ความรู้คู่ความก้าวหน้า
 
 

หัวใจหลักในการเรียนรู้ Technology









หลักในการเรียนการสอนของผมคือ:

การเรียนรู้ technology อะไรก็ตาม "ในการคิด หรือวิเคราะห์ technology นั้น จงอย่าทำตัวเป็นคนที่มองไปที่ network diagram หรือภาพ เพราะเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างจากภาพนั้นๆ ซึ่งมันจะทำให้เราไม่เข้าใจระบบอย่างแท้จริง แต่ให้คิดว่าถ้าเราเป็นอุปกรณ์ตัวนั้นๆ แล้ว เราจะมีวิธีการในการเรียนรู้ information เหล่านั้นอย่างไร และเราจะเอา information เหล่านั้นมาใช้งานอย่างไร เพื่ออะไร เรา action กับ data packet ที่อยู่ในมือของเราอย่างไร"

ดั่งที่โบาณว่าไว้ "เอาใจอุปกรณ์ มาใส่ใจเรา" ^^

โก้-ชัยวัฒน์




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2558   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2560 13:30:05 น.   
Counter : 7959 Pageviews.  


IP address ตอนที่ 9 - FLSM VS. VLSM

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจคำว่า Classful กับ FLSM (Fixed-Length Subnet Mask) ก่อนนะครับ

FLSM (Fixed-Length Subnet Mask) คือ การ design Subnet โดยที่ Subnet ทั้งหมดจะต้องมี Subnet Mask ที่เหมือนๆ กัน หรือมี Length ของ Prefix ที่ fix หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ในสมัยก่อน ตอนที่ IP network ยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนในปัจจุบันนี้ และ routing protocol อย่างเช่น RIPv1 และ IGRP ซึ่งเป็น routing protocol ประเภท Classful ยังเป็นที่นิยมใช้ในตอนนั้น
การ design network ในสมัยก่อนตอนที่ใช้ FLSM คู่กับ Classful routing protocol จะเป็นการ design ที่ทุกๆ network จะมี prefix length ที่เท่าๆ กัน หรือเป็นการใช้ subnet mask เดียวกันในทุกๆ จุด

Note: Classful คือ สนใจในเรื่องของ Class ดังนั้น Classful routing protocol ก็คือ routing protocol ที่สนใจในเรื่องของ Class นั่นเอง

การ design ในรูปแบบของ FLSM อย่างเช่น

เราตัดสินใจที่จะเลือกใช้ Major Network ของ Class B คือ 172.16.0.0/16 มาทำการแบ่ง subunet แบบ FLSM ที่มี prefix length คือ /24 (หรือ Subnet Mask 255.255.255.0) เราก็จะใช้ subnet ต่างๆ มากำหนดให้กับ network แต่ละวงดังนี้

----LAN----
172.16.1.0/24 : ใช้กับ LAN ของฝ่าย Engineer มี 220 host
172.16.2.0/24 : ใช้กับ LAN ของฝ่าย HR มี 100 host
172.16.3.0/24 : ใชักับ LAN ของฝ่ายบัญชี มี 80 host

----WAN----
ไม่เว้นแม้แต่ WAN link ที่เป็นแบบ point-to-point ซึ่งใช้ IP address เพียงแค่ 2 เบอร์ ต่อ subnet เท่านั้น
172.16.4.0/24 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R1 กับ R2
172.16.5.0/24 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R2 กับ R3
172.16.6.0/24 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R3 กับ R4

แต่เมื่อการใช้งาน IP network เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ การแบ่ง subnet แบบ FLSM เริ่มจะมีปัญหาทำให้ IP address ไม่พอใช้

ดังนั้น จึงมีเริ่มมีการแบ่ง subnet แบบไม่สนใจว่าจะต้องเป็น prefix เดียวกันทั้ง network อีกต่อไป (ไม่สนใจการ design subnet แบบ FLSM อีกต่อไปแล้ว) และเริ่มหันมาสนใจการ design subnet แบบให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน IP address จริงๆ จังๆ 

เช่น 
- LAN ที่มีใช้งานไม่เกิน 254 host ก็จะใช้ prefix length /24 (หรือ Subnet Mask 255.255.255.0
- ส่วน WAN ที่มีการใช้ IP address เพียงแค่ 2 เบอร์เท่านั้น ก็จะใช้ prefix length /30 (หรือ Subnet Mask 255.255.255.252

ซึ่งเราจะเรียกการ design subnet ที่ไม่สนใจว่า จะต้องใช้ prefix length แบบเดียวกันทั้ง network นี้ว่า VLSM

VLSM (Variable-Lngth Subnet Mask) ซึ่งก็คือ Subnet Mask ที่มี Length ของ Prefix ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

Note:
- VLSM จะใช้คู่กับ Classless routing protocol
- Classless คือ ไม่สนใจในเรื่องของ Class ดังนั้น Classless routing protocol ก็คือ routing protocol ที่ไม่สนใจในเรื่องของ Class นั่นเอง

การ design ในรูปแบบของ VLSM อย่างเช่น

----LAN----
172.16.1.0/24 : ใช้กับ LAN ของฝ่าย Engineer มี 220 host
172.16.2.0/25 : ใช้กับ LAN ของฝ่าย HR มี 100 host
172.16.2.128/25 : ใชักับ LAN ของฝ่ายบัญชี มี 80 host

----WAN----
172.16.3.0/30 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R1 กับ R2
172.16.3.4/30 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R2 กับ R3
172.16.3.8/30 : WAN Point-to-Point ระหว่าง Router R3 กับ R4

และจำไว้ว่าการ design Subnet แบบ VLSM นั้น เราจะต้องใช้คู่กับ Classless routing protocol เท่านั้นนะครับ อย่างเช่น RIPv2, OSPF, และ EIGRP เป็นต้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง FLSM, VLSM, Classful และ Classless routing protocol ท่านสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม link นี้ครับ


==============================================
เสริมให้อีกหน่อยครับ
หากเราอยากรู้ว่า subnet mask อะไร หรือ prefix อะไร รองรับจำนวน IP address ที่สามารถ assign ให้กับ host ได้เท่าไหร่
ให้เอา 2 ยกกำลังจำนวน bit ที่เป็น host แล้ว ลบออกด้วย 2

2^bit_host - 2

เช่น 
/27 หรือ 255.255.255.224 
ดังนั้น bit ที่เป็น host = 5 bit (/32 - /27 = 5 bit) ดังนั้นจะได้ว่า จำนวน host ที่เป็นไปได้ หรือจำนวน IP address ที่สามารถ setup ให้กับ host ได้ จะมีจำนวนเท่ากับ:

2^5 - 2 = 32 - 2 = 30 IP address หรือ 30 host

ยกกำลัง เมื่่อ 2 คือ ความน่าจะเป็น มี 2 ค่า คือ ไม่ 0 ก็ 1 จากเลขฐาน 2

ลบออกด้วย 2 คือ Network Address และอีกหนึ่ง address คือ Broadcast Address
- Network Address ซึ่งเป็น address เบอร์แรกของ range ที่มี bit ของ host เป็น 0 ทั้งหมด
- Broadcast Address คือ address เบอร์สุดท้ายของ range ที่มี bit ของ host เป็น 1 ทั้งหมดทุก bit

โดยทั้ง Network Address และ Broadcast Address จะไม่สามารถ assign ให้กับ host ได้เลย ถ้าอยากรู้ ลองกำหนด address ทั้ง 2 เบอร์นี้บน Windows สิ แล้วมันฟ้องว่า

ตึ๊ง!!!! "Address ที่นายใช้อยู่มันใช้ไม่ได้นะจ๊ะ"
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านที่สับสนกับ address เหล่านี้ได้เคลียร์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณครับ
โก้-ชัยวัฒน์ (KoChaiwat)




 

Create Date : 23 เมษายน 2558   
Last Update : 2 สิงหาคม 2558 8:35:22 น.   
Counter : 6278 Pageviews.  


IP address ตอนที่ 8 - สรุปหลักของ IPv4 address และ Bits to Borrow

บทความนี้เป็นการสรุปหลักการของIPv4 address โดยจะใช้ตัวแปรแทน IPv4 address จริงเพื่อให้เรียนรู้แบบยืดหยุ่นในลักษณะ และหลักการของมัน

----------------------------------------------------------

ก่อนที่ท่านจะอ่านบทความนี้ท่านควรมีความเข้าใจเรื่อง Class ของ IPv4 address มาแล้ว แต่หากท่านไม่ทราบ ท่านสามารถเข้าไปอ่านเรื่อง Class ของ IPv4 ได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ:

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=likecisco&date=20-08-2011&group=1&gblog=9

-----------------------------------------------------------

เมื่อ IP address คือ A.B.C.D/X

1. /X เมื่อ X คือ bit ที่เป็น network

2. Bit ที่เป็น host = 32 – X = Y (เพราะ IP address มี 32 bits)

3. IP address ทั้งหมดที่มี X bit ที่เหมือนกัน (หรือ bit ที่เป็น network ที่เหมือนกัน) จะอยู่ใน network ID หรือ subnetID เดียวกัน

4. Bits to borrow จะเป็น bit ของ host ที่ขอยืมมาใช้เป็น bit ของ Sub-network ID โดยอิงจาก class เป็นหลัก

ตัวอย่างเช่น

10.B.C.D/24 นั่นคือ
    - Major Network: 10.0.0.0/8
    - Subnet: 10.B.C.D/24 (Subnet ของ Class A)
    - Bits to borrow: /24 – /8 = 16

-172.16.C.D/24 นั่นคือ

  - Major Network: 172.16.0.0/16
  - Subnet: 172.16.C.D/24 (Subnet ของ Class B)
  - Bits to borrow: /24 – /16 = 8


-192.168.1.D/27 นั่นคือ
  - Major Network: 192.168.1.0/24
  - Subnet: 192.168.1.D/27 (Subnet ของ Class C)
  - Bits to borrow: /27 – /24 = 3

5. อ้างอิงต่อจากหัวข้อที่ 2 ที่ว่า "Bit ที่เป็น host =
32 – X = Y (เพราะ IP address มี 32 bits)"
IP Address ที่มี
Y bits (bitที่เป็น host) เท่ากับ “0 (ศูนย์ ทั้งหมดทุกๆ bit จะหมายถึง IP Address เบอร์นั้นๆ เป็น NetworkID หรือ Network Address (เป็น IP Address เบอร์แรกสุดของ range)

6. IP address ที่มี Y bits (bit ที่เป็น host) เท่ากับ “1” ทั้งหมดทุกๆ bit จะหมายถึง IP address เบอร์นั้นเป็น Broadcast Address (เป็น IP Address เบอร์สุดท้ายของ range)


        สำหรับเรื่อง Network Address กับ Broadcast Address คืออะไรนั้น ท่านสามารถไปดูได้ตาม link นี้ครับ  

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=likecisco&month=06-08-2014&group=1&gblog=12

โก้-ชัยวัฒน์




 

Create Date : 05 เมษายน 2558   
Last Update : 24 เมษายน 2558 12:00:11 น.   
Counter : 3516 Pageviews.  


IP address ตอนที่ 7 - IPv4 Address ที่ถูกจองเอาไว้



บทความ CCNA นี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านนะครับ

สำหรับท่านใดที่ยังไม่แม่นในเรื่อง Class A, B และ C ของ IP address ท่านสามารถเข้าไปศึกษาตาม link นี้ ได้ก่อน แล้วค่อยกลับมาที่ page นี้นะครับ
หัวข้อ: IP address ตอนที่ 6 - ลึกอีกนิดกับ Class ของ IP และ loopback address (127.0.0.1/localhost)
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=likecisco&month=20-08-2011&group=1&gblog=9

IPv4 address ที่ถูกจองเอาไว้ไม่ให้นำมากำหนดให้กับ device หรืออุปกรณ์ในเครือข่าย มีดังนี้:
- Network address
- Directed broadcast address
- Local broadcast address (255.255.255.255)
- Local loopback address (127.0.0.1)
- All zeros address (0.0.0.0)

- Network Address:
Network address เป็นวิธีการที่เป็นมาตรฐานในการอ้างอิงถึง network โดย IP address ที่มีตำแหน่งของ host bit เป็นเลขฐานสอง 0 หมดทุก bit จะถูกจองไว้สำหรับให้เป็น network address

ตัวอย่าง network address ใน Class A
ใน network ของ Class A จะเน้นที่ 8 bit แรกเป็น network และ 24 bit หลังเป็น host เช่น 
20.X.X.X00010100.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx 
โดย 
- 20 หรือ 00010100 จะอยู่ในตำแหน่งของ network
- X.X.X หรือ .xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx จะอยู่ในตำแหน่งของ host 
เมื่อ x = 0 หรือ 1 และ X = 0 ถึง 255

ดังนั้น 20.0.0.0 หรือ 00010100.00000000.00000000.00000000 ซึ่งเป็น IP address เบอร์แรกของ range จะเป็น network address ที่มี host ได้ตั้งแต่ 20.0.0.1 ไปจนถึง 20.255.255.254 (สำหรับ 20.255.255.255 หรือ IP address เบอร์สุดท้ายของ range จะเป็น Directed broadcast address ซึ่งจะกล่าวในลำดับถัดไปครับ) โดย host ทุกๆ host ที่อยู่ใน network 20.0.0.0  จะต้องมี network bit ที่เหมือนๆ กันทั้งหมด นั่นคือ host ทุกๆ host จะต้องมี 8 bit แรกที่เหมือนกัน คือ 00010100 

ตัวอย่าง network address ใน Class ฺB เช่น 172.16.0.0 (16 bit แรกเป็น network bit และ 16 bit หลังเป็น host bit)
ตัวอย่าง network address ใน Class C เช่น 192.168.1.0 (24 bit แรกเป็น network bit และ 8 bit หลังเป็น host bit)

Network IP address นี้จะเป็น address ที่อยู่ใน IP routing table ของ router โดยเมื่อ router ได้รับ IP packet มา มันจะเข้าไปตรวจสอบ destination IP address ที่อยู่ใน IP header แล้วนำมาเปรียบเที่ยบกับ network address ที่อยู่ใน IP routing table ของมัน ว่า destination IP address นั้น match กับ network address ไหนมากที่สุด และจะ forward IP packet นั้นออกไปบน interface ที่สอดคล้องกับ network address นั้นๆ  

- Directed Broadcast Address:
Broadcast IP address ของ network เป็น address ที่พิเศษ (special address) สำหรับ network แต่ละ network ที่จะทำให้สามารถสื่อสารไปยัง host ทุกๆ host ที่อยู่ภายใน network เดียวกันได้ ซึ่งในการส่งข้อมูลไปยัง host ทุกๆ host ที่อยู่ใน network เดียวกันนั้น, host จะสามารถส่ง packet เพียงแค่ packet เดียวได้ ซึ่งเป็น packet ที่ถูกระบุ destination address เป็น broadcast address ของ network โดย broadcast address จะเป็น address สูงสุด หรือเป็น address เบอร์สุดท้ายของ range ซึ่งก็คือ IP address ที่มีตำแหน่งของ host bit เป็น 1 ทั้งหมดทุกๆ bit นั่นเอง

ตัวอย่าง broadcast address ใน Class A (8 bit แรกเป็น network bit และ 24 bit หลังเป็น host bit)
เช่นใน network 20.X.X.X หรือ 00010100.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx จะมี broadcast address คือ 20.255.255.255 หรือ 00010100.11111111.11111111.11111111
ซึ่ง address ที่มีตำแหน่งของ host bit เป็น 1 ทั้งหมดทุกๆ bit นี้จะถูกอ้างถึงเป็น directed broadcast address

ตัวอย่าง broadcast address ใน Class ฺB เช่น 172.16.255.255 (16 bit แรกเป็น network bit และ 16 bit หลังเป็น host bit)
ตัวอย่าง broadcast address ใน Class C เช่น 192.168.1.255 (24 bit แรกเป็น network bit และ 8 bit หลังเป็น host bit)

Directed broadcast address สามารถที่จะถูก route ได้ แต่การ routing directed broadcast ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่เป็น default
ซึ่งผมขอขยายความเพิ่มดังนี้ครับ
โดยปกติแล้ว router จะไม่ forward IP packet ที่มี destination address เป็น broadcast address (เพราะ router เกิดมาเพื่อแบ่ง broadcast domain) แต่หากเราต้องการให้ router ทำการ forward หรือทำการส่งผ่าน IP packet ที่มี destination เป็น directed broadcast address ไปยัง subnet ปลายทางแล้ว ก็สามารถที่จะทำได้ แต่ต้องไป manual configure ด้วย command "ip directed-broadcast" บน interface ของ router เองโดยเฉพาะนะครับ 

ตัวอย่างการ enable IP Directed Broadcast บน Interface ของ router เพื่อให้ router ยอม forward IP packet ที่มี destination address เป็น directed broadcast address

1. ตรวจสอบค่า default ของ router เกี่ยวกับ feature "IP Directed Broadcast"

R2#show ip interface fa0/1 | include Directed broadcast
  Directed broadcast forwarding is disabled
R2#

ซึ่งจะพบว่า feature "IP Directed Broadcast" ถูก disable อยู่ โดย default นั่นก็หมายความว่า โดย default แล้ว router ตัวนี้จะไม่ forward directed broadcast IP packet

2. Enable feature "IP Directed Broadcast" บน interface ของ router

R2#conf t
R2(config)#interface FastEthernet 0/1
R2(config-if)#ip directed-broadcast
R2(config-if)#end
R2#

3. ตรวจสอบ feature "IP Directed Broadcast" บน interface ของ router อีกครั้งหนึ่ง

R2#show ip interface fa0/1 | include Directed broadcast
  Directed broadcast forwarding is enabled
R2#

สำหรับวิธีการทดสอบอย่างละเอียดนั้น ถ้าผมพอมีเวลา จะเขียนให้ในหัวข้อใหม่นะครับ แต่ในเบื้องต้น หากใครต้องการทดสอบด้วยตัวเองแล้ว แนะนำให้ทำการ debug หรือ capture packet ดูนะครับ เพราะถ้ายังไม่ได้ enable feature "IP Directed Broadcast" แล้ว เวลาคุณ ping ไป (เช่น ping 20.255.255.255) แล้ว คุณอาจจะได้รับการ reply กลับ แต่ไม่ได้จากวงของ directed broadcast นั้นๆ โดยตรงนะครับ เพราะ router ที่ reply กลับมาหาคุณจะเป็น connected router ที่ต่อโดยตรงกับคุณแทน (มันทำตัวเป็น proxy) ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับ reply จาก destination ที่เป็น directed broadcast วงนั้นจริง ขอให้ debug หรือไม่ก็ capture packet นะครับ

- Local ฺBroadcast Address (255.255.255.255):
ถ้าอุปกรณ์ IP ต้องการที่จะสื่อสารกับอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่บน local network (บน LAN วงเดียวกัน) มันจะทำการ set destination address ให้เป็น bit 1 ทั้งหมดทุกๆ bit (255.255.255.255) และจากนั้นจึงส่ง packet ออกไป 

ตัวอย่างเช่น host ที่ไม่รู้จัก หมายเลข network ของพวกมันเอง และมันกำลังถามหา server อยู่ มันจะใช้ destination address เป็น 255.255.255.255 เช่น client ที่ยังไม่มี IP address ต้องการร้องขอ IP address จาก DHCP server มันจะส่ง DHCP Discover และ Request message ไปยัง DHCP Server ด้วย destination address ที่เป็นแบบ local broadcast address (255.255.255.255) ดังภาพตัวอย่างข้างล่าง

ภาพแสดงถึง "Client พยายามส่ง DHCP message เพื่อร้องขอ IP address จาก DHCP server"




Local broadcast address จะไม่สามารถถูก route ได้ 
ซึ่งผมขอขยายความเพิ่มดังนี้ครับ
โดยปกติแล้ว router จะไม่ forward IP packet ที่มี destination address เป็น broadcast address  (เพราะ router เกิดมาเพื่อแบ่ง broadcast domain)
และโดยเฉพาะสำหรับ Local Broadcast Address แล้วนั้น, router จะไม่ forward IP packet ที่มี destination 255.255.255.255 ข้ามผ่านตัวมันไปยัง destination subnet ใดๆ อย่างเด็ดขาด มิฉนั้้นแล้ว เราจะมี router ไปเพื่ออะไร?

สรุปข้อแตกต่างระหว่าง Directed Broadcast กับ Local Broadcast Address:

- สำหรับ Directed Broadcast Address นั้น client จะรู้ว่าตนเองอยู่ใน network หมายเลขอะไร และ address ประเภทนี้สามารถที่จะถูก route ได้
- สำหรับ Local Broadcast Address นั้น client จะไม่รู้ว่าตนเองอยู่ใน network หมายเลขอะไร และ address ประเภทนี้จะไม่สามารถถูก route ได้

- Local Loopback Address (127.0.0.1):
Local Loopback Address ถูกใช้เพื่อที่จะให้ system ทำการส่ง message ไปยังตัวของมันเอง เพื่อที่จะทำการ testing โดย loopback address จะสร้างวิธีลัด (shortcut method) สำหรับ TCP/IP application และ services ที่ run อยู่บน device ตัวเดียวกัน เพื่อที่จะสื่อสารซื่งกันและกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว local loopback address จะเป็น 127.0.0.1 

ตัวอย่างเช่น Web Server และ Web Client run อยู่บน device ตัวเดียวกัน จากนั้นให้ทำการเปิด web browser (เช่น Internet Explorer) แล้วกรอก URL คือ "//127.0.0.1" เป็นต้น

- All Zeros Address (0.0.0.0):
Address 0.0.0.0 แสดงให้เห็นถึง host ที่อยู่ใน network นี้ และ address นี้จะถูกใช้เป็น source address เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ในช่วงของการร้องขอ IP address นั้น client จะทำการกำหนด source IP address ของมันเป็น 0.0.0.0 ไปก่อนบน DHCP Discover และ Request message จนกว่ามันจะได้ IP address ที่สามารถใช้งานได้จริง ดังตัวอย่างในภาพข้างบน ที่แสดงถึง "Client พยายามส่ง DHCP message เพื่อร้องขอ IP address จาก DHCP server"

==============================================
เสริมให้อีกหน่อยครับ

หากเราอยากรู้ว่า subnet mask อะไร หรือ prefix อะไร รองรับจำนวน IP address ที่สามารถ assign ให้กับ host ได้เท่าไหร่
ให้เอา 2 ยกกำลังจำนวน bit ที่เป็น host แล้ว ลบออกด้วย 2

2^bit_host - 2

เช่น 
/27 หรือ 255.255.255.224 
ดังนั้น bit ที่เป็น host = 5 bit (/32 - /27 = 5 bit) ดังนั้นจะได้ว่า จำนวน host ที่เป็นไปได้ หรือจำนวน IP address ที่สามารถ setup ให้กับ host ได้ จะมีจำนวนเท่ากับ:

2^5 - 2 = 32 - 2 = 30 IP address หรือ 30 host

ยกกำลัง เมื่่อ 2 คือ ความน่าจะเป็น มี 2 ค่า คือ ไม่ 0 ก็ 1 จากเลขฐาน 2

ลบออกด้วย 2 คือ Network Address และอีกหนึ่ง address คือ Broadcast Address
- Network Address ซึ่งเป็น address เบอร์แรกของ range ที่มี bit ของ host เป็น 0 ทั้งหมด
- Broadcast Address คือ address เบอร์สุดท้ายของ range ที่มี bit ของ host เป็น 1 ทั้งหมดทุก bit

โดยทั้ง Network Address และ Broadcast Address จะไม่สามารถ assign ให้กับ host ได้เลย ถ้าอยากรู้ ลองกำหนด address ทั้ง 2 เบอร์นี้บน Windows สิ แล้วมันฟ้องว่า

ตึ๊ง!!!! "Address ที่นายใช้อยู่มันใช้ไม่ได้นะจ๊ะ"

สำหรับการแบ่ง subnet ด้วยหลักการของ Bit to Borrow ท่านสามารถไปอ่านได้ตาม link นี้ครับ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=likecisco&month=05-04-2015&group=1&gblog=13

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านที่สับสนกับ address เหล่านี้ได้เคลียร์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณครับ
โก้-ชัยวัฒน์ (KoChaiwat)




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2557   
Last Update : 6 กันยายน 2559 23:25:46 น.   
Counter : 9587 Pageviews.  


IP address ตอนที่ 6 - ลึกอีกนิดกับ Class ของ IP และ loopback address (127.0.0.1/localhost)

จากความเดิมของ IP address ตอนที่ 3 ที่ว่าด้วยเรื่องของ Class ของ IP address และจาก IP address ตอนที่ 5 ที่ว่าด้วยเรื่องของ Subnet Mask ซึ่งมีเนื้อหาหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกันดังนี้


หมายเหตุ บทความในช่วงต้นต่อไปนี้จะเป็นการกล่าวถึง IP address ตอนที่ 3 และ 5 แบบสรุปรวมกันนะครับ และในช่วงท้ายๆ จะกล่าวถึง Class ของ IP address ในเชิงเลขฐานสอง ซึ่งเป็น High Light ของบทนี้ครับ
====================================
Class A:
- ที่ IP address ใน Octet แรก (ชุดที่ 1) จะเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่ 1 ถึง 126

ตัวอย่างของ IP address ที่อยู่ใน Class A
1.221.195.247 หรือ
10.171.213.147 หรือ
126.187.15.47 เป็นต้น

- Subnet mask ที่ใช้ใน Class A = 255.0.0.0 = /8
ดังนั้น เมื่อนำ IP address ใน Class A มา AND กับ Subnet Mask ของ Class A จะได้ว่า
- Network id ของ Class A = IP address ชุดที่ 1
- Host id ของ Class A = IP address ชุดที่ 2, 3 และ 4
(Network . Host . Host . Host)

ตัวอย่าง IP address Class A ตัวอย่างที่ 1
1.221.195.247 = IP address ของ Class A
Subnet mask ที่ใช้ใน Class A = 255.0.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 1 , Host id = .221.195.247

ตัวอย่าง IP address Class A ตัวอย่างที่ 2
10.171.213.147 = IP address ของ Class A
Subnet mask ที่ใช้ใน Class A = 255.0.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 10 , Host id = .171.213.147

ตัวอย่าง IP address Class A ตัวอย่างที่ 3
126.187.15.47 = IP address ของ Class A
Subnet mask ที่ใช้ใน Class A = 255.0.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 126 , Host id = .187.15.47

หมายเหตุ สำหรับ IP address ชุดที่ 1 คือ 127 (127.x.x.x) ได้ถูกจองไว้ใช้งานเป็น Loopback IP address (ซึ่งยังไม่ขอกล่าวรายละเอียดในตอนนี้ครับ)

- Class A จะมีจำนวนของ Host ที่เป็นไปได้ ในแต่ละ Network ID ของ Class A คือ 16,777,214 host (หรือ 16,777,214 host ต่อ 1 Network ID ของ Class A)

หมายเหตุ
- ผมจะขอกล่าวในรายละเีอียด และที่มาที่ไปของจำนวนของ Host ในแต่ละ Class อีกทีในบทความ IP address ตอนที่ 7 นะครับ
- Host ในที่นี้หมายถึง อุปกรณ์ใดๆ ที่ต้องถูกระบุ IP address หรือต้องมีการใช้งาน IP address เช่น Computer ตั้งโต๊ะ (Desktop), Notebook (Laptop หรือ Computer แบบพกพา) หรือ Router เป็นต้น

====================================

Class B:
- ที่ IP address ใน Octet แรก (ชุดที่ 1) จะเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่ 128 ถึง 191

ตัวอย่างของ IP address ที่อยู่ใน Class B
128.97.11.207 หรือ
172.16.119.51 หรือ
191.25.62.188 เป็นต้น

- Subnet mask ที่ใช้ใน Class B = 255.255.0.0 = /16
ดังนั้น เมื่อนำ IP address ใน Class B มา AND กับ Subnet Mask ของ Class B จะได้ว่า
- Network id ของ Class B = IP address ชุดที่ 1 และ 2
- Host id ของ Class B = IP address ชุดที่ 3 และ 4
(Network . Network . Host . Host)

ตัวอย่าง IP address Class B ตัวอย่างที่ 1
128.97.11.207 = IP address ของ Class B
Subnet mask ที่ใช้ใน Class B = 255.255.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 128.97 , Host id = .11.207

ตัวอย่าง IP address Class B ตัวอย่างที่ 2
172.16.119.51 = IP address ของ Class B
Subnet mask ที่ใช้ใน Class B = 255.255.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 172.16 , Host id = .119.51

ตัวอย่าง IP address Class B ตัวอย่างที่ 3
191.25.62.188 = IP address ของ Class B
Subnet mask ที่ใช้ใน Class B = 255.255.0.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 191.25 , Host id = .62.188

Class B จะมีจำนวนของ Host ที่เป็นไปได้ ในแต่ละ Network ID ของ Class B คือ 65,534 host (หรือ 65,534 host ต่อ 1 Network ID ของ Class B)

====================================

Class C:
- ที่ IP address ใน Octet แรก (ชุดที่ 1) จะเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่ 192 ถึง 223

ตัวอย่างของ IP address ที่อยู่ใน Class C
192.168.29.3 หรือ
200.251.36.111 หรือ
223.182.94.42 เป็นต้น

- Subnet mask ที่ใช้ใน Class C = 255.255.255.0 = /24
ดังนั้น เมื่อนำ IP address ใน Class C มา AND กับ Subnet Mask ของ Class C จะได้ว่า
- Network id ของ Class C = IP address ชุดที่ 1, 2 และ 3
- Host id ของ Class C = IP address ชุดที่ 4
(Network . Network . Network . Host)

ตัวอย่าง IP address Class C ตัวอย่างที่ 1
192.168.29.3 = IP address ของ Class C
Subnet mask ที่ใช้ใน Class C = 255.255.255.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 192.168.29 , Host id = .3

ตัวอย่าง IP address Class C ตัวอย่างที่ 2
200.251.36.111 = IP address ของ Class C
Subnet mask ที่ใช้ใน Class C = 255.255.255.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 200.251.36 , Host id = .111

ตัวอย่าง IP address Class C ตัวอย่างที่ 3
223.182.94.42 = IP address ของ Class C
Subnet mask ที่ใช้ใน Class C = 255.255.255.0
ดังนั้นจะได้ว่า Network id = 223.182.94 , Host id = .42

Class C จะมีจำนวนของ Host ที่เป็นไปได้ ในแต่ละ Network ID ของ Class C คือ 254 host (หรือ 254 host ต่อ 1 Network ID ของ Class C)

====================================

จากตรงนี้ เราจะเริ่มเข้าสู่ High Light ของเรากันครับ นั่นคือ

- ทำไม Class A จึงกำหนดว่า "IP address ที่มี Octet แรกเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่
1 ถึง 126 เป็น IP address ใน Class A"???

- ทำไม Class B จึงกำหนดว่า "IP address ที่มี Octet แรกเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่
128 ถึง 191 เป็น IP address ใน Class B"???

- ทำไม Class C จึงกำหนดว่า "IP address ที่มี Octet แรกเป็นเลขฐานสิบตั้งแต่
192 ถึง 223 เป็น IP address ใน Class C"???

คำตอบของคำถามเหล่านี้ มีที่มาจากเลขฐานสองนั่นเอง ดังคำอธิบายตามรูปข้างล่างครับ

หมายเหตุ: IP address ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 32 bit โดยแบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 8 bit แล้วคั่นด้วยจุด



====================================

Class A: จะเป็น Class ที่กำหนด bit แรกแบบตายตัว ให้มีค่าเป็น 0 เท่านั้น ส่วน bit ที่เหลืออีก 31 bit จะมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ก็ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

0xxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx
โดยที่ x หรือ x = 0 หรือ 1 ก็ได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะ Octet ที่ 1 หรือ 8 bit แรก (0xxxxxxx) เราจะได้ IP address ที่เป็นไปได้ของ Class A ดังตัวอย่างในรูปข้างล่างครับ



หมายเหตุ สำหรับ IP address ที่ขึ้นต้นด้วย 127 (127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255) จะเป็นกลุ่มของ IP address ที่ถูกเรียกว่า loopback address ซึ่งเป็นมาตรฐาน หรือ standard ที่ถูกกำหนดอยู่ใน RFC 3330 โดย IP address เบอร์ 127.0.0.1 หรือที่เราเรียกว่า "localhost" จะเป็น IP address ที่อยู่บนเครื่อง computer ทุกเครื่อง ไม่ว่าจะใช้ OS Windows, Linux หรือ UNIX ก็ตาม ซึ่ง "localhost" จะมีความหมายแบบไทยๆ ก็คือ "คอมพิวเตอร์เครื่องนี้แหละ" และ IP address เบอร์นี้จะเป็น IP address ที่มีสถานะ (status) ที่ active หรือพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา แม้ computer เครื่องนั้นจะไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายใดๆ

โดยปกติแล้วหากเครื่องคอมพิวเตอร์ (computer) ของเราไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้ว จะทำให้เครื่อง computer ของเราไม่สามารถติดต่อกับเครื่อง computer อื่นๆ ในเครือข่ายได้ ตรวจสอบได้โดยเข้าที่ start --> Run.. แล้วพิมพ์ cmd จะเปิด Window หรือหน้าต่าง DOS prompt ขึ้นมา เมื่อพิมพ์คำสั่งบน DOS prompt ว่า ipconfig เพื่อตรวจสอบว่าเครื่อง computer ของเรากำลังใช้ IP address อะไรอยู่ หากเครื่อง computer ของเราไม่ได้มีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายแล้ว เราจะไม่พบ IP address ใดๆ หลังการใช้คำสั่งดังกล่าว และเครื่อง computer ของเราก็จะไม่สามารถใช้งาน Internet ได้ จากนั้น เมื่อพิมพ์คำสั่ง ping แล้วตามด้วย IP address ปลายทางเบอร์ใดๆ บน DOS prompt เพื่อติดต่อไปยัง IP address ปลายทางนั้น ก็จะไม่สามารถติดต่อไปได้เช่นกัน (ping เป็นคำสั่งที่ใช้ในตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อระหว่างเครื่อง computer ของเรากับเครื่อง computer เครื่องอื่นๆ ในเครือข่าย IP) แต่สำหรับ IP address 127.0.0.1 หรือ localhost ซึ่งเป็น IP address ที่มีอยู่บนเครื่อง computer ทุกเครื่อง และพร้อมใช้งานตลอดเวลา (แม้จะไม่พบ IP เบอร์นี้จากการใช้คำสั่ง ipconfig ก็ตาม) ดังนั้นเมื่อเราใช้คำสั่ง ping 127.0.0.1 เพื่อติดต่อ IP address เบอร์นี้ซึ่งอยู่บนเครื่องของตัวเองจะพบว่าสามารถติดต่อได้ โดยจะขึ้นผลของการ ping ออกมาดังนี้

Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128

และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่พัฒนา software และ application ต่างๆ คือ หากในระหว่างที่เขามีการพัฒนา software หรือ application ต่างๆ ที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเครื่อง computer ที่เขากำลังใช้งานอยู่นั้นเข้ากับเครือข่ายแล้ว เขาจะไม่ต้องมากังวลเรื่องการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอีกต่อไป เนื่องจากเขาสามารถนำ IP address เบอร์ 127.0.0.1 มาใช้ในการทดสอบแทนได้นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น ผู้พัฒนา web application คนหนึ่ง เขาเพิ่งจะเขียน web เสร็จบน computer ของตัวเอง และเขาต้องการทดสอบว่า web ที่เขาเขียนนั้นสามารถใช้งานได้หรือไม่ และต้องการรู้ว่าเมื่อมีการเข้าใช้งาน web ที่เขาเขียนแล้ว หน้าตาของ web จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ ณ. ขณะนั้น เครื่อง computer ของเขาไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายใดๆ เลย ดังนั้นเขาจึงเข้าหน้า web ที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จบนเครื่อง computer ของเขาเอง โดยวิธีการเปิดหน้า web brouwser (เช่น Internet Explorer) แล้วตามด้วยการพิมพ์ URL คือ
//127.0.0.1/ หรือพิมพ์ได้อีกแบบหนึ่งคือ //localhost/ จากนั้นเขาก็จะสามารถเข้าหน้า web ที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จบนเครื่องของตัวเองได้ โดยที่เครื่อง computer ของเขาไม่จำเป็นต้องต่อเข้ากับเครือข่ายใดๆ เลย


เฮ้อ!!! จบเสียทีเรื่อง loopback address (127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255)

====================================

Class B: จะเป็น Class ที่กำหนดสอง bit แรกแบบตายตัว ให้มีค่าเป็น 1 และ 0 เท่านั้นตามลำดับ ส่วน bit ที่เหลืออีก 30 bit จะมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ก็ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

10xxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx
โดยที่ x หรือ x = 0 หรือ 1 ก็ได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะ Octet ที่ 1 หรือ 8 bit แรก (10xxxxxx) เราจะได้ IP address ที่เป็นไปได้ของ Class B ดังตัวอย่างในรูปข้างล่างครับ



====================================

Class C: จะเป็น Class ที่กำหนดสาม bit แรกแบบตายตัว ให้มีค่าเป็น 1, 1 และ 0 เท่านั้นตามลำดับ ส่วน bit ที่เหลืออีก 29 bit จะมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ก็ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

110xxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx
โดยที่ x หรือ x = 0 หรือ 1 ก็ได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะ Octet ที่ 1 หรือ 8 bit แรก (110xxxxx) เราจะได้ IP address ที่เป็นไปได้ของ Class C ดังตัวอย่างในรูปข้างล่างครับ



====================================

Class D: จะเป็น Class ที่กำหนดสี่ bit แรกแบบตายตัว ให้มีค่าเป็น 1, 1, 1 และ 0 เท่านั้นตามลำดับ ส่วน bit ที่เหลืออีก 28 bit จะมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ก็ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

1110xxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx
โดยที่ x หรือ x = 0 หรือ 1 ก็ได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะ Octet ที่ 1 หรือ 8 bit แรก (1110xxxx) เราจะได้ IP address ที่เป็นไปได้ของ Class D คือ
224.0.0.0 จนถึง 239.255.255.255

IP address ที่อยู่ใน Class D นี้ เราจะเรียกว่า Multicast address ซึ่ง
จะเป็น IP address ที่ไม่สามารถกำหนด หรือ set ไว้บนอุปกรณ์ IP network ได้เลย แม้แต่บน Computer ก็ไม่สามารถกำหนด IP address กลุ่มนี้ได้เช่นกัน (เราจะไม่เคยเห็น IP address กลุ่มนี้บนอุปกรณ์ IP network เลย)

Multicast address คืออะไร?
เพื่อให้เข้าใจถึงคำว่า Muticast ผมขอยกตัวอย่างการส่งข้อมูลกันสักนิดนึงนะครับ

ในการส่งข้อมูลจะมีอยู่สามรูปแบบคือ

1. ส่งแบบ Unicast (จะเกี่ยวข้องกับ Class A, B, และ C) จะเป็นการส่งแบบ 1 ต่อ 1 (1-to-1) คือต้นทาง 1 เครื่อง ส่งข้อมุลไปยังปลายทาง 1 เครื่อง โดย IP address บนเครื่องต้นทาง และ IP address บนเครื่องปลายทาง เป็น IP address กลุ่มเบอร์ของ Class A หรือ B หรือ C

2. ส่งแบบ Multicast (จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหัวข้อ Class D ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้) ในกรณีที่เครื่องต้นทาง (1 เครื่อง) ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องปลายทางหลายๆ เครื่อง ที่เป็นเครื่องกลุ่มเป้าหมาย (ไม่ใช่ส่งให้ทุกเครื่องนะครับ ส่งให้แค่บางเครื่อง แต่ส่งเป็นกลุ่ม) (1-to-Many หรือ 1-to-Group) โดยการส่งข้อมูลที่เป็นข้อมูลแบบเดียวกันให้กับปลายทางหลายๆ เครื่อง มีวิธีการส่งอยู่สองแบบคือ
- ส่งแบบ Unicast (ส่งแบบ 1-to-1) คือส่งแบบซ้ำๆ กันทีละเครื่อง โดยระบุ IP address ปลายทางใน IP packet (IP address ของเครื่องปลายทาง) ให้อยู่ในกลุ่มของ Class A หรือ B หรือ C
หมายเหตุ แบบนี้ไม่แนะนำครับ เพราะเป็นการบริโภคทรัพยาการของระบบโดยเปล่าประโยชน์
- ส่งแบบ Multicast (ส่งแบบ 1-to-Many หรือ 1-to-Group) คือส่งแบบครั้งเดียวกระจายไปยังปลายทางที่เป็นเครื่องกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด โดย IP address ปลายทางที่ระบุใน IP packet จะไม่ใช่ IP address ของเครื่องปลายทาง (ไม่ใช่ IP address กลุ่ม Class A หรือ B หรือ C) แต่จะเป็น IP address ของกลุ่ม Multicast คือ IP address Class D นั่นเอง แต่จะต้องมีข้อตกลงกันระหว่างเครื่องต้นทางกับเครื่องปลายทางว่าจะใช้ IP address เบอร์อะไรในการสื่อสารกันแบบ Multicast นะครับ (เกียวกับการเขียน Application ในการสื่อสารกันนั่นเองครับ)

3. ส่งแบบ Broadcast ซึ่งก็คือการส่งแบบ "ส่งไปยังปลายทางทั้งหมดทุกเครื่อง" หรือส่งแบบ 1-to-All นั่นเอง (แต่จะส่งได้ไกลที่สุดไม่เกินขาของ router - หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง broadcast domain หรือขอบเขตของการส่งแบบ broadcast จะต้องส่งภายในวง LAN วงหนึ่งๆ หรือ ภายใน subnet หนึ่ง subnet เท่านั้น และ router จะมาเป็นตัวที่ใช้กั้น broadcast ไม่ให้ข้ามมันไปได้ แต่ว่า broadcast สามารถข้าม switch ได้นะจ๊ะ)

โดย IP address ที่เป็น IP address กลุ่ม Broadcast จะมีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
- Direct Broadcast เช่น 10.255.255.255/8, 172.16.255.255/16, และ 192.168.1.255/24 เป็นต้น
- Local Broadcast Address ซึ่งมีแค่ตัวเดียวคือ 255.255.255.255 ซึ่งอยู่ในอยู่ใน Class E ที่จะกล่าวถึงต่อไป

โดยรายละเอียดของ Direct Broadcast กับ Local Broadcast นั้น ท่านสามารถเข้าไปติดตาม และศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ "IP address ตอนที่ 7 - IPv4 Address ที่ถูกจองเอาไว้"

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=likecisco&month=06-08-2014&group=1&gblog=12

เปรียบเทียบ Domain หรือขอบเขต ของการส่งข้อมูลระหว่าง Broadcast กับ Multicast:

- การส่งแบบ Broadcast จะต้องส่งภายใน subnet หนึ่ง subnet เท่านั้น หรือส่งได้ไม่เกิน Router เพราะ Router เกิดมาเพื่อกั้น Broadcast Domain
- การส่งแบบ Multicast จะสามารถส่งไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่ router มีการ enable routing protocol ประเภท Multicast routing protocol (เช่น PIM-SM, MOSPF, และ DVMRP) 

ซึ่งการส่งแบบ Multicast จะเน้นกับ application ประเภทที่ส่งไปเป็นกลุ่ม เช่น IPTV เวลาเราเปิดช่อง ใดๆ เราก็จะได้รับชมรายการของช่องนั้นๆ นั่นเพราะ Box (เรียกว่า set top box) ของเราไป join เข้าร่วมกับ channel หรือ multicast IP เบอร์นั้น - เช่น 

- ช่อง 3 ปล่อยรายการ traffic ผ่าน multicast 224.3.3.3.3 เมื่อเรากดช่อง 3 เราก็จะเข้าไป join group กับ multicast IP 224.3.3.3 เพื่อขอรับ traffic ของช่อง 3

- แต่ถ้าเรากดเปลี่ยนช่อง 5 ที่ปล่อยรายการ traffic ผ่าน multicast 224.5.5.5  เราก็จะเข้าไป join group กับ multicast IP 224.5.5.5 เพื่อขอรับ traffic ของช่อง 5

โดย Source จะอยู่ที่ไหนก็ได้ และ Receiver จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้ router กำลัง run multicast routing protocol อยู่ แล้วรู้ว่า source อยู่ที่ไหน ปล่อย traffic multicast อะไร และรู้ว่ามี receiver ต้องการ multicast traffic ได้บ้าง แค่นี้การ forwarding multicast traffic ก็ทำได้แล้ว

Note: ที่ Layer 2 switch เองก็ต้องมีการ enable Multicast Protocol IGMP ด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถรับ multicast traffic จาก multicast router แล้ว forwarding ไปยัง receiver ที่ขอ join เข้า multicast group ได้อย่างถูกต้อง

====================================


Class E: จะเป็น Class ที่กำหนดสี่ bit แรกแบบตายตัว ให้มีค่าเป็น 1, 1, 1 และ 1 เท่านั้นตามลำดับ ส่วน bit ที่เหลืออีก 28 bit จะมีค่าเป็น 0 หรือ 1 ก็ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

1111xxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx
โดยที่ x = 0 หรือ 1 ก็ได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะ Octet ที่ 1 หรือ 8 bit แรก (1111xxxx) เราจะได้ IP address ที่เป็นไปได้ของ Class E คือ
240.0.0.0 จนถึง 255.255.255.255

IP address ที่อยู่ใน Class E จะเป็น IP address ที่ไม่สามารถกำหนด หรือ set ไว้บนอุปกรณ์ IP network ได้เลย แม้แต่บน Computer ก็ไม่สามารถกำหนด IP address กลุ่มนี้ได้เช่นกัน (เราจะไม่เคยเห็น IP address กลุ่มนี้บนอุปกรณ์ IP network เลย)

สำหรับ IP address เบอร์ 255.255.255.255 ใน Class E นี้จะเป็น Local Broadcast ที่เอาไว้ใช้อ้างอิงตอนส่งแบบ 1-to-All 

IP address ในกลุ่มของ Class E นี้จะเป็น IP address ที่ถูกจองเอาไว้ใช้ในอนาคต และถูกจองเอาไว้ใช้ในงานวิจัย

หมายเหตุ
ปัจจุบัน IP address ที่เรากำลังอ่านกันอยู่นี้เป็น IP address version 4 (IPv4) ซึ่งกำลังถูกใช้จวนจะหมดไปแล้ว (หรือหมดไปแล้วครับ) แต่ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดให้นำ IP address กลุ่มของ Class E นี้มาใช้งานจริง แต่เริ่มมีการนำ IP address version 6 (IPv6) มาใช้งานบ้างแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่แพร่หลายครับ เพราะติดเงื่อนไขคือ ไม่สามารถนำ IPv6 มาใช้งานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง การที่จะกำหนดให้ทุกคน, ทุกผู้ให้บริการ Internet และ ทุกบริษัทเปลี่ยนมาใช้ IPv6 พร้อมๆ กันทั่วโลกนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีวิธีการบางอย่างที่ทำให้ IPv4 สามารถใช้งานร่วมกับ IPv6 ได้ แต่จากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปจับงาน และศึกษาเกี่ยวกับ IPv6 ก็พบว่าไม่มีใครที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองไปใช้งาน IPv6 ก่อน ซึ่งทุกๆ คนก็พยายามยืดการใช้งาน IPv4 ของตนเองไปให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วรอดูสถานการณ์ทั่วโลกครับ (สำหรับ IPv6 หากมีโอกาสจะอธิบายอย่างละเอียดอีกทีนะครับ)

สำหรับ Web ที่มีการแจ้งว่า IPv4 จะหมดเมื่อไหร่นั้น ลองดูตาม URL ข้างล่างครับ

//inetcore.com/project/ipv4ec/index_en.html

เพิ่มเติม:
การ mapping IP address กับ Ethernet MAC address ไม่ว่าจะเป็น
- การ mapping Unicast IP address กับ Unicast MAC address, หรือ
- การ mapping Multicast IP address กับ Multicast MAC address, หรือ
- การ mapping Broad IP address กับ Broadcast MAC address นั้น

ท่านสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ "การ Mapping Multicast IP Address กับ Multicast MAC Address" ตาม link นี้ครับ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=likecisco&date=05-01-2015&group=3&gblog=25

====================================

เอาล่ะครับ เสร็จสมบูรณ์เสียทีสำหรับเรื่อง Class ของ IP address 

ขอบคุณครับ
โก้-ชัยวัฒน์ (kochaiwat)




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2554   
Last Update : 20 มกราคม 2559 0:23:02 น.   
Counter : 19854 Pageviews.  


1  2  3  

kochaiwat
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 616 คน [?]




เริ่มงานครั้งแรกที่บริษัท UIH (United Information Highway) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสารข้อมูล อาทิเช่น Lease Line, Frame Relay และ MPLS และได้ย้ายไปร่วมงานกับบริษัท dtac โดยได้ทำงานเกี่ยวกับ IP Network (Switch/Router/Firewall/F5-Loadbalancer) รวมถึง MPLS Network และ IPRAN (IP Radio Access Network) ซึ่งเป็น IP Network ที่รองรับ Access ของ Mobile System นอกจากนั้นยังสนใจศึกษาเรื่อง IPv6 Address ที่จะมาใช้แทน IPv4 ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
แต่ด้วยความชอบในการแบ่งปันความรู้ จึงได้มีโอกาสสอน CCNA อยู่ที่สถาบันแห่งหนึ่งในอาคารฟอร์จูนทาวน์ในวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึง พ.ศ. 2553 รวมเป็นเวลา 4 ปี, หลังจากนั้นในระหว่างที่ทำงานที่ dtac ก็ได้สอนเสาร์-อาทิตย์เรื่อยมา

เคยเป็น Trainer หรือ Instructor อย่างเต็มตัว สอนวิชาต่างๆ ของ Cisco อย่างเป็นทางการ (Authorize Training) ที่บริษัท Training Partner Thailand จนถึง มีนาคม 2014 และได้ตัดสินใจออกมาสอนเอง เพราะด้วยความรักในอาชีพการสอน และต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับบุคคลในระดับกลางและล่างเพื่อส่งเสริมให้ได้มีโอกาสได้เรียน และได้มีโอกาสสมัครงาน แต่ด้วยใจรักในบริษัท Cisco ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเข้ามา จึงได้ตัดสินใจหยุดการสอน และได้เข้าไปเป็นพนักงาน หรือทำงานที่บริษัท Cisco Thailand ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงปัจจุบัน

ลูกค้าที่เคยมารับการอบรม เช่น
- Lao Telecom Company Ltd
- CAT Telecom
- TOT
- True
- dtac
- CDG Group
- SITA air transport communications and information technology (www.sita.aero/)
- Infonet Thailand
- MultiLink Co., Ltd
- โรงพยาบาลไทยนครินทร์
- และเคยไปเป็นวิทยากรพิเศษที่ มหาวิทยลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ

ปัจจุบันนาย โก้-ชัยวัฒน์ ได้ผ่านการสอบ:
- Cisco Certified Internetwork Expert (CCIE) No. 51353 และ
- Cisco Certified Systems Instructor (CCSI) ซึ่งเป็น Certificate ที่ออกให้โดย Cisco สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สอน Cisco Certificate อย่างเป็นทางการ และได้รับ CCSI ID: 34784

วิชาที่สามารถได้สอนได้สำหรับ Cisco Certificate ในขณะนี้คือ
- CCNA Routing & Switching
- CCNA Security (IINS)
- CCNP Route & Switch: ROUTE
- CCNP Route & Switch: SWITCH
- CCNP Route & Switch: TSHOOT
- MPLS (IOS)
- MPLS Traffic Engineering (IOS)
- CCNP Service Provider: SPROUTE (OSPF, IS-IS, BGP, Prefix-List, Route-Map and RPL (Routing Policy Language))
- CCNP Service Provider: SPADVROUTE (Advance BGP, Multicast, and IPv6)
- CCNP Service Provider: SPCORE (MPLS, MPLS-TE, QoS)
- CCNP Service Provider: SPEDGE (MPLS-L3VPN, MPLS-L2VPN (AToM and VPLS)
- IPv6

Certification ที่มีอยู่ในปัจจุบัน CCIE# 51353, CCSI# 34784, CCNA Routing & Switching, CCNA Security (IINS), CCNA Design, CCNP Routing & Switching, CCIP, CCNP Service Provider ซึ่งเป็น Certification ของ Cisco product รวมถึง Certification ของสถาบัน EC-Council (www.eccouncil.org) นั่นคือ Certified Ethical Hacker (CEH)

"เป้าหมายมีไว้ให้ไล่ล่า บ้างเหนื่อยล้าบ้างหยุดพัก
ชีวิตแม้ยากนัก แต่เรารักเราไม่ถอย
ชีวิตแม้ต้องคอย จะไม่ปล่อยไปวันๆ
ชิวิตไม่วายพลัน แม้นสักวันต้องได้ชัย"

"แม้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แม้ต้องใช้เวลามากเพียงใด
ขอเพียงแค่มีความตั้งใจ เราต้องได้ไปให้ถึงมัน"

ผมจะไม่ยอมทิ้งฝัน แต่จะไล่ล่ามันให้ถึงที่สุด สักวันฝันอาจจะเป็นจริง ถึงจะไปไม่ถึง แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้ทำ
==============================
ความรู้ = เมล็ดพืช
ความพยายามในการเรียนรู้ = ปุ๋ย, น้ำ และความใส่ใจที่จะปลูก
สรุปคือ
ยิ่งพยายามเรียนรู้ ยิ่งพยายามศึกษาในเรื่องใดๆ ผลที่ได้คือ จะได้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง เปรียบเสมือนปลูกต้นไม้ด้วยความใส่ใจ ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ผลที่ได้ก็คือ ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรง และผลิดอกและผลที่งดงามให้เราได้ชื่นชม
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะอยู่ที่นั่น หรือที่ไหนก็ช่าง แต่เชื่อเถอะ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจากความพยายามนั้นๆ ไม่มากก็น้อย
อยากได้อะไรให้พยายาม แล้วความสำเร็จมันจะเข้ามาหาเอง
ผมเชื่อ และมั่นใจอย่างนั้น
===============================
ตอนนี้ผมได้ไปถึงฝัน (CCIE) แล้ว และสิ่งที่ไม่คาดฝัน คือได้ทำงานที่บริษัท Cisco ซึ่งถือได้ว่าไกลเกินฝัน

กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้ เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น และพยายามอย่างไม่ย่อท้อ ศึกษาหาความรู้ และฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และผมก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ขอเพียงแค่อย่าท้อ อย่าถอย และอย่าหยุด

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และขอให้ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวัง ไม่ว่าท่านจะหวังสิ่งใดก็ตามครับ

ท้ายที่สุด ผมขอฝากข้อคิดในเรื่อง Certificate ไว้สักนิดนะครับ:
*** "CCIE และ Certificate อื่นๆ มีไว้เพื่อทำมาหากิน และมีไว้เพื่อข่มตนไม่ให้เกรียน เพราะความเกรียนจะนำมาซึ่งการเป็นเป้าให้คนที่เค้าหมั่นไส้ยิงเอานะครับ" ***

Facebook: ชัยวัฒน์ อมรหิรัญวงศ์
New Comments
[Add kochaiwat's blog to your web]

MY VIP Friends


 
 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com