สิงหาคม 2561

 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
กาแกมหงส์ 7




วันนี้พลอยใสรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นรถเบนซ์สปอร์ตสีดำคันหรูของไร่ฟ้าเมฆาแล่นมาจอดเทียบฟุตบาทหน้าโรงเรียนโคกพระงาดอย่างช้าๆและนิ่งสนิทอยู่เงียบๆ ไม่ปรากฏว่าผู้ใดจะลงมาจากรถหรูเลย พลอยใสนึกอุ่นใจข้างในอยู่ลึกๆ คิดนึกว่าหนุ่มหน้าคมคนโก้คงจะอยู่ในนั้นแน่ แต่แล้วเด็กสาวก็ต้องผิดหวัง เมื่อเห็นสาวหน้าใสโผล่ออกมานอกรถร้องเรียกตนเองเสียก่อน …

“ ขึ้นรถมาด้วยกันสิพลอย วันนี้ฉันตั้งใจมารับเธอโดยฌฉพาะ เราจะไปโรงเรียนด้วยกัน..”

“ วิสาเองเหรอ ทำไมมาถึงที่นี้ได้ล่ะ ” พลอยใสเอ่ยทักไปตามมารยาททั้งที่ในใจรู้สึกผิดหวังอย่างแรง

“ เราอยากจะรู้จักบ้านพลอยเอาไว้ เผื่อวันหน้าจะได้แวะมาเยี่ยมเยียนอีก ” คนพูดทิ้งน้ำเสียงประชดประชัน ไม่ได้ใส่ความจริงใจไปเลยสักนิดเดียว จนคนฟังรู้สึกได้ว่าเสแสร้งแกล้งทำกันชัดๆ แต่ก็ต้องตอบไปตามมารยาท “ บ้านเราก็เป็นบ้านพักครูธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ”

“ งั้นเร็วสิรีบขึ้นรถเถอะ เรามีเรื่องอยากจะคุยกับเธอหลายเรื่อง ”

วันวิสาพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แต่พลอยใสเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า การสนทนาในเช้าวันนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน และก็เป็นจริงอย่างที่คิดไว้ด้วย เพราะเพียงแค่นั่งลงบนเบาะสีดำนุ่ม ใบหน้าปะทะแอร์ที่เย็นฉ่ำในรถ บรรยากาศก็เริ่มขมวดตึงในทันที …

“ เธอเป็นพี่ประสาอะไรพลอยใส ไม่รู้จักสั่งสอนน้องตัวเองเสียบ้างเลย เที่ยวไปแย่งคนรักของคนอื่นเขาอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน ” วันวิสาเริ่มแผดเสียงดัง กิริยาไม่งามเหมือนใบหน้าเท่าใดนัก พลอยใสงุนงงและอึ้งไม่โต้ตอบอะไรไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยว่า...

“ เรื่องนี้ฉันคุยแล้ว แต่เค้าไม่เชื่อพยายามจะติดต่อกับคุณอิสตลอดเวลาไม่รู้ทำยังไงดี ”

พลอยใสโกหกออกมาอย่างเห็นแก่ตัว ทั้งที่ไม่เป็นความจริงเลยสักนิดเดียว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้
เด็กสาวจะต้องทำไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะคบหาหรือได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเด็กสาวเมืองกรุงที่กำลังทำตาเขียวปัดตรงหน้าในตอนนี้จะหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายหาได้ยอมความไม่ กลับตั้งคำถามเน้นย้ำในน้ำเสียงเหมือนจะเอาความผิดเสียให้ได้ …

“ เธอแน่ใจนะว่าได้บอกน้องเธอว่าไม่ให้มักใหญ่ไฝ่สูง และคิดจะสอยเดือนเด็ดดาวอย่างเช่นกำลังทำอยู่ตอนนี้แล้ว และที่สำคัญอย่าคิดว่าฉันไม่รู้ไม่เห็นว่าน้องเธอให้ท่าอิสรามาแล้วยังไง เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่ท่าวังหินเพียงไม่ถึงเดือน อิสรามีทีท่าเมินเฉยกับฉัน หนำซ้ำยังมาหาเรื่องฉันว่าเป็นคนใจแคบไร้น้ำใจและอีกสารพัดที่จะคิดขึ้นมาว่าฉันได้ หึ ! นั่นเป็นเพราะน้องสาวเธอคนเดียวนะพลอยใส..”

วันวิสาเหยียดสายตามองมายังคนฟังอย่างเคียดแค้น เสียดแทงด้วยคำพูดฝังลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจอีกฝ่ายหนึ่ง ...

“ ฟังนะวิสาเรื่องนี้เธอจะว่าน้องฉันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้นะ เธอลองไปถามอีกเอ่อ ... คนฝ่ายเธอดูสิว่ามีใจชอบพอน้องสาวฉันอย่างที่เธอกลัวจริงหรือเปล่า ไม่ใช่เอะอะอะไรก็มาโทษทางฉันฝ่ายเดียวอย่างนี้ได้ยังไง..”

พลอยใสเถียงออกไปบ้าง ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่ค่อยจะลงรอยกับน้องสาวที่อายุห่างกันไม่ถึงปีเท่าไหร่นัก แต่เมื่อถูกปรามาสโดยไม่มีเหตุผล เด็กสาวก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้าบ้างเหมือนกันจึงโต้ตอบไปได้เท่าที่ทำได้ ..

“ เอ๊ะพลอย ! ทำไมเธอว่ามาฉันอย่างงี้ล่ะ ไหนเคยเล่าให้ฟังว่าเกลียดนังน้องตัวดีของเธอนักหนา ขยะแขยงทุกครั้งที่มันออดอ้อนพ่อเธอไง ฉันจำได้ว่าเธอเคยเล่าให้ฟังตั้งไม่รู้กี่ครั้งนี่นา ”

“ เธอ ไม่เข้าใจอะไรบ้างเลยนะวิสา..” พลอยในรำพึงรำพันอย่างอ่อนใจ …

“ เอ๊ะ ! ฉันไม่เข้าใจอะไรเธอมิทราบ ..”

วันวิสาโต้ตอบกลับไปอย่างแผดร้อน เกือบเผลอหลุดปากไปว่า แกมันก็บ้านนอกทั้งพี่ทั้งน้องนั่นเชียวแหละ นี่คงวางแผนการณ์คิดจะปีนทางลัดขึ้นสู่ที่สูงจนลืมมองกำพืดของตัวเองไป นี่ตัวฉันยังไม่ได้คิดบัญชีที่หล่อนมาออเซาะ ให้ท่าสารพัดกับคู่หมั้นจนเอือมระอาจะแย่อยู่แล้ว ...

แต่แล้วคนคิดก็ไม่ได้พูดออกไปด้วยคิดว่านังบ้านนอกเซ่อซ่าป่าดงดิบคนนี้ยังมีประโยชน์กับตนอีกมากในวันข้างหน้า ซึ่งอย่างน้อยก็เอามาเป็นไม้กันหมานังน้องมันก็แล้วกัน …

“ ที่เธอมารับฉันถึงบ้าน ก็เพื่อจะคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่นี่เองเหรอ ถ้าใช่ฉันขอลงตรงตรงสี่แยกข้างหน้าเลยนะ” วันวิสามองเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อนคนเดียวตั้งแต่มาอยู่ท่าวังหินแล้วพบว่า นังคนนี้ฤทธิ์เดชไม่ใช่ย่อย การสนทนาเริ่มจะรุนแรงมีแนวโน้มจะลุกลามกันไปใหญ่โต ถ้าขืนมีปฏิกิริยาเป็นลบเช่นนี้ตัวองอาจจะไม่มีพวกหรือโดเดี่ยวก็เป็นได้ จึงปรับสีหน้าใหม่อีกครั้งแล้วจึงค่อย ๆ พูดน้ำเสียงเอื่อย ๆ เบาเนิบลงไปในทันที ..

“ งั้นขอโทษแล้วกันนะพลอย ฉันแค่รู้สึกกลุ้มใจที่เดี๋ยวนี้อิสราเปลี่ยนไปมาก ท่านลุงท่านป้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วกับเรื่องนี้ ใครก็รู้ว่าคู่หมั้นของฉันเป็นคนหัวรั้นไม่ยอมฟังใครง่ายๆ ยิ่งน้องเธอมาปั่นหัวเอาซะดื้อ ๆอย่างนี้เลยยิ่งเตลิดไปกันใหญ่ ถ้ามันไม่ไหวแล้วจริงๆ ฉันจะไปพบพ่อเธอ..”

พลอยใสนึกถึงใบหน้าคมเนียนละเอียด บวกแววตาที่มุ่งมั่น ไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้นของมะยมแล้วเหนื่อยใจ ถ้าวันไหนวันวิสาไปปรึกษาเรื่องนี้กับครูพล สงสัยวันนั้นจะต้องเป็นวันโลกาวินาศแน่นอน เพราะตนเองเชื่อว่ามะยมไม่ยอมในเรื่องนี้แน่ ..

“ อย่าถึงขนาดนั้นเลยวิสา ให้ฉันไปลองคุยกับเขาอีกครั้งดีกว่า แต่ก็อย่าหวังอะไรมากนักเพราะขานั้นน่ะทั้งดื้อเงียบและชอบใช้กำลังเป็นที่สุด ... ”

“ ไม่รู้ล่ะพลอย เธอต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยภายในวันจันทร์นี้..”

“ แล้วฉันจะพยายาม..”

พลอยใสมองออกไปนอกหน้าต่างคิดอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียวอารมณ์ตรงกันข้ามกับสาวหน้าใสอีกคนที่ตอนนี้แอบยิ้มที่มุมปากครุ่นคิดว่า เฮอะ! สมน้ำหน้าดีแท้ๆที่งานนี้ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว แถมได้ปั่นหัวสองคนได้อีกต่างหาก ... นี่ดีที่มันสองคนไม่รักกัน เลยทำให้แผนการครั้งนี้ง่ายขึ้นไปเยอะทีเดียว จึงแค่นเสียงอยู่ในลำคอด้วยความสะใจว่า ...

“ ดี ดี ... แล้วฉันจะรอ ..”

-----------------------------------------------

ในบรรดาคณาจารย์ของโรงเรียนท่าวังหินพิทยาคมที่เป็นลูกศิษย์ดั่งเดิมยุคเริ่มต้นก่อตั้งโรงเรียนแล้วได้กลับมาประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับรุ่นน้องมีเพียง ครูอำนาจเพียงคนเดียวเท่านั้น ....

ครูอำนาจเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่เป็นลูกชาวนาขนานแท้ และเป็นลูกหลานท่าวังหินมาแต่กำเนิด ครูหนุ่มเรียนจบจากวิทยาลัยการเกษตรในตัวจังหวัด ก่อนจะมาเป็นภารโรงที่นี่กินตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว จนไต่เต้ามาเป็นครูฝึกสอน กระทั่งได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ 1 ระดับ 3 ที่โรงเรียนแห่งนี้ได้สามปีแล้ว ครูอำนาจเป็นคนโสดอายุยังน้อยมากสำหรับการมีครอบครัวในสมัยนี้ …


ครูหนุ่มรักที่นี่ รักโรงเรียนที่เป็นเสมือนบ้านในอ้อมกอดภูเขาแห่งนี้ รักลูกศิษย์ทุกคน รักถิ่นฐานบ้านเกิดยิ่งกว่าใคร โดยเฉพาะอาชีพดั่งเดิมสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายาย นั่นคืออาชีพทำนา ..

ครูอำนาจรู้ดีว่าการทำนาในยุคสมัยนี้แทบจะเรียกว่าล้าสมัยไปแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ เพราะไปซื้อข้าวที่บรรจุถุงสวยงามที่ร้านสะดวกซื้อยังจะง่ายและไม่ยุ่งยากเท่าใดเลย แถมไม่ต้องเหนื่อย เปลืองแรง อะไรด้วยซ้ำ ครั้นพอถึงวิชาเกษตรกรรม ครูหนุ่มจึงเสนอกิจกรรมหลักของวิชานี้คือ การขุดสระน้ำและปลูกข้าที่เด็กรุ่นหลังจะลืมเลือนไปแล้วว่าอาชีพเก่าของพวกเราก็คือการเกษตรกรรม ...

ในวันนี้นักเรียนชั้น ม.5/1 ได้รับโจทย์งานที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับใครบางคน นั่นก็คือ ครูอำนาจให้นักเรียนทุกคนเลือกกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในสองกิจกรรมข้างต้นเพื่อเก็บเป็นคะแนนระหว่างภาคเรียน ...มะยมดูจะเป็นคนเดียวที่ร่าเริงกะปี้กะเปร่าที่สุดในเพื่อนๆ สาวซ่าส์ เพราะงานนี้เป็นงานที่ต้องออกแรง ออกกำลังแบบนี้เด็กสาวถนัดยิ่งกว่าทำอย่างอื่นเช่นงานเย็บปักถักร้อย งานแกะสลักผลไม้ งานทำอาหาร เป็นไหน ๆ

มะยมเริ่มต้นทำงานที่ได้รับมอบหมายจากครูอำนาจให้เป็นคนจัดเพื่อนๆ ลงตามแปลงที่ดินโล่งๆที่ได้แบ่งไว้แล้วในกระดาษ ทุกคนต่างขมีขมันทำตามที่ครูอำนาจสั่งในครึ่งชั่วโมงแรก กระทั่งครูหนุ่มเดินลับไปยังบ้านพักครูที่อยู่ใกล้ ๆ กันเท่านั้นแหละ ...

สาว ๆ เกือบทั้งห้องต่างทำหน้าตาบูดเบี้ยว ซับปาดเหงื่อบนใบหน้านวลไปตามกัน บางคนถึงกับทรุดนั่งลงพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ..

แต่ยังคงมีกลุ่มผู้ชายบางคนตั้งหน้าตั้งตาถากหญ้าและเตรียมจะขุด เพื่อโกยดินขึ้นมาเป็นรูปแปลง …

ส่วนมะยมยังคงตั้งหน้าตั้งตาขุดดินทำเป็นร่องรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อนจะขุดโกยดินขึ้นมาเหมือนคนอื่น จนเวลาล่วงเลยผ่านให้เมื่อตะวันรอนแสงมากแล้ว เด็กสาวเหลือบตามองไปรอบๆ แล้วอดอมยิ้มกับสิ่งที่เห็นรอบตัวไปไม่ได้ เพราะมองเห็นเพื่อนสาวร่วมกลุ่มทำท่าจะเก็บเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมจะกลับเกือบทุกคน จนมีเสียงทักดังมามะยมจึงหันกลับไปตามเสียงที่ได้ยินเสียงนั้น ....

“ ใกล้ค่ำแล้วแกจะกลับพร้อมพวกข้าหรือเปล่าวะนังยม”ส้มโอที่กำลังแบกจอบไว้บนบ่าเอ่ยทักมา

“ แปลงยังขุดยังไม่เสร็จเลยเพื่อน เหลือแต่งขอบแปลงอีกนิดหน่อย พวกแกกลับไปก่อนเหอะ แต่รบกวนฝากไปรับน้ำหวานที่ห้องสมุดด้วยนะ ”

“ ได้ ได้ เพื่อนรีบตามไปล่ะ อย่ากลับค่ำอีกล่ะ แถวนี้ดูเปลี่ยวน่ากลัวนะโว้ย ..”

“ เออ ๆ สักประเดี๋ยวจะตามไปไม่เกินสิบห้านาทีหรอก ” มะยมหันไปพูดอย่างขึงขัง ก่อนจะก้มหน้าทำงานให้เสร็จต่อไป แต่มิวายได้ยินเสียงแว่วแผ่นดังลอยมาตามลม ..

“ ฮ่ะ ๆๆๆ อยู่แถวนี้คนเดียวระวังจะโดนปล้ำเอานะเพื่อน ..”

เด็กสาวส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะทำหน้าที่ของตนเองต่อไปจนลืมดูเวลาและแสงสว่างที่เริ่มคล้อยมืดลงไปทุกขณะ เพราะกว่าที่มะยมจะขุดขึ้นรูปแปลงเสร็จ ... แสงสว่างของตะวันที่จับขอบฟ้าเริ่มลับหายไปแล้ว เด็กสาวพบว่าตนเองอยู่กับคนอีกคนเพียงสองคนเท่านั้น มะยมเริ่มรู้สึกกลัวตามที่เพื่อนตัวแสบขู่เอาไว้ จึงรีบเก็บของก่อนจะเดินออกจากแปลงเกษตรไปในทันที …

มะยมเร่งเดินมาจนถึงที่จอดรถมอเตอร์ไซต์ ก็พบว่าเหลือเจ้าแก่ของตนเองเพียงคันเดียว จึงรีบสตาร์ทรถออกไปด้วยความเร่งรีบ แต่มิวายที่จะเหลือบไปมองเห็นรถสปอร์ตคันโก้สีดำคุ้นเคยตาของวังฟ้าเมฆาจอดซุ่มเงียบสงบอยู่หน้าป้ายทางเข้าโรงเรียนติดกับป้อมยามรักษาการณ์ มะยมถือวิสาสะชะโงกเข้าไปในรถ เพื่อถามชายชราที่นั่งสัปหงกว่ากำลังรอใครอยู่ แต่กลับได้ยินเสียงกรนของใครบางคนดังมาจากเบาะหลัง..

“ ลุงแม้นอยู่ในนี้หรือเปล่า มะยมนะลุง ”

“ อ้าวหนูมะยมเองหรอกหรือ.” ชายชราดีดตัวลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงใสแจ๋วดังขึ้นมาแทรกในความเงียบ

“ จ๊ะหนูเอง ลุงมารอใครเหรอ..” มะยมเอ่ยถามไปพร้อมพนักแขนไว้กับขอบหน้าต่างรถท่าสบายๆ

“ กระผมมารอคุณอิสครับ นี่ก็จวนจะมืดแล้วคุณหนูยังไม่ออกมาจากโรงเรียนเลย มะยมเห็นคุณหนูมั่งหรือเปล่าครับ” ผู้อาวุโสตอบเรียบ ๆ น้ำเสียงเป็นกังวลเมื่อเหลือบสายตามองนาฬิกาอีกครั้ง ..

“ หนูไม่แน่ใจว่าอิสราจะยังอยู่ที่สระน้ำหรือแปลงปลูกข้าวนะจ๊ะลุงแม้น เอางี้แล้วกันเดี๋ยวหนูจะลองขับเจ้าแก่นี้ไปตามทั้งสองที่เลย ลุงรออีกแป๊บนึงนะคะ..”

“ ลุงจะรอที่รถนะมะยม บอกคุณหนูด้วยว่าท่านชายกำลังรอพร้อมแขกอยู่ที่วัง”

“ ค่ะลุง ..”

มะยมควบเจ้าแก่คันเก่าเลาะเลียบตามทางริมสนามฟุตบอลผ่านบ้านพักอาจารย์ ก่อนจะไปโผล่ที่สระน้ำขนาดเล็กที่ยังขุดไม่เสร็จ เด็กสาวมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นมีใครสักคนอยู่ที่นั่นเลย จึงขับรถวกกลับมายังถนนตัดผ่านเรือนพักชำขนาดใหญ่ที่อัดเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด รวมทั้งไม้เมืองหนาวที่ขึ้นชื่อของที่นี่มะยมมาถึงแปลงสวนเกษตรผสมผสานของโรงเรียนแหล่งรวมพืชผักของชั้นต่าง ๆ ตั้งแต่ ม.1 จนถึง ม.6 เด็กสาวก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดอย่างเร่งรีบ ไปยังแปลงสาธิตการปลูกข้าว เพื่อไปดูอีกครั้งให้แน่ใจว่าคนร่างสูงของบางคนที่คุ้นเคย ยังคงอยู่ที่นั่น …

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่มะยมคิดไว้ ร่างสูงใหญ่ที่เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ ยกจอบฟาดฟันไปยังดินที่แข็งปานหินเบื้องหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไม่สนใจว่ามีสาวร่างผอมบางจะมายินข้าง ๆ ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ..

“ นี่อิสรา ใจคอนายจะขุดดินจนถึงเช้าเลยหรือไง..”

คำพูดของมะยมทำให้อิสราถึงกับผงะเงยหน้าขึ้นมามองทันที ยามพลบค่ำเช่นนี้อากาศเย็นเข้ามาแทนที่ความร้อนเมื่อตอนกลางวัน แสงสลัวสาดส่องจับใบหน้าใสคมของเด็กสาว ทำให้เด็กหนุ่มเมืองกรุงตระกูลสูงส่งถึงกับตกตะลึงความงามน่ารักของกุหลาบไพรดอกนี้ นิ่งขึงไปในทันที
“ เอ๊ะ ! ฉันถามนายอยู่ แล้วนี่มาจ้องหน้ากันอย่างนี้ มีอะไรผิดปกติเหรอ..”

“ ปละ …เปล่าครับวันนี้ผมเห็นมะยมน่ารักกว่าทุกวัน ..” คนพูดส่งตาหวานฉ่ำ หัวเราะอย่างมีความสุข

“ บ๊อง ! ประสาทกลับหรือไง ! ที่ฉันมาตามนายมาถึงที่นี่ก็ไม่ได้พิศวาสอะไรหรอกนะจะบอกให้ .. เพียงแต่สงสารคนแก่ที่ต้องมานั่งรอนอนรอคุณชายผู้สูงศักดิ์ด้วยฐานะและวงศ์ตระกูลบางคนเท่านั้นเอง ..”

“ โธ่! นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ห่วงคนแก่ ลุงแม้นแกก็หลับรอผมอย่างงี้ทุกวันอยู่แล้วนะมะยม..”

“ แต่ลุงแกบอกฉันว่าวันนี้พ่อนายมีแขกสำคัญกำลังรอนายที่วังนายต้องรับไปทันที..”
“ ผมไม่เคยขุดดินมาก่อนเลยขุดได้ช้า แถมมือไม้มาแตกอีกเลยยิ่งช้าไปกันใหญ่ แต่ไม่เป็นไรเหลืออีกนิดเดียวก็เรียบร้อยแล้ว มะยมไม่ต้องรอผมกลับไปก่อนก็ได้นะครับ ..”

คนพูดไม่ได้ตั้งใจเรียกร้องความสนใจคนฟังแม้แต่นิดเดียว กลับตั้งหน้าตั้งตาทิ้งคมจอบลงไปในดินอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะโก่งมือทำงานจนน่าขันก็ตาม มะยมเห็นท่าทางก๊องแก๊งของเด็กหนุ่มผิวบางจากเมืองกรุงอดไม่ได้ที่จะแสดงพลังอันล้นเหลือของตัวเองออกมาไม่ได้ จึงหันไปฉวยเครื่องมืออีกอันที่วางอยู่ข้าง ๆ กำแน่นในมือแล้วจ้วงลงไปบนดินอย่างคล่องแคล่วต่างกับคนตัวสูงที่ค่อย ๆ ทิ้งจอบลงดินอย่างยากเย็น …

“ ไม่เป็นไรมะยม คุณไม่ต้องลำบากช่วยผมก็ได้ เดี๋ยวมือสวยๆ แตกเปล่า ๆ ..”

อิสราเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบด้วยความเป็นห่วง เหลียวซ้ายแลขวากังวลความมืดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาทุกขณะ จนคนร่างบางต้องทิ้งเครื่องมือแล้วยืนเท้าสะเอวหน้าง้ำหน้างอ ก่อนจะแบมือยื่นให้เด็กหนุ่มดู เพื่อคลายความกังวลใจ ..

“ นี่ดูนี่พ่อคุณ ! มือฉันสบายดี ไม่แตก ไม่ลอกใดๆ เลย รีบขุดเข้าเถอะใกล้มืดเต็มทีแล้ว ฉันก็รีบกลับบ้านเหมือนกันนะ ” เด็กสาวลงมือขุดดินต่อไปโดยมีคนตัวสูงข้างๆมองอย่างทึ่งสุดขีด ก่อนจะตอบไปด้วยอารมณ์ดี ยียวนตามปกติ ..

“ คร้าบบบ คุณมะยมคนสวย..”

จนกระทั่งสนธยามาเยือนแล้วจริงๆเสียที คนทั้งสองทรุดตัวลงนั่งเหนื่อยหอบที่ริมแปลงปลูกข้าวด้วยความคิดไปคนละอย่างก่อนที่คนร่างสูง ผิวขาวใบหน้าคิ้วคมเข้มจะเอ่ยอะไรขึ้นมา ..

“ ผมล่ะทึ่งคุณจริง ๆ มะยมน่าจะเกิดเป็นผู้ชายมากกว่านะครับ..”

“ ถ้าให้ฉันเลือกได้ ฉันก็คงเป็นไปแล้ว ไม่ต้องอ่อนแอปวกเปียกน่ารำคาญให้รกตาอย่างทุกวันนี้..”

“ นั่นสิครับผมก็คิดอย่างนั้น แต่เอ …ดู ๆ ไปคุณเป็นผู้ชายไม่ได้หรอก เพราะว่า..” คนพูดทำท่าจะสำรวจไปทั่วเรือนร่างของเด็กสาว …

“ เฮ้ยๆ เล่นด้วยแล้วลามปามใหญ่เลยนะ..” คนพูดลุกขึ้นยืนเอาดื้อๆ ก่อนจะเดินลับไป ยังคงปล่อยให้อิสราเก็บอุปกรณ์สองสามชิ้นแล้วเดินตามมาอย่างใกล้ชิด …

“ แค่ล้อคุณเล่นเท่านั้นน่ามะยม เย็นวันนี้ว่างหรือเปล่าล่ะ จะพาไปรับปะทานข้าวกับท่านพ่อที่บ้าน”

อิสราเอ่ยชวนเด็กสาวด้วยท่าทางเอาจริง จนคนฟังต้องหันมามองอีกครั้งว่าพูดเล่นพูดจริง จนแน่ใจว่าพูดจริงมะยมถึงกับถอนหายใจยาว ๆ แล้วค่อยปล่อยออกมา …

“ ฉันว่านายชวนผิดคนแล้วล่ะ ลองไปชวนโน้นคนที่อยู่บ้านฉันตอนนี้สิ จะได้รับคำตอบรับทันทีว่าโอเค ส่วนตัวฉันโนเค เพราะต้องไปทำงานให้พ่อต่อที่บ้าน … เข้าใจนะคะคุณชาย ..”

พอสาวผิวน้ำผึ้งเนียนพูดจบก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ แล้วสตาร์ทเครื่องหายลับไปในทันที ปล่อยให้เด็กหนุ่มรำพึงรำพันออกมาเหมือนคนกำลังละเมอ …

“ ผมตั้งใจจะพาคุณไปพบท่านพ่อจริง ๆ นะครับมะยม .. ไม่ใช่คนอื่น”

อิสรานึกถึงใบหน้าสวยเนียนคมเข้มของคนร่างบางสูงแล้วนึกอยากจะดึงเข้ามากอดรัดให้แน่นในหลาย ๆ ครั้ง แล้วเอ่ยถามว่าทำไมถึงเป็นคนดื้อดึง ไม่ยอมรับฟังความรู้สึกข้างในของตนเองเลย ไม่เหมือนกุหลาบอีกดอกหนึ่งที่จัดวางใกล้ ๆ กันอย่างพลอยใส นั่นอ่านออกได้แล้วตั้งแต่เห็นการกระทำในแว่บแรกแล้วด้วยซ้ำว่าคิดอย่างไงกับตนเอง นี่ถ้าไม่มีวันวิสาคอยกันท่าไว้อย่างทุกวันนี้ อิสรายังไม่นึกไม่ออกว่าพลอยใสจะทำเรื่องอะไรให้ได้ระทึกใจอีกต่อไป …

ผลการตรวจแปลงไร่ข้าวผ่านไปมะยมได้รับคำชมเชยจากครูอำนาจว่ายอดเยี่ยม น่าเอาเป็นแบบอย่าง แต่อิสราได้แค่คะแนนผ่านอย่างเฉียดฉิวเท่านั้น …

------------------------

ในทุกวันตอนเช้าหากทำกิจธุระอันเป็นหน้าที่หลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว มะยมจะรีบไปรับน้ำหวานที่บ้านแล้วรีบบึ่งมาโรงเรียนมัธยมท่าวังหินก่อนใคร ๆ จะถึง ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้นก็คือ รีบไปจองโต๊ะในห้องสมุด เพราะเมื่อไปถึงที่นั่นมะยมจะเลือกหนังสือที่ตนเองชอบและอยากอ่านทั้งหมดมากอง ๆ ไว้บนโต๊ะ แล้วค่อยไล่อ่านไปทีละเล่มจนหมดทุกเล่ม กระทั่งถึงเวลาเข้าแถวในตอนเช้าพอดี …

วันนี้มะยมไม่ต้องไปรับน้ำหวานอย่างเช่นเคยจึงมาถึงที่ห้องสมุดแต่เช้าตรู่ พอก้าวเท้าถึงประตูห้องก็ต้องชะงักไว้แค่นั้น เมื่อเห็นด้านหลังร่างสูงคุ้นชินสายตากำลังนั่งจดจ้องกับหนังสือกองโตอย่างขะมักเขม้นไม่สนใจว่าใครจะเดินอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง มะยมอยากจะเดินถอยหลังออกมา แต่ความตั้งใจเดิมมีมากกว่า และคิดว่าไม่เห็นต้องกลัวอะไรนี่ นายคนที่นั่งตรงหน้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น จึงเดินเฉียดตรงไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งในทันที แต่ยังไม่ทันได้นั่งคนร่างสูง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเอ่ยทักมาเสียก่อน …

“ มานั่งด้วยกันสิมะยม ผมมารอคุณตั้งแต่ห้องสมุดยังไม่เปิดแน่ะครับ..”

“ นายมารอชั้น ... แล้วใครใช้ให้นายมารอฉันมิทราบคะ” มะยมงงงงไม่คิดว่าจะเจอคนกวนใจแต่เช้า..

“ เปล่าใครใช้ครับ เราตั้งใจมารอเอง เมื่อวานตอนค่ำผมให้ลุงแม้นไปถามน้ำหวานที่บ้าน เลยรู้ว่าคุณชอบอ่านหนังสือตอนเช้ามาก เลยหนียายจอมจุ้นที่บ้านมาแต่เช้ามืด ภารโรงยังไม่เปิดห้องนี้เล้ยครับ..”

“ ปกติถ้ามีโอกาสฉันก็มาเวลานี้ประจำแหละ แต่ถ้าสายกว่านี้คนก็แน่นห้องสมุดแล้วนะ”

มะยมเริ่มอารมณ์ดีเมื่อได้คุยในเรื่องถูกใจ อิสราถามว่ามะยมชอบอ่านหนังสือประเภทใหน เด็กสาวตอบว่าชอบอ่านหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ การเมือง ศาสนา ปกิณกะคดีต่าง ๆ และนวนิยายของนักเขียนชื่อดังหลายคน อิสราแปลกใจที่มะยมชอบนักเขียนในดวงใจคนเดียวกันคือ ทมยันตี แล้วเรื่องที่ชอบก็คือเรื่อง กษัตริยา แก้วกัลยาแห่งแผ่นดิน และอธิราชา …

“ ผมชอบเรื่องนี้มาก อ่านไปสงสารชาติบ้านเมืองในสมัยก่อนกว่าจะมาเป็นเมืองที่ร่มเย็นในวันนี้ ผ่านความทุกข์ยากมาแสนสาหัสมามากมาย เราต้องรัก เทิดทูนบุญคุณของแผ่นดินกันให้มากๆ นะครับ..”

“ ใช่เราก็คิดอย่างนายเหมือนกัน ตอนนี้คนบ้านเราแห่นิยมบูชาลัทธิทุนนิยมกันโครมๆ ไม่สนใจรากเหง้า บรรพบุรุษของชาติหรือกำเนิดดั่งเดิมของเราเลย เรากลัวว่าซักวันทุกอย่างมันจะพังทลายลงมาเหมือนปราสาททราย มันน่ากลัวจริงๆ”

“ ไม่ยักกะรู้ว่ามะยมก็หัวรุนแรงเหมือนกัน แถมเลือดรักชาติเข้มข้นมากทีเดียว..”

“ นายคงไม่รู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านแถวท่าวังหินนี้เดี๋ยวนี้มีโทรศัพท์มือถือใช้กันแล้วแทบจะทุกบ้านแล้ว และที่สำคัญพวกเค้ายังไม่รู้ว่ามีไว้ใช้ประโยชน์อะไรเสียด้วยซ้ำ น่าอนาจใจมั้ยล่ะ..”

“ ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนสมัยนี้แล้วนะครับมะยม คุณค่าของวัตถุหรือสิ่งของที่หามาได้ง่าย ๆ เรามักจะไม่ให้ความสำคัญหรือรู้ค่ามันสักเท่าไหร่หรอกครับ สู้ของเก่าไม่ได้ ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า ยิ่งเตือนสติให้เรารู้จักทุกอย่างในหลาย ๆ เรื่องทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผมตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าเรียนจบปีหน้าจะไปเรียนต่อที่วิทยาลัยศิลปะอย่างที่ตั้งใจไว้ จากนั้นก็จะกลับมาอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ที่นี่ ... ที่ท่าวังหินนี่ จนตอนนี้ผมรู้สึกว่าได้เจอบ้านของผมแล้วครับมะยม ..”

คนพูดชายตามองยังคนฟังอย่างเปี่ยมไปด้วยความหมาย จนฝั่งตรงกันข้ามสะเทิ้นอายการหลบสายตา เอื้อมมือที่รู้สึกเก้งก้างไปพลิกหนังสือตรงหน้าเล่นไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะตอบไปว่า ..

“ สำหรับอนาคตของฉัน ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเอาไว้เลย แต่ยืนยันได้ว่าถ้าพ่ออยู่ไหนก็จะไปทำงานที่นั่น ฉันรักพ่อของฉันมาก ตอนนี้ท่านแก่ลงไปทุกวัน ถ้าวันหน้าเป็นไปได้อย่างที่วาดหวัง ฉันจะต้องกลับมาทำงานที่บ้านเกิด ที่ท่าวังหินนี้ด้วยเช่นกัน ..”

“ ดีจังแสดงว่าเราต้องได้เจอกันทุกวันแน่ใช่มั้ย? ” คนพูดดูร่าเริงเกินเหตุจนสานตาคมของสาวร่างบางต้องค้อนอย่างหมั่นใส้ ก่อนจะเอ่ยในอารมณ์คงเดิมในตอนแรก ..

“ อนาคตมันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะอิสรา แต่ถ้าสิ่งที่ฉันฝันไว้เป็นจริงมันก็คงจะดีสินะ..”

“ ผมขอให้ฝันของมะยมเป็นจริงด้วยเถ้อะ ... เผื่อผมจะได้ไปอยู่ด้วยคน..”

“ นายว่าอะไรนะอิสรา …”

มะยมฟังไม่ค่อยได้ยินชัดเจน เพราะอิสราพูดประโยคเมื่อครู่อย่างแผ่วเบา แววตาเหม่อลอยเหมือนคนเคลิ้มฝันอย่างมีความสุข แต่ทุกอย่างที่เหมือนจะราบเรียบไปเรื่อย ๆ ตามสภาพอากาศที่เย็นใสในยามเช้า ๆ เช่นนี้ก็ต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น เมื่อมีเสียงเดินเท้าอย่างเร่งรีบของคนสองคนตรงเข้ามาในห้องสมุดอย่างร้อนรน ก่อนจะหยุดชะงักอยู่บริเวณด้านหน้าสักครู่หนึ่ง แล้วเดินตรงเข้ามายังโต๊ะที่มะยมกับอิสรากำลังสนทนากันอย่างออกรสในทันที ….

“ อ๋อ! มาหลบอยู่นี้เองหรือจ๊ะอิส ทำไมปล่อยให้วิสากับคนทั้งบ้านตามหาไปทั่วตั้งแต่เช้า ที่ไหนได้หนีหรือถูกใครบางคนนัดแนะให้มาทำอะไรไร้สาระที่นี่ ”

เสียงเน้นย้ำตวัดน้ำเสียงบอกความเจ้ายศเจ้าอย่างของคนพูดแว่วดังมาจากด้านหลัง ทำให้มะยมถึงกับเลิกคิ้วหันกลับไปมองยังที่มาของเสียงในทันที เป็นวันวิสาเจ้าเก่านั่นเอง แต่คราวนี้พ่วงคนใกล้ชิดมะยมมาด้วยนั่นก็คือ พลอยใสที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหลังคล้ายตัวช่วยนางอิจฉาในละครน้ำเน่าจ้องมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

“ วิสาอย่าส่งเสียงดังได้มั้ย ? เราอายคนอื่นเค้า รู้ใช่มั้ยว่านี่มันห้องสมุด..”

คนร่างสูงหันซ้ายขวามองดูโต๊ะอื่นๆ ที่ตอนนี้หันมามองมาเกือบทุกสายตาที่อยู่ในห้องสมุด วันวิสายิ้มเหยียดไม่ยอมหยุดอะไรง่าย ๆ

“ อายทำไมคะอิส … ให้มันรู้ว่าเลยว่ามีใครบางคนกำลังหน้าด้านแย่งแฟนชาวบ้าน..”

“ เอ๊ะนี่วันวิสา … เธอพูดให้มันเคลียร์กว่านี้หน่อยได้มั้ย ใครไปแย่งแฟนเธอ ฉันอยู่ของฉันตรงนี้ดีดีนะ ถ้าจะหาเรื่องไปให้ไกลจากนี่....หน่อยได้มั้ย ถ้าไม่อยากมีเรื่อง”

คนพูดทำท่าฮึดอัด ๆ ลุกขึ้นยืนประจันหน้าแล้วชี้ไปที่เท้า กิริยาไม่ยอมเหมือนกัน ..

“ คนบ้านป่าบ้านนอกมักจะแสดงกิริยาไพร่ๆ ไร้มารยาทผู้ดีออกมาให้เห็นง่ายๆอยย่างนี้แหละ ”

“ ใช่ฉันมันคนบ้านนอก ไม่มีชาติตระกูลที่สูงส่งเป็นหงส์อย่างพวกเธอ จะได้เที่ยวแหกปากตะโกนดูถูกคนในที่รโหฐานให้อับอายวงศ์ผู้ดีของเธออย่างตอนนี้นะวันวิสา..”

“ ต๊าย! รู้ตัวว่าเกิดมาต่ำยังมาเสนอหน้าจะปีนหอคอยงาช้างอีก ไม่เจียมกะลาหัวเอาซะเลย คนบ้านนอกก็เป็นอย่างงี้แหละ อยากสูงส่งจนลืมมองเงาตัวเอง ”

คนพูดยังอดคงเยาะทั้งคำพูดและสีหน้าท่าทางหน้าอยู่ต่อไป ส่วนอีกฝ่ายเริ่มหน้าแดง มือกำหมัด ลุกขึ้นยืนประจันหน้าจนแทบจะชิดอีกฝ่ายอยู่แล้ว ...

อิสราผู้เป็นต้นเหตุเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะบานปลายไปอีกถ้าตนเองขืนนั่งอยู่เฉยไม่ทำอะไรซักอย่าง

“ ใจเย็นน่าวิสา เธอมาโวยวายอะไรที่นี่ อายคนอื่นเค้ามั่งสิ ที่นี่ห้องสมุดนะไม่ใช่ตลาดสด..”

“ เห็นมั้ยพลอยใส เป็นเหมือนฉันพูดเอาไว้ไม่ผิด สุดท้ายอิสก็เข้าข้างนังบ้านนอกนี่อีกจนได้..”

“ ทำไมต้องขึ้นมันด้วยวันวิสา... ” คนร่างสูงเน้นคำว่ามันชัด ๆ จนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยันเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...

“ อิสจะยกมันขึ้นมาเทียบเท่าพวกเราได้ยังไง เราเป็นเจ้าพวกนี้เป็นไพร่ ใครก็รู้กันทั้งนั้น”

“ ที่นี่ไม่มีเจ้า ไม่มีไพร่ใดใดทั้งสิ้น ทุกคนที่ท่าวังหินไม่ว่าบ้านเราหรือใครที่ไหนๆ ทุกคนต่างเป็นคนเหมือนกัน มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกอย่างเข้าใจมั้ยวิสา ... ทีหน้าทีหลังอย่าพูดอะไรอย่างนี้ให้เราได้ยินอีก ไม่งั้น ไจะหาว่าไม่เตือน ไปที่อื่นกันดีว่ามะยม แถวนี้ไม่สะดวกที่จะคุยเรื่องส่วนตัวกัน ..”

พอกล่าวจบอิสรารีบจูงมือเด็กสาวไปจากที่นั่นในทันที ก่อนจะเอามือปิดหูสองข้างอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดดังตามมา ...

“ กรี๊ด ๆๆ หยุดตรงนั้นนะอิสรา นายจะเดินหนีชั้นไม่ได้นะ กลับมา กลับมาเดี๋ยวนี้ ..”

“นี่วิสาเธอจะกรี๊ดให้ได้อะไรขึ้นมาอิสราไปตั้งนานแล้ว” พลอยใสเอ่ยขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าเสียงชักจะดังแล้ว

“ เอ๊ะ ! เอจะอยู่ข้างใครกันแน่พลอย ถ้าอยู่ข้างฉันหุบปากเน่าๆ ของเธอไปเลยจะดีกว่า ”

“ เธอพาลคนอื่นเค้าไปทั่วแล้วนะวิสา ลองมองดูรอบๆตัวเธอสิใครเค้าสนใจเธอมั่ง..”

พลอยใสเอ่ยตำหนิสาวหน้าใสตรงหน้าอย่างไม่ไว้หน้า แต่คนถูกว่ายังไม่ยอมราข้อง่าย ๆ กลับทำตรงข้ามถลึงตาใส่คนพูดเหมือนจะเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางไหน ก่อนจะกรี๊ดใส่หน้าเหมือนเมื่อครู่ แล้วสะบัดหน้าเดินตามคนทั้งสองที่ลับกายหายไปนานแล้ว

พลอยใสส่ายหน้าช้าๆ เบื่อระอาท่ามกลางสายตานับสิบคู่ คิ้วขมวดครุ่นคิดการอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครรู้นอกจากตัวของเธอเอง ...

---------------------------------

ในช่วงบ่ายคล้อยแสงแรงลงแล้วในวันนี้ที่ไร่ฟ้าเมฆาบรรยากาศคึกคักไปด้วยมวลมิตรภาพและถ้อยคำจำนรรจาของบรรดาญาติมิตรและสหายสนิทของท่านชายปกรณ์เทวาผู้เป็นเจ้าของวังฟ้าเมฆา ส่วนคุณอุ่นเรือนผู้เป็นเจ้าภาพอีกคนกลับคลุกอยู่หลังครัว เพราะไม่ถนัดต้อนรับแขกเหมือนท่านชายผู้เป็นสามี …

การสนทนาในโต๊ะอาหารเสร็จสิ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนขณะนี้บรรดาแขกเหรื่อต่างจับคู่สนทนาตามมุมตึกด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง แต่ภายในห้องสมุดส่วนตัวขนาดใหญ่ของวังตอนนี้ มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังสนทนาอย่างเผ็ดร้อน ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ....

“ พี่ชายต้องจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดนะเพคะ ถ้าขืนปล่อยไว้นาน พวกเราอาจจะเสียท่าพวกนั้นได้ ถึงตอนนั้นหญิงก็ไม่แน่ใจว่าชายอิสจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือเปล่า ”

คนพูดเป็นหญิงร่างท้วม แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเครื่องเพชรราคาแพงละเหลื่อมละลานตาครบครันไปทั้งตัว ลักษณะท่าทางเจ้าอารมณ์อยู่เป็นนิจสังเกตจากปลายริมฝีปากที่เชิดขึ้นมาทุกครั้งที่เอื้อนเอ่ยคำพูดออกมา....

“ หญิงจะให้พี่บังคับลูกได้ยังไง ใครก็รู้นิสัยของนายอิสดีว่าถ้าไม่ชอบใจเรื่องอะไร ก็จะไม่ยอมลงให้ใครเลย แม้แต่พี่เองก็เถอะ จนบางทีก็ต้องยอม ๆ เค้าไป เพื่อจะได้จบเรื่อง แล้วนี่จะมาบังคับให้หมั้นกับยายวิสาตั้งแต่ตอนนี้ ยิ่งยากกันไปใหญ่ ที่สำคัญพี่ยังไม่ได้คุยกับอิสราในเรื่องนี้เลย...”

-----------------------

หม่อมเจ้าปกรณ์เทวาเอ่ยจบพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับการเร่งรัดเพื่อหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล ที่ทำไม่สำเร็จมาแล้วในหลายรุ่น ตั้งแต่หม่อมปู่ท่านพ่อของท่านชายกระทั่งจนมาถึงรุ่นตนเอง และอิสราบุตรชายที่เกิดจากความรักของตนเองกับคุณอุ่นเรือน เอื้องเหนือที่สวยสดทั้งกิริยามารยาทและหน้าตา จนรู้สึกชุ่มเย็นเมื่ออยู่ใกล้ ...
กระทั่งมาถึงวันนี้สองตระกูลกลับมาทบทวนสัญญานั้นอีกครั้ง แต่ทว่าคนที่ตกที่นั่งลำบากกลับเป็นท่านชาย เพราะเข้าใจสถานการณ์เดิมๆนี้เป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง ...

“ ไม่ได้นะเพคะพี่ชาย เรื่องนี้มันเรื่องสำคัญที่คนรุ่นลูกอย่างเราทั้งสองคนต้องทำตามบรรพบุรุษให้ได้ ไม่ว่าจะต้องรอคอยกันมากี่รุ่นแล้วก็ตาม ... ถ้าพี่ชายไม่แต่งงานกับนัง เอ๊ย พี่อุ่นเรือนในตอนนั้นเรื่องทั้งหมดคงไม่ยุ่งยากจนต้องลำบากลูกหลานในวันนี้หรอกใช่ไหมคะ..”

“ หญิงพักตร์มาว่าพี่ได้ไง ก็เราเองไม่ใช่เหรอที่ถอนหมั้นพี่ไปแต่งกับนายบุญถมนั่นน่ะ..”

“ ก็ตอนนั้นพี่ชายไม่กลับวังเทวราชเลยเป็นปีๆหญิงก็เลย...เอ่อ..”

“ รอไม่ไหวแล้วไปแต่งงานกับพ่อค้านายหน้าที่ดินนั่น ...” คนพูดเน้นประโยคนี่ชัด ๆ อีกครั้ง

“ โอ๊ย! ... พี่ชายจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอยู่ทำไมกัน ไหน ๆ เรื่องมันก็ผ่านมานมแนหลายปีแล้ว ตอนนี้เรากำลังคุยกันเรื่องงานหมั้นของชายอิสกับวันวิสาอยู่นะคะ ... ตกลงจะให้หญิงไปบอกฤกษ์กับหม่อมหญิงป้าได้เมื่อไหร่ นี่ท่านก็เร่งถามมาแทบจะทุกวันนะคะพี่ชาย”

“ เอาอย่างงี้ดีกว่านะหญิงพักตร์ไว้ให้พี่คุยกับอิสราเย็นนี้ก่อน แล้วพี่จะโทรไปให้คำตอบวันพรุ่งนี้เมื่อหญิงกลับถึงกรุงเทพแล้วตกลงตามนี้มั้ย..”

“ ได้สิพี่ชาย ไหนๆ ก็รอกันมาเป็นปีแล้ว จะรอแค่อีกหน่อยจะเป็นไรไป...” คนพูดเยาะในน้ำเสียงเต็มที่ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกห้องหนังสืออย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก...

ท่านชายปกรณ์เทวาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าที่บุนวมกำมะหยี่สีแดง พลางยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเหนื่อยอ่อน นึกคิดถึงวันที่ออกแผนการกึ่งบังคับให้อิสราย้ายมาเรียนที่ท่าวังหินด้วยความรีบเร่ง เพราะอยากจะให้อิสราได้ใกล้ชิดกับวันวิสา ลูกสาวคนสุดท้องหม่อมราชวงศ์หญิงพักตร์วิลาส เมื่อมาอยู่ที่นี่ ...

แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้กลับตาลปัตรไปหมด เมื่ออิสรากำลังหลงและคลั่งไคล้เด็กสาวหน้าแฉล้มท่าทางก๋ากั๋นมอมแมมที่ชื่อ ...

… มะยม …

ลูกสาวครูบ้านนอก ฐานะยากจนไร้ชาติตระกูลที่สูงส่งเทียบเทียมกันได้เลย ประมุขของไร่ฟ้าเมฆาถอนหายใจแรง อีกครั้ง ก่อนจะพรำพำออกมาแผ่วเบา ...

“ อิสราลูกรัก....พ่อไม่รู้จะช่วยเจ้ายังไงแล้ว ถ้าทางโน้นเขาเร่งรัดมาว่าจะให้มีงานมงคลโดยเร็ววันนี้ พ่อคงจะขัดอะไรไม่ได้แล้วแน่นอน..”

(จบตอน 7)




Create Date : 01 สิงหาคม 2561
Last Update : 1 สิงหาคม 2561 14:45:50 น.
Counter : 87 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 4063778
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]