Plc 4 Mie Haed - NDR/GRND 1.0
Group Blog
 
All blogs
 

08. เวลากับพายุ



มีเหตุการณ์ี่ที่ทำให้ชีวิตต้องพบกับความเจ็บปวดและหม่นหมองผ่านเข้ามาในชีวิตผมอยู่เสมอ บ่อยเสีนจนรู้สึกว่า
มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ก่อนนี้ผมเคยคิดว่ามันคงผ่านมาแล้วผ่านไป แต่พักหลังชักจะรู้สึกว่าไม่ใช่ คล้ายๆ กับว่ามันอยู่รอบๆ ตัว อยู่ใกล้ๆ ขึ้นอยู่กับว่าพายุลูกนั้นจะพัดผ่านเข้ามาเมื่อไร และรุนแรงแค่ไหน

พายุที่จะพัดผ่านเข้ามา มีทั้งที่เรารับรู้ได้ก่อนว่ามันกำลังจะมา ลมพัด ฟ้ามืด เมฆดำ แต่ในบ้างครั้งมันก็ผ่านเข้ามาเร็ว
จนเราเองก็ตั้งตัวไม่ทัน ลม ฝน โหมกระหน่ำ แต่เมื่อพายุมันพัดผ่านไปก็จะทิ้งร่องรอยของความเสียหายไว้ จะมาก จะน้อย เพียงใด ก็อยู่กับความรุนแรงของพายุลูกนั้น

หลายๆ คนก็คงจะเคยเผชิญกับพายุเหล่านั้นที่พัดผานเข้ามาในชีวิต หกล้ม คลุกคลาน หรือยืนต้านรับกับแรงลมและฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามา และเมื่อมันพัดผ่านไป มันก็ทิ้งร่องรอยของความเสียหายไว้เ่ช่นกัน คราบน้ำตา ความหดหู่ ความท้อ ซึ่งพายุนั้น มิได้เลือกปฏิบัติกับเราคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกๆ คนก็จะโดนมันเล่นงานเหมือนๆ กัน เหมือนมันรักเราเท่าๆ กัน มันรักเราทุกคน

ผมเองก็เจอพายุมาหลายลูก หนักบ้าง เบาบ้าง แต่มันก็ทิ้งร่องรอยแห่งความเสียหายไว้ภายในจิตใจเสมอๆ หลายๆ ครั้งหลังจากมันพัดผ่านไป ผมเคยชินกับการมีชีวิตต่อไปด้วยการพยายามปลุกปลอบให้ตัวเองสู้เท่านั้น เมื่อก่อนอาจจะมีเพียงตัวผมคนเดียวที่จะลำบาก หากผมถอยหรือล้ม แต่ ณ ตอนนี้ หากผมถอยหรือล้ม อาจจะหมายถึงการที่ใครอีกหลายคนถูกทำร้าย แต่ในขณะเดียวกันการหยัดยินก็อาจทำร้ายใครหลายๆ คนไปด้วยเช่นกัน

แต่เื่มื่อเวลาผ่านไป ร่องรอยของความเสียหายที่พายุแต่ละลูกได้ทิ้งไว้ มันก็จะถูกเยียวยารักษา บ้างก็หายกลับสู่สภาพเดิม บ้างก็ยังทิ้งร่องรอย เหมือนแผลเป็นที่มิมีวันหาย เพียงแต่ทิ้งรอยไว้จางๆ ให้เราได้กลับนึกย้อนกลับไปว่าได้แผลเป็นนี้มาแบบไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับบทเรียนที่สอนเราให้โต และเข้มแข็ง หากเมื่อใดที่พายุลูกเดิมมันจะพัดผ่านเข้ามาอีกรอบ เราก็จะรู้ และรับมือกับมันได้ ร่องรอยของความเสียหายก็จะลดน้อยถอยลงไป

หลังจากที่นั่งนิ่งๆ คิดทบทวนและลองทำความเข้าใจกับเรื่องการมีชีวิตในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ก็เจอว่าจริงๆ แล้วพายุไม่ได้อยู่ข้างนอก พายุไม่ได้อยุ่บนเส้นทางที่เราเดินผ่าน แต่พายุนั้นมันอยู่ในหัวใจ มันอยู่ในตัวเรา ฉะนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่มีที่ไหนที่จะไม่เจอพายุ หัวใจของเราเอง

บนเส้นทางเดินของชีวิต เราเหมือนเป็นเพียงผลผลิตของบางสิ่งบางอย่าง ที่ผลักเราให้ก้าวเดินผ่านห้วงกาลเวลาของชีวิต โดยที่จะมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง โยนผ่านเข้ามาในทางเดินของชีวิต รวมทั้งพายุนั้นด้วย เพื่อสร้างให้เราเข้มแข็ง และรับมือกับสิ่งที่ถูกโยนเข้ามาในชีวิต แต่บางครั้งตัวเราเองด้วยเช่นกันที่ผลักตัวเองเข้าไปหาพายุ ทั้งที่จะรู้ตัว และไม่รู้ตัว เช่นกัน

บนเส้นทางอันเค้งคว้างนั้น คนบางคนจึงไม่เพียงแต่ถูกทำให้คิิด หากแต่พยายามจะเป็น พยายามแข้มแข็ง และจัดการกับพายุดดยไม่คิดแค่รอรับชะตากรรม




 

Create Date : 02 กันยายน 2549    
Last Update : 17 กันยายน 2549 15:39:20 น.
Counter : 239 Pageviews.  

07. ตั๊กแตนสาน กับ เงิน 20 บาท

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงบวกกับอุณหภูมิที่ร้อนของเดือนเมษา เป็นใครก็ไม่อยากที่จะออกไปผจญกับมัน เช่นเดียวกับผมเอง ถ้าไม่จำเ็ป็้นจริงๆ ก็จะไม่โผล่หัวออกจากชายคาบ้าน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ต้องมีเหตุให้ต้องออกไปผจญกับมันจนได้

ทุกๆ ครั้งที่ขับรถออกมาจากบ้านก็ต้องมาจอดติดสัญญาณไฟแดง และภาพที่ผมจะเห็นเป็นประจำคือหญิงชราหนึ่งคนและเด็กหญิงตัวเล็กๆ หนึ่งคน ที่อยู่ประจำ ณ แยกไฟแดงนั้น

หญิงชราคนนั้นนั่งสานตั๊กแตน และปลาตะเพียน จากทางมะพร้าว อยู่บนเกาะกลางถนน โดยอาศัยร่มไม้ของต้นไม้บดบังแสงแดดที่แผดเผา ในขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยจะเดินลงมาหยุดที่ข้างๆ รถฝั่งคนขับ เพื่อเสนอขายตั๊กแตนสาน และปลาตะเพียนสานในยามที่รถติดสัญญาณไฟแดง

ทุกครั้งที่ผ่านหยุด ณ สัญญาณไฟแดงนั้น ก็ได้แต่มองดูเด็กน้อยตัวเล้กๆ คนนั้น เดินถือตั๊กแตนสาน และปลาตะเพียนสาน เต็มทั้งสองมือ โดยมีป้ายกระดาษเล็กๆ ห้อยคอบอกราคา 20 บาท หมวกใบน้อยถุกสวมอยู่บนหัวของเด็กน้อย และเสื้อแขนยาวตัวเล็กๆ ช่วยบดบังความร้อนของแสงแดด

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นคือ ความผิดปกติของเด็กน้อยคนนั้น เธอเป็นเด็กพิเศษ แต่ก็ยังรู้เรื่องเวลาพุดคุยกับผู้คนที่เปิดกระจกซื้อตั๊กแตนสาน และปลาตะเพียนสาน ทุกครั้งที่มีคนซื้อ เธอจะยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมทั้งไหว้ขอบคุณทุกๆ ครั้งไป

จากหลายๆ ครั้งที่ผมได้แต่เป็นผู้ดู ครั้งนี้ผมเองเป้นผู้ซื้อบ้าง ผมเปิดกระจกลงมาช้าๆ พร้อมทั้งเรียกเด็กน้อยคนนั้น เธอเดินมาที่รถผมอย่างช้าๆ

"ตั๊กแตนสานตัวนึงจ้า"

เด็กน้อยยื่นตั๊กแตนสานสีเขียวสด มาให้ผม

"เท่าไรครับ" ผมถามกลับไปแบบโง่ๆ ทั้งที่ป้ายที่คอของเด็กน้อยก็บอกราคาอยู่ว่า 20 บาท

"ยี่สิบ" เด้กน้อยตอบมาด้วยเสียงห้วนๆ

"เก็บไว้หมดนั้นเลยนะ" ผมยื่นแบงค์ห้าสิบบาทให้เด็กน้อย

เด็กน้อยไหว้ขอบคุณ แล้วยื่นมือน้่อยๆ มารับเงินไป รอยยิ้มเล็กๆ เปื้อนอยู่บนใบหน้ากลมเล็กของเด็กน้อย

ผมตั้งใจที่จะเก็บภาพเด็กน้อย ขณะที่เื้อื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาเพื่อจะถ่ายภาพไว้ ไฟแดงเจ้ากรรมก็เปลี่ยนเป้นสีเขียวในบัดดล ผมจำเป็นที่ต้องขับรถออกไปก่อนที่รถคันหลังจะอวยชัยให้พรผมตามมาหากยังถ่ายรูปเด็กน้อยคนนั้น

ผมมองผ่านกระจกมองข้าง ภาพของเด็กน้อยผู้นั้นเดินขึ้นไปบนเกาะกลางถนน ตรงไปยังหญิงชราที่นั่งสานตั๊กแตนอยู่ พร้ิอมทั้งยื่นแบงค์ห้าสิบบาทให้ ภาพของทั้งสองคนค่อยๆ ห่างออกไป ขระที่รถผมแล่นผ่านแยกไฟแดงนั้นออกไปเรื่อยๆ

คนบางคนอาจมองว่าตั๊กแตนสานนั้นเป็นเพียงเศษของใบไม้ที่เอามาสานให้เป็นรูปเป็นร่าง แล้วมองผ่านไปอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร เงินยี่สิบบาทสำหรับคนบางคนอาจจะดูน้อยนิด แต่สำหรับคนบางคน มันกลับมีค่ามาก เงินยี่สิบบาทนั้นก็มีค่ามากสำหรับหญิงชรา และเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น มันหมายถึงอาหารหนึ่งมื้อที่ทำให้ท้องของทั้งสองยายหลานได้อิ่มท้อง มันคือค่ายา ค่าหมอ ในยามที่ยายหลานเจ็บป่วย

รอยยิ้มเล็กๆ ที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของเด็กน้อยคนนั้น ยังอยู่ในความทรงจำของผม และทุกครั้งที่ผมติดไฟแดง ผมก็จะเห็นเด็กน้อยคน ตั๊กแตนสาน ปลาตะเพียนสาน และป้ายห้อยคอ อยู่เช่นเดิม

"หนูครับ ตั๊กแตนสานตัวนึงครับ"




 

Create Date : 27 เมษายน 2549    
Last Update : 17 กันยายน 2549 15:39:42 น.
Counter : 519 Pageviews.  

06. เรื่องของกำลังใจ



ทุกคนคงคุ้นตากับภาพของข้อมือที่มีสายรัดข้อมือ (Wristband) สีเหลืองที่มีคำว่า LIVESTRONG บางคนก็รู้ความหมายของสิ่งนี้ บางคนก็ไม่รู้หรอกว่าหมายถึงไร เค้าใส่กัน ฉันก็ใส่มั่ง อะไรประมาณนั้น แต่สุดท้ายเงินที่จ่ายไปก็ไปช่วยกองทุนผู้ป่วยโรคมะเร็ง (Lance Armstrong Foundation)

สักประมาณเดือนกว่าๆ ผมมีเวลาแวะไปยังร้านหนังสือ และเจอกับหนังสือเริ่มหนึ่งเข้า "เรื่องของกำลังใจ...ไม่ใช่จักรยาน" หรือมีชื่อในภาษาต่างด้าวว่า "It's Not About the Bike, My Journey Back to Life" ของ แลนซ์ อาร์มสตรอง นั่นเองครับ บอกได้คำเดียวว่า หามาอ่านซะ ของเค้าดีจริงๆ

อาจจะเป็นเพราะแม่ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นมะเร็งเต้านม และผ่านช่วงเวลาที่คล้ายคลึงกันกับ แลนซ์ ผมเองก็อยู่ในช่วงเวลานั้นกับแม่ด้วย เลยทำให้เข้าใจกับสิ่งที่ แลนซ์ ได้ถ่ายทอดลงมาในหนังสือเล่มนี้

จากนักกีฬาผู้ใช้ความซ่า บ้าบิ่น และมุมานะ พลิกผันชีวิตจากความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น จนฐานะดีขึ้นด้วยการแข่งขันขี่จักรยาน และวันหนึ่งเขาต้องตกเป็นเหยื่อของมะเร็งร้ายที่นำพาชีวิตเขาไปเฉียดกับความตาย แต่เขาก็ก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมา จนกลับมามีชีวิตที่ผาสุกและกลายเป็นยอดนักกีฬาที่มีสุขภาพแกร่งเกินร้อยได้ ในขณะเดียวกันยังบอกเล่าถึงความสัมพันธภาพระหว่างเขากับแม่ ระหว่างเขากับจักรยาน และคำว่า "การให้" ที่เข้าสัมผัสได้จากคนรอบข้าง

"คุณกำลังเป็นมะเร็ง"

"ฉันกำลังจะตาย"

"เวรกรรม ไรถึงต้องเกิดกับฉันนี่"

หลายคนหมดกำลังใจ ชีวิตนี้หมดสิ้นแล้ว มะเร็ง โรคที่รักษาไม่หาย นั่งนับรอวันตาย หมดกำลังใจที่จะทำอะไรแล้ว สิ่งเหล่านี้มันกลับทำให้มะเร็งลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว

เก็บลูกท้อไว้ให้ลิงถืออยู่บนฝาตลับยาหม่องดีกว่าไหม อย่าท้อ หมดกำลังใจ และสิ้นหวังกับโชคชะตาชีวิตที่เกิดขึ้น หากมันต้องเกิดขึ้นกับชีวิตเราเอง ถือเสียว่าเราได้ถูกกำหนดให้เป็นแบบนี้ ในเมื่อหนีจากมันไปไม่ได้ ก็สู้ และอยู่กับมันให้ได้

ใช่แค่เพียง มะเร็ง เท่านั้น ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้าย ระยำ บัดซบ อะไรที่เข้ามาในชีวิตเรา สู้กับมัน เอาชนะมันให้ได้ เช่นเดียวกับที่ แลนซ์ สู้กับ มะเร็ง จากสภาพของผู้ป่วยที่ ผอม ร่างกายผอม เนื่องจากมะเร็ง และผลของการทำคีโม แต่เขาก็กลับมาขี่จักรยานอีกครั้ง จนได้เป็นแชมป์ของการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตูร์ เดอ ฟรองซ์


"ถ้าคุณขอให้ผมเลือกระหว่างการมีชัยในตูร์ เดอ ฟรองซ์ กับโรคมะเร็งแล้วละก็
ผมขอเลือกเป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแทนการเป็นผู้ชนะในตูร์ฯ
มันอาจจะฟังดูแปลก แต่มะเร็งได้สอนให้ผมได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์
เป็นลูกผู้ชาย เป็นสามี เป็นลูก และเป็นพ่อที่ดี"
แลนซ์ อาร์มสตรอง
1999-2001 Tour De France Champion




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2548    
Last Update : 17 กันยายน 2549 15:39:58 น.
Counter : 237 Pageviews.  

05. When You Kiss Me



6:40 บนทางด่วนโทลเวย์ อากาศวันนี้กำลังสบาย ลมเย็นๆ บวกกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นมา ทอแสงสีทองอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆในยามเช้า ขับรถไป ฟังเพลงไป รู้สึกว่าอารมณ์จะดีกว่าทุกวัน ฟังเพลงจนมาถึงเพลงโปรดเพลงหนึ่ง When You Kiss Me ของนักร้องคนโปรดคนหนึ่ง Shania Twain เมื่อเพื่อนๆ สนิทของผม รู้ว่าผมฟังเพลงแนวนี้ด้วยหรือ ก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เข้ากับหน้ามึงเลย

I can see you with me when I'm older
All my lonely nights are finally over
You took the weight of the world off my
shoulders (the world just goes away)

Oh, when you kiss me
I know you miss me
And when you're with me
The world just goes away
The way you hold me
The way you show me that you
adore me--oh, when you kiss me
Oh, yeah

And when you kiss me
I know you miss me
Oh, the world just goes away
When you kiss me


เป็นเนื้อเพลงของเพลงนี้ฟังไปเรื่อยๆ ก็ทำให้นึกถึงจูบแรกของตัวเองขึ้นมาทันที พยายามนึกว่าเมื่อไรนะ จูบแรกของเรา นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เพราะว่าคืนนั้นมันมืด เลยไม่รู้ว่าจูบกับ ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ไม่ใช่แล้วครับท่าน ล้อเล่น

ใจเต้นเหมือนมือกลองมาตีโซโลอยู่ในอกข้างซ้าย

มือไม้ก็ไม่รู้จะเอามันไว้ตรงไหนดี

เหงื่อเม็ดเล็กๆ ค่อยๆ ซึมออกมาพองาม

สัมผัสแรกที่ริมฝีปากสัมผัสบนริมฝีปากอันบอบบางของคนพิเศษคนนั้น เป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ

ลองนึกดูว่าจูบแรกของคุณเมื่อไร และกับใคร ผมว่าหากเป็นคนที่พิเศษของคุณจริงๆ เมื่อคุณนึกถึงเค้าคนนั้นทุกๆ ครั้ง จะมีรอยยิ้มเล็กๆ บนหน้าของคุณ และจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่น

หากสงสัยว่าแล้ว จูบแรก ของผมนั้นเมื่อไร กับใครละก็ เมื่อนานมาแล้ว และเค้าคนนั้นอยู่ไกลมากตอนนี้ แต่ผมก็รู้สึกอบอุ่นที่คิดถึงเค้านะ

(เฉพาะท่านชาย) จับมือเธอ มองตาเธอ จูบมือเธอแล้ววางไว้บนหัวใจของตน

แล้วจะดีเองครับ




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 17 กันยายน 2549 15:40:15 น.
Counter : 231 Pageviews.  

04. คนตาบอด



หลังจากจมอยู่กับงานพักใหญ่ เลยไม่มีเวลาที่จะมา update blog สักเท่าไรนัก วันนี้ก็เข้ามานั่งทำงานอีก เนื่องจากว่างมาก เสาร์อาทิตย์ไม่รู้จะทำอะไร นอกจากนั่งดูนาฬิกา รอเวลาเล่นบาสเท่านั้นเอง

เพื่อนผมคนนึง forward เมล์มาให้เช้าวันนี้ อ่านแล้วชอบก็เลยหยิบมาแบ่งปัน ชาวคณะทุกท่านเหมือนเช่นเคย...


คุณเคยเห็น..คนตาบอด...ใช่มั๊ย?

คนตาบอด...ที่เดินไปไหนต่อไหนด้วยกัน..เป็นคู่

คุณอาจเจอพวกเขาได้ ..ในที่ที่มีคนอยู่กันเยอะๆ
เช่น..ตลาดนัด

พวกเขาไปที่นั่น.. เพราะหวังว่า คงจะมีคนใจบุญ
..ไปเดินอยู่ที่นั่นบ้าง

คนสองคน...ที่จับมือกัน. ค่อยๆ

เดินกระเถิบไปด้วยกัน..ทีละนิด..ทีละนิด...

เพราะต่างคน.. ต่างก็มองไม่เห็นอะไรกัน..ทั้งคู่

นอกจาก..ไม้เท้าคนละอันแล้ว
ในมือพวกเขา..ถือวิทยุเก่าๆ..เครื่องนึง

กับไมโครโฟน..อีกหนึ่งอัน ที่ขาดไม่ได้..
ก็คือ..ขันอลูมิเนียม

อาวุธสำคัญ..ที่ใช้หากิน.อยู่ทุกวัน

ผมไม่คุ้นหู ..กับเพลงที่เขาร้องนักหรอก
แต่ก็ดูว่า..เขาตั้งใจร้องเหลือเกิน

และดูเหมือนว่า.. เขาก็หวังว่า..คุณจะต้องชอบมัน

ผมเห็น..เขาจับมือกัน วินาทีนั้น...

ทำให้ผมนึกถึงอะไรบางอย่าง..ที่ผมเคยมองข้ามมาตลอด

คุณเคยนึกถึง.. "ความรัก..ของคนตาบอด" ..หรือเปล่า?

ตนตาบอด..รักกันได้ยังไงนะ?

เพราะคนตาบอด...ไม่เคยรู้เลยว่า...
คนรักของเขา..มีหน้าตาเป็นอย่างไร..

คนตาบอด..จะรู้จักก็เพียง "จิตใจ"
ของคนรักของเขา..เท่านั้น

เมื่อพวกเขา.มีความพอใจกันและกัน ไม่มีเกียรติยศ..
ศักดิ์ศรี..ให้กังวลใจ

เพราะต่างคน..ก็ต่างไม่มีสิ่งนี้ ต่างคน..ต่างก็..ไม่มีเงิน

ตาสองข้าง ..ปิดสนิท แต่..เปิดใจ..เข้าหากัน

คนสองคน..ที่อยู่ด้วยกัน .ด้วย "ใ จ" ล้วนๆ

ความรัก....ก็เกิดจากตรงนั้น

คนตาบอด ..พาคนที่เขารัก ..ไปด้วยกันทุกหนทุกแห่ง

คนตาบอด ..ไม่เคยกลับบ้านดึก

คนตาบอด...ออกจากบ้านพร้อมกัน...และกลับถึงบ้านพร้อมกัน

พวกเขา..เคยแยกกันบ้างหรือเปล่านะ?

คุณรู้หรือเปล่า..คนตาบอด..จับมือของคนที่เขารักไว้..ตลอดทั้งวัน

ผมกลับมานึกถึง..ความรัก...ของคนที่ตาดี

หลายๆ คน.. มีเกียรติยศ.. หน้าที่.. การงาน.. ที่ดีเหลือเกิน

หลายๆ คนทั้งหล่อ.. ทั้งสวย...ทั้งรวย ..ทั้งฉลาด...

แต่..พวกเราหลายๆ คนกลับต้องมาเสียใจ..เพราะความรัก

หรือว่า..พวกเรามองเห็นกัน....

เพียงเพื่อจะเรียกร้อง..สิ่งที่เราต้องการ..ให้มากขึ้น

พวกเราคาดหวังอะไร..จากคนที่เรารักมากเกินไป.หรือเปล่านะ

อนาคต..ของคนตาบอดอยู่ตรงไหน..ก็ไม่รู้

ดูเหมือน..เขาจะสงสัย..ก็เพียงแต่ว่า...วันพรุ่งนี้...จะมีคนใจบุญ..ซักกี่คน

ที่ทำให้พวกเขา..กลับบ้านด้วยกัน..อย่างมีความสุข

ตอนที่..ผมเขียนกระทู้นี้อยู่ พวกเขา..ก็คงนอนหลับกันแล้ว

พวกเขา..คงไม่มีงานที่ต้องทำดึกๆ..เหมือนผมหรอก

คุณว่ามั๊ย?

ขอบคุณตลาดนัด...ที่ทำให้ผมเห็นภาพดีๆ ในวันนี้

ผมเชื่อว่า..ครั้งหน้า...ที่คุณเห็น..คนตาบอด

ใจของคุณ..จะเปิดกว้างขึ้น

คุณอาจมองเห็น..ภาพที่คุณไม่เคยมองเห็น

ไม่ใช่ด้วยตา...แต่เห็นด้วย "หัวใจ" ..

เหมือนกับภาพที่ผม..ได้เห็นในวันนี้




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 17 กันยายน 2549 15:40:40 น.
Counter : 183 Pageviews.  

1  2  

Plc4MieHaed
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Plc4MieHaed's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.