! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2563
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 พฤษภาคม 2563
 
All Blogs
 
อีกสองเดือน...ผมก็ไม่ตาย ตอนที่ 5 (2/2)


ขอบคุณภาพปกนิยาย จากคุณ ApitarN ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


งานเขียนชิ้นนี้ เป็นผลงานการเขียนแบบทีม ประกอบด้วยผู้เขียนหลายท่าน
ในแต่ละตอน จึงมีการลงชื่อกำกับไว้ ในแต่ละส่วนการเขียนของผู้เขียนท่านนั้น ๆ
ท่านสามารถรับฟังเป็นรูปแบบเสียงได้จากคลิปข้างล่างนี้




 


          “เปรี้ยง”

........เสียงกึกก้อง ดังขึ้นมาแทนคำทักทาย ลุงแมน รู้สึกถึงแรงปะทะ ที่ถ่ายโอนจากหัวกระสุน กระทบเสาไม้ที่ตัวเองพิงอยู่ สะท้านทั่วแผ่นหลัง จากปืน . ๔๕  ที่วันทนีย์ ใช้เป็นปืนประจำตัว
    
          สวยประหารจริง ๆ นักฆ่าชุดนี้ ลุงแมนคิดในใจ แต่ วันทนีย์ เป็นนักฆ่าสาว ที่มีอีกอย่างดีกว่ารูปร่างหน้าตาของเธอ นั่นคือ เป็นผู้หญิงมีเสน่ห์แบบเลือดเย็น ลึกลับ อ่อนหวานแบบน้ำตาลเคลือบมีดโกน ดังเช่นรอยยิ้มบาดใจในตอนนี้ ขณะที่เธอเบนปากกระบอกปืนไปทาง จูน และปล่อยกระสุนออกไปเป็นเชิงขู่ขวัญ อย่างนุ่มนวล
    
          “เปรี้ยง” หนึ่งนัด สำหรับเสาต้นนั้น ก่อนเธอหันปากกระบอกกลับมาทางลุงแมน

          “เปรี้ยง”  

          กลิ่นยางไม้ไหม้ โชยมาชัดเจน แรงสะท้านกระทบหลังแรงขึ้นกว่าเก่า และ ลุงแมน มั่นใจว่า หาก วันทนีย์ ยิงเข้ามาจุดเดิมอีกนัดเดียวเท่านั้น กระสุน ต้องทะลุถึงหลังเขาอย่างแน่นอน จึงคิดหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อออกจากจุดอันตราย เขาจึงมองสบตาจูน และทำสัญญาณมือ บอกให้เธอเตรียมล้มลง ซึ่งเธอทำหน้าเข้าใจ ก่อนหันหน้ากลับไปอย่างเดิม

          วันทนีย์ หันปืนไปทางจูนอย่างย่ามใจ ระยะแค่นี้ เธอไม่มีทางพลาดแน่ และที่กล้ายืนประจันหน้าแบบนี้ เพราะเธอมีทีมหนุนหลังที่ดี คิดแล้วยิ้มหวานออกมา ขณะชำเลืองตาไปยังตึกสี่ชั้นที่อยู่ถัดไป วัชต์สารินท์ พร้อมปืนยาวติดกล้องเล็ง คงกำลังหาจังหวะดี ๆ เพื่อยิงมาทาง ลุงแมน ตอนนี้เหลือแค่เพียง ทำอย่างไรให้ลุงแมน ยืนอยู่ในตำแหน่งลงตัวพอดี ช่างยุ่งยากเหลือเกินนะ เธอคิดในใจ ถ้าเธอยิงลุงแมนเอง วัชต์สารินท์ ก็จะไม่ได้เงิน เธอเผลอยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงกติกาที่ตั้งไว้เพื่อกวนใจ

          ตึกสี่ชั้นสภาพเก่าทรุดโทรม ณ ห้องพักหมายเลข ๔๐๔  มุมมองจากตรงนั้น เห็นบ้านเช่าตรงหน้าอย่างชัดเจน ร่างหญิงสาวที่นั่งอยู่หลังปืนยาวติดกล้อง ตั้งอยู่บนขาหยั่งอย่างมั่นคงขณะนี้ คือ วัชต์สารินท์  หนึ่งในสวยประหาร ที่ชำนาญงานซุ่มยิง มากกว่าการต่อสู้แบบประชิด เพราะความอดทนของเธอมีมากกว่าหญิงสาวโดยปกติทั่วไปหลายเท่าตัว

          งานที่สร้างชื่อ ให้เธอขึ้นมาอยู่แถวหน้าของขบวนการ คือ หลบอยู่ในตึกร้างหลังหนึ่ง เป็นเวลาสามวัน เพื่อสังหารคู่แข่งคนสำคัญของ G  ท่ามกลางสมุนร่วมครึ่งร้อย และยังต้องหลบซ่อนอยู่ตรงนั้นอีกสองวัน กว่าจะออกมาได้เนื่องจากการค้นหามือปืนทำกันทุกตารางนิ้ว จนแทบจะขุดดินค้นหาก็ว่าได้

          หลายคน คิดว่าเธอไม่รอด และ G เองก็เริ่มทำใจ จนกระทั่งวันที่สามของการสังหาร และเป็นวันที่หก ที่เธอรับงานไป วัชต์สารินท์ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของ G เพื่อขอรับเงินส่วนที่เหลือ ตามที่ตกลง ครั้งนั้น G  เพิ่มให้เธอเป็นสามเท่า นัยว่าเป็นการ รับขวัญ และเลื่อนชั้น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนใด ๆ

          บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ถึงจะอยู่ไกลพอประมาณ และต่ำกว่าอาคาร แต่มองเห็นได้ชัดเจน ระยะแค่นี้ ไม่เป็นที่หนักใจของกระสุนในรังเพลิง ของ วัชต์สารินท์ แต่ อุปสรรคตรงหน้า เป็นอุปสรรคตามธรรมชาติ ที่พบเห็นโดยทั่วไปในบ้านเช่าเก่ามอซอ คือ ข้าวของที่เกะกะไม่เป็นที่เป็นทาง บดบังสายตาจากภายนอกได้อย่างดี

          ที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็มี ตู้ไม้สองหลัง ตู้เย็นโบราณหนาหนัก เครื่องซักผ้า ทีวีเครื่องใหญ่วางบนโต๊ะไม้สัก ยังไม่รวมเสาบ้านที่ออกแบบจากคนรุ่นคุณพ่อ ซึ่งจะเห็นได้จากบ้านไม้เดิม ๆ ตามชนบททั่วไป ที่เสาบางต้น อยู่กลางบ้านก็ยังมี วัชต์สารินท์ เป่าลมออกจากปากเบา ๆ รอเวลาอันสมควร ขณะเสียงปืนจากข้างใน ยังคงดังลอดออกมา

          “เปรี้ยง”

          “โอ๊ย”

          สิ้นเสียงปืน จากวันทนีย์ จูนก็ล้มลงข้างกกเสาทันที ทำให้วันทนีย์ จ้องมองพร้อมก้าวเข้าไปเพื่อซ้ำอีกนัดให้แน่ใจ เสี้ยววินาทีเดียว ที่เธอให้ความสนใจกับร่างของจูน ที่เหลี่ยมเสาบังจุดสำคัญอยู่ เสียงปืนจากลุงแมนก็ดังขึ้น พร้อมความแสบร้อน เกิดขึ้นที่หน้าท้องของวันทนีย์ทันใด

          “เปรี้ยง”

          “โอ๊ย”

          วันทนีย์ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ขณะที่จูนลุกขึ้นยืน หลังจากแกล้งล้มลงไป เล็งปืนไปทางร่างที่นั่งงอตัวอยู่ พร้อมหันมองหน้าลุงแมน แล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าหา วันทนีย์ ขณะเธอจ้องหน้าจูน ที่แกล้งโดนยิงอย่างแนบเนียน ด้วยความเจ็บใจ พลางใช้มือกุมแผลตรงหน้าท้องค่อนไปทางซ้าย เลือดทะลักผ่านฝ่ามือมองเห็นชัดเจน ลุงแมนก้าวยาว ๆ ยกปืนระดับใบหน้า วันทนีย์ ดึงนิ้วชี้เข้าหาตัวช้า ๆ ขณะเสียงปืนดังก้องขึ้นมา

          “เปรี้ยง”

          ร่างลุงแมน ถลาไปทางจูนอย่างแรง แล้วชนกันจนล้มลงไปทั้งคู่ ขณะเสียงปืนยังคงดังต่อเนื่องมา พร้อมกับเสียงหัวกระสุนปะทะข้าวของในบ้านกระจุยกระจาย

          “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”

          ลุงแมน ใช้ร่างตัวเองบังจูนไว้ เลือดจากต้นแขนถัดลงมาจากไหล่ ไหลชุ่มเสื้อที่สวมอยู่ แต่เขายังกัดฟัน ปกป้องหญิงสาวท่ามกลางเศษชิ้นส่วนเครื่องใช้ต่าง ๆ ฉีกกระจุยปลิวรอบตัว

          “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”  ฝุ่นผงคลุ้งกระจายจนคล้ายหมอก หนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้มองเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็นภาพราง ๆ  

          และแล้วเสียงปืนก็สิ้นสุดลง จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งคู่จึงมั่นใจ ว่ามือสไนเปอร์ ต้องหนีไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะสถานที่และสิ่งแวดล้อมลักษณะนี้ ไม่เหมาะแก่การพรางตัวเป็นเวลานาน ๆ อีกทั้งอุปกรณ์มากมายของมือปืน ที่ต้องขนกลับไป ในเมื่อพลาดจากเป้าหมาย จึงต้องถอนตัวให้เร็วที่สุด

          เมื่อมั่นใจว่ามือปืนถอยไปแล้ว ทั้งสองจึงหันมาหน้าประตู ไม่มีร่างของวันทนีย์ คงมีแต่รอยเลือดกองอยู่เท่านั้น จูน หันมองหน้าลุงแมน ก่อนลุกขึ้น วิ่งเข้าในห้องนอน จริงอย่างที่คิดไว้ คอมที่วางอยู่กลางห้องหายไป และบนพื้น มีรอยเลือดหยดเป็นทาง ไปที่หน้าต่าง ซึ่งเปิดค้างไว้ ทั้งสองบาน

          ลุงแมน เดินตามมา หยุดข้าง ๆ เธอ และเห็นภาพตรงหน้าอย่างเดียวกัน จึงพยักหน้าช้า ๆ ยิ้มออกมาแล้วมองหน้าจูน เธอหันมองตอบ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ

          “หนูโดนหักหลัง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวันทนีย์ ที่ทำแบบนี้” เธอถอนใจออกมา นึกปะติดปะต่อเรื่องราว ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกับวันทนีย์ และปฏิกิริยา ของลุงแมน เมื่อพบ วันทนีย์ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา จึงเอ่ยถาม ลุงแมนว่า

          “ลุงรู้ได้ยังไง ว่าวันทนีย์จะมาร้าย ในเมื่อเธอยิงพวกนั้นไปคนหนึ่ง แล้วลุง ทำไมไม่ยิงเธอก่อน” จูน นึกภาพตอนลุงแมนเข้าหลบหลังเสาอย่างเร็ว เมื่อวันทนีย์เดินเข้ามา

          ลุงแมน ยิ้มมุมปาก ขณะเอี้ยวตัวมองแผลที่ต้นแขน ลูกกระสุนทะลุเนื้อตรงนั้นไปห่างกระดูกแค่นิ้วเดียว เขาลองขยับมือไปมา เมื่อเห็นว่าคล่องดี ก็เงยหน้าขึ้นมองจูนแล้วพูดออกมา

          “เรื่องมันนานมาแล้ว และเกี่ยวกับพ่อ ของน้องจูน” หญิงสาว จ้องลุงแมนนิ่ง เมื่อได้ยินคำว่าพ่อของเธอ เธอก้าวเข้าหา ลุงแมนก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว

          “แสดงว่า วันทนีย์ เป็นคนฆ่าพ่อหนูใช่มั้ยลุง” จูน ตื่นเต้น ที่ได้ข่าวคนทำร้ายพ่อเธอ แต่ ลุงแมน ส่ายหน้าไปมาช้า ๆ ยิ้มตาเป็นประกาย หญิงสาว จึงจ้องมอง ลุงแมน ด้วยความแปลกใจ

          “แล้วใครล่ะลุง ใครเป็นคนทำ”

          ลุงแมนยิ้มกว้างออกมา คิดในใจว่า เรื่องราวเริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทุกอย่าง วนกลับมายังจุดเริ่มต้น อีกคราว

          “ไม่ใช่วันทนีย์ แต่ เราต้องใช้วันทนีย์เป็นเครื่องนำทาง เพราะคนที่ฆ่าพ่อของน้องจูน คือ คนรักของเธอ ตังกุย เลิฟลี่”...


 
ลุงแผน

 


               อภิธันจอดรถริมทาง ห่างจากจุดหมายราวครึ่งกิโลเมตร  สถานที่ที่เขากำลังเดินไปนั้น อยู่ภายในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งย่านชานเมือง  ภายในนั้นมีพื้นที่สำหรับตั้งซากเครื่องบินเล็ก และเฮลิคอปเตอร์ปลดประจำการ ก่อนบางส่วนจะถูกย้ายไปแปรสภาพ หรือยกให้เอกชนไปทำประโยชน์  'สุสานเครื่องบิน' คือชื่อที่คนแถวนี้เรียกกัน

              ชายหนุ่มคุ้นเคยที่นี่ดี  เพราะสมัยเด็ก เคยอาศัยอยู่บ้านพักราชการของพ่อที่ทำงานในหน่วยงานนี้  ที่นี่จึงกลายเป็นที่ซ่อนแห่งแรกที่เขานึกถึง เมื่อตอนขโมยเอาเครื่องกำเนิดประจุลบมา  ตรงนี้ปลอดภัย ใครจะผ่านเข้าออกต้องแจ้งกับป้อมรปภ.ว่า จะเข้าไปทำอะไร ไปหาใคร  ตรงสุสานเครื่องบินด้านในก็เปลี่ยวจนแทบไม่มีใครสัญจรผ่าน  เขาซ่อนเครื่องกำเนิดประจุลบ ไว้ในห้องเครื่องเฮลิคอปเตอร์สีขาว หมายเลข 97

              เวลาบ่ายโมงครึ่ง  อภิธันเดินมาถึงป้อมรปภ. เขาเลือกมาวันนี้เพราะเป็นวันหยุด ในหน่วยงานไม่มีคนมาทำงาน มีเพียงตำรวจหนุ่มเข้าเวรอยู่ในป้อมเพียงคนเดียวเท่านั้น

              “เข้าไปบ้านพักสัญญาบัตรรึเปล่าครับ”  ตำรวจหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ทักด้วยรอยยิ้มกว้าง

              “ใช่ครับ บ้านร.ต.อ.หญิง มัณฑนา ครับ”  อภิธันบอกชื่อพี่ที่ตนรู้จัก ผู้ซึ่งยังอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่

              “อ๋อ บ้านพี่นา แถว 3 ห้อง 17 ใช่มั้ยครับ”  ตำรวจหนุ่มยิ้มกว้าง คงรู้จักคนในนี้พอสมควร

              “ไม่ใช่ครับ แถว 13 ห้อง 7 ครับ  ผมแวะมาเยี่ยมพี่เค้าสักพักนึงครับ”  ชายหนุ่มรีบบอกจุดประสงค์ที่มา เพราะรู้ว่า เดี๋ยวอีกฝ่ายก็ต้องสอบถามเพื่อลงบันทึกไว้อยู่ดี

              การสนทนาใช้เวลานานกว่าที่คิด ด้วยความขี้เล่น ช่างจ้อของตำรวจหนุ่ม ยิ่งรู้ว่าเขาเคยอยู่ที่นี่ ก็เหมือนได้เจอคนคุ้นเคย หรืออาจจะเพราะความเหงาที่ต้องนั่งเฝ้าป้อมคนเดียว ในวันหยุดแบบนี้

              “วันนี้ประตูทางออกด้านหลังไม่เปิดนะครับ พี่ธัน  ขากลับมาออกประตูนี้นะครับ”  ตำรวจหนุ่มตะโกนตามหลัง ขณะเขาเดินลึกเข้าไปตามถนนกว้าง

              ห่างจากทางเข้า ลึกเข้าไปประมาณสามร้อยเมตร ผ่านสะพานข้ามคลองระบายน้ำเล็ก ๆ ก่อนจะถึงบริเวณสุสานเครื่องบินด้านใน  อภิธันเดินผ่านสโมสรราชการเก่า ๆ  ด้านหน้ามีสนามหญ้ากว้าง  ระหว่างนั้น ..เขานึกถึงเรื่องที่คุยกับจูนเมื่อคืน

              “อมยิ้มอะไรคนเดียวอ่ะ คิดอะไรอยู่เหรอคะ”  จูนโผล่เข้ามาด้านข้างแบบไม่ทันให้ตั้งตัว จนเขาสะดุ้ง หันหน้าไปจนเกือบชนแก้มอีกฝ่าย

              “ไม่มีอะไร”  เขาหลบสายตาลงต่ำ มุมปากยังมีรอยยิ้มเล็กน้อย

              “ตอบผิดค่ะ”  

              จูนพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาจับชีพจรบริเวณข้อมือของเขา ทำเสมือนหนึ่งคล้ายกำลังจับเท็จ  เธอหัวเราะคิกคักเบา ๆ ...โลกนี้มีผู้ชายคนไหนโกหกผู้หญิงได้บ้างไหมนะ  จูนยังคงเป็นผู้หญิงที่ทำให้เขาชุ่มชื่นหัวใจได้ทุกครั้ง  ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นกระทู้นิยายของจูน  เขาคอยตามอ่านทุกเรื่อง ทุกประโยค ไม่รู้ตัวว่าอ่านไปด้วย ยิ้มไปด้วยทุกครั้ง จนกระทั่งรวบรวมความกล้าหลังไมค์ไปหา และเริ่มคุยกันนับตั้งแต่นั้น....

              “นึกถึงภาพของเราสองคน หลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วน่ะ  ผมฝันเห็นภาพสถานที่นึงนะ เคยไปวิ่งเล่นตอนเด็ก ๆ มันเป็นสโมสรราชการสีขาว ชั้นเดียว คลาสสิกมาก มีบ่อปลาด้านหน้า สนามหญ้ากว้าง ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น ...รู้มั้ย จูน ถ้าเราจัดงานที่นั่นจะสวยมากเลยนะ  ฉากหลังเป็นสโมสรเก่าสวย ๆ มีซุ้มโค้งประดับดอกไม้สีขาวกลางสนามหญ้า แขวนไฟปิงปอง โต๊ะสีขาวประดับเทียน  เราสองคนยืนอยู่ด้วยกันกลางแสงจันทร์ ...เป็นงานแต่งที่มีแต่เราสองคน ไม่ต้องเชิญใครมาร่วมงาน  ...ฮะ ฮะ จูนว่าดีมั้ย”

              อภิธันเล่าสิ่งที่วาดฝันให้จูนฟัง หวังจะเห็นรอยยิ้มจากคนรัก  ทว่าอีกฝ่ายกลับมองหน้าเขานิ่งงัน  ไม่มีรอยยิ้มตอบกลับมา น้ำตาใส ๆ ค่อย ๆ เอ่อไหลอาบแก้มบนใบหน้าสวย

              อภิธันตกใจ รู้สึกผิด เขาคงเล่าความฝันเฟื่องผิดเวลาไป

              “จูน ผมขอโทษนะ ไม่น่าเพ้อเจ้อ เล่าให้จูนฟังตอนนี้เลย”

              จูนยิ้มพร้อมน้ำตา พลางส่ายหน้าน้อย ๆ  ก่อนเข้ามาสวมกอดเขา

              “ไม่หรอกค่ะ ..ขอบคุณนะคะ”  

              “เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน จูนอยากได้อะไร ผมพร้อมให้ทุกอย่าง ทั้งชีวิตเลยนะ”  ชายหนุ่มลูบหัวคนรัก  กอดตอบอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่

              “แค่อยู่ด้วยกันก็พอ”  เสียงหวานใสนั้นยังจับใจ อยู่ในความรู้สึกของเขาไม่คลาย


              เมื่อคืน อภิธันแทบไม่ได้นอน คิดถึงแต่เรื่องของวันรุ่งขึ้น  ชายหนุ่มตัดสินใจจะไปเอาเครื่องกำเนิดประจุลบที่ซ่อนเอาไว้ แล้วค่อยหาทางประมูล  ถึงแม้มันจะเป็นแค่เครื่องเพียงครึ่งเดียว  แต่อย่างน้อยคนที่ยอมซื้อมันไป จะต้องหาทางให้ได้เครื่องประจุบวกมาประกอบกันให้ครบอยู่แล้ว  นาทีนี้ เขาไม่สนใจแล้วว่าจะต้องได้เงินเท่าไหร่  มันน่าจะมากพอสำหรับใช้ไปทั้งชาติอยู่แล้ว  และสำคัญกว่านั้นก็คือถึงจะมีเงิน แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในอันตราย  หนีไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ได้  อนาคตของเขาและจูนต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกวันแบบนี้  พวกเขาคงไม่มีความสุขอย่างแท้จริง

              อภิธันตัดสินใจเปลี่ยนแผน ไม่ขายเครื่องบรรจุความจำสมอง  แต่วางแผนว่าจะใช้มันทำลายองค์กรใต้ดินนี้เพื่อจูน เปลี่ยนองค์กรนักฆ่าของ G ให้เป็นองค์กรการกุศล  จะได้ไม่ต้องมีนักฆ่าแบบจูนเกิดขึ้นมาอีก  ไม่ต้องมีคนมาตามไล่ล่า หมายเอาชีวิตพวกเขาอีกต่อไป  ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเพียงความคิดนึกที่อยู่ในหัวของตน  เขายังไม่ได้คิดวางแผนการให้เป็นรูปร่าง  แต่การเก็บสิ่งประดิษฐ์ไว้กับตัวแบบนี้อันตรายเกินไป  ก่อนที่จะไปเอาเครื่องกำเนิดประจุลบนั้น  เขาจำเป็นต้องเอาส่วนหนึ่งของเครื่องบรรจุความจำสมอง ไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัยเสียก่อน

              ด้วยเหตุนี้  เมื่อตอนสาย หลังบอกจูนว่า เขาจะออกไปคุยเรื่องงานและแยกตัวออกมา  อภิธันจึงนำเครื่องผสมสารเคมี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบรรจุความจำสมอง ไปซ่อนเอาไว้ในที่หนึ่ง  ด้วยเหตุนี้  สิ่งประดิษฐ์ที่เขาออกแบบเอาไว้เป็นสามส่วน จึงถูกแยกออกจากกัน  โดยตัวของเขาเองพกไว้เพียงแค่สารเคมีในหลอด กับตัวโปรแกรมคำสั่งซึ่งได้ทำเป็นแอพพลิเคชั่นไว้เพื่อโหลดเข้าคอมพิวเตอร์

              อภิธันเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข  เมื่อหวนนึกถึงภาพเมื่อคืน  ตอนที่เขามองดูจูนที่กำลังหลับใหลเหมือนเด็ก  ก้มลงไปจุ๊บเหม่งเบา ๆ  นึกขอบคุณอีกฝ่ายที่มอบความสุข ความกล้า ให้กับคนอย่างเขา  เขาจะทำทุกอย่างเพื่อจูน  ไม่มีความกลัวเหลืออยู่อีกแล้ว  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาพร้อมเผชิญหน้าร่วมไปกับเธอ

              อีกสิบเมตรข้างหน้า จะถึงสุสานเครื่องบิน  ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่า ไม่มีใครอยู่แถวนั้น  อภิธันเดินผ่านใบพัดเครื่องบินที่ตั้งขวางอยู่ในดงหญ้าสูง มุ่งหน้าลึกเข้าไปจนเจอโครงเครื่องเฮลิคอปเตอร์สีขาว หมายเลข 97 เพิ่งปลดประจำการมาได้ไม่นาน  เขาดึงประตูด้านข้างเลื่อนเปิดออก ก่อนปีนเข้าไปด้านใน มีแม่กุญแจที่เขาเป็นคนเอามาใส่เอง ล็อกปิดประตูห้องเครื่องอยู่

              เขาไขล็อกกุญแจ เอาเครื่องกำเนิดประจุลบออกมาตรวจดูสภาพ  ทุกอย่างปกติดี อนาคตอันสดใสของเขากับจูน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ในมือเครื่องนี้  อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้  เขาต้องเริ่มไปจัดการเรื่องการประมูล  และรีบออกจากประเทศนี้ไปให้เร็วที่สุด  ชายหนุ่มนึกถึงภาพใบหน้าของจูน ที่มองเขาอย่างมีความสุข

              ....สวบ....  เสียงแหวกหญ้าสวบสาบ ดังแว่วเบา ๆ อยู่ด้านนอก

              อภิธันตัวแข็งทื่อ หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง แม้กระทั่งลมหายใจ  นั่นไม่ใช่เสียงของสุนัขแน่ ๆ  เสียงดังกล่าวขยับใกล้เข้ามาเหมือนเสียงฝีเท้าคนเดินมากกว่า  เขามั่นใจว่าตั้งแต่เข้ามาในนี้ไม่เจอใครเลย ...นอกจาก

             “.... แถว 3 ห้อง 17 ใช่มั้ยครับ”   317 ...อภิธันเพิ่งนึกออกว่า มันเป็นรหัสที่เขาใช้เขียนในเรื่องสั้น ที่เคยลงไว้ในกระดานสนทนา  ตำรวจหนุ่มคนนั้น ตอนนี้ กำลังรอเขาอยู่ข้างนอกนั่น!

             “หาอะไรอยู่เหรอครับ พี่ธัน เจอรึยังครับ  ถ้าเจอแล้วก็เอาออกมาเถอะครับ”  

              เสียงของตำรวจหนุ่มไม่ได้ถามเอาคำตอบ  ด้วยคงรู้อยู่แล้วว่า อภิธันมาที่นี่เพราะจุดประสงค์อะไร  ไม่ได้มีแค่นักฆ่าในองค์กรของ G ที่ตามล่าเขากับจูน  ป่านนี้ เรื่องของเขาคงถึงตำรวจหิวเงินพวกนี้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน

              “ผมมีปืนนะพี่  พี่มีปืนหรือเปล่าอันนี้ผมไม่รู้  แต่เราอย่าใช้มันเลย  ผมอยากต่อรองนิดหน่อยน่ะ ฮ่าๆๆ”  ตำรวจหนุ่มยังคงพูดเรื่อยๆ  ส่งเสียงหัวเราะเหมือนย่ามใจ

              “ถ้าอยากต่อรองเรื่องเงิน ผมไม่มีหรอก  เครื่องในมือผมนี่ก็เอาไปขายไม่ได้ คุณได้ไปก็ไม่มีประโยชน์ คุณคงได้ข่าวมาผิดแล้วล่ะ”

              อภิธันพูดบอกออกไป ทั้งๆ ที่รู้ว่า คนข้างนอกคงไม่เชื่อหรอก  พวกนี้คงรู้กันหมดแล้วว่า เจ้าสิ่งนี้มีมูลค่ามากมายมหาศาลแค่ไหน  ถึงจะไม่ครบส่วนก็ตามที  เขาจึงพูดเพราะแค่อยากซื้อเวลา เพื่อคิดหาทางออกอีกสักหน่อย

              “แหม พี่ธัน  ส้มหล่นใส่หัวตำรวจชั้นผู้น้อย เงินเดือนต่ำเตี้ยแบบผมเนี่ย จะปล่อยให้หลุดไปง่ายๆ เหรอครับ  เหอะน่า...แบ่งๆ กันใช้บ้าง นะพี่นะ”  
        
              ในน้ำเสียงดังกล่าวยังมีความทะเล้นล้น  ทว่าอภิธันเชื่อว่า คนที่มีปืนอยู่ในมือ เมื่อได้ของไปแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปหรอก

              “ขอเวลาผมคิดหน่อย  ถ้าจัดการประมูล ขายได้เรียบร้อยแล้ว  ผมยินดีแบ่งส่วนให้นะ  ผมเข้าใจเรื่องเงินเดือนตำรวจอย่างคุณ  เชื่อผมเถอะ  คุณได้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก  เพราะผมต้องเป็นคนจัดการประมูลเอง  สิ่งนี้คุณเอาไปขายใครไม่ได้หรอก”
  
              ..ใครเชื่อก็บ้าแล้ว..  อภิธันเองก็ไม่ได้คาดหวังจะให้อีกฝ่ายเชื่อ  แค่ขอยื้อเวลาต่ออีกหน่อย ระหว่างที่ใช้มือถอดชิ้นส่วนตัวเก็บประจุลบออกมา แยกใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง

              “อย่างพี่จะมาเข้าใจอะไร คนเงินเดือนน้อยอย่างผม ...มีคนพร้อมจ่ายให้ไอ้ที่อยู่ในมือพี่ มากพอให้คนอย่างผมสบายไปทั้งชาติก็แล้วกัน”  น้ำเสียงของคนข้างนอกเริ่มเปลี่ยน  ดูท่าน่าจะใกล้หมดความอดทนเต็มทีแล้ว  เขาคงมีเวลายื้อได้อีกไม่นาน

              อภิธันพยายามรวบรวมสติคิดหาทางออก  จากตรงนี้ มีสองทางเลือกที่มีความน่าจะเป็นเท่านั้น  นั่นก็คือ  หนึ่ง...ยื้อเวลาให้นานที่สุด ส่งข้อความถึงจูน  และหวังว่าจะมีใครมาช่วย  แต่จากบ้านพักมาถึงตรงนี้  อย่างน้อยน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง  คงไม่ทันการแน่

              สอง...เผชิญหน้ากับนายตำรวจหนุ่มผู้นี้  อาศัยจังหวะตอนที่ยื่นของส่งให้มัน  แย่งปืนในมือแล้วยิงสวน !

              แต่เดี๋ยวก่อน....คนที่ไม่เคยแย่งปืนใครเลย จะแย่งปืนจากตำรวจ  ตอนที่อีกฝ่ายระวังตัวแจขนาดนี้  ข้อสองนี่อย่างไรก็ไม่น่ารอด

              “อย่าเสียเวลาเลยพี่ เอางี้ ผมนับถึงสาม แล้วจะยิงเข้าไป ถ้าพี่ดวงดีก็รอด ถ้าดวงซวยก็ช่วยไม่ได้นะ เหล็กผุ ๆ แบบนี้กันกระสุนไม่ได้หรอก พี่ก็รู้ ผมไม่ได้อยากฆ่าพี่หรอก  แต่ก็อย่าอาฆาตกันเลยนะ”

              ไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว  คงไม่มีทางเลือก เขาเริ่มคิดถึงหน้าจูน ทุกสิ่งที่วาดฝันไว้ทั้งหมดคงจบลงแค่ตรงนี้  อภิธันคิดจะวัดดวงกับอีกฝ่าย  โดยการเลื่อนประตูเปิดออกแล้วรีบพุ่งกระโจนเข้าใส่ หลังจากนั้น คงต้องพึ่งดวงแล้ว

              ชายหนุ่มหยิบมือถือออกมา ส่งข้อความถึงหญิงสาวผู้เป็นที่รัก  นี่คงเป็นข้อความสุดท้าย  แต่เขาไม่อยากบอกลา  ไม่อยากให้จูนเห็นความอ่อนแอของเขา  พิมพ์ข้อความแล้วกดส่งไป
  
              ‘โดนไล่ตาม’  (ลาก่อนที่รักของผม)

              “หนึ่งงงงง...... สองงงง................”


              ปัง!  ปัง!

             ด้านนอกมีเสียงปืนดังขึ้นสองนัด  อภิธันตกอยู่ในความงุนงงสงสัย  ยังไม่ทันได้มีเวลาคิดว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น  ประตูเฮลิคอปเตอร์บานใหญ่ก็ถูกกระชากเลื่อนเปิดออก  มืออันใหญ่โตจากร่างกำยำล่ำสันของชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง  ยื่นเข้ามาจับคอเสื้อแล้วเหวี่ยงร่างเขาออกไปอย่างแรง จนหน้ากระแทกเข้ากับโครงล้อเครื่องบินเล็กที่อยู่ใกล้กันนั้น
  
              ความรู้สึกของอภิธันเหมือนโดนเหล็กร้อนๆ ฟาดเข้าที่โหนกแก้ม  ความเจ็บโถมเข้ามาจนเกือบทำให้หมดสติ  ในมือยังกำชิ้นส่วนสุดท้ายของเครื่องกำเนิดประจุลบ ไว้แน่นสุดชีวิต ไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ

              “ปล่อยมือซะ!”  เสียงแข็งกร้าว มีอำนาจร้องสั่ง  นั่นไม่ใช่คำขอ แต่อภิธันไม่ยอมทำตามนั้น

              เรี่ยวแรงมหาศาลของอีกฝ่ายพยายามยื้อแย่ง กระชากของให้หลุดออกจากมือ  ทว่าชายหนุ่มยังคงกำไว้แน่น  ส่งผลทำให้ร่างของเขาถูกจับเหวี่ยงไปอีกทาง  ตัวปลิวลงไปกระแทกพื้น นอนเอาหน้าแนบกับพื้นหญ้า  ข้าง ๆ กันมีศพนายตำรวจหนุ่มนอนจมกองเลือด  ดวงตาเบิกโพลง

              สุดแรงจะยื้อ  อภิธันคลายมือออก  ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตนในที่สุด

               Wista มือสังหารไร้ปรานี มองดูอภิธันนอนหมดสภาพ  หยิบเอาชิ้นส่วนเครื่องกำเนิดประจุลบมาจากมือของเหยื่ออย่างง่ายดาย  คำสั่งจากวันทนีย์ย้ำชัดว่า ให้จับตัวอีกฝ่ายไปส่งตัวเป็น ๆ  ทำให้มือสังหารต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้พลั้งมือ เหยื่ออาจตายเหมือนครั้งก่อน ๆ

              “ฟังนะ อย่าขัดขืน เขาสั่งให้จับแกไปเป็น ๆ”

              “ใครสั่งแก...”  ถ้าหากอภิธันพอจะรู้จัก Wista อยู่บ้าง  เขาคงไม่มีทางเอ่ยปาก ถามเช่นนี้ออกไปเป็นแน่

              รองเท้าคอมแบทหนาหนัก กระแทกเข้ามาที่ท้องของอภิธัน ผู้นอนคุดคู้อยู่บนพื้น จุกและเจ็บจนแทบเปล่งเสียงออกมาไม่ไหว ...เขารู้ว่าคงเจรจาขอร้องอะไรไม่ได้แน่  แต่ถ้าเป็นลูกน้องที่ได้รับคำสั่งมาแบบนี้ อาจจะพอคุยต่อรองได้บ้าง

              “ดะ เดี๋ยว...ว  เดี๋ยวก่อน...”  อภิธันพยายามพูด ยกมือขึ้นกางนิ้ว  “ห้า....ห้าล้าน....เครื่องนั้นยังใช้ไม่ได้ มีผมคนเดียว...ที่ทำให้มันใช้งานได้  มาตกลง..กัน”  

               ชายหนุ่มพูดออกไป  ด้วยหวังว่าคงใช้เงินล่อและซื้อใจอีกฝ่ายได้

              “คำสั่ง...ให้จับแกไปเป็น ๆ”  มือสังหารตอบเสียงเข้ม  แสดงออกเหมือนถูกโปรแกรมให้ปฎิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

              “ฮะ...ฮะ ๆ ๆ ...ฮ่า ฮ่า...แกเป็นลูกหมาเชื่องๆ ทำตามคำสั่งเจ้านายรึไงวะ....รึเจ้านายแกก็เป็นลูกหมาด้วย”

              ถ้าเงินซื้อไม่ได้  ลองยั่วโมโหมันดูเล่น ๆ ก็แล้วกัน..  เขาไม่หวังอะไรอีกแล้ว  เพราะคำสั่งที่ว่า ให้จับตัวไปเป็น ๆ  อย่างน้อย เขาคงไม่ต้องตายอยู่ตรงนี้
    
              คำพูดของอภิธันไม่ส่งผลแค่ยั่วโมโห  ทว่ามันเหมือนไปดึงเส้นสติของมือสังหารให้ขาดผึง  เบื้องลึกเบื้องหลังในองค์กรนักฆ่า  หลายคนที่พอรู้เรื่องเส้นสายความสัมพันธ์  ต่างรู้กันดีว่า  Wista The Frankenstein  มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายมากแค่ไหน  และเจ้านายคนนั้นก็ดันเป็นหญิงร้ายกาจ อย่างวันทนีย์เสียด้วย

              แรกเริ่มเดิมที Wista เป็นเพียงแค่ชายหัวโล้นร่างยักษ์ ผู้มีความบกพร่องทางสมองบางอย่าง ทำให้มีพัฒนาการในการคิดและสื่อสารตอบโต้ช้า  ทว่ามีพละกำลังมหาศาล  วันทนีย์คงเกิดถูกอกถูกใจอะไรบางอย่าง ในตัวของอดีตลูกจ้างโรงฆ่าสัตว์คนนี้เข้าสักอย่าง  เลยเก็บเอามาฝึกฝนเป็นนักฆ่า และเพื่อไว้เป็นลูกน้องทำงานส่วนตัวให้ด้วย ในอีกทางหนึ่ง

              ด้วยเหตุนี้ Wista ที่เคารพเชื่อฟังวันทนีย์อย่างมาก จึงโกรธจัดกับคำพูดหยามหยันของอภิธัน  ร่างทะมึนสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่น  ย่างสุขุมเข้าหาเหยื่อที่นอนกองอยู่กับพื้นตรงหน้า

               ปึ่ก!  ปั่ก!  ผัวะ!  ปึ่ก!  ผัวะ!  ปึก!  ผัวะ !!

              คอมแบทข้างเดิมกระหน่ำเข้ามา แทบจะทุกส่วนของร่างกาย  อภิธันไม่เหลือสติพอจะนับได้ว่า ตัวเองรับเอาฝ่าเท้าเข้าไปกี่ที  รู้แค่ว่าอารมณ์คนเตะนั้นกำลังขุ่นเคืองได้ที่ เลยสาวเท้าเข้าใส่แบบไม่ยั้ง ...ครั้งนี้ ชายหนุ่มไม่เหลือแรงเปล่งเสียงออกมาอีกแล้ว  เขาคิดถึงแต่หน้าจูน.. สายตาเริ่มพร่าเลือน  สิ่งสุดท้ายที่ตามองเห็น คือเท้าของมือสังหารง้างออก พุ่งตรงเข้ามาที่หน้าของเขาเต็มเหนี่ยว...ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง

              นักฆ่าร่างยักษ์ค้นเอาโทรศัพท์มือถือ ออกมาจากร่างมีสภาพยับเยินเหมือนผ้าขี้ริ้ว  จัดการลากเอาร่างอภิธันไปใส่ไว้ที่กระโปรงท้ายรถของตน  หลังจัดการเก็บศพตำรวจหนุ่ม เคลียร์จุดเกิดเหตุอย่างมืออาชีพ  แล้วจึงขับรถไปหาวันทนีย์ ตามสถานที่ซึ่งได้ทำการนัดแนะกันเอาไว้เสร็จสรรพเรียบร้อย


 
ApitarN



Create Date : 12 พฤษภาคม 2563
Last Update : 12 พฤษภาคม 2563 9:43:40 น. 2 comments
Counter : 109 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณnewyorknurse


 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: **mp5** วันที่: 12 พฤษภาคม 2563 เวลา:16:57:08 น.  

 
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ


โดย: zionzany วันที่: 13 พฤษภาคม 2563 เวลา:2:05:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.