค่ะ

ราคากล่องละ 3,180 วอนค่ะ






ช็อกโกแลตแบบ bar แต่เป็น bar เล็กๆๆๆๆ ของ Market O ค่ะ

รสชาดสามัญ ธรรมดาทั่วไป ติดหวานไปหน่อย เคี้ยวแล้วเสียวฟัน

สงสัย nakoze จะฟันผุ Smiley

ราคาซองละ 3,480วอน  ขนาด198g ค่ะ







เป็นมันฝรั่งทอดกรอบรูปหัวหอม  รู้สึกว่าซองนี้จะมีขายในหลายๆห้างที่ไทยแล้ว

ไม่อร่อยหรอกค่ะ มันก็เหมือนมันฝรั่งทั่วไป ราคาซองละ 770วอนค่ะ






ป๊อกกี้เกาหลี  กล่องนี้ราคา 800วอน แต่ว่ารสชาดิแพ้พ่ายป๊อกกี้ญี่ปุ่นอย่างแรงค่ะ

กลับมาซื้อปีอกกี้ที่ไทย กล่องละ 15 บาท อร่อยกว่าเยอะมากมายค่ะ






เป็นป๊อกกี้ที่สอดใส้ช็อกโกแลตอยู่ด้านใน รู้สึกว่าที่ไทยก็จะมีขายนะ

เทียบกับป๊อกกี้รสอื่นๆแล้ว อันนี้มันแค่กรอบกว่า แต่ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นช็อกโกแลตเท่าไร

ราคากล่องละ 800วอน เท่ากันค่ะ 






และแล้วก็มาถึงพระเอกของงานค่ะ ป๊อกกี้รสอัลมอน (จริงๆแล้วยี่ห้อมันคือ Lotte Pepero)

กล่องละ 800 วอน  รสชาดอร่อยล้ำ ได้กินแล้วรับลองเคี้ยวไม่หยุด

จริงๆแล้วที่ไทยมีขายแล้วค่ะ กล่องละประมาณ 32 บาท 

ถ้าซื้อที่เกาหลีก็ราคาไม่ต่างกันมากค่ะ ถ้ากระเป๋าไม่มีพื้นที่ก็ไม่ต้องยัดมามากก็ได้

แต่ว่ามีอยู่ครั้งนึง nakoze ไปช็อปช่วงที่เค้าจัดโปรโมชั่นพอดี 

มีใครเดาถูกไหมคะ ว่าเค้าลดราคาเหลือกล่องละเท่าไร ?

เค้าลดราคาเหลือแค่กล่องละ 400 วอนค่ะ Smiley

ซึ่งแน่นอนว่า nakoze แบกกลับบ้านประมาณ 20 กล่อง

แต่อนิจจาเจ้าป๊อกกี้นั้นช่างมีช่วงชีวิตที่สั้นนัก มันมีชีวิตอยู่ได้แค่ 3 วันก็สูญพันธ์เรียบ ... Smiley






และพระเอกอีกคนนึงค่ะ ไปเกาหลี การไปกินนมกล้วยเป็น The must ค่ะ

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนมไทยบางยี่ห้อผลิตนมกล้วยขายแล้ว

แต่ว่ารสชาดิมันก็ต่างจากต้นฉบับเค้าเยอะจริงๆค่ะ

นมกล้วยขวดด้านซ้ายมือเป็นยี่ห้อที่ nakoze คิดว่าอร่อยที่สุด หวาน มัน กลมกล่อม

ถ้าซื้อแยกขวดตาม 7-11 คิดว่าน่าจะขวดละ 1,000- 1,100 วอน แต่ถ้าซื้อจาก Lotte mart

มันจะขายเป็นแพค แพคละ 4 ขวด ราคา 3,900 วอน


ส่วนขวดด้านขวาจืดกว่าด้านซ้ายเยอะ เพียงแต่ว่าด้วยแพคเกจแล้วมันเหมาะกับการซื้อกลับไทย

ขวดมันหนาแน่นกว่า nakoze เคยเสี่ยงหอบหิ้วมาจากเกาหลี 6 ขวด

มาถึงไทยก็ยังไม่เสียค่ะ ค่อยๆจิบด้วยความกระหายวันละอึกสองอึกเพราะกลัวว่ามันจะหมดเร็ว

ผลปรากฏสุดท้าย เน่าไป 3 ขวด เพราะหมดอายุ Smiley

รู้งี้รีบกินซะก็ดี ไม่น่าเลยกรู .....







และท้ายที่สุดค่ะ ไอศรีมเมลอน อร่อยมากกกก หอม หวาน มัน

จำราคาไม่ได้ น่าจะประมาณแท่งละ 1,000 - 2,000 วอน

nakoze ซื้อกินครั้งแรกตอนอยู่อเมริกา ที่นั่นขายตั้งแท่งละ $2

แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อความอร่อย nakoze ยอมโบกมือลาเจ้าแบงค์ดอลล่าในมือ Smiley




และสุดท้ายเป็นของฝากแบบกระจุกกระจิก

แนวผู้หญิงถึงผู้หญิงสวยกว่า 55+

ลองไปดูที่ร้าน Kosney ค่ะ  สาขาที่ nakoze เคยไปมันอยู่ในเมียงดง

อยู่ที่ตึก M plaza ก็คือตึกที่มี Forever 21 อยู่ชั้น1  ส่วนเจ้า Kosney นี่อยู่ชั้นใต้ดินค่ะ

ถ้าให้เปรียบ Kosney ให้เห็นภาพแล้วก็จะเหมือนกับ Zeen zone ตามเซ็นทรัลที่ไทยค่ะ



และวันนี้ nakoze ก็ขอจบลงแค่ตรงนี้

สำหรับบล็อก 
I ♥ South Korea ก็ไม่มีอะไรจะอัพเพิ่มแล้ว เพราะคิดว่าหมดเนื้อหาแล้ว

ส่วนตอนต่อๆไป มีแพลนจะทำ เที่ยวไปตามประสาเด็ก WAT ตอน
I ♥ New York ค่ะ

เอาไว้ติดตามชมนะคะ

วันนี้ขอขอบคุณรูปภาพไอศกรีมเมล่อนจาก //sangkungkorean.infostant.com/

และรูปภาพบางส่วนจาก Lotte Mart ค่ะ



ขอให้สนุกกับการช็อปปิ้งค่ะ Smiley

คำเตือน ของหลายๆชิ้นมีขายอยู่ที่สุขุมวิท 12 หรือ Korea town แล้วจ้า อย่าได้แบกให้เมื่อย





Create Date : 05 มิถุนายน 2555
Last Update : 6 มิถุนายน 2555 0:35:34 น.
Counter : 40671 Pageviews.

1 comment
◄ I ♥ South Korea : Day 5 ช็อปให้กระเป๋าฉีก ดงแดมุน - นัมแดมุน - เมียงดง
Day 5 ช็อปให้กระเป๋าฉีก นัมแดมุน - เมียงดง - ดงแดมุน

แผนวันที่ 5 ของ nakoze จริงๆไม่ได้เป็นแบบนี้หรอกค่ะ

เพราะโปรแกรมช็อปนี่แทรกเอาไว้ทุกวัน

แต่แล้วก็พบว่ามันสมบุกสมบันกว่าคนทั่วไปคิดจะทำกันมาก

nakoze ก็เลยรวบรวมมันเอาไว้วันที่ 5 ทีเดียว

เอาล่ะค่ะมาเริ่มกันกับสถานที่ละลายทรัพย์แห่งแรก


Smiley " นัมแดมุน (Namdaemun) "
Smiley

ปกติ nakoze จะมานัมแดมุนโดยการเดินมา เพราะว่าจากที่พักแล้วไม่ไกลเดินประมาณกิโลนึงก็ถึง

แต่เพื่อประโยชน์ของมหาชนชาวสยาม

nakoze ก็ไปเสาะหาการเดินทางด้วย subway มาให้ค่ะ

ไม่ว่าท่านมาจากสถานีใดก็ตาม ขึ้นมาลงที่ line 4 สถานี Hoehyeon Station ให้จงได้

ตามเวปไซต์เนี่ยเค้าแนะนำว่าให้ออก exit 5  แต่ที่ดูจาก google earth แล้ว

nakoze ให้ออก exit 6 ค่ะ เสร็จแล้วเดินตามลูกศรที่ชี้ไป



เดินต่อไปไม่เกิน 100 เมตรก็จะเจอกับประตูนัมแดมุน Gate 4 ค่ะ

จะเข้าไปตรงนี้เลยก็ได้ ถ้าเข้าซอยตรงนี้ปุ๊ป เจอทางแยกก็ให้เลี้ยวซ้ายมันจะไปเชื่อมกับ Gate อื่นๆได้

แต่ถ้าไม่เลือกเข้า Gate 4 แต่แรก เดินต่อไปอีกแปปนึงก็จะเจอ Gate 5 ค่ะ



นัมแดมุนขายอะไร ?  ต้องบอกว่าขายสากกะเบือค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่สากกะเบือนะ

เรือรบก็มีขาย Smiley สรุปขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบค่ะ

แล้ว nakoze จะพูดวกวนทำไมวะคะเนี่ย 55+



นัมแดมุนไม่ใช่ย่านชิคๆสำหรับหนุ่มสาวหรอกค่ะ

แต่จะเป็นประมาณว่ามีอาหารขาย มีของฝากทั้งแบบของที่ระลึกแล้วก็สาหร่ายเกาหลี

ขายเอฟเวอรี่ติง จิงเกอเบลล์



มีเสื้อผ้าทั้งมือหนึ่งและก็มือสอง ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูหนาวนี่

เสื้อกันหนาวมือ 2 เริ่มต้นที่ 10,000 วอนเท่านั้นเองถูกมากๆ



ส่วนร้านขายของที่ระลึกถ้าเยอะก็ลองต่อเค้าดูค่ะ ส่วนมากเค้าจะบอกว่าเดี๋ยวจะลดให้

แต่พอเอาเข้าจริงเค้าไม่ลดเป็นเงินค่ะ  แต่ว่าจะแถมเป็นของฝากในร้านนั้นแหละมาให้





ถ้าเปรียบเทียบนัมแดมุน nakoze ก็คงจะเปรียบให้มันเป็นสำเพ็ง แล้วกัน

ดูวุ่นวายๆ ได้บรรยากาศตลาดที่สุด

ถ้ามีแผงพระเครื่องมาอีกนิดร้บรองว่าเป็นกลายสนามหลวงเกาหลีทีเดียว







Smiley  " เมียงดง (Myeongdong) " Smiley

เมียงดงนี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2  เพราะนางมาเกาหลีทีไร นางพักอยู่แหล่งนี้ทุกที

แม้ว่าที่พักย่านนี้จะแพงไปบ้าง แต่ว่าความสะดวกเกินล้าน

และเนื่องจากว่า Myeongdong เป็นหนึ่งใน The must ของเกาหลี

เปรียบแล้วเมียงดงก็คือสยามสแควร์ค่ะ เมียงดงเองก็จะเข้าซอยนั้น ทะลุซอยนี้เหมือนกัน

และเนื่องด้วย nakoze ยกให้มันเป็น The must ดังนั้นแล้วถ้ามีคนมาถามว่า

มีเวลาแค่ 6-8 ชั่วโมงในเกาหลีจะไปไหนดี nakoze ก็จะบอกว่ามาเมียงดงเถอะค่ะ

ด้วยเหตุนี้เอง nakoze เลยจะขออธิบายการมาเมียงดงละเอียดนิดนึง

เผื่อคนที่แค่มาทรานสิทแล้วจะออกสนามบิน จะได้มาถูกและที่สำคัญ หาทางกลับทัน Smiley


เอาล่ะค่ะดูรูปนะคะ

หมายเลข 1 : สถานี Euljiro 1(il)-ga

หมายเลข 2 : 6015 Airport Bus stop หน้าโรงแรม Ibis Ambassador

หมายเลข 3 : สถานี Myeong-dong station

หมายเลข 4 : โรงแรมประจำของ nakoze (เห็นไหมกลางเมียงดงแท้ๆ)

หมายเลข 5 : 6015 Airport Bus stop หน้าโรงแรม Sejong

และซ้ายล่าง ถ้าจะเดินไปนัมแดมุน เดินไปทางที่เขียนไว้ แล้วตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอค่ะ




สำหรับวิธีการมาแบบที่ 1

มาลงที่สถานี
Euljiro 1(il)-ga line2 ให้ออก exit 6 ค่ะ (ในเวปบอกว่า exit 5 แต่ nakoze ให้ลง 6 )

ตามรูปภาพด้านบนสถานี
Euljiro 1(il)-ga คือจุดสีเหลืองหมายเลข 1 ค่ะ

พอออกมาแล้วให้เดินตรงมาทางจุดสีเขียวเลข 2

เท่านี้ก็จะเจอกับทางเข้าด้านหน้าของเมียงดงแล้วค่ะ


วิธีการมาแบบที่ 2

สำหรับคนที่มาจากสนามบินโดยเฉพาะหรือจะมาพักโรงแรมที่ nakoze พักค่ะ

เริ่มแรกก็ขึ้นรถบัสจากสนามบินอินชอน บัสหมายเลข 6015 ซื้อตั๋วหน้าสนามบินเอาค่ะ

จากนั้นมาลงป้ายที่ชื่อว่า Ibis Ambassador hotel (เกาหลีบางคนจะออกเสียงว่าอิบิสสึ)

ลงรถมาถ้าเห็นแบบนี้แสดงว่าถูกต้องแน่นอน



สำหรับคนที่มา transit แล้วมีเวลาช่วงสั้นๆ nakoze แนะนำให้มาวิธีแบบที่ 2 นี้ค่ะ

เพราะว่าเห็นไหมว่า airport bus stop อยู่ห่างจากเมียงดงไม่ถึง 100 เมตรค่ะ

ถ้าหันหน้าเข้าหาโรงแรม เมียงดงจะต้องเดินไปขวามือเหมือนในลูกศร

ส่วนถ้าเดินไปทางซ้ายมือจะไปเจอกับ
สถานี Euljiro 1(il)-ga

ส่วนขากลับรอรถที่ป้ายนี้เหมือนเดิมค่ะ ไม่ต้องข้ามถนนใดๆทั้งสิ้น หยอดเงินลงกล่องข้างคนขับ

ถ้ามาโดยวิธีที่ 1 และ 2 จะมาเข้าเมียงดงทางเดียวกัน

คือทางด้านหน้าอย่างที่เห็นในรูปด้านล่างค่ะ





วิธีการมาแบบที่ 3


ดูที่จุดสีม่วงหมายเลข 3 ค่ะ อันนี้เป็นการมาทางซับเวย์ line4

มาลงที่สถานี 
Myeong-dong line 4 ออก exit 5,6,7 หรือ 8 ก็ได้ค่ะ มันจะขึ้นฝั่งเดียวกัน

ดูในรูปค่ะ แต่ถ้าเอาเดินใกล้สุดก็เป็น exit 5,6,7 ค่ะ



ถนนสายที่จะเข้าเมียงดงจะอยู่กลางๆระหว่าง exit 6 กับ 7

โผล่มาก็จะเห็นแบบนี้ค่ะ เดินเข้าไปเลย อันนี้เป็นทางเข้าเมียงดงทางด้านหลังค่ะ

(nakoze เป็นคนสถาปนาให้มันเป็นด้านหลังเองค่ะ  ส่วนมันเป็นด้านหลังจริงหรือเปล่านี่ไม่รู้)





วิธีการมาแบบที่ 4

ตรงจุดที่ 4 สี่ส้มนะคะ ตรงจุดนี้จะเป็นจุดจอด Airport bus stop สาย 6015 หน้าโรงแรม sejong

คือมันจะไปจอดที่ป้าย Ibis Ambassador hotel ก่อน แล้วก็จะวิ่งอ้อม

มาจอดที่หน้าโรงแรมนี้ อันนี้เป็นวิธีสำหรับคนที่จะไปพักที่ Namsan Guesthouse ค่ะ

หรือสำหรับคนที่มา transit แต่ลงป้ายหมายเลข 2 สีเขียวไม่ทัน จะมาลงป้ายนี้ก็ได้ค่ะ

ถ้าหันหน้าเข้าโรงแรม Sejong ให้เดินไปทางซ้ายมือ จะไปเจอกับจุดทางเข้าหมายเลข 3 บนลายแทง

จริงๆแล้วมันมีซอยลัด แต่nakoze ยังไม่อยากแนะนำค่ะ กลัวหลงแล้วจะหาทางกลับรถบัสไม่ถูก

เดินตรงๆไปก่อนค่ะ  ช้าแต่ชัวร์ค่ะ



เมียงดงขายอะไร ?

ขายของวัยรุ่นทุกสิ่งอย่างค่ะ เครื่องสำอางค์ , เสือผ้าหน้าผม , รองเท้าเครื่องประดับ

ซึ่งนอกจากจะมีแบรนด์เกาหลีเองแล้วก็ยังมี Zara แล้วก็ H&M แล้วก็ Forver 21 ด้วยค่ะ

แผงขายตุีกตา ที่ห้อยโทรศัพท์ก็มา







มองออกไปเห็น Namsan tower ด้วยค่ะ ว๊าวๆ





เสื้อกั๊กแบบไม่มีแขน หนุ่มเกาหลีชอบใส่มากๆ คอนเฟิร์มมมม



อันนี้มันฝรั่งที่เป็นเกลียวๆค่ะ เค้าเอามันฝรั่งไปทอด แล้วก็โรยด้วยผงปรุงรส

อร่อยค่ะ กรอบๆ + นุ่มๆ ในคำเดียวกัน

สนนราคาไม้ละ 2,000 วอนค่ะ



Jamba Juice จากอเมริกา เกาหลีก็มีเฟรนไชส์แล้วค่ะ

คนนำเข้าก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ฉลามหนุ่มเกาหลี Park Tae Hwan

ว่าแต่ไปซื้อแล้วแถมเจ้าของให้ด้วยป่ะเนี่ยยยย Smiley



และอย่าได้แปลกใจกับประเทศนี้ หากคุณจะเห็นดาราชายโฆษณาร้านเครื่องสำอางค์

เพราะใบหน้าของเขาเหล่านั้น ละเอียดละเมียดละไมกว่าใบหน้าหญิงไทยของ nakoze เสียอีก Smiley



และเช่นกันร้านอาหารในนี้อีกไม่ต่ำกว่าร้อยร้านค้าค่ะ

แต่ว่าบางร้านราคาก็จะแพงเวอร์มากๆ

ด้วยความที่เมนูเป็นภาษาเกาหลี nakoze แปลไม่ออกเลยลองสั่งดู

เจอเนื้อย่างเกาหลี 2 - 3 ขีดโดยประมาณ .... ค่าอาหารมื้อนั้นจ่ายไป 3,000 กว่าบาทค่ะ

เม่ง!!! แร๊ง!! Smiley





Smiley " ดงแดมุน (Dongdaemun) "
Smiley

ดงแดมุนเป็นที่ๆ nakoze มาเหยียบน้อยที่สุด

เพราะในสายตาแล้ว นอกจากเสื้อผ้าหน้าผม มันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ

ดงแดมุน ถ้าให้เทียบล่ะก็มันคือ แพลตตินั่มค่ะ

ในโซนดงแดมุนเองจะมีห้างใหญ่ 3 ห้าง

ก็คือ Doota หรือ Doosan, Migliore แล้วก็ Hello APM

ซึ่งด้านในห้างนี้ก็จะเป็นร้านขายเสื้อผ้าเป็นบล็อกๆ เหมือนที่เห็นตามแพลตตินั่มนั่นแหละ

แต่ละชั้นก็จะจัดเป็นคนละโซนกัน โซนเสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าเด็กบลาๆ

แล้วแต่ละตึกเค้าก็มีสไตล์ต่างกันไป จำไม่ได้ละว่าตึกไหน ดูจะมีชุดของสาวออฟฟิศเยอะหน่อย

แต่ประทานโทษ แบบไม่น่าจะใส่ได้ในเมืองไทยอ่ะ

ประเภทแบบ ขนเฟอร์พันรอบคองี้  เสื้อสูทนี่ทำรองบ่าแหลมเฟี้ยวก็ประปราย

แต่ก็ไม่เป็นแบบนี้ทุกร้านหรอก ลองเดินเลือกเอาตามอัธยาศัยค่ะ

วิธีเดินทางนะคะ ดูในรูปค่ะ



มันเลือกมาได้ 2 สถานีค่ะ

ถ้าเลือกลงสถานี Dongdaemun History & Culture Park station ต้องมาโดย line 2 หรือ line 4 ค่ะ

ออก exit 13 หรือ 14  จากนั้นก็เดินขึ้นบนไปเรื่อยๆจนเจอกับตึก 3 ตึกที่ว่าค่ะ

ส่วนอีกสถานีนึงคือ Dongdaumun station

อันนี้ต้องมา line 4 ค่ะ  จากนั้นก็ออก Exit 8 ค่ะ


Smiley


1...2...123...12...12... 1 วี๊ด บึ้ม!! หรีดรัวมือค่าาาาาา

และแล้วแผนเที่ยวเกาหลีของ nakoze ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

สำหรับตอนหน้า nakoze จะเขียนเรื่อง ไปเกาหลีซื้ออะไรกลับมาดี

ขนมไหนน่าซื้อ ราคาแพงหรือไม่ ติดตามชมตอนต่อไปค่าาาาาา

ราตรีสวัสดิ์ประเทศไทย..







Create Date : 30 พฤษภาคม 2555
Last Update : 30 พฤษภาคม 2555 2:28:47 น.
Counter : 45427 Pageviews.

9 comment
◄ I ♥ South Korea : Day 4 part 2 : จากซกโชสู่เกาะนามิ - หมู่บ้านฝรั่งเศส(Petite France)
Day 4 : จากซกโช(Sokcho)สู่เกาะนามิ  ถึงหมู่บ้านฝรั่งเศส(Petite France)


ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจาก nakoze อิ่มใจจากการไปเยี่ยมเยียนพี่เบที่เกาะนามิแล้ว

ปรากฏว่ามันอิ่มแต่ใจ  แต่กระเพาะนั้นไซร้ไม่อิ่มเลย 

ก่อนออกเดินทางไปยังหมู่บ้านฝรั่งเศสก็เลยแวะกินข้าวกัน

จากหน้าเกาะนามิมองออกไป จะเห็นร้านอาหารจำชื่อร้านไม่ได้และไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้

ได้โปรดให้อภัย เพราะความหิวมันบังตาแท้ๆ Smiley

แน่นอนค่ะ เมนูอาหารมีแต่ภาษาเกาหลี  และนาทีนี้เอง nakoze ก็ได้ใช้วิชาดัชนีนาง

ชี้ไปโต๊ะข้างๆ แล้วบอกว่า three พร้อมชูเลขสาม

สุดท้ายก็ได้กินสมใจอยากค่ะ ราคาเซ็ตละประมาณ 10,000 วอน 1 เซ็ตก็สำหรับ 1 คนค่ะ



มันคือไก่ย่างบ้านเรานี่เองล่ะค่ะ  แต่ว่าหมักซอสคนละสไตล์กัน

พอย่างแล้วกลิ่นหอมเชิญชวนมาก nakoze ก็เลยจับตะเกียบหมายจะสำเร็จโทษเจ้าไก่ดวงตกชิ้นนั้น

แต่ปรากฏว่า พนักงานแกรีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา  ตะโกนร้อง no no no !!

nakoze ก็ชะงักกลางอากาศ  อะไรของมันวะ 

เค้าก็พยายามอธิบายมาเป็นภาษาเกาหลี  ซึ่ง...รู้ไหมว่ากรูฟังไม่ออกค่ะ Smiley

สรุปคือไอ้ไก่เจ้าปัญหานี่ มันยังไม่พร้อมจะถูก nakoze กินค่ะ

มันต้องผ่านพิธีกรรม ห่าเหวเลวตะลัย อะไรอีกมากมายกว่าจะพร้อมเสิร์ฟ

ต้องนั่งรอให้พนักงานเดินมาพลิกกลับด้านให้ 

พลิกเองก็ไม่ได้นะ พนักงานแกจะเดินมา say no ทันที

รอเค้ากลับด้าน กลับไปกลับมาจนท้ายที่สุด เค้าก็ผายมือเป็นเชิงว่า เชิญแดรกกันให้อร่อย

ซึ่ง ณ ตอนนั้น ไก่มัน ... เกรียมแล้วล่ะ Smiley

นึกว่าให้รออะไร เค้าคงรอให้มันสุกได้ที่อ่ะ

โถ... พ่อคุณ จะรู้บ้างไหมว่ากระเพาะพี่ไทยนี่ทำจากเหล็กกล้า

ประเทศกรู ลาบดิบๆเขาก็แดรกกันจ๊ะ Smiley


Smiley


เวลาผ่านไป หลังท้องอิ่มแล้วเราก็พร้อมเดินทาง

และเนื่องจากว่า nakoze ไม่ได้ศึกษาสายรถเมล์มาก่อน

บวกกับทำเวลา อยากไปเดินเล่นชิวๆให้ได้ก่อนที่หมู่บ้านฝรั่งเศสมันจะปิด

ก็เลยโบกแท็กซี่จากเกาะนามิไปเลยค่ะ 

ไปถึงหน้าหมู่บ้านฝรั่งเศสเลยรู้สึกว่าราคาจะประมาณ 18,000 - 20,000 วอน

วิธีการก็คือโบกแท็กซี่มาหนึ่งคัน แล้วชะโงกหน้าไปบอกคนขับว่า

" พีท ตี ฟราน สึ  " แปลเป็นไทยได้ว่า
Petite France

นั่งแท็กซี่ขึ้นเขา วนไปวนมาอยู่ได้กว่าครึ่งชั่วโมง   ก็ได้กระจ่างว่าหมู่บ้านฝรั่งเศสนี้อยู่บนเขาค่ะ

ถึงเรียบร้อยแล้วเย่ๆ



สำหรับหมู่บ้านฝรั่งเศส(Petite France)  เป็นคล้ายๆจำลองเมืองชนบทของฝรั่งเศส

คนสร้างหมู่บ้านฝรั่งเศสนี้คงจะมีแรงบันดาลใจจากนวนิยายฝรั่งเศสที่ชื่อว่า
"Le Petit Prince"

แปลเป็นอังกฤษได้ว่า "The little Prince" ก่อนจะแปลเป็นภาษาไทยอีกทีคือ "เจ้าชายน้อย"

nakoze เดาแบบนี้ เพราะเห็นมีเจ้าชายน้อยนี่เป็นส่วนประกอบด้านในอยู่หลายจุด

ว่าแล้วก็เดินเข้าไปซื้อตั๋วหน้าทางเข้ากันเลย

ราคาตั๋วสำหรับผู้ใหญ่คนละ 8,000 วอนและเด็ก 5,000 วอน



พอได้ตั๋วแล้วก็ไม่ลืมหยิบแผนที่ติดไม้ติดมือมาด้วยค่ะ

จากแผนที่ด้านล่างดูสวย ไฮโซ โอ่อ่า อลังการงานสร้างมากค่ะ






พลิกซ้ายพลิกขวาก็มีรายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านในมีตึกสไตล์ฝรั่งเศส ร้านอาหาร ร้านกาแฟของที่ระลึกและก็ยังมีโรงแรมด้านในด้วยค่ะ



สำหรับคอซีรีส์เกาหลีคงเคยผ่านตากับหมู่บ้านฝรั่งเศสไปบ้าน

อย่างในเรื่อง Secret Garden ก็เป็นฉากที่ฮยอนบินมาเจอกับนางเอกครั้งแรก

หรือรายการ Running man ตอนที่มีนิชคุณกับแทคยอน 2pm เป็นแขกรับเชิญ

หรือ Beethoven Virus
เค้าก็มาถ่ายทำกันที่นี่  อย่างนี้ nakoze จะอดใจไม่มาได้ยังไงกันล๊าา

Smiley

อันนี้ก็จะเป็นบรรยากาศด้านในค่ะ สวยแบบเรียบๆ



นี่ขนาดวันธรรมดาคนยังเยอะเลยค่ะ  แต่ก็ยังดีที่น้อยกว่าเกาะนามิอยู่ประมาณครึ่งนึง







เดินเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆค่ะ





อ๊ะ! สวัสดีเพคะเจ้าชาย ได้เจอตัวเป็นๆกันเสียทีนะ



มองไปด้านล่าง...อื้ม...บรรยากาศร้างแท้



ขึ้นไปจุดชมวิวมาค่ะ



แล้วก็เดินลงไปด้านล่าง เริ่มออกเดินไปอีกโซนนึง ซึ่งอยู่บนเนินถัดไปโน้น



มองกลับลงไปเห็นตึกสีส้มด้านหลังมั๊ยคะ ? นั่นแหละคือจุดชมวิว

ซึ่งข้างในไม่มีอะไรเลย มีแต่บันได Smiley



เดินสำรวจต่อไปเรื่อยๆค่ะ แถวนี้คงเป็นโซนห้องพัก

เห็นหลายๆหลังมีเบอร์ติดอยู่น่าห้อง





ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา turn left, turn right ..





ทำประตูแบบนี้เค้าไม่กลัวเปิดมาป๊ะกันหรือยังไง ?

(เค้าก็ออกแบบให้ผลักเข้าข้างในสิอิโง่....อ่อ จ๊ะ Smiley)



เป็นร้านขายของที่ระลึกค่ะ  แต่ราคาไม่น่าระลึกถึงเท่าไร

มีหนังสือนิยาย The little prince ขายด้วย แต่คงไม่มีภาษาไทย





เดินไปเดินมา ก็วนกลับมาที่ทางเข้าค่ะ เตรียมตัวออก

ที่นี่ปิด 6 โมงเย็นค่ะ



สรุปความคุ้มค่า หลังจากทุกคนลงความเห็นแล้วพบว่า.....

ความเห็นของเราไม่เคยปรองดองไปในทิศทางเดียวกันมาก่อนเช่นครั้งนี้

ทุกคนโหวตว่า " ไม่คุ้มอย่างแรง "  Smiley

จากที่ดูในทีวีนี่มันสวยแล้วก็ดูใหญ่มาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เล็กมากๆเลย อย่างรูปเวทีการแสดงด้านบน นึกว่าจะใหญ่โต

ที่ไหนได้ เล็กกระจิ๋วริ๋วมาก  อุตสาห์เสียค่าแท็กซี่มาตั้งไกล ปัดโถ๊!

ถ้าถาม nakoze นะ คิดว่ามันเฉยมากๆ

แต่ถ้าถามว่าอยากลองมาจะโอเคไหม ? ก็จะตอบว่าถ้าไม่เคยมาก็ลองมาดู

มาให้เห็นเองกับตา แล้วจะ...ไม่อยากมาอีก ฮุ ฮุ ฮิ ฮิ ครุ คริ ครุ คริ Smiley



ส่วนขากลับแน่นอนค่ะใช้บริการแท็กซี่  ที่หน้าช่องขายตั๋วเค้ามีป้ายติดไว้

ให้ติดต่อที่ช่องขายตั๋วได้เลยถ้าต้องการใช้บริการแท็กซี่ เค้าจะโทรไปเรียกที่ศูนย์ให้ค่ะ

จ่ายเงินที่หน้าเคาเตอร์ได้เลย รู้สึกว่าจะ 17,000 won ถ้าจำไม่ผิด

หรือถ้าใครดูลาดเลาแล้ว มีแท็กซี่จอดอยู่ด้านหน้าก็โบกได้เลยเช่นกันค่ะ

ขากลับนี้ให้บอกแท็กซี่ว่าไป Cheongpyeong station อ่านว่า สถานีชองเพียง


Smiley


สถานีชองเพียงนี้เป็นสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายออกมานอกเมืองค่ะ



เข้าใจว่าเพิ่งเปิดให้บริการไปไม่นานนัก

จากสถานีนี้สามารถนั่งต่อเข้าโซลได้เลยค่ะ

โดยรอรถขึ้นรถที่ฝั่งนี้ค่ะ



คือ nakoze ไม่รูู้ว่าแต่ละคนพักที่ไหนกันบ้าง

แต่ถ้าไปพักตามรอย nakoze เป๊ะๆ ก็จะไปโผล่ปลายทางที่สถานี Euljiro 1(il)-ga

ก็คือจาก
Cheongpyeong  >>  ไปเปลี่ยนสถานีครั้งแรกที่ Mangu เปลี่ยนเป็นสาย Jungang

ขึ้นฝั่งที่เขียนว่าไป Sangbong >> เปลี่ยนสถานีครั้งที่สองที่สถานี Wangsimni ซึ่งเป็น line 2 พอดี

จาก Wangsimni ก็เลยตรงสู่สถานี
Euljiro 1(il)-ga ได้เลย

ส่วนใครที่ไปพักที่อื่น ก็ลองกางแผนทีหาทางไปดูเอาค่ะ


Smiley


สำหรับครั้งนี้ก็จบ Day 4 แล้วค่ะ

คราวหน้ามาต่อวันสุดท้ายในเกาหลี Day 5 วันนี้ราตรีสวัสค่ะ







Create Date : 29 พฤษภาคม 2555
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 21:52:30 น.
Counter : 5266 Pageviews.

1 comment
◄ I ♥ South Korea : Day 4 part 1 : จากซกโชสู่เกาะนามิ - หมู่บ้านฝรั่งเศส(Petite France)
Day 4 : จากซกโช(Sokcho)สู่เกาะนามิ ถึงหมู่บ้านฝรั่งเศส(Petite France)


วันนี้เป็นวันที่ 4 ในเกาหลีแล้ว

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าวันนี้บล็อกจะหวานมากเป็นพิเศษ 

มีเพลงหวานๆจังหวะช้าๆคลอตามไปเรื่อย 

ที่ทำอย่างนี้ nakoze มีเหตุผลนะ! เรื่องของเรื่องก็คือ ....

วันนี้เราก็จะออกเดินทางไป The must ของเกาหลีอีกที่นึง นั่นก็คือเกาะนามิ

สำหรับคอซีรีส์เกาหลีคงจะคุ้นเคยกันดีกับเกาะแห่งความรักของลีมินฮยองและจองยูจิน

พระนางจากซีรีส์กระแสดังข้ามชาติ Winter love song

จนส่งผลให้การท่องเที่ยวเกาะนามิกลายเป็นอีกโปรแกรมนึงที่จะพลาดไปไม่ได้เด็ดขาด

ใครมาเกาหลีแล้วไม่ได้มาเกาะนามิ  ก็เหมือนกับไปกรุงเทพแล้วไม่ได้เดินสวนจัตุจักรยังไงอย่างงั้น


Smiley


เอาล่ะค่ะจากเมื่อวานที่nakoze อิ่มจากหมูย่างเกาหลีตาปรือ พุงปลิ้น

แถมยังไปนั่งกินไอศกรีมเมลอนกลิ่นหอมชวนกินจากห้าง E-mart แล้ว

คราวนี้ก็ถึงเวลาโซซัดโซเซกลับที่พักกันเสียที

ก่อนนอน nakoze ก็จัดแจงเช็ครอบรถบัส

และเตรียมตัววางแผนการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมพี่เบ(เบยองจุน)ในวันพรุ่งนี้

แผนการเดินทางไปยังเกาะนามิจากซกโชจะเป็นแบบนี้ค่ะ

ซกโช > ชุนชอน > กาพยอง > เกาะนามิ

อาจจะค่อนข้างดูจะหลายต่อซับซ้อนซ่อนเงื่อน ไปซักนิดนึงแต่ก็ไม่อยากเกินจะทำค่ะ


Smiley


nakoze ตื่นตอนแต่เช้าตรู่ของการเที่ยววันที่ 4 เพราะอยากออกมาเดินรับลมทะเลด้านนอก

แต่ประทานโทษจ๊ะพอก้าวออกไปอากาศภายนอกช่างหนาวเหน็บประหนึ่งหลงทางอยู่ในตู้เย็นก็ไม่ปาน



บรื๋อ Smiley  nakoze ยืนกอดอกตากลมฟันกระทบกันแทบสึกอยู่ได้สักพัก

ก็กลับเข้าที่พัก กินอาหารเช้า เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไป

แต่!! มันก็เกิดวิบากกรรมขึ้น  เมื่อ nakoze เอื้อมมือบิดลูกบิดประตูห้องพัก หวังจะเอาของด้านใน

ปรากฏว่า ประตูล็อก ล็อก ล็อก ล็อก!! โปรดทำเสียงแอคโค่เพื่อจินตนาการ Smiley

หาทางงัดแงะอยู่นาน กุญแจที่คุณYoo ให้มาก็ไขไม่ได้

สุดท้ายเดือดร้อนต้องไปปลุกคุณYoo ออกมาจากห้องมาเปิดให้

และแล้วก็ได้รู้ว่า ประตูด้านในของห้องมันล็อกไม่ได้ (ห้องมีประตูสองชั้น)

คือ..ด้วยความเคยชินไง พอเห็นประตูกี่บานๆก็จะล็อกตลอด

พอเปิดห้องได้ ก็เดินสวนกับคนไทยอีกกลุ่มด้านล่าง ก็ร่ำลากันพอหอมปากหอมคอ

และก็ได้รู้ว่า....nakoze ไม่ใช่รายแรกที่ต้องไปปลุกคุณYoo Smiley

สรุปถ้าจะไปพักที่นี่ล็อกประตูบานนอกตัวเดียวพอค่ะ

พอทุกอย่างเรียบร้อย เราก็เดินกลับไปที่ Sokcho Bus terminal ที่เดียวกับที่เราลงเมื่อวานนี้

เดินเข้าไปในช่องขายตั๋วแล้วบอกเค้าว่าซื้อตั๋วไป Chuncheon (
춘천) อ่านว่า ชุนชอน

จากที่ nakoze เช็คมา จะมีเวลาดังตารางด้านล่างนี่คะ



ราคาตั๋วโดยสารผู้ใหญ่ 12,500วอน เด็กลด 50% 6,300 วอน

พอจ่ายเงินไปก็ตะได้ตั๋วมาหน้าตาแบบนี้ค่ะ (ในรูปนี่เป็นตั๋วเด็กค่ะ)



ได้ที่นั่งเบอร์ 5  รถออกจากชานชลาช่องที่ 2  ถ้าพร้อมแล้วเราก็ขึ้นรถบัสกันได้แล้วค่ะ


Smiley


เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงในที่สุดรถบัสก็เข้าสู่ตัวเมือง Chuncheon แล้ว

เราก็รอจนกว่ารถบัสจะเข้าไปจอดใน Chuncheon bus terminal แล้วก็ค่อยลง

พอถึงสถานีรถบัส ก็เดินเข้าไปในตัวสถานี สถานีนี้ไม่ใหญ่มากค่ะ

รู้สึกว่าจากจุดลงรถให้เดินเข้าไปในตัวอาคาร ตรงไปเรื่อยๆ จะเจอช่องขายตั๋วอยู่ด้านขวามือ

ซื้อตั๋วต่อไปที่ Gapyeong bus terminal [กา-พยอง bus station]

รู้สึกว่ารถจะออกค่อนข้างถี่ ประมาณว่า 5-10 นาทีคัน

โทษทีนะคะ จำราคาตั๋วไม่ได้แล้วน่าจะราวๆ 2,500 วอน

  ในตั๋วใบใหม่นี้จะไม่มีระบุที่นั่งไว้ อยากนั่งตรงไหนก็เอาเลย

ก่อนขึ้นรถย้ำคนขับไว้หน่อยก็ดีว่า Gapyeong bus station 

จากนั้นใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็จะถึงที่ Gapyeong bus station

ซึ่งตรงนี้จะมี taxi จอดรอผู้โดยสารอยู่ เราก็โบกได้เลยค่ะ

บอกว่าไป นามิซอม (Namiseom) ค่าแท็กซี่จะอยู่ที่ประมาณ 3,500 วอน เดินทาง 15 นาทีก็ถึง

แต่!! อย่าเพิ่งคิดว่าเราถึงแล้ว  การจะไปหาพี่เบนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดค่ะ

ตรงจุดที่แท็กซี่มาจอดจะเป็นคล้ายๆกับลานจอดรถบัส , รถทัวร์

ตัดสินจากภาพแล้วกันค่ะว่าทัวร์ลงเยอะขนาดไหน




นอกจากจะทัวร์ไทยแล้วก็ยังมีทัวร์มาเลเซียและทัวร์จีนเยอะเป็นอันดับรองๆลงมา

ดังนั้นถ้าคาดหวังว่าจะมาเดินเอาบรรยากาศชิวๆกันสองต่อสอง

nakoze คงต้องขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย

เนื่องจากด้านในคนเยอะมว๊ากกกก Smiley



บริเวณช่องขายตั๋ว จะมีlocker หยอดเหรียญฝากกระเป๋า  สำหรับกระเป๋าขนาดไม่ใหญ่มากนะ

แต่ถ้าเป็นกระเป๋าที่แบกไปอเมริกากันล่ะก็ ไม่คิดว่าจะเอาเข้าได้ค่ะ

แต่ถ้าเป็นเป้สะพายหลังล่ะก็ใส่ได้แบบชิวๆ

พอจัดการกับสัมภาระเรียบร้อยเราก็เดินไปซื้อตั๋วที่ช่องขายตั๋วกันค่ะ



nakoze จ่ายค่าเข้าไป 8,000วอน ก็ได้ตั๋วมาหน้าตาแบบนี้ค่ะ (อันนี้เป็นด้านหน้าและด้านหลังรวมกัน)



ด้านหลังจะมีแผนที่บอกจุดสำคัญๆ บนเกาะนามิ ซี่ง...ค่ะ...มันเป็นภาษาเกาหลีอีกแล้ว Smiley




พอผ่านประตูทางเข้าไปได้ อยากจะวิ่งไปกอดพี่เบให้ชื่นหัวใจ

แต่ปรากฏว่ามันก็ยังไม่ถึงซักทีค่ะท่านผู้ช๊มมมมม 

ด้วยความที่ตัวเกาะนามิมันเป็นเกาะที่อยู่กลางน้ำ  ดังนั้นแล้วเราต้องขึ้นเรือข้ามไปอีกทีค่ะ

ค่าตั๋วเมื่อสักครู่รวมค่าเรือไป-กลับแล้วค่ะ

แต่จริงๆมีอีกวิธีนึงที่ไวกว่าการนั่งเรือ แต่หวาดเสียกว่าเยอะนั่นก็คือ !!

โหนสลิงไปค่ะ จะมีจุดลงอยู่ในเกาะนามิพอดีๆ

แต่ว่า ... เออค่ะ กรูยอมต่อคิวขึ้นเรือ Smiley



รอไม่นานนักเรือก็มาค่ะ  ใช้เวลาไปประมาณ 5-10 นาทีก็ถึงปลายทางแล้ว



และแน่นอนค่ะ  เนื่องจากสาวไทยเสียดุลให้หนุ่มเกาหลีไปซะเกือบหมด

เค้าเลยให้เกียรติยกธงชาติไทยคู่กับธงชาติเกาหลีซะเลย Smiley



ส่วนเจ๊เสื้อแดงนั่นเธอคือรูปปั้นนางเงือกค่ะ  แต่เข้าใจว่า ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว

ประเทศเกาหลีซึ่งเอาใจใส่ประชาชนดี

ก็เลยไปแอบขโมยเสื้อจากลุงซานต้า มาให้นางใส่กันหนาว

ส่วนไอ้ปฏิมากรรมน้ำแข็งด้านหลังนี่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่เดาว่าน่าจะเคยเป็นน้ำพุมาก่อน

พอหน้าหนาวเลยกลายเป็นแท่งพิศวงนี่แทน
Smiley

นาทีนี้อะไรๆก็กลายเป็นน้ำแข็งไปหมดค่ะ



ส่วนที่เห็นด้านล่างนี่ไม่ใช่ลานไอซ์เก็ตแต่อย่างใด แต่มันคือทะเลสาบน้ำแข็ง

... ขอโทษนะโรส ที่ชั้นเคยด่าว่าเธอสำออยไม่ยอมให้แจ็คขึ้นมาบนประตู  ทำให้แจ็คตาย

ตอนนี้ชั้นเข้าใจแล้วว่าเธอคงจะหนาวมากจริงๆสินะ .... Smiley



และแล้วปฏิบัติการตามล่าพี่เบก็เริ่มขึ้น เนื่องจาก nakoze แพลนไว้ว่าจะอยู่เกาะนามิไม่เกิน 2 ชั่วโมง

ก็เลยเดินผ่านๆ ไม่ได้เข้าไปเจาะจงรายละเอียด ดูๆแค่จุดที่เป็น hilight ของเค้า



โอ๊ะ ตรงนี้มีตุ๊กตาหิมะสองตัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพระนางมาปั้นทิ้งเอาไว้เป็นแน่

ส่วนด้านล่างนี่เป็นมุมบังคับของสาวๆค่ะ



สาวๆร้อยทั้งร้อย ต้องมานั่งเบียดบังหน้าของนางเอก ก่อนจะเงยหน้าทำมุม 60 องศา

แหงนเข้าหาพี่เบ พร้อมแสดงออกทางสีหน้าว่า ... กรูกำลังเพ้อออออ Smiley

และอันนี้เป็น The must ของเกาะนามิค่ะ ทิวสน

จากฉากที่ประเอกกับนางเอกหลบมาเล่นปาบอลหิมะแถวๆนี้กันสองคน



แต่!! ทำไม มันดูจืดชืด แห้งเหี่ยวจังเลยว่ามะ ? สงสัยต้องรอให้หิมะตก พื้นเป็นสีขาวโพลน ถึงจะดูดี

สรุปแล้วที่ถ่อมาถึงนี่กะจะมาแอคชั่นที่ทิวสน กลับกลายเป็นไม่ได้อะไรเลย

แถมเวลาจะถ่ายรูปต้องเล่นมุมเสย

เนื่องจากประชาชนนับแสนล้านคน ได้มาประชุมกันที่ทิวสนโดยมิได้นัดหมาย

และเดินผ่านทิวสนไปไม่นาน ในที่สุด!!! nakoze ก็ค้นพบพี่เบ !!!!!! Smiley



 ตรงนี้ขอบอกว่าคิวยาวมาก  เวลาว่างต้องรีบถ่าย

วิธีดูว่าคนไหนแฟนพันธ์แท้ ให้ดูวิธีการถ่ายรูปค่ะ ถ้ากอดพี่เบจากด้านหลัง

พร้อมเอามือมายัดรูจมูกนางเอก.....นี่แน่นอนค่ะของแท้  Smiley

ส่วน nakoze ก็ขอจัดเบาๆ....เอาเท้ายันหน้านางเอกไว้แค่นั้นเอ๊งงงงงงง Smiley

ในที่สุด nakoze ก็สานฝั่นสนั่นเวทีโลกได้เป็นผลสำเร็จ

พอได้มาแทะโลมพี่เบแล้ว เกาะนามิก็ไม่มีอะไรให้ nakoze สนใจอีกต่อไป

nakoze ก็เลยร่ำลาเกาะนามิ หลังเดินชมอยู่ได้เกือบ 2 ชั่วโมง

เพื่อไปลั๊นลาที่หมู่บ้านฝรั่งเศสหรือ Petite France ต่อ

งานนี้จะสวยอย่างที่เห็นในทีวีหรือเปล่า  การเดินทางไปลำบากหรือไม่

ติดตามชมได้ใน Day 4 : Part 2 ค่ะ







Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 28 พฤษภาคม 2555 23:57:11 น.
Counter : 3754 Pageviews.

1 comment
◄ I ♥ South Korea : Day 3 part 3 : มุ่งหน้าสู่ซกโช(Sokcho) - ภูเขาซอรัคซาน(Seoraksan)

Day 3 part 3 : มุ่งหน้าสู่ซกโช(Sokcho) - ภูเขาซอรัคซาน(Seoraksan)

(ภาคต่อตอนที่ 3)







จาก the house hostel ให้เดินออกมาจากซอยแล้วก็เลี้ยวซ้าย ตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอป้ายรถเมล์

รอขึ้นรถบัสหมายเลข 7 หรือ 7-1 ก็ได้ ค่ารถรู้สึกว่าจะ 1,000 วอน

ระหว่างทางก็มีวิวทะเลสวยๆที่คงจะแข็งตายถ้าโดดลงไปเล่นเข้าจริงๆ

นั่งรถประมาณ 30 นาที ก็มาถึงแล้วค่ะภูเขาซอรัคซาน



มองจากด้านนอกใจเสียเล็กๆ แลดูไม่ค่อยจะมีหิมะเยอะอย่างที่คิดเอาไว้

ตอนลงรถบัส จำจุดลงรถให้ดีนะคะ เพราะว่าเราจะเดินกลับมาขึ้นรถที่เดิมค่ะ

จากจุดลงรถเดินตรงมาเรื่อยๆก็จะเจอกับซุ้มขายอาหาร  ที่รสชาดน่าเสียดายเงิน Smiley


เดินต่อมาก็จะมาเจอกับจุดขายตั๋วค่ะ

ค่าตั๋วอย่างเดียวไม่รวม cable car ราคาตั๋วผู้ใหญ่อยู่ที่ 2,500 วอน  เด็ก 600 วอน

 ส่วน cable car จะมีห้องขายตั๋วด้านใน  ราคาจะอยู่ที่คนละ 9,000 วอน

พอได้ตั๋วเสร็จสรรพ ก็เริ่มตะลุยภารกิจพิชิตยอดเขากันได้เลยค่าาาา Smiley

ภารกิจแรก ถ่ายรูปคู่กับคุณหมีสัญลักษณ์ของ โซรัคซานเขาล่ะ


nakoze ได้จัดแจงตัดรูปตัวเองออกไป เพราะกลัวว่าถ้ามี nakoze ติดมา

ท่านผู้อ่านจะแยกกันไม่ออกว่าฝั่งไหนคน ฝั่งไหนหมี Smiley

หลังจบภารกิจแรกเราก็ไปต่อภารกิจที่สองที่ nakoze เสียวไส้ที่สุดนั่นก็คือ !!!

ขึ้น cable car ค่ะ  ถ้าใครตามมาตั้งแต่บล็อกแรกๆ จะทราบว่า

ในชีวิตนี้ nakoze ยอมแกล้งตายถวายชีวิตให้ 3 สิ่ง

1.แมงมุม

2. ความสูง

3. ผ สระ อี

และพอได้รู้ว่าวันนี้จะต้องใช้ Cable car ขึ้นเขา 

อยู่ดีๆขามันก็สั่นพับๆๆ เสมือนขาดโปรตีนกระทันหัน Smiley

ในใจภาวนาให้ cable car ปิดเพราะลมแรง แต่แล้วมันก็ไม่เป็นผล

เพราะวันนี้ cable car เปิดให้บริการตามปกติ 

ซื้อตั๋วมาได้หน้าตาแบบนี้ค่ะ คนละ 9,000 วอน

พอได้ตั๋วมาแล้วก็ไปต่อคิวขึ้นเขียง เย๊ย!!ขึ้นเขา ได้แล้วค่ะ


ในกระเช้าคนค่อนข้างแน่น แต่เค้าก็จำกัดจำนวนคนต่อเที่ยวอยู่นะคะ เท่าที่เห็น

พอขึ้นครบได้จำนวน กระเช้าก็เริ่มเลื่อนสูงขึ้นๆๆ

ในขณะที่หัวใจของ nakoze เต้น ช้าลง...ช้าลง..เหมือนวิญญาณใกล้หลุดออกจากร่าง


จนในที่สุด Cable car คันน้อยก็พา nakoze มาถึงยอดเขาจนได้ ไชโย!!! Smiley

พอถึงยอดเขาก็ตื่นเต้นลืมตายกันเลยทีเดียว มองออกไปนอกหน้าต่างนี่แบบว่าเคลิ้มมาก


อารมณ์ภูเขาที่มีหิมะปกคลุม รีบกระโจนออกไปนอกห้อง cable car แทบไม่ทัน

พอกระโจนออกไปได้ ก็อยากจะกระโจนกลับมาในทันที

สภาพอากาศข้างนอก หนาวมาก .. หนาวเกินคำบรรยาย ...

ปากเริ่มสั่นเข้าหากันเป็นจังหวะ เหล็กดัดฟันที่ใส่มา 4 ปีเริ่มทำปฏิกิริยากับสภาพอากาศภายนอก

เม่งงงง กรูเย็นฟันนนนนน  Smiley  สัญญาว่ากลับไปจะใช้เซ็นโซดาย

คิดดูขนาดผู้ใหญ่ยังหนาวม้ามแข็งตัวขนาดนี้ แล้วไอ้หลานรักมันรอดมาได้ยังไงวะ

nakoze ก็กำลังจะหันไปชมไอ้ตัวเล็กว่าเออ เอ็งเก่งมาก หลานน้า

ปรากฏพอหันไปปุ๊ป 3..2....1 เป็นภาพสโลว์โมชั่นหลานรักเลือดกำเดาค่อยๆไหลย้อยออกจากจมูก

เข้าใจว่าข้างบนเขาอากาศเบาบาง + อากาศแห้งมาก ผลคือเส้นเลือดในจมูกแตกโพล๊ะ !

ช่วยกันปฐมพยาบาลไม่นาน หลานรักก็หายเป็นปกติ ไปลั๊นลากันต่อได้

เนื่องด้วยไปในช่วยที่หิมะกำลังจะละลาย มันก็เลยทำให้เกิดปรากฏการ " จับกบเกาหลีขึ้น "

เดินไปได้ 3 ก้าวลื่นพรืด !!   อีก 2 ก้าวล้มแผละ !!

ทั้งๆที่อุตสาห์ตามหารองเท้าบูทที่มันมีดอกยางดีๆแล้วนะ

สรุปให้เลย สถานการณ์นี้จะดอกยางหรือดอกจิกก็เอาไม่อยู่แล้ว ลื่นมากๆ 

ระหว่างทางก็เจอชนเผ่าเอสกิโม แม่ nakoze เองจ๊ะ

การเดินทางเป็นไปอย่างราบ"ลื่น" Smiley

ไม่นานนักเราก็ขึ้นมาเกือบถึงจุดสุดยอด ไม่ๆ ใช้คำว่าจุดสูงสุดจะเหมาะกว่าใช่ไหม ? Smiley

nakoze ที่กำลังก้าวเดินอย่างมุ่งมั่นเพื่อทำภารกิจที่สอง ขึ้นไปจูบยอดเขาให้สำเร็จ

สภาพอากาศ ณ ตอนนั้นคือ -16 องศาเซลเซียส ถุงมือที่ใส่มาเริ่มเอาไม่อยู่แล้ว

ต้องใส่ชั้นที่ 2 ทับก็ยังเอามันไม่ไหว hot pack ที่พกมาก็ได้กลายเป็น cold pack ตั้งแต่อยู่ตีนเขาแล้ว

Smiley

แต่ nakoze ก็ไม่ละความพยายามค่อยๆเดินไต่เชือกเกาะราวไปช้าๆๆ ปรากฏว่าวินาทีนั้นเอง !!

มีลมเขา ลมพายุ ลมบ้าหมู ลมเพลมพัด โบกสะบัดพัดมาไวๆ พัดกระหน่ำมาวูบสั้นๆ

แต่เปี่ยมไปด้วยพลังงานอันมหาศาล  คนที่เดินๆอยู่ถึงกับล้ม ทุกคนต้องพยายามหมอบให้ต่ำ

หาราวจัดยึดเกี่ยวไว้ ไม่ให้ลมพัดตกเขา

ในขณะที่ร่างกายก็แสนทรมานคล้ายเข็มเล่มเล็กๆนับแสน แล่นทิ่มแทงเข้าสู่ทุกอณูขุมขน

พอลมลูกนั้นผ่านไป ทุกคนก็สำเหนียกได้ว่า ลมมันเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่ากำลังจะค่ำแล้ว

ทุกคนเลยตกลงปลงใจ ทยอยเดินลงเขา โดยมี nakoze วิ่งลงมาคนแรก เนื่องจากยังตื่นตระหนก

ตกใจกับไอ้ลมบ้านั่นไม่หาย (หนูกลัวมันพัดหนูตกเขาจริงๆเข้าอ่ะสิ Smiley)


เมื่อสมาชิกทุกคน ลงมาครบเราก็เลยจัดแจงทำภารกิจที่ 3 ทดแทนภารกิจที่ล้มเหลวไปเมื่อสักครู่

เราก็มีใจใฝ่ธรรมมะ เดินไปไหว้พระที่วัด Sinheungsa ซึ่งก็อยู่บริเวณใกล้ๆทางลง cable car


หลังจากที่เราทำภารกิจนี้เสร็จเรียบร้อย จู่ๆ nakoze ก็ได้ยินเสียงนึง !!

โครก ... คราก .. โครก ... คราก  กระเพราะอันน้อยนิดของ nakoze เริ่มส่งเสียงประท้วง


เราก็เลยตัดสินใจบอกลาภูเขาซอรัคซาน กลับไปหาอะไรอุ่นๆ อิ่มๆกินในเมืองกัน

ขากลับก็ไปขึ้นรถที่จุดเดิมค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีเท่าๆเดิม

คราวนี้ต้องลงป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามกับขาขึ้นค่ะ [จ๊ะ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น]


Smiley

และแล้ว nakoze ก็หยิบแผนที่ลายแทงที่คุณYoo ให้มา เพื่อไปตามหาขุมทรัพย์ร้านปิ้งย่าง 

และแล้ว .... ข้าพเจ้าก็หลงทางอีกครั้ง แต่คราวนี้หลงไม่นานก็เริ่มปล่อยไปตามธรรมชาติค่ะ

ให้จมูกเป็นคนนำทาง ฟุด ฟิด ฟุด ฟิด ตามกลิ่นไป 55+

จนในที่สุดก็ได้เจอกับเป้าหมาย  ร้านที่คุณYoo แนะนำมาเป็นร้านปิ้งย่างเล็กๆ

มีโต๊ะประมาณ 6-7 โต๊ะ ข้างในก็มีคุณพ่อกับคุณลูกมานั่งทานกันอยู่ก่อนแล้ว

ขออภัยไม่มีภาพเพราะอากาศหนาว แบตกล้องหมดไว  แต่จะบรรยายความอร่อยให้ฟังแทน Smiley

ในร้านเป็นแบบ Buffet ค่ะ   กินอะไรก็กินไป ยกเว้นข้าวรู้สึกว่าจะต้องสั่งเพิ่มเสียเงิน

ในร้านมีคุณป้าทำงานอยู่ 2 คน คนนึงอายุราวๆ 50 ต้นๆ  ส่วนอีกคนนึงท่าทางจะ 60 กว่า

ทั้งร้านมีคนพูดภาษาอังกฤษได้คนเดียวค่ะ  แต่ไม่เป็นไรค่ะ  นาทีนี้ภาษาไม่เป็นอุปสรรค

คุณป้าก็จัดแจงมาจุดไฟ แล้วเอากระดาษฟอยด์มารองให้ เวลาปิ้งจะได้ไม่ไหม้


ในร้านจะมีตู้ใส่อาหาร หมู เห็ด เป็ด ไก่ หยิบได้ตามสะดวกเลยค่ะ 

ส่วน nakoze น่ะหรอ พุ่งตรงไปที่ปลาหมึกก่อนเลยค่ะ อยากลงกินแบบเต๋อ กวน มึน โฮ

แต่ของร้านนี้มันตายแล้วจ๊ะ เลยกล้ากิน

ว่าแล้วก็หยิบไอ้ปลาหมึกสดนั่น ยัดเข้าปากโดยไม่ต้องย่าง

เคี้ยวกรวบ .. กรวบ .. กรวบ ....... ผ่านไป 15 นาที

ไอ้ผีปลาหมึกนี่มันยังไม่ขาดแม้แต่หนวดมันเลยค่ะท่านผู้ช๊มมมม Smiley

สรุปการทดลองวันนี้ ... ปลาหมึกดิบมันเหนียว เคี้ยวไม่ขาด 55+

กินกันต่อไปซักพักนึง คุณป้าเจ้าของร้านก็เอาสาหร่ายเกาหลีมาให้หลานรักกิน

แล้วแกก็สอนวิธีกิน ซึ่งแกก็บอกว่าแบสาหร่ายไว้บนมืออย่างเน้ แล้วก็เอาข้าวมาโปะ

ขยำๆๆ อ้าปากกว้างๆ แล้วก็แดรกซะ Smiley

ไอ้หลานรักกระเพราะเล็กกว่าเพื่อน กินเสร็จก็เริ่มเดินวุ่นวาย

nakoze ก็เลยสั่งให้มันเต้น (จะได้ไม่ต้องเดิน ฉลาดป๊ะล่ะ Smiley)

มันก็เต้นๆแบบอายๆ  คุณลุงโต๊ะข้างๆหันมาเห็นก็หัวเราะชอบอกชอบใจ

เรียกมันให้เข้าไปหา แล้วก็ยัดแบงค์หมื่นวอนให้หลานรัก 555+

งานนี้หลานรักเลยได้ค่าขนมมาฟรีๆซะอย่างนั้น

Smiley


พอกินเสร็จเราก็วางแผนจะเข้าไปห้างสรรพสินค้าในเมือง Sokcho

ชื่อว่า E mart   เราก็ไปยืนโบกแท็กซี่กัน คันแรกโบกเสร็จเค้าฟังไม่รู้เรื่อง

nakoze ก็เลยเก็ท ..... อ๋อ สำเนียงกรูไม่เกาหลีนี่เอง

คันต่อมาก็เลยจัดเต็มค่ะ อี มาร์ท ถึ ดี พาร์ท เม้น ถึ สะ โท

คนขับก็โบกมือให้ขึ้นมาได้เลย Smiley

นี่นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในที่สุด nakoze ก็พูดภาษาอังกฤษสไตล์เกาหลีได้สำเร็จ !!!

เข้ามาข้างในก็คล้ายๆโลตัสบ้านเราค่ะ มีสอง-สามชั้น

nakoze แวะมาซื้อ SD card ค่ะ ไม่ได้เอาคอมมาต่อ กลัวเมมกล้องเต็ม

เสร็จแล้วก็โบกแท็กซี่กลับ

ไม่วายลืมสำเนียงเกาหลีบอกคนขับไปว่า "เดอะ เฮ้าส์ สึ โอส สะ เทล "


ก็เป็นอันถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เหนื่อยจนต้องคลานขึ้นเตียง

Smiley



สำหรับ Day 4 วันรุ่งขึ้น nakoze วางแผนจะไป เกาะนามิ - หมู่บ้านฝรั่งเศสไว้ล่ะคะ

ติดตามชมต่อบล็อกหน้านะคะ    วันนี้สวัสดีค่าาาาา Smiley





Create Date : 25 พฤษภาคม 2555
Last Update : 25 พฤษภาคม 2555 2:47:15 น.
Counter : 2404 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

Valentine's Month



nakoze
Location :
  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]



free counters
New Comments