Group Blog
 
All blogs
 

ผลสำรวจรายได้ของชาวไอทีภายในภูมิภาคเอเชียโดย ZDNet Asia ปี 2008

พอดีแวะไปอ่านเวปนึงมาค่ะ เลยนำมาฝาก ซึ่งเค้าได้พูดถึงผลสำรวจโดย ZDNet Asia เกี่ยวกับรายได้ของคนไอทีในบ้านเรา กับประเทศเพื่อนบ้าน ยังไงก็ขออภัยที่ไม่ได้ให้เครดิตนะค่ะ พอดีจำชื่อเวปไม่ได้จริงๆ แฮะๆๆ

เป็นผลสำรวจรายได้ ของชาวไอที ภายในภูมิภาคเอเชีย 2008 งานทางด้านไอทียังคงมีรายได้ที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยหากวัดจาก รายได้ต่อปีแล้ว ฮ่องกงยังคงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยสิงคโปร์ , ไทย , มาเลเซีย , อินเดีย , ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียตามลำดับ

โดยธุรกิจที่มีอัตราจ้างงานสูงสุด คือ การธนาคาร การเงิน สื่อสาร และ บริษัทไอทีโดยตรง ที่น่าสนใจคือ จากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีขึ้นไป จะมีรายได้ห่างจากเด็กที่จบใหม่ กว่าเท่าตัว ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมา นั่นอาจเป็นเพราะ เด็กที่จบใหม่ในเมืองไทย ยังไม่สามารถทำงานได้ทันที จะต้องผ่านการเทรนอีกพอสมควร รวมทั้ง certified ต่างๆ เริ่มมีผลในการเลือกพนักงาน เข้าทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สถิติอื่นๆที่น่าสนใจเฉพาะในเมืองไทย

40.6% มี Certified อย่างน้อยหนึ่งใบ

MCP เป็น Certified ยอดฮิตในเมืองไทย ตามมาด้วย CCNA, MCSE, SCJP ตามลำดับ

93.2% ของพนักงานไอทีเมืองไทยทำงานแบบเต็มเวลา

พนักงานแบบ Outsource และ Contract จะมีรายได้มากกว่าพนักงานประจำประมาณ 25-30%

ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวสิงคโปร์ 1 คน สามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวไทยได้ 2 คน

ในขณะที่ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวไทย 2 คน สามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวอินเดียได้ 3 คน

โดยรวม รายได้ของชาวไอทีในเมืองไทยในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เพียงน้อยนิด โดยคาดว่า มีผลกระทบมาจากเศรษฐกิจ การเมือง การเข้ามาลงทุน จากบริษัทต่างชาติ รวมทั้งความต้องการจ้างงานที่ลดลง




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 10:30:20 น.
Counter : 318 Pageviews.  

Online Social Networking : อาวุธลับสำหรับธุรกิจล้ำสมัย !!!

พอดีได้แวะไปอ่านเวปไซด์ของประชาชาติธุรกิจมา เห็นบทความนึงที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ Online Social Networking และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนทำงานอย่างเรา

ทุกวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอินเตอร์เนตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเรา พลังของคนกลุ่มนึงในอินเตอร์เนตมีผลต่อพฤติกรรมของคนเราในปัจจุบันมากนะค่ะ พูดง่ายๆว่าโลกมันแคบมาก ถ้าใครทำอะไรไม่ดี แป๊ปเดียวหล่ะก็ปากต่อปากกันไป จริงไม่จริงไม่รู้หล่ะ แต่มันมีการป่าวประกาศออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นในบางบริษัทก็มีการจัดตั้งบุคคลากรที่คอยสอดส่อง ดูข่าวสาร ความเคลื่อนไหว หรือการพูดถึงบริษัทตัวเองในเวปไซด์กันเลยทีเดียวค่ะ

บทความนี้เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชคกล่าวถึงอิทธิพลของปรากฏการณ์หนึ่งในโลกไซเบอร์ นั่นคือ Online Social Networking หรือเน็ตเวิร์กทางสังคมออนไลน์ คือ การรวมตัวกันของผู้เล่นเน็ตเป็นกลุ่มเป็นก้อน และมีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องเข้มข้น จนสร้างเป็นชุมชนออนไลน์ที่จะนำไปใช้กับการดำเนินงานของกิจการ

เว็บไซต์ที่โดดเด่นคงไม่หนี Facebook YouTube Linkedln หรือ Digg เป็นต้น ซึ่งมีผู้ที่เข้ามาร่วมในเน็ตเวิร์กนี้ นับเป็นล้านๆ จนเป็นอาวุธลับทางธุรกิจที่ทรงพลังของหลายๆ กิจการ

แต่ยังมีคำถามว่า แล้ว Social Networking เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

ในเบื้องต้นอาจจะกล่าวได้ว่า เน็ตเวิร์กนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่เข้ามาช่วยสร้างความสัมพันธ์และกระตุ้นให้เกิดการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการในหลากหลายมุมมองได้ อาทิ ลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่อาจจะเข้ามาให้ความคิดเห็นและมุมมองใหม่ๆ กับกิจการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

เน็ตเวิร์กนี้จึงมักเป็นเทคนิคที่ใช้เสริมเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ที่กิจการมีอยู่แล้ว ซึ่งก็มักจะเป็นการผลักดันให้เว็บไซต์ของกิจการมีปริมาณการเข้าใช้บริการมากขึ้น ได้ข้อมูลต่างๆ สำหรับการตอบสนองและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า ฯลฯ สร้างความคุ้นเคยผูกพันและความภักดีต่อกิจการ สอบถามข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ และสำหรับสารพัดกิจกรรมในการทำการตลาดออนไลน์ต่างๆ อย่างได้ผล

คุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้เน็ตเวิร์กทางสังคมนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีลักษณะของการเป็น Viral นั่นคือสามารถแตกตัวเติบโตและถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปยังสาธารณชนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว คล้ายกับกลยุทธ์แบบปากต่อปาก (Word of Mouth) แต่สามารถออนไลน์เรียลไทม์ทันทีทันใด แถมยังเป็นลักษณะแบบสองทางที่ผู้บอกและผู้รับข่าวสารสามารถพูดคุยซักถามกันอย่างต่อเนื่องด้วย ทำให้ยิ่งมีความเชื่อถือสูงมากขึ้นไปอีก ก่อให้เกิดผลกระทบทางการส่งเสริมการตลาดอย่างมาก

นอกจากนี้ยังช่วยให้เจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจงได้อย่างตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายของกิจการอีกด้วย เนื่องจากแต่ละกลุ่มก้อนเน็ตเวิร์กนั้นล้วนแล้วแต่มีลักษณะเฉพาะตัวที่จะดึงดูดให้กลุ่มคนที่มีลักษณะร่วมบางอย่างเข้ามาปฏิสัมพันธ์กัน

อาทิ //www.Linkedln.com ที่เป็นแหล่งร่วมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพในแต่ละวงการเอาไว้มากมาย โดยผู้ที่จะเข้าร่วมในเน็ตเวิร์กดังกล่าวจะต้องกรอกแบบฟอร์มคุณสมบัติต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ เสมือนหนึ่งเข้าสมัครงานตามกิจการใหญ่ๆ ทีเดียว ซึ่งเมื่อองค์กรใดต้องการสรรหาบุคลากรหัวกะทิในแต่ละด้าน หรือแม้แต่ต้องการเลือกสรรพันธมิตรธุรกิจที่จะสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรก็สามารถเข้ามาติดต่อได้จากภายในเน็ตเวิร์กดังกล่าวได้

ประโยชน์ของเว็บเน็ตเวิร์กนี้เรียกว่าเป็นการนำเอากลยุทธ์นวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) คือ การที่กิจการเข้าถึงและนำไอเดียจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก เข้ามาร่วมในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกิจการได้อย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องอาศัยการวิจัยสำรวจตลาดแบบดั้งเดิมดังที่พีแอนด์จีได้ดำเนินการไปแล้วอย่างสัมฤทธิผล

อีกกรณีที่น่าสนใจคือ รองเท้ากีฬาชื่อดังก้องโลก ก็ใช้เทคนิคกลุ่มเน็ตเวิร์กออนไลน์เช่นกัน ในการดึงลูกค้าให้เข้ามาให้ความคิดเห็นกับรูปลักษณ์และคุณสมบัติของรองเท้ากีฬารุ่นใหม่ที่กำลังจะพัฒนาออกมาทำตลาดต่อไป ซึ่งทำให้ลูกค้าเองก็รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่ความผูกพันแนบแน่นกับแบรนด์นั้นไปโดยอัตโนมัติด้วย

หรือบริษัท Mattel ซึ่งมีการพัฒนา //www.bigideagroup.net เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้ามาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดของของเล่นรูปแบบใหม่ หรืออาจจะใช้เน็ตเวิร์กนี้ในลักษณะของการจัดการแข่งขันก็ได้ โดยค่ายรถยนต์ระดับโลกหลายแห่งได้จัดการประกวดไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนารถยนต์รุ่นล่าสุด ผู้เข้าแข่งขันก็จะเข้ามาให้ไอเดีย ออกแบบ นำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หากผลงานของผู้เข้าแข่งขันรายใดเข้าตาก็จะได้รับทั้งรางวัล รวมถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมงานกับกิจการนั้นๆ ด้วย และกิจการเองก็จะได้แนวคิดใหม่ๆ ไปพัฒนาต่อ

นอกจากนี้ยังเชื่อมทุกการสื่อสารกับคู่ค้าและพันธมิตรต่างๆ ได้อีกด้วย อาทิ บริษัทโบอิ้งได้ใช้ความร่วมมือจากพันธมิตรธุรกิจทั่วโลก โดยการตั้งเน็ตเวิร์กออนไลน์ขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นัดหมายให้ผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละพันธมิตรของตนเข้ามาพบปะประชุมหารือกันเพื่อร่วมมือกันออกแบบเครื่องบิน โดยมีทั้งญี่ปุ่นและอิตาลีมาร่วมด้วย ประหยัดทั้งต้นทุน เวลา และยังถ่ายโอนความรู้ข้ามกิจการและข้ามทวีปได้เพียงลัดนิ้วมือเท่านั้น

ดังที่เห็นแล้วว่า เน็ตเวิร์กออนไลน์ นับเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจและทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนี้ หากมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวได้อย่างมากมายเลยทีเดียว ในยุคที่ปัญหาสารพัดรุมเร้าอยู่ในขณะนี้




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2551    
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 9:56:30 น.
Counter : 210 Pageviews.  

แนวโน้มการปรับเงินเดือนและการจ่ายโบนัส ประจำปี 2549 - 2550 ของธุรกิจต่างๆ

ข้อมูลมาจาก สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เรื่อง Benefit & Salary Survey Tracking Report 2006
เรื่องแรกนี้ เป็นเรื่องแนวโน้มการปรับค่าจ้างเงินเดือนเฉลี่ย ประจำปี 2006 - 2007 ของธุรกิจต่างๆ

Slide แรกนี้ ตัวเลขของปี 2006 เป็นตัวเลขจริง(Actual) ส่วนตัวเลขของปี 2007 เป็นตัวเลขประมาณการ(Estimate) นะ แยกตามประเภทกิจการ และระดับตำแหน่งด้วย


สรุป ท่านกูรูท่านว่าปีนี้ บริษัทต่างๆ จะปรับเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.0 - 6.2 % ย้ำ เฉลี่ยนะ



ส่วน Slide ที่ 2 แสดงถึงช่วงเวลาในการปรับเงินเดือนประจำปีของบริษัท
ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่(เกือบ 69%) ปรับตอนเดือนมกราคมของทุกปี



ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่อง แนวโน้มการจ่ายโบนัสเฉลี่ย ประจำปี 2006 - 2007

Slide แรกของเรื่องแนวโน้มการจ่ายโบนัสนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการจ่ายโบนัสแบบ Fixed หรือ Guaranteed Bonus ซึ่งหมายถึงการจ่ายโบนัสแบบคงที่ ซึ่งยังคงมีหลายบริษัทที่จ่ายโบนัส
ในรูปแบบนี้อยู่ และยังมีอีกหลายบริษัทที่จ่ายโบนัสในรูปแบบนี้ผสมกับการจ่ายโบนัสแบบ ผันแปร(Variable Bonus) ด้วย

แยกตามประเภทกิจการเช่นเดียวกัน
ในช่อง Ave คือ ค่าเฉลี่ย
ส่วนในช่อง Mode คือตัวเลขของโบนัสที่มีหลายๆ บริษัทให้มาซ้ำๆ กันมากที่สุด



ส่วน Slide สุดท้ายนี้ บอกถึงแนวโน้มการจ่ายค่าจ้างแบบผันแปร ซึ่งการจ่ายโบนัสในลักษณะนี้
อาจไม่เท่ากันทุกปี แล้วแต่ผลประกอบการของแต่ละบริษัทนั่นเอง

และเช่นเดียวกันตัวเลขในปี 2005 คือตัวเลขจริง(Actual) ส่วนตัวเลขของปี 2006 เป็นตัวเลข
ประมาณการ(Estimate) :

ซึ่งกูรูท่านสรุปว่าโบนัสแบบผันแปรในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 2 - 3 เดือน



สรุป
ท่านกูรูของ TMA ท่านสรุปให้ฟังว่า ภาพรวมตลาดปีนี้ จะมีการปรับ ค่าจ้างเงินเดือนประจำปีเฉลี่ย ประมาณ 6.0 - 6.2%

ซึ่งอัตราการปรับค่าจ้างนั้นพอๆ กันกับปีก่อน แต่จะมีการจ่ายโบนัสที่ลดลง ทั้งนี้ธุรกิจวัสดุก่อ สร้าง และเทเลคอมฯ มีแนวโน้มที่จะปรับค่าจ้างสูงกว่าธุรกิจอื่นโดยอาจปรับสูงถึง 7 - 8% นอกจากนี้ธุรกิจยานยนต์ยังคงมีการจ่ายโบนัสสูงสุดดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการจ่ายที่ 4 - 5 เดือน




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2549 11:15:41 น.
Counter : 1474 Pageviews.  


IT Talk
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add IT Talk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.