Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2561
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 พฤษภาคม 2561
 
All Blogs
 

อุษาโคมคำ ตอนที่ 29



คนเขียนหายไปปฏิบัติธรรมนะคะ ขออภัยที่มาช้าค่ะ

============== 


“ข้าควรปล่อยกระต่ายป่านี้ที่ใดดีเจ้าคะ” 

ขวัญอรุณทำใจดีสู้เสือผูกมิตร นับแต่ได้พบกันยังไม่เคยได้คุยกับเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เธอเห็นไทวะให้ความสนิทสนมขุนศึกผู้นี้ราวกับเป็นสหาย คนที่ศาสตราจารย์หนุ่มคบได้ก็คงมีน้ำใสใจคอไม่เลวร้ายน่ากลัวนัก

“อันใดจิ่งมาถามข้า” ศรีสูรยะมิคาดว่านางจะชวนสนทนากาเลต่อ หากไม่นับอินตรา หญิงผู้ดีที่เขาเคยผ่านตาล้วนหลีกหนีที่จะพูดคุยกับบุรุษตามลำพัง อย่างดีก็หลบอยู่หลังช่องพระแกลคอยเลียบเคียงส่องส่อนสายตาดู หากเป็นทั่วไปชายหนุ่มย่อมรู้ว่าสายตาเหล่านั้นมีความนัยซุกซ่อนอยู่ หากกับหญิงสาวที่เมื่อครู่ยังตัวสั่นราวลูกนก มิรู้ว่าเข้ามาโอภาปราศรัยด้วยนี้มีจุดประสงค์ใด คงไม่เหมือนหญิงเหล่านั้นเป็นแน่

“ท่านเปนทหาร ก่ท่าชำนาญป่าดงพงไพรรู้ว่าแหล่งใดเปนที่อยู่ของมัน แม่นก่เจ้าคะ”

“ข้าย่อมรู้ที่ใดมีเนื้อกินอร่อยกินดี” แม่ทัพหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ขวัญอรุณบังคับตัวเองไม่ให้ทำตากลับเกลือกใส่อีกฝ่าย พวกผู้ชายเอะอะก็เห็นเป็นของกินเหมือนกันหมดทุกคน “หั้นก่ต้องรู้ว่าข้าควรปล่อยมันที่ใด” เมื่อเขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเธอจึงว่า “วานท่านนำทางข้าตวยพระบาทกมรเตงอัญไปเถิงแนวดงไพรหั้นเทอะเจ้าค่ะ”

“แลสูบ่ทูลถามพระบาทเจ้า หื้อพระองค์นำมรรคาไปหั้น”

“ข้าบ่ใคร่เจรจาตวย...ดอกเจ้าค่ะ” เธอพยักพเยิดหน้าไปทางพญาสุวรรณมุขทวาร ที่เห็นไกลๆ ว่ากำลังติดพันการสนทนาอยู่กับนายเหมือง วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรอยู่ใกล้เขาแล้วใจหวิวๆ ไม่อยากเข้าใกล้คนชอบพูดอะไรชวนขนลุก 

“บ่เจรจาแล้วจักรู้ความกันได้อย่างใด” ศรีสูรยะนิ่วหน้าถามไม่อ้อมค้อม “แท้แล้วสูใคร่รู้อันใด”

แม่ทัพหนุ่มฉลาดจนขวัญอรุณต้องกัดริมฝีปาก “ยินว่าสั่งม้ามาทางหนองแส ข้าก่ใคร่รู้ว่าอยู่ที่ใดเจ้าค่ะ”

“สูบ่รู้จักหนองแสดอกฤา” เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีใครไม่รู้จักหนองแส ไม่ว่าใครก็รู้จักหนองแสด้วยกันทั้งนั้น  

เพื่อไม่ให้ตัวเองดูโง่ในสายตาเขามากไปกว่าเดิม จากที่คิดว่าชายหนุ่มต้องแอบคิดล่วงหน้าไปแล้ว เธอจึงแสร้งว่า “ข้าเปนหญิงรู้น้อยจิ่งบ่รู้ว่าสุวรรณโคมคำนี้ใหญ่กว้างกี่มากน้อย เขตคามสุดทางใด ทางใดเปนป่าทางใดเปนน้ำ ตัวยืนอยู่หนใดก่บ่รู้ ผิรู้พ่องก่คงบ่ถามท่านหื้อขุ่นใจ” 

“สุวรรณโคมคำมีเมืองตั้งอยู่วิมลาก ทิศเบื้องตีนนอนมีปากทางหนองแสเปนแดน ทิศเบื้องหัวนอนมีฝายนาคเปนแดน เบื้องหัวขวามีน้ำแดกเปนแดน เบื้องหัวซ้ายหั้นมีน้ำตูเปนแดน”

หญิงสาวพึมพำตามที่เขาบอก ทรุดนั่งย่อเข่าเอานิ้วมือขีดเขียนบนพื้นทราย ขีดเครื่องหมายบวกแล้วใส่ชื่อทิศกับชื่อเขตแดน จากนั้นให้เขาดูว่าเข้าใจตำแหน่งถูกต้องหรือไม่ 

“หนองแส...เบื้องตีนนอน...ก็ทิศเหนือ แลมันอยู่ไกลเพียงใดเจ้าคะ สามวัน เจ็ดวัน ก่ว่าเมินกว่าหั้น” 

ศรีสูรยะถอนหายใจ เห็นแก่ความฝักใฝ่ใคร่รู้จึงหยิบจรามขัน ออกมาจากสายคาดเอวกางลงบนพื้นทับรอยขีดเขียนของนาง ชี้ให้ดูว่าจุดใดคือหนองแส ขวัญอรุณกวาดตามองแผนที่บนผืนหนังด้วยความทึ่ง ไม่นึกว่าคนโบราณแถบนี้จะคิดทำแผนที่เป็นกับเขาด้วย เธอนึกว่ามีแต่คนจีนกับชาวยุโรปที่รู้จักการทำแผนที่เสียอีก

“ท่านจารเองฤาเจ้าคะ” มือเรียวเล็กลูบไล้ไปบนรอยน้ำหมึก รอยสีอ่อนเข้มไม่เท่ากันในหลายส่วน บ่งบอกว่าผู้จารค่อยเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปทีละเล็กละน้อยไม่ได้จดจารทั้งหมดในคราวเดียว บนแผนที่ระบุถึงเส้นทาง ภูเขา แม่น้ำ เมืองสำคัญ แม้ไม่ละเอียดอย่างแผนที่ปัจจุบัน แต่ก็มีจุดสังเกตโดดเด่นมากพอชี้นำให้ไม่หลงทาง โดยเฉพาะเส้นเขตแดนตามธรรมชาติซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาล่วงผ่านไปนับพันปี

ที่แท้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรสุวรรณโคมคำนั้นกินดินแดนจากอำเภอเชียงแสนขึ้นไปถึงสิบสองปันนา ทิศเหนือจรดหนองแสหรือทะเลสาบเอ๋อไห่ ในมณฑลยูนนานประเทศจีน ทิศใต้สุดทางที่ฝายนาคหรือแก่งหลี่ผีประเทศลาว ทิศตะวันออกจรดถึงแม่แดกหรือแม่น้ำดำในเวียดนามเหนือ ส่วนทิศตะวันตกถึงน้ำตูหรือแม่น้ำตู้ในรัฐฉานตอนเหนือของเมียนม่า แถบเมืองแสนหวี สี่ป้อ กึ่งกลางแม่น้ำอิระวดีกับแม่น้ำสาละวิน 

หญิงสาวกวาดตาพิจารณาแล้วรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาในอก อาณาจักรสุวรรณโคมคำใหญ่โตมโหฬารกว่าคาดเอาไว้มาก ไม่มีทางที่เธอจะหนีออกไปจากพระราชอำนาจของสุวรรณมุขทวารได้เลย ต่อให้หนทางสะดวก มีเกวียนเทียมวัวเทียมม้าต้องใช้เวลารอนแรมหลายเดือน เส้นทางที่พ่อค้าคาราวานใช้สัญจรประจำย่อมมีการตรวจตราเข้มงวด ไม่มีทางที่เธอและไทวะจะทางรอดพ้นจากสายตาทหาร การเดินป่าออกนอกเส้นทางเป็นเรื่องของคนสิ้นคิด ภูมิประเทศยังเป็นป่าดิบชื้น มีไข้ป่าสัตว์ป่าชุกชุม อากาศที่หนาวเหน็บเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้เดินทางได้ยากยิ่งขึ้น

ขวัญอรุณขบหัวแม่มือเบาๆ ถ้าไม่ออกทางจีน เมียนม่าและเวียดนามก็ต้องลงใต้ไปทางแก่งหลี่ผี แก่งหลี่ผีที่ว่านี้ตามตำนานระบุว่าพญาศรีสัตตนาคเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อดักแพของพระนางอุรสาเทวีและพระกุมารไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล  ลักษณะคล้ายแกรนแคนยอน เต็มไปด้วยเกาะแก่งหินแหลมคมเป็นทางน้ำตกอันเชี่ยวกราก ไม่สามารถล่องเรือหรือแพจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งข้ามผ่านไปได้ จำเป็นต้องใช้เส้นทางบกอ้อมไป 

“ข้ายินว่าฝายนาคงามบ่เหมือนที่ใด ท่านศรีสูรยะเคยไปหันก่เจ้าคะ” 

“บ่งามดอก ข้าผ่านทางหั้นอยู่หนสองหน มีคนตายเสี้ยงนัก” 

ฝายนาคอยู่ระหว่างบริเวณรอยต่อโพธิสารหลวงและสุวรรณโคมคำ มีความลี้ลับน่าหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้ากล้ำกรายผ่านโดยไม่จำเป็น ว่ากันว่าลำพังกระแสขลนทีซึ่งเคยล่องเรือได้เรียบสงบ พอถึงฝายนาคก็กลับพัดรุนแรงถาโถม ส่งเสียงคำรามดังก้องให้ได้ยินแต่ไกล ผู้คนยำเกรงไม่กล้าเข้าใกล้ ใครคิดผ่านใช้เป็นเส้นทางลัดล้วนเอาชีวิตไปทิ้งทุกราย ประหนึ่งมีอาถรรพ์ครอบงำ เขาเองเมื่อครั้งเดินทางเลียบผ่าน ยังเผลอคิดไปว่าได้ยินเสียงโหยหวนดังสอดแทรกมาจากทางน้ำตกหวีดหวิววังเวง แม้ศรีสูรยะไม่เกรงกลัวเรื่องภูตผีปีศาจ แต่ก็ยอมรับว่าบรรยากาศบริเวณนั้นวิเวกน่าพิศวงผิดแผกไปจากบริเวณอื่น 

ขวัญอรุณเชื่อว่าการเดินทางในยุคนี้คงลำบากมาก หลี่ผียังแวดล้อมด้วยป่าดงเป็นสถานที่ลึกลับน่ากลัว ไม่เหมือนสมัยเธอที่ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียง ใครไปลาวก็ต้องไปเที่ยวชม

“สูถามเถิงฝายนาคด้วยเหียมใด” ศรีสูรยะสังเกตว่าหญิงสาวจ้องแผนที่เขม็งไม่วางตา 

“บ่มีอันใดเจ้าค่ะ ข้าก่ใคร่รู้เท่าหั้น” เธอรีบพับจรามขันเก็บส่งคืนให้กับแม่ทัพหนุ่ม ก่อนขอบคุณเขาที่สละเวลามาเพื่ออธิบายถึงขอบเขตดินแดนให้ได้ประดับความรู้ พญาสุวรรณมุขทวารแลท่าใกล้สนทนากับนายเหมืองแล้วเสร็จ ขวัญอรุณจึงรีบกล่าวลาแล้วเดินกลับไปเข้าเฝ้า ทิ้งให้ศรีสูรยะมองตามด้วยความสงสัย



“มีที่ใดเล่ากองถ่าน จักหื้อหมู่ข้าเก็บที่ใด” 

ศิถีส่งเสียงถามโขยมหนุ่มน้อยที่เดินนำอยู่ข้างหน้า นาง กทลี และอินถาเดินลัดเลาะมาทางด้านหลังเรือนตามคำบอกเล่าแต่เช้าตรู่ แลไปทางไหนก็เห็นแต่สุมทุมพุ่มไม้รก มีลานดินอยู่ด้านหนึ่งปรากฏแค่กองดินนูนๆ แต่ก็ไม่เห็นมีกองฟืนดังว่าไว้ กทลีนำไม้ขนาดเหมาะมือที่ถือติดมาเขี่ยกองดินออก ถ่านที่ผ่านการเผามาสองวันจนดำสนิทจึงเผยออกสู่สายตา  

“ข้าบ่เคยหันว่าผู้ใดเผาถ่านประนี้” อินถาปรารภด้วยความแปลกใจ 

“เจ้าค่ะ ข้าก่บ่เคยหัน” ศิถีสนับสนุน วางเพียดลงแล้วช่วยเด็กหนุ่มโกยเอาถ่านทั้งหลายใส่ภาชนะ เผาถ่านใครก็เผาเป็น เกิดมาก็เผาเป็นกันทุกคน ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร แค่วางฟืน วางกิ่งไม้ลงไป จุดไฟก็เผาได้ แล้วทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากเปลืองแรงอย่างการขุดหลุมเอาดินกลบ 

“เผาในหลุมไฟบ่แรง จักได้ถ่านวิมลาก อั้วขวัญเพิ่นบอก” 

“เหียมใดต้องถมดิน แลจักจุดไฟหื้ออยู่ได้อย่างใด” คนสุวรรณโคมคำมีวิธีการเผาถ่านพิสดารนัก 

“ก่ทำช่องหื้อลมเข้า มีลมเข้าไฟก่บ่มอด ไฟนี้จักค่อยเผาเลี้ยงฟืนหื้อเปนถ่าน บ่เปนเถ้า เผาทิ้งไว้ก่ได้ บ่ต้องคอยเฝ้าอย่างมื้อก่อน”  

อินถาไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ช่วยเด็กหนุ่มขนถ่านไปที่ครัวไฟ ถามนางเสื่องว่าวันนี้จะทำกับข้าวอะไรนางจะได้ช่วยตระเตรียม 

“แลต้องเผื่อสำรับหื้อปู่เจ้าตวยแม่นก่เจ้าคะ” 

“บ่ต้องดอก วันนี้ท่านออกตวยพระบาทกมรเตงอัญท่านนอกวัง เมือเรือนค่ำพู้นจิ่งว่าบ่ต้องเผื่อ” กทลีหยิบลูกไม้ในตะกร้ามาพินิจหารอยหนอน เมื่อพบว่าไม่มีจึงกัดเคี้ยวกร้วมๆ เต็มปาก นางเสื่องหันมาเห็นจึงไล่ให้เขาไปล้างมือดำปี๋ออกเสียก่อน ทั้งคู่จึงไม่ทันสังเกตว่าผู้มาอาศัยร่มชายคามีอาการชะงักมือไปเล็กน้อย 

อินถาปรายตามองคนสองวัยที่กำลังวุ่นวายกับภารกิจของตน ปราศรัยน้ำเสียงราบเรียบว่า ปู่เจ้าแถนหลวงเป็นหมอกลับได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ตามเสด็จ แสดงว่าต้องเป็นผู้ที่พระบาทกมรเตงไผทโกรมให้ความสำคัญมาก แลสถานที่ที่ตามเสด็จคงจะมีความสำคัญในอันตราย ไม่อย่างนั้นคงไม่ทรงเรียกให้หมอร่วมเดินทางไปด้วย นางนึกเป็นห่วงปู่เจ้าแถนหลวงขึ้นมาจนเคว้งในอก

กทลีซึ่งไม่รู้ความจึงรีบปฏิเสธว่าไม่ต้องกลัว แท้จริงเป็นการเสด็จประพาสต้นเท่านั้น ไม่ได้มีภัยอันตรายใดแม้แต่น้อย ถึงมีก็ยังพร้อมพรั่งด้วยทหารอารักขาอีกกอง โดยเฉพาะมีขุนศรีสูรยะผู้เป็นแม่ทัพของสุวรรณโคมคำติดตามไปด้วยแล้ว ยิ่งปลอดภัยไม่ต้องกังวล

“ได้ยินประนี้ข้าก่เบาใจ” หญิงสาวระบายยิ้มบางๆ หันไปทางนางเสื่อง “มาจ้ะ ข้าจักช่วยยกหม้อเข้าขึ้นเตา”



แดดชายส่องลอดเงาไม้ลงมาถึงพื้นดิน ดูจากปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลตอันแผดจ้า ถ้าไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นขนัดหนาแน่นแผ่กิ่งก้านเป็นร่มบัง ขวัญอรุณคิดว่าตัวเองคงเกรียมตายอยู่บนหลังม้าไปเสียนานแล้ว พวกผู้ชายถึกทนดูไม่สะทกสะท้านกับความร้อนแรงอบอ้าว ยังคงมีสีหน้าเพลิดเพลินกับธรรมชาติและการเดินทางได้อย่างปกติสุขจนเธอนับถือ หลังเลือกปล่อยกระต่ายในที่ใดที่หนึ่งห่างไกลสัตว์นักล่าและนายพราน สุวรรณมุขทวารยังพาหญิงสาวเดินทางต่อไปยังกำปงอีกแห่ง เพื่อตรวจเยี่ยมการทำเครื่องสักการะที่ใช้ในงานพระราชพิธี 

“พระบาทกมรเตงอัญจักต้องเสด็จมาตวยองค์เองทุกเทื่อฤๅเจ้าคะ” 

“บ่ทุกเทื่อดอก จำเพาะครานี้เท่าหั้น ไป เข้าไปข้างในเถิด” 

ขวัญอรุณสืบเท้าตามร่างสูงสง่างามเข้าสู่บริเวณหมู่บ้านช่าง “ที่นี่คือ...”

“โรงช่างทำโคม” หมู่บ้านนี้ใช้ช่างราวร้อยคน มีการแบ่งงานออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายแรกทำเกี่ยวกับงานไม้ ฝ่ายที่สองเกี่ยวกับการทอผ้า และฝ่ายที่สามเกี่ยวกับการทำเชื้อเพลิง

จริงด้วย งานพระราชพิธีบูชาโคมคำ จะขาดสิ่งสำคัญอย่างโคมไปได้อย่างไร!

“เจ้าเคยหันโคมคำก่” ที่พระองค์ตรัสถามอย่างนี้ ก็เพราะโคมเป็นของสูงสำหรับใช้ในพระราชสำนัก ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปมีไว้ใช้

“บ่เคยเจ้าค่ะ เปนอย่างใดฤๅเจ้าคะ” โคมคำน่ะไม่เคยเห็น แต่ถ้าโคมยี่เป็งล่ะเพียบเลย ไหนจะโคมไฟจีน โคมญี่ปุ่น รูปทรงแปลกๆ พิสดารทั้งนั้น ถ้าคนโบราณได้ไปเห็นเทศกาลโคมไฟนานาชาติในยุคของเธอคงต้องร้องว้าว 

“เปนเครื่องตามไฟมีกำบังลม เอาไม้เหลาดัดขึ้นโครง ผูกหื้อแน่นแลขึงตวยผ้าขาว ข้างในจุดน้ำมันเปรียง” 

เธอเห็นโคมทรงกระบอกที่ทำเสร็จแล้วถูกวางเอาไว้จำนวนหนึ่ง ทว่าน้ำมันเปรียงดังที่บอก ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พอซักไซ้พระองค์จึงทรงชี้ไปยังผามขนาดใหญ่ที่มีหลังคามุงด้วยหญ้าคา มีเสาสี่เสาขึงผ้าขาวล้อมมิดชิดทั้งสี่ด้านเว้นทางเข้าออก ผู้ที่ทำงานอยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป พวกเขาไว้หนวดและผมยาว ขมวดเมาลีนุ่งขาวห่มขาวอย่างพวกพราหมณ์ คนเหล่านั้นหยุดมือก้มกรานถวายความเคารพ แหวกชายผ้าออกให้ผู้เป็นเจ้าของตนและหญิงสาวผ่านเข้าไปด้านใน

หม้อดินเผาขนาดใหญ่หลายใบถูกตั้งอยู่บนเตาไฟ ตามจุดต่างๆ ห่างกัน มีพราหมณ์ราชสำนักห้าคนยืนประจำอยู่แต่ละหม้อเพื่อทำหน้าที่เคี่ยวกวน มีพราหมณ์อีกผู้หนึ่งเวียนควบคุมระดับไฟไม่ให้แรงเกินไป พอมองไปอีกด้านจึงเห็นซากกระดูกท่อนเท่าแขนถูกขูดเนื้อเอ็นออกจนขาวเกลี้ยงเกลา วางกองพะเนินอยู่บนใบตองผืนใหญ่ พราหมณ์ที่เหลือช่วยกันหยิบกระดูกเหล่านั้นมาทุบตีด้วยของแข็งจนแตกละเอียด เลาะเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา ทุกคนทำงานอย่างคร่ำเคร่งจริงจังราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ 

“คืออันใดกันเจ้าคะ” กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเธอเผลอดึงชายผ้าคลุมขึ้นปิดจมูก 

“ไขข้อวัว” 

พราหมณ์ผู้หนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ คอยอธิบายให้ฟังถึงกรรมวิธีการทำว่า น้ำมันเปรียงได้จากการนำกระดูกวัวมาทุบให้แหลก แล้วนำเอาไขกระดูกด้านในมาใส่หม้อเคี่ยวจนได้ของเหลว ต้องใช้ไขกระดูกวัวจำนวนมากกว่าจะได้น้ำมันเปรียงปริมาณที่ต้องการ

“จักต้องทำเปรียงกี่มากน้อยเจ้าคะ” เท่าที่เห็นไหน้ำมันตั้งเรียงรายอยู่ก็มีจำนวนหลายสิบไห แต่พวกเขายังตั้งเตากวนกันไปไม่หยุดหย่อน 

หญิงสาวเปิดฝาครอบภาชนะออกใบหนึ่ง ก้มลงดม ไม่มีกลิ่นเหม็นหลงเหลือแม้แต่น้อย ก้อนไขสีขาวจับตัวปกคลุมด้านบน ด้านล่างเป็นของเหลวข้นสีเหลืองที่มีการเติมเกลือลงไปเพื่อช่วยกันเสีย ทั้งไขข้อวัวและเกลือเป็นของหายาก เปรียงจึงถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาแพง เป็นของสูงซึ่งมีใช้เฉพาะในราชสำนัก หากเทียบกับยุคปัจจุบัน ราคาน้ำมันเปรียงหยดหนึ่งอาจสูงเทียบเท่าราคาน้ำหอมจากฝรั่งเศสทีเดียว

“เดิมก่บูชาโคมคำคืนเป็ง เหียมว่าปลีนี้จักเข้าหอตวยเจ้า ก่คงยืนสมโภชไปเถิงเจ็ดราตรี”

เข้าหอ! ผู้ชายคนนี้ ทำไมช่างพูดได้ไม่อายปากทุกครั้งเลยนะ!

ขวัญอรุณขนลุกเกรียวขึ้นมาตามไขสันหลัง สุวรรณมุขทวารทอดพระเนตรเห็นผิวแก้มนวลเจือสีระเรื่อแดงปลั่งขึ้นมา จึงโน้มพระวรกายลงมากระซิบใกล้ “เมืองนาคเพิ่นบ่เอิ้นนาคาสังวาสว่าเข้าหอ ก่ว่าเอิ้นอย่างใด”

“น...น...นาคาสังวาส...” หญิงสาวชักควบคุมการพูดไม่อยู่ ฟันกระทบกันกึกๆ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ผงะถอยห่าง บุรุษร่างสูงใหญ่หยัดกายขึ้น แม้ยามปกติดำรงสีหน้าไว้เรียบขรึม หากในเวลาอย่างนี้สายตากลับแพรวพราว ปรากฏรอยยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีเล่ห์กล 

ฮึย ฝันไปเถอะ เธอไม่มีวันอยู่เฉยเพื่อรอขึ้นเขียงหรอก!    

แว่บแรกขวัญอรุณคิดอยากหาทางทำลายน้ำมันเปรียงเหล่านี้ทิ้งเสีย เพราะถ้าไม่มีมันพิธีบูชาศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องมีอุปสรรคไม่อาจจัดขึ้นได้ แต่พอคิดถึงชีวิตวัวมากมายเธอก็นึกสงสารเสียดายทำไม่ลง

มันต้องมีทางอื่นที่ทำให้พิธีนี้ไม่เกิดขึ้นสิน่า

“ธุลี พระบาท ธุลี เชิง พระบาทกมรเตงอัญ เถิงยามเสด็จเมือแล้ว บ่หั้นเถิงค่ำฟ้ามืดจักบ่ดี” ศรีสูรยะเข้ามาถวายคำเตือน จากนั้นจึงหันไปสั่งการทหาร 

ขวัญอรุณเดินตามหลังพญาสุวรรณมุขทวารไปยังบริเวณที่ม้ารออยู่ด้านหน้ากำปง เหลียวมองหาไทวะก็ยังไม่มีโอกาสบอกเล่าให้เขาฟังเรื่องแผนที่ของแม่ทัพหนุ่ม ในเมื่อพวกเขาเป็นสหายกันบางทีเธออาจจะขอให้ดอกเตอร์หนุ่มหาทางหยิบยืมมาคัดลอก หรือไม่ก็ขโมยมาดร๊าฟแล้วส่งคืนแบบไม่ให้ทันรู้ตัว 

“ขวัญอรุณ...” สายลมพัดมาวูบหนึ่ง มีใครบางคนเรียกชื่อเธอ ฟังไม่ได้ศัพท์ว่ามาจากทางไหน

“หืม...” คนคิดอะไรอยู่เพลินๆ ขานรับ เงยหน้าขึ้นยังไม่ทันมองดูให้ชัดเจนก็เห็นเงาดำวูบหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหา ปะทะเข้ากับร่างของเธอแล้วหายไป ร่างบางเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความงุนงง เร่งขึ้นไปเดินเคียงข้างวรกายสูงใหญ่ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า  

“พระเจ้าพี่ เอิ้นน้องก่เจ้าคะ...บ่มีอันใดเจ้าค่ะ” สุวรรณมุขทวารผินพระพักตร์ก้มมองตอบราวไม่เข้าใจ หญิงสาวถอยร่นกลับไปเดินเยื้องข้างหลังฝีพระบาทดังเดิม สงสัยว่าว่าทั้งตาฝาดและหูแว่ว 

พระหัตถ์แข็งแรงส่งเธอขึ้นนั่งบนหลังม้าก่อนขึ้นประทับนั่งตาม รับสั่งสั้นๆ เมื่อทุกคนพร้อม “ไป” 

ทิวทัศน์ป่าเขาสวยงามร่มรื่นไม่แพ้เส้นทางตอนขามา หากขวัญอรุณนั่งเงียบ ไม่ปริปากชวนคุยดังเช่นเคย มือบางกำวางไว้บนหน้าอก รู้สึกอึดอัดครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ อาการคล้ายจับไข้แดด ทั้งที่อากาศน่าจะเย็นเพราะมีลมรำเพยพัดมาอ่อนๆ แต่เธอรู้สึกวูบวาบสติรางเลือน เผอเรอเอนกายลงพิงพระอุระกว้าง เพียงหน้าแนบชิดหนุนกล้ามเนื้ออกหนาแน่น ความวิงเวียนมืดมัวพลันหาย โล่งเบาสบายเนื้อตัวจนไม่อยากถอยห่าง

“ขวัญอรุณ” สุวรรณมุขทวารทอดพระเนตรมองตรง มิทรงวอกแวกกับอากัปกิริยากวนใจของนาง เรือนผมนุ่มลื่นคลอเคลียอยู่ใต้พระนาสิก กรุ่นกลิ่นหอมรัญจวน สะเทือนหทัยให้กระสันถึงนวลเนื้ออ่อนที่นั่งเบียดชิดบนม้าตัวเดียวกัน

“เจ้าขา พระเจ้าพี่” 

“มือ”

“เจ้าคะ...” 

“ผิเจ้ายังลูบขาพี่อยู่ประนี้ พี่ว่าจักบ่เถิงวันสมโภชแล้วหนา” ทรงดุไม่ใคร่จริงจังถึงปลายนิ้วมือเล็กๆ ที่ไต่ดุกดิกอยู่บนพระเพลา 

“อุ๊ย ขอสูมาอภัยเจ้าค่ะ...” 

ขวัญอรุณตอบกลับดวงตาปรือหวาน คล้ายเข้าใจแต่ไม่อาจยั้งใจ มินำพากับคำทัดทานห้ามปรามนั้น ลวนลามบุรุษผู้ปราศจากการป้องกันตัวหนักข้อขึ้นกว่าเดิม!

จบตอน

=========================

เชิงอรรถ

จรามขัน หรือ จมฺมขณฺฑ = แผ่นหนัง




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2561
1 comments
Last Update : 26 พฤษภาคม 2561 7:59:45 น.
Counter : 699 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ ไม่ได้ไปปฎิบัติธรรมนานแล้ว แต่ก็สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน ใจเย็นขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ดีกับชีวิตจริงๆ ค่ะ

ยังตัดทางโลกนิยายไม่ขาด โดยเฉพาะคิดถึงองค์คำ

 

โดย: nasa IP: 159.192.241.153 28 พฤษภาคม 2561 20:17:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.